facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : MW 14 : Are you okay?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 22 เม.ย. 2564 19:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
MW 14 : Are you okay?
แบบอักษร

 

 

Are you okay?

 

 

ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศตกกระทบผิวเนื้อเนียนนอกผ้าห่มนวมผืนหนา ร่างนุ่มนิ่มพลิกตัวโอบเหล่าเสื้อผ้าติดกลิ่นแชมเปญหวานหอมมากอดเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายของตัวเองและลูกในท้อง

 

"เธอหนาวเหรอ? ปิดแอร์ไหม" ผมถามเมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กข้างกายขยับพลิกตัวไปมาเหมือนคนครั่นเนื้อครั่นตัว

 

เข้าสู่สัปดาห์ที่สองของการทำรังแล้ว แต่น้องก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะย้ายออกจากรังกลับไปนอนในห้อง มิหนำซ้ำเขายังขนข้าวของเครื่องใช้จำเป็นเข้ามาจนห้องทำงานของผมดูแน่นขนัดตา

 

"ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมห่มผ้าเอาก็ได้"

 

"พี่มาอาศัยรังเธอนอน แล้วยังมาทำให้เธอลำบากอีก"

 

"คุณขี้ร้อนนี่นา"

 

น้องรู้ดีว่าผมเป็นคนขี้ร้อน ถึงแม้ฝนจะตกหรือหิมะจะโปรยปราย ผมก็ถอดเสื้อนอนอยู่ดี

 

"ขี้เอาด้วยนะ"

 

"ทะลึ่ง!"

 

ฝ่ามือเล็กฟาดต้นแขนของผมเต็มแรง ถ้าหากเปิดไฟดูคงเห็นเป็นรอยนิ้วทั้งห้าแดงเถือกไปทั่วทั้งร่างกาย 

 

พูดไม่เข้าหูเมื่อไหร่ เป็นต้องโดนฟาดทุกที

 

"นอนได้แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ตื่นไปประชุมไม่ทันหรอก"

 

"พรุ่งนี้เธอก็ออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้างสิครับ เดี๋ยวพี่ให้ลอร่าไปเป็นเพื่อน"

 

น้องเอาแต่หมกตัวอยู่ในบ้านของเบบี๋ทั้งวันทั้งคืน จะออกจากรังก็ตอนลงไปทานอาหารและเข้าห้องน้ำแค่นั้น

 

"ช่วงนี้ผมไม่ค่อยอยากออกไปไหน ผมอยากนอนอย่างเดียวเลย"

 

"นอนหลับหรือนอนดูซีรีย์เกาหลีครับที่รัก"

 

ถ้าเราสองคนไม่ใช้ยูเซอร์เข้าเน็ตฟลิกซ์อันเดียวกัน ผมคงเชื่อคำพูดของเขาไปแล้ว

 

"ตอนแม่ท้องผม แม่ก็ดูซีรีย์แล้วขอให้ผมคลอดออกมาหน้าตาเหมือนพระเอกที่แม่ชอบ เห็นไหมผมเลยเกิดมาหล่อ"

 

ทำไมถึงมั่นใจตัวเองว่าหล่อล่ะ...ยัยคนน่ารัก

 

"ถามจริง? ยังมีคนเชื่อเรื่องพวกนั้นอยู่อีกเหรอ"

 

"คุณคอยดูแล้วกัน"

 

"สงสัยพี่คงต้องไปแคสเป็นนักแสดงบ้างแล้ว เผื่อสายตาของเธอจะได้มองแค่พี่คนเดียว"

 

"ทุกวันนี้ สายตาของผมก็มีแค่คุณมาร์โคนะ"

 

โอเค...หัวใจที่แข็งแกร่งดั่งภูผาของผมเหลวเป๋วเป็นสายน้ำเรียบร้อย

 

"ยังไงเธอก็ต้องออกไปเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง อยู่แต่ในบ้านเดี๋ยวก็เกิดภาวะเครียดหรอกที่รัก"

 

เอาจริงผมเขินกับคำพูดของน้องจนต้องรีบเปลี่ยนเรื่อง กลัวเก็บอาการไม่อยู่แล้วเผลอจับน้องฟัดจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน

 

"ทำไมรู้เยอะขนาดนั้น"

 

"จะเป็นพ่อคน พี่ก็ต้องอ่านต้องศึกษาบ้างสิ"

 

ทุกวันหลังจากเลิกงาน ผมจะแวะไปร้านหนังสือเพื่อหาหนังสือเกี่ยวกับคุณพ่อมือใหม่มาอ่าน จนตอนนี้หนังสือเหล่านั้นกองเต็มโต๊ะทำงานไม่เหลือพื้นที่ว่างสำหรับเอกสารงานของบริษัทแม้แต่เสี้ยวเดียว

 

"ทำไมแด๊ดของน้องวินน่ารักจัง" นิ้วเรียวยกหยิกแก้มผมยืดออกจากกันราวกับว่ามันเป็นมาร์ชเมลโล 

 

"เธอ...สักหน่อยไหม"

 

น้องน่ารักก็จริงแต่น้องก็น่าเอามากเหมือนกัน คนอะไรยิ่งโตยิ่งน่าฟัด

 

ครั้งแรกที่ผมเห็นเขาบนเรือสำราญพร้อมกับกลิ่นจูเลียตโรสหอมเย้ายวน ผมก็ได้สั่งให้คนตามสืบประวัติ และผมก็ไม่คิดว่าเขาคือน้องวิน เด็กชายเจ้าของรอยยิ้มน่ารักและใจดี หลานชายคนโตของคุณหญิงไอสวรรค์ผู้มีพระคุณของผม พอผมรู้ว่าเป็นน้อง ผมก็ยิ่งอยากได้เขามาครอบครองไว้เพียงคนเดียว 

 

"เฮ้อออ นอนดีกว่า"

 

"บี๋ครับ แด๊ดเสียใจ"

 

หน้าแนบลงกับท้องนูนแล้วทำน้ำเสียงอ้อน เสียงหัวเราะคิกคักดังแว่วมาตามสายลม ผมเงยหน้ามองผ่านความมืดมิดที่มีเพียงแสงของดวงจันทร์สาดส่องเข้ามา

 

"เสียงเด็กที่ไหน?"

 

"คุณหูฝาดหรือเปล่า ผมไม่ยักจะได้ยิน"

 

"จริงๆ นะที่รัก"

 

"หื่นจนเพ้อเจ้อ นอนกันเถอะผมง่วงแล้ว"

 

ผมมั่นใจว่าผมไม่ได้หูฝาดไปอย่างแน่นอน ผมได้ยินเสียงเด็กหัวเราะจริงๆ แถมไม่ได้หัวเราะแบบมีความสุข แต่เป็นเสียงหัวเราะเยาะเย้ยชอบอกชอบใจ

 

"เธอ...พี่ได้ยินจริงๆ นะ"

 

"นอน!"

 

 

สัมผัสเนียนนุ่มประทับบนหน้าผาก ลมหายใจอุ่นรดลงไล่มาเรื่อยจนหยุดอยู่ข้างใบหู เสียงกระซิบแผ่วเบาปลุกผมตื่นจากห้วงนิทรา

 

"คุณมาร์โคตื่นได้แล้ว เช้าแล้วนะครับ"

 

มือรั้งร่างนิ่มเข้ามากกกอดเอาไว้แนบอก คางวางเกยกลุ่มผมสีน้ำตาลสูดกลิ่นแชมพูหอมละมุนเข้าเต็มปอด 

 

"พี่ไม่อยากไปประชุม อยากนอนกอดเมียอยู่บ้าน"

 

"ลุกไปอาบน้ำได้แล้วครับ ถ้าช้าผมจะไม่ให้คุณจูบก่อนออกจากบ้านนะ"

 

เมื่อได้ยินคำประกาศิตจากปากของคุณเมีย มีหรือที่คนอย่างผมจะไม่ทำตาม ผมรีบลุกขึ้นนั่งยกเหยียดแขนบิดขับไล่ความขี้เกียจ ทว่าความรู้สึกพะอืดพะอมกลับตีตื้นขึ้นมาจนถึงลิ้นปี่ พอลืมตามองไปรอบๆ กลับกลายเป็นว่าห้องทำงานของผมหมุนวนจนต้องหลับตาลงแน่นอีกครั้ง

 

"คุณเป็นอะไร คุณไม่สบายเหรอ?" น้องว่าพลางทาบหลังมือบนหน้าผากของผม

 

"พี่แค่รู้สึกเวียนหัวนิดหน่อย สงสัยนอนไม่พอมั้งครับ"

 

จะว่าไปแล้ว ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาผมทำงานหนักติดต่อกันตั้งแต่เช้าจนเกือบถึงเช้าของอีกวัน ได้นอนแค่วันละไม่ถึงสามชั่วโมง เพราะผมต้องเร่งอ่านรายละเอียดการสัมปทานบ่อน้ำมันแห่งใหม่ที่อลาสก้า และต้องนำเสนอกับที่ประชุมจตุภาคีในวันนี้

 

"คุณไปประชุมไหวแน่นะ"

 

"ไหวครับ แต่ก่อนไปแด๊ดขอทักทายเบบี๋หน่อยนะ"

 

ดวงตากลมโตกรอกตามองบน มือเล็กดันตัวผมให้ลุกออกจากกระโจมอินเดียแดงของเขา แต่แล้วอยู่ๆ ผมก็รู้สึกคลื่นไส้อาเจียนจนต้องรีบคว้าถังขยะแถวนั้นมาอ้วกออกจนหมดไส้หมดพุง

 

"คุณไปหาหมอไหม"

 

"พี่ขอนอนพักสักสิบนาทีนะ"

 

เมื่อรู้สึกว่าร่างกายขยับเขยื้อนไม่ไหวผมก็เลยล้มตัวนอนลงดังเดิม เปลือกตาค่อยๆ ปิดลง มือชื้นเหงื่อกำแน่นราวกับเรียกพละกำลังกลับคืนมา

 

"ผมเป็นห่วงนะ"

 

"พี่ไหวครับ เธอไม่ต้องเป็น...อุบบบ!"

 

คราวนี้เหมือนภูเขาไฟกำลังจะปะทุออกมา ผมรีบลุกวิ่งเข้าห้องน้ำกอดชักโครกเอาไว้ น้องเดินตามเข้ามาแล้วลูบแผ่นหลังของผมจากล่างขึ้นบน ทว่ากลับมีเพียงแค่น้ำสีใสกับอากาศที่ออกมาเท่านั้น

 

"คุณไปโรงพยาบาลเถอะนะ"

 

"ไม่ไปหรอกเสียเวลา พี่ต้องรีบแต่งตัวออกไปประชุมแล้ว"

 

รู้ว่าน้องเป็นห่วง แต่จะให้ทำยังไงได้ในเมื่อการประชุมภาคีครั้งนี้มีความหมายกับแก๊งของผมมาก ชีวิตของลูกน้องนับหมื่นรวมทั้งครอบครัวอยู่ในมือของผม ผมต้องรับผิดชอบพวกเขา

 

"ถ้าอย่างนั้นคุณไปอาบน้ำแต่งตัวเถอะ"

 

ว่าแล้วน้องก็เดินออกจากห้องน้ำไปไม่หันกลับมามองหน้า เขาคงน้อยใจที่ผมไม่เชื่อเขาสินะ แต่งตัวเสร็จค่อยไปง้อแล้วกัน

 

"สวัสดีครับนายท่านมาร์โค"

 

เมื่ออาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยผมก็กะว่าจะมาง้อเมีย แต่กลับเจอคุณหมอพริโม หมอเก่าแก่ประจำตระกูลนั่งรออยู่กับแม่ของลูกบนโซฟาในห้องนอน

 

"มาทำอะไร"

 

"ผมขอให้ลอร่าช่วยตามคุณหมอมาตรวจอาการคุณ"

 

"เธอครับ พี่ไม่ได้เป็นอะไร"

 

"อืม ถ้าคุณเห็นว่าความเป็นห่วงของผมไม่สำคัญ ก็ตามใจแล้วกัน"

 

งานเข้าแล้วมาร์โค!

 

น้องลุกจากเก้าอี้เดินออกจากห้องนอนเข้าไปยังห้องทำงานพร้อมปิดประตูเสียงดังจนผม คุณหมอและพวกลูกน้องสองสามคนสะดุ้งกันเป็นแถบ

 

"จะให้ผมตรวจไหมครับนายท่าน"

 

"แล้วคุณคิดว่าควรทำยังไง"

 

การตรวจร่างกายผ่านพ้นไปได้ด้วยดี คุณหมอบอกกับผมว่าอาการเหล่านี้อาจเกิดจากความเครียดและความวิตกกังวลที่มากเกินไป ตอนแรกผมก็คิดว่ามันคงเป็นเรื่องงาน แต่พอคุณหมอซักถามไปมา ที่ไหนได้อาการเหล่านี้เกิดเพราะผมตื่นเต้นรวมทั้งวิตกกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ของน้องต่างหาก หรือจะพูดง่ายๆ ว่าผมแพ้ท้องแทนเมียนั่นแหละครับ

 

"เดี๋ยวอาการเหล่านี้ก็จะหายไปเองครับไม่ต้องกังวล แต่ตอนนี้ผมว่านายท่านควรรีบไปง้อคุณภรรยาจะดีกว่านะครับ อันนั้นน่าจะหายเองไม่ได้"

 

คุณหมอน้อมตัวลงเคารพก่อนเดินตามลูกน้องชายของผมออกไป 

 

ได้เวลาไปง้อเมียแล้วสินะ

 

 

นิ้วกดรหัสปลดล็อกประตูห้องทำงานแล้วค่อยๆ เปิดมันเข้าไปอย่างกลัวว่าจะทำให้อารมณ์ขุ่นมัวของคุณแม่ลูกหนึ่งปะทุขึ้นอีกครั้ง แต่ผิดคาด ทุกอย่างกลับเงียบสงบราวกับว่าไม่มีคนอยู่ภายในห้องนี้

 

ผมเดินตรงไปเปิดแง้มม่านผ้าห่มออกเล็กน้อยพอมองเห็นเจ้าความน่ารักกำลังนอนกอดเสื้อสูทหลับฝันหวาน เสียงลมหายใจแผ่วเบาดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผมสอดมือเข้าไปเลื่อนผ้าห่มคลุมเรียวขาสวย

 

"กลับมาค่อยง้อก็แล้วกัน"

 

"คิกคิก! "

 

จู่ๆ ก็มีเสียงเด็กหัวเราะดังมาจากข้างบนโต๊ะทำงาน เมื่อผมเงยหน้าขึ้นมองก็พบกับเด็กชายอายุประมาณสามถึงสี่ขวบ สวมชุดเอี๊ยมสีครีมสะพายกระเป๋าเป้ผึ้งน้อยนั่งขัดสมาธิเลียอมยิ้มในมืออย่างเอร็ดอร่อย

 

เห้ย! ลูกใครวะ

 

"หนูเป็นใคร แล้วเข้ามาในห้องนี้ได้ยังไง"

 

"อะ...กระจก" เด็กชายรูดซิปกระเป๋าเป้ออกแล้วหยิบกระจกพับบานเล็กยื่นให้ผม

 

"เพื่อนเล่นเหรอ"

 

"เอ้า! ก็แด๊ดถามว่าหนูเป็นใคร แด๊ดก็ลองส่องดูสิ"

 

"ส่องทำไม ส่องไปก็เห็นคนหล่อ" ผมส่งกระจกคืนเจ้าเด็กแก้มป่อง

 

จะว่าไปแล้ว เจ้าเด็กนี่ก็หน้าคล้ายสุดที่รักของผมตอนเป็นเด็กเลยแฮะ แก้มพองฟูเหมือนซาลาเปา ดวงตากลมโต ปากเล็กน่ารัก ท่าทางพูดเก่งเอาเรื่อง

 

"หนูก็หล่อนะ"

 

"พ่อแม่หนูเป็นใคร แล้วใครพาหนูเข้ามา" ผมลุกขึ้นยืนเผชิญหน้าก่อนถามคำถามกับเด็กชาย

 

ตอนเดินเข้ามาผมมั่นใจว่าผมปิดประตูห้องทำงานดีแล้ว อีกอย่างการจะเข้ามาในห้องนี้ได้ก็ต้องกดรหัส ซึ่งมีแค่ผมกับน้องที่รู้

 

"หนูชื่อโรมิโอ เป็นลูกของมัมมี้ไรวินท์ฮะ"

 

"หนูจะมาเป็นลูกของสุดที่รักฉันได้ยังไง ลูกของฉันยังเป็นก้อนอยู่ในท้องเมียฉันอยู่เลย"

 

"เอ้า! ไม่เชื่อหนูอีก เอางี้...มัมเคยบอกแด๊ดว่าจะตั้งชื่อลูกว่าอะไร? "

 

"ถ้าเป็นผู้หญิงจะตั้งชื่อว่าจูเลียต แล้วถ้าเป็นผู้ชายจะตั้งชื่อว่าโรมิโอ"

 

แล้วทำไมผมถึงต้องมาตอบคำถามเด็กที่ไม่รู้จักด้วยล่ะ

 

"โรมิโอก็ชื่อของหนูไง"

 

ผมได้แต่ยกมือกุมขมับ ตาเหลือบมองไปยังหน้าต่างฝั่งสวนดอกไม้สไตล์ยุโรปข้างตัวคฤหาสน์ที่น้องมักเปิดรับอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าเป็นประจำ สงสัยว่าเด็กคนนี้คงถูกใครบางคนพาปีนเข้ามาผ่านช่องทางนี้ก็เป็นไปได้ แต่ว่าความสูงจากพื้นถึงชั้นสองสูงเกือบสิบสองเมตร คงไม่มีคนบ้าที่ไหนกล้าปีนขึ้นมาหรอก

 

แล้วเด็กนี่เข้ามาได้ยังไง? หรือว่า...

 

"เมื่อกี้คุณคุยกับใคร แล้วทำไมต้องคุยเสียงดัง คนจะหลับจะนอน"

 

"ก็..."

 

ผมหันกลับมาก็ไม่พบเด็กนั่นแล้ว น้องโผล่หน้าออกมาจากม่านผ้าห่ม คิ้วเรียงสวยขมวดมุ่นไม่พอใจที่ผมทำเสียงดังจนเขาตื่น

 

"ไม่ไปประชุมหรือไง เห็นว่ารีบไม่ใช่เหรอ รีบนักก็ไปสิ เดี๋ยวก็ไม่ทันหรอก"

 

"เธอ...พี่ขอกำลังใจหน่อยสิ"

 

"ไม่ ออกไปได้แล้ว จะนอน ง่วง! "

 

ตาสวยหรี่มอง ปากกระจับเบะลง มือปิดม่านพรึบเข้าหากันแล้วล็อกมันด้วยคลิปหนีบกระดาษด้วยความหงุดหงิด

 

เรื่องเก่ายังไม่ทันเคลียร์ เรื่องใหม่ก็เข้ามาอีกแล้ว

 

โถ่...ชีวิต!

 

 

เอกสารสำคัญจำนวนสิบฉบับวางลงตรงหน้าผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการจตุภาคี การจะเริ่มต้นทำธุรกิจใดๆ ก็ตามที่ต้องการเงินภาคีช่วยสนับสนุน จะต้องผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมภาคีเสียก่อนถึงจะทำได้

 

"ยังไม่ล้มเลิกความคิดอีกเหรอมาร์โค" ดวงตาคมของหัวหน้าแก๊งลอเรนโซมองเอกสารในมือด้วยสายตาเย้ยหยัน

 

แค่ได้ยินเสียงมาเฟียแห่งโรมผมก็แทบอยากฉีกเนื้อมันออกเป็นชิ้นๆ เกลียดขี้หน้าตั้งแต่มันใช้วิธีสกปรกซื้อเสียงคณะกรรมการภาคีโหวตให้มันขึ้นดำรงตำแหน่งประธานแทนประธานคนก่อนที่หมดวาระลงไปเมื่อปีที่แล้ว

 

ตำแหน่งประธานภาคีคือสิ่งที่หัวหน้าแก๊งทุกคนต่างปรารถนาที่จะครอบครอง หนึ่งวาระเท่ากับสี่ปี ภายในสี่ปีหัวหน้าแก๊งที่ถูกเลือกเป็นประธานจะได้ดูแลเงินส่วนกลางที่ทุกแก๊งต้องส่งเข้ามาเป็นกองกลาง และยังได้ส่วนแบ่งจากการทำธุรกิจภายใต้ชื่อจตุภาคีเป็นจำนวนเงินสี่สิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนอีกหกสิบเปอร์เซ็นต์จะถูกแบ่งออกเป็นสามส่วนเท่ากันและแจกจ่ายให้กับสามแก๊งที่ไม่ได้รับเลือก

 

"คนอย่างกูไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆ "

 

"อย่ามั่นใจไปหน่อยเลย คุณเข้าวงการก่อนผมสิบกว่าปีเลยไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมฝั่งเกาะถึงยังย่ำอยู่กับที่ล่ะ"

 

น้ำเสียงเยาะเย้ยฟังดูแล้วน่าเอาลูกปืนกรอกปาก ถ้าหากไม่รู้มาก่อนว่าฟาเบียนคือลูกชายของดอนกิลเบิร์ตผมคงไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด รุ่นพ่อเล่นเกมอย่างขาวสะอาด ส่วนรุ่นลูกทำทุกอย่างที่จะได้มาซึ่งอำนาจและเงินตรา ถ้าหากมันไม่บีบบังคับเหล่าคณะกรรมการถึงขั้นจนตรอก ผมมั่นใจว่ามันคงไม่มานั่งปากดีเหมือนทุกวันนี้แน่

 

การประชุมเป็นไปด้วยความเคร่งเครียด ทุกคนล้วนแล้วแต่อยากได้การสัมปทานการขุดเจาะน้ำมันที่อลาสก้ากันทั้งนั้น หากแต่ก็ต้องถอนตัวเมื่อได้ยินชื่อบริษัทอาร์มาเรล ภายใต้การดูแลของแก๊งลอเรนโซ แน่นอนว่าบริษัทมาร์เชลโลของผมไม่มีทางปล่อยให้มันคาบไปกินได้ง่ายๆ

 

"จากข้อมูล ที่ประชุมมีความเห็นว่าการสัมปทานขุดเจาะน้ำมันในประเทศอลาสก้าเหมาะจะอยู่ภายใต้การดูแลของอาร์มาเรล"

 

"เหตุใดมาร์เชลโลถึงไม่ได้สิทธิ์นั้น" ผมรีบยกมือถามผู้ทรงคุณวุฒิทันที

 

"เพราะเราเชื่อในอาร์มาเรล"

 

"ทั้งที่มาร์เชลโลมีทุนมากกว่าอย่างนั้นหรือ? "

 

ถ้าหากดูตามรายละเอียดบัญชีและการเงินของทุกแก๊งแล้ว แก๊งของผมถือได้ว่ามีทรัพย์สินเป็นอันดับหนึ่งของภาคี ซึ่งมีมากกว่าอันดับสองอย่างลอเรนโซเกือบเท่าตัว

 

"มีทุนมาก ไม่ได้หมายความว่าจะบริหารได้ดี"

 

คำพูดของท่านประธานผู้ทรงคุณวุฒิดังก้องในความคิด ถึงผมจะเป็นมือใหม่ด้านธุรกิจด้านพลังงานน้ำมัน แต่ผมก็มั่นใจว่าน้ำหน้าอย่างผมสามารถบริหารได้ดีไม่แพ้ใคร

 

"แต่เรามีอีกที่ที่เหมาะกับคุณ คุณสนใจอเมริกาใต้ไหม ถ้าสนใจพวกเราจะยอมให้คุณไปที่นั่น"

 

"ได้! แล้วผมจะพิสูจน์ให้พวกคุณเห็น"

 

การประชุมสิ้นสุดลงไปแล้ว ผมก็ยังคงนั่งอ่านเอกสารรายละเอียดที่เลขาของผมได้จดเอาไว้ ถึงแม้จะไม่พอใจแต่ก็ต้องยอมรับฟังคำตัดสินของที่ประชุม

 

"ของที่นายท่านสั่งได้แล้วนะครับ" อันเดรเดินเข้ามาบอกพร้อมทั้งเก็บเอกสารทั้งหมดลงกระเป๋า

 

"จัดการยกเลิกนัดทั้งหมด แล้วจ่ายค่าเสียเวลาให้พวกเขาด้วย"

 

กว่าจะนั่งเครื่องกลับซิซิลีก็คงมืดค่ำพอดี ผมเลยตัดสินใจบอกให้อันเดรยกเลิกนัดคนที่จะเข้ามาเสนองานกับบริษัทของผมทั้งหมด เพราะผมมีธุระจำเป็นที่จะต้องทำ

 

 

ทันทีที่ก้าวลงจากรถโรลส์รอยซ์คันหรู เสียงหัวเราะสนุกสนานก็ลอยเข้ามากระทบโสตประสาท ไม่รอช้า ผมรีบเดินตามเสียงนั้นไปด้วยความรวดเร็ว

 

"ทำอะไรอยู่ครับ"

 

การปรากฏตัวของผมทำให้เสียงหัวเราะภายในครัวเงียบลงทันใด ผมเดินไปหยุดยืนข้างหลังคนตัวเล็กที่กำลังยืนหั่นผักบนเคาน์เตอร์หินแกรนิตสีดำเงาก่อนยกแขนโอบกอดรอบเอวของน้องเอาไว้หลวมๆ

 

"ปล่อยครับ อายคนอื่น"

 

เสียงหวานเอ็ด ผมหันหน้ามองเหล่าแม่บ้านที่มองมาด้วยความงุนงง แต่เมื่อเห็นสายตาของผมพวกเธอจึงรีบก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองต่อ

 

"ยังโกรธพี่อยู่อีกเหรอครับ"

 

ปากกดจูบลงบนกลุ่มผมสีน้ำตาลนุ่มอย่างทะนุถนอม ตอนนั่งเครื่องกลับมา ผมก็เอาแต่คิดหาวิธีง้อคนในอ้อมกอด แล้วผมก็คิดได้ว่าควรทำอย่างไร

 

"ถ้าพี่ทำข้าวผัดปูอัดง้อ เธอจะหายโกรธพี่ได้ไหม"

 

เมื่อไหร่ก็ตามที่น้องอารมณ์ไม่ดี ข้าวผัดปูอัดคือสิ่งที่ทำให้เขายิ้มออกมาได้ และวิธีนี้น่าจะเป็นวิธีที่ทำให้เขาหายโกรธ

 

"ไปเตรียมอุปกรณ์มาให้ฉันเดี๋ยวนี้" ผมหันไปสั่งลอร่าที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกล

 

"ไม่ต้องครับ คุณจะง้อผมไม่ใช่เหรอ คุณก็ทำเองสิจะใช้คนอื่นทำไม"

 

ตาคู่สวยจ้องหน้าผมอย่างเอาเรื่อง เหล่าแม่บ้านหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก พวกเธอคงคิดว่าไม่มีใครกล้าสั่งผมและไม่มีทางที่คนอย่างผมจะยอมฟังคำสั่งใคร

 

ตอนนั้นน่ะใช่ แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว

 

"ได้ครับเธอ พี่จะรีบทำเดี๋ยวนี้ เธอไปนั่งกินน้ำกินขนมให้สบายใจรอพี่ก่อนนะครับ"

 

"ผมจะยืนดูคุณทำ"

 

"ครัวจะปลอดภัยใช่ไหมคะ" ลอร่าเอ่ยปากถาม

 

เธอคงคิดว่าผมจะเผาครัวเหมือนเมื่อสองอาทิตย์ก่อนที่ผมทอดหมูกรอบให้น้องสินะ ถ้าทำหมูกรอบครัวอาจไหม้ แต่ถ้าทำข้าวผัดปูอัดบอกได้เลยว่ามันคืออาหารพื้นฐานสำหรับผม

 

อะไรก็ตามที่เป็นของโปรดของน้อง ผมสามารถทำมันได้ดีเลยทีเดียว

 

"ครัวพังก็สร้างใหม่ ไม่เห็นจะยากตรงไหน หลบไปสิ ขวางทางอยู่ได้ คนจะทำอาหาร"

 

ผมเดินผ่านลอร่าไปยังตู้เย็นแล้วหยิบวัตถุดิบสำหรับการทำข้าวผัดปูอัดออกมาวางบนเคาน์เตอร์อย่างคล่องแคล่ว

 

"เธอหิวมากไหม รอพี่ก่อนนะครับ"

 

"คุณออกไปเถอะ เดี๋ยวผมทำเอง"

 

"ไม่เป็นไรครับเธอ พี่อยากทำให้เธอกิน"

 

น้องส่ายหน้าก่อนเข้ามาช่วยผมหั่นผัก ตาลอบมองพวงแก้มสีชมพูอ่อนสลับกับเรียวปากบางที่บ่นไปเรื่อย ความน่ารักของเขาทำเอาผมไม่ได้สนใจวัตถุดิบตรงหน้าเลยสักนิด

 

"หายโกรธพี่แล้วเหรอครับ"

 

"เปล่า เห็นว่าคุณไปประชุมมาเหนื่อยๆ เลยสงสาร"

 

"ทำยังไงเธอถึงจะหายโกรธ"

 

"เดี๋ยวก็หายเอง"

 

"เธอครับ ตัวเธอหอมอีกแล้ว"

 

กลิ่นจูเลียตโรสจากผิวเนื้อส่งกลิ่นกระตุ้นความต้องการของผมที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้ ผมพลิกตัวไปค้ำฝ่ามือลงบนเคาน์เตอร์ขังคนตัวเล็กไว้ในวงแขน

 

คุณหมอที่น้องไปฝากครรภ์เคยบอกเอาไว้ว่า ทุกสามเดือนว่าที่คุณแม่จะมีกลิ่นฟีโรโมนปล่อยออกมา เพราะภูมิคุ้มกันของทารกในครรภ์ถูกกระตุ้น

 

"คุณไม่เอาแบบนี้สิ"

 

ปลายจมูกเริ่มคลอเคลียพวงแก้มเนียนนุ่ม ตาจ้องเขม็งส่งสัญญาณไล่บรรดาเหล่าแม่บ้านให้ออกจากครัว

 

"ไม่มีใครอยู่แล้วครับเธอ พี่ขอกินเธอก่อนกินข้าวนะครับ"

 

ผมยกร่างนุ่มนิ่มขึ้นนั่งบนเคาน์เตอร์ก่อนแทรกตัวเข้ากลางระหว่างเรียวขาทั้งสองข้างของน้อง มือเชยคางมนทาบทับริมฝีปากลงบนปากกระจับได้รูป

 

"อะ อื้อออ...ผมยังไม่หายโกรธคุณเลยนะ คุณจะทำให้ผมโกรธเพิ่มอีกหรือไง"

 

"พี่จะทำจนกว่าเธอจะหายโกรธ"

 

 

 

 

 

 

 

 

---------------------------------------

 

ฝากเล่นแท็กในทวิตเตอร์ #มนัสวินทร์

 

ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

 

 

To be continued...

 

โอ้โห! ง้อน้องก่อนพ่ออออออ

 

 

ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะคะ

 

ฝากกดติดตาม กดหัวใจ และหนึ่งคอมเมนท์หนึ่งกำลังใจของไรท์นะคะ ขอบคุณค่ะ ❤🙏

 

 

ถ้าคุณรีดคนไหนเล่นทวิตเตอร์เข้าไปพูดคุยกันกับไรท์ได้ตลอดนะคะ

 

ไรท์จะลงเวิร์ดต่างๆ นอกเหนือจากตอนที่อัพ ในทวิตเตอร์นะคะ

 

ตามลิ้งก์นี้ไปได้เลยค่ะ > https://twitter.com/Rosesarin_novel

 

หรือทาง Facebook

 

https://m.facebook.com/Rosesarin.novel/

 

 

 

ความคิดเห็น