email-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่6 พี่หอม

คำค้น : Thanks!ขอบคุณที่กลับมา,โอบกอดฟ้าหม่น,นิิยายมิุถน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 63

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 เม.ย. 2564 03:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่6 พี่หอม
แบบอักษร

บทที่6 พี่หอม 

ผมกับโอบเดินเข้ามาในห้องอาหารหลังจากที่พี่มะม่วงแม่บ้านของที่นี่ขึ้นมาตามทุกสายตาหันมามองผมกับโอบเป็นตาเดียวนอกจากแม่ของโอบแล้วยังมีพ่อของโอบที่นั่งอยู่หัวโต๊ะและคนที่นั่งข้างแม่ของโอบก็น่าจะเป็นน้องชายของโอบดูโตขึ้นจากที่เห็นในรูปมากๆแถมหล่อกว่าในรูปเป็นสองเท่า ประเมินความสูงจากการนั่งน่าจะสูงพอๆกับโอบ บ้านหลังนี้เขาคัดหน้าตามาเกิดหรือยังไง สายตาที่มองมาทำเอาผมทั้งตื่นเต้นทั้งเกร็งก้าวขาแทบไม่ออก ผมเผลอกำมือโอบอย่างแรงจนโอบต้องก้มลงมามองตรงมือที่จับกันอยู่ แล้วบีบมือผมกลับเบาๆ ผมหันไปมอง โอบยิ้มบางให้พลางพยักหน้า ผมยิ้มตอบแล้วพยักหน้ารับเบาๆ เมื่อเดินไปถึงโต๊ะผมก็ปล่อยมือโอบแล้วยกมือขึ้นไหว้พ่อของโอบ 

“สวัสดีครับคุณพ่อ” ก่อนจะลงมาโอบบอกให้ผมเรียกพ่อแม่ขอโอบว่า พ่อแม่ โอบบอกว่า เมื่อก่อนฟ้าหม่นเรียกแบบนั้นอยู่แล้ว 

“สวัสดีฟ้าหม่น” ท่านรับไหว้ผมพร้อมกับยิ้มให้อย่างใจดี  

“สวัสดีครับพี่อัยย์”ผมหันไปไหว้น้องชายของโอบถึงแม้ว่าผมจะอายุมากกว่าแต่ฟ้าหม่นอายุน้อยกว่าอัยย์ ฟ้าหม่นอายุ22 ปีส่วนอัยย์23 ปี 

“ไม่ต้องไหว้หรอกฟ้าหม่น เก็บไว้ไหว้คนแก่สองคนนั้นเถอะ” อัยย์พยักหน้ารับแล้วพูดขึ้น ส่วนประโยคหลังหันไปมองพ่อกับแม่ของตน 

“ไม่แก่บ้างให้มันรู้ไปนะเจ้าอัยย์” เอื้อกูลพูดด้วยน้ำเสียงไม่จริงจัง อัยย์ยักไหล่เล็กน้อย โอบเลื่อนเก้าอี้ให้ผมนั่งแล้วเดินไปนั่งที่ตัวเอง แม่บ้านก็เดินมาตักข้าวให้ทุกคน 

“ทานเหลือเยอะๆเลยนะฟ้าหม่น วันนี้แม่ทำสุดฝีมือเลย” 

“ครับคุณแม่” 

“แม่เราตื่นเต้นมากเลยรู้ไหม หนีงานเพื่อทำอาหารให้ฟ้าหม่นทานเลยนะ” เอื้อกูลบอกผมพลางแอบแซวภรรยาของตนไปด้วย กอบรักพยักหน้าแล้วยิ้มให้ผม  

“แม่เขาเห่อลูกสะใภ้น่ะ” อัยย์ว่าแล้วตักข้าวเข้าปาก ทุกคนเริ่มลงมือทานอาหาร 

“พ่อกับแม่ขอโทษนะที่ไม่ได้ไปเยี่ยมฟ้าหม่นที่โรงพยาบาล” เอื้อกูลพูดขึ้น 

“ไม่เป็นไรครับ”  

“พวกท่านเคยไปแล้วแต่เจอกับคุณลุงซะก่อน เลยไม่ได้เข้าไป” โอบก้มลงมากระซิบที่หูผม เอาอีกแล้วนะนภดลไม่บอกก็รู้ว่านภดลแผงฤทธิ์ไว้ไม่น้อย แต่ทุกคนก็ยังรักและเอ็นดูผม ไม่ใช่สิ ฟ้าหม่นขนาดนี้ 

“พอจะจำอะไรได้บ้างหรือยังลูก”กอบรักถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนปนเป็นห่วง 

“ผมแทบจะจำไม่ได้เลยครับ “ ผมตอบเสียงเศร้าๆ 

“ไม่เป็นไรลูก ค่อยๆเป็นค่อยๆไปเนอะ เดี๋ยวก็จำได้ ไม่ต้องฟื้นตัวเองนะลูก พวกเราทุกคนเป็นกำลังใจให้” ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับที่แม่ของโอบพูด แววตาและรอยยิ้มที่จริงใจของทุกคน มันทำให้ขอบตาทั้งสองข้างร้อนผ่าวผมกำช้อนส้อมในมือแน่น ผมอดที่จะรู้สึกผิดไม่ได้ ผมไม่สมควรได้รับมันเลยมันไม่เหมาะสมกับคนอย่างผมเลยสักหน่อย  

“หม่น หม่น” โอบเรียกผมซ้ำๆเมื่อเห็นว่าผมนิ่งไป “หม่น” ผมสะดุ้งเมื่อมือของโอบมาสัมผัสที่ไหล่ 

“คะ..ครับ” ผมตอบรับแล้วหันไปมองโอบที่แสดงสีหน้าเป็นห่วง ผมปล่อยมือจากช้อนแล้วยกมือขึ้นมาแตะที่แก้ม น้ำตาไหลตอนไหนเนี่ย 

“เป็นอะไร หรือว่าปวดหัว” ผมส่ายหน้าแล้วเช็ดน้ำตาแล้วหันไปมองทุกคนที่กำลังมองผมด้วยความเป็นห่วง ยิ่งเห็นผมก็ยิ่งอยากจะร้องไห้แต่ก็ต้องกลั้นมันไว้ 

“ไม่ได้ปวดหัวจริงๆใช่ไหม” อัยย์ถาม 

“ไม่ ไม่ได้ปวด” 

“ถ้าปวดหัวก็อย่าโกหกนะ ถ้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมาพี่โอบมันได้กัดลิ้นตัวแน่ๆ รายนั้นยิ่งรักเมียยิ่งกว่าน้องอีก” อัยย์แขวะพี่ชายเล็กน้อย 

“ไม่ได้โกหก ผมแค่ดีใจที่ทุกคนเป็นห่วงและยินดีต้อนรับผมเข้ามาเป็นสมาชิกในครอบครับในฐานะลูกสะใภ้ทั้งๆที่ผมเป็นผู้ชาย แถมพ่อของผมยังทำไม่ดีกับทุกคนที่นี่อีก” 

“เป็นผู้ชายแล้วยังไง เป็นคู่รักเกย์แล้วยังไง ความรักในแบบของลูกมันไม่ควรที่จะได้รับความรักจากครอบครัวหรือคนรอบข้างเลยหรือไง ความรักของคู่หญิงชาย มันไม่ได้มากกว่าคู่รักชายชายหรือคู่รักหญิงหญิงเลย ลูกพ่อรักใครพ่อกับแม่ก็รักด้วย พ่อกับแม่หวังแค่ว่าลูกทุกคนจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข” เอื้อกูลพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังแล้วยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยน 

“ใช่จ๊ะ ถึงที่บ้านของฟ้าหม่นจะไม่เห็นด้วย แล้วไง แม่ไม่แคร์ แค่โอบกับฟ้าหม่นมีความสุขก็พอ ถ้าวันที่พ่อกับแม่ไปคุยเรื่องสินสอดแล้วพ่อเราเกิดเปลี่ยนใจ เดี๋ยวแม่ช่วยเก็บเสื้อผ้าหนีออกมาเอง ถ้าขึ้นโรงขึ้นศาลแม่ก็จะสู้” กอบรักพูดขึ้นและในน้ำเสียงก็แอบเคืองๆ 

“หวังว่าผมคงไม่ต้องไปส่งข้าวส่งน้ำให้นะครับ” อัยย์พูดขึ้นอย่างขำๆแล้วตักข้าวเข้าปาก 

“ไม่มีทางซะหรอก” ผู้เป็นแม่สวนกลับ ผู้เป็นพ่อก็ยกยิ้ม  

หลังจากทานข้าวเสร็จพวกเราก้นั่งพูดคุยกันเลยทำให้รู้ว่าอัยย์ทำธุรกิจรับแต่งจ้างแต่งหน้า ออกแบบการแต่งหน้า อัยย์จะรับแต่งหน้าให้แค่คนที่ตนเพิ่งพอใจที่เหลือก็ให้ลูกน้องจัดการ บางครั้งก็บินแต่งหน้าที่ต่างประเทศ พ่อแม่แอบแซวด้วยว่าตอนได้แต่งให้ดาราที่ชอบครั้งแรกกลับบ้านมาโม้ไม่หยุด พี่สาวของโอบก็ไปช่วยกิจการบ้านสามี บริษัทออกแบบเครื่องประดับเลยมีแค่พ่อแม่และโอบที่ดูแลอยู่ พวกท่านถามด้วยว่าแต่งแล้วจะมาทำงานที่บริษัทหรือจะช่วยที่บ้านของผม และแน่นอนว่าผมต้องตอบอันหลังและให้เหตุผลว่าอยากช่วยที่บ้านก่อน  

วันนี้หลิวเข้ามารับผมเพื่อที่จะมาหาพี่หอมที่บ้าน หลิวบอกว่าตอนหลิวบอกเรื่องที่ผมมาอยู่ในร่างฟ้าหม่นพี่หอมไม่เชื่อ ดุหลิวด้วยที่เชื่อคนง่ายและพาลเกลียดบ้านอเนกโสภณเข้าไปอีก แต่หลิวก็ไม่ยอมแพ้พูดจนพี่หอมต้องการเจอผมด้วยตัวเอง หลิวจอดรถหน้าประตูรั้ว รอให้ประตูเปิด 

“หลิวฉันโครตตื่นเต้นเลยว่ะ มือเย็นหมดแล้วเนี่ย” ผมพูดขึ้นอย่างประหม่า 

“หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ” ผมพยักหน้าแล้วทำตาม “เป็นไงดีขึ้นไหม” 

“อืม พอได้” 

“สู้ๆแก ทุกอย่างมันจะผ่านไปด้วยดี” 

“อือ”ผมตอบรับในลำคอ หลิวขับรถเข้าไปจอดอยู่หน้าบ้าน ผมมองประตูบ้านด้วยความตื่นเต้น หัวใจเต้นแรงรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่หลิวเคาะกระจกรถ ผมสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วเปิดประตูลงไปขึ้นข้างๆหลิว เราทั้งสองคนเดินเข้าไปในบ้านภายในบ้านเงียบสนิทราวกับไม่มีคนอยู่ 

“ไม่ใช่ว่าพี่หอมซุ่มยิงหัวฉันอยู่หรอกนะ ถ้าตายรอบนี่ตายจริงแล้วนะเว้ย” 

“ไม่หรอก” 

“ให้ตายเถอะ คำว่าหรอกของแกมันโครตทำให้ฉันสบายใจขึ้นเยอะเลย ขอบใจมากนะหลิว” ผมพูดประชดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้จริงจังอะไร หลิวตีที่ไหล่ผมอย่างแรง ทำเอาแสบๆคันๆใช่เล่น ผมลูบไหล่ตัวเองป้อยๆ 

“ประชดเก่ง” ว่าจบหลิวก็หันกลับไป “ พี่หอม” เมื่อหลิวเห็นร่างบางยืนมองอยู่บนบันไดก็เรียกชื่อเสียงดังพร้อมกับรอยยิ้ม ผมได้ยินก็หันไปมองโดยอัตโนมัติผมกับพี่หอมสบตากันนิ่ง ขอบตาทั้งสองข้างร้อนผ่าวความรู้สึกมันตีกันไปหมดทั้งดีใจทั้งตื่นเต้นทั้งอบอุ่นหัวใจและมีอีกหลายความรู้สึกที่มันรวมกันอยู่ น้ำตาค่อยๆไหลลงอาบแก้ม ผมอยากจะวิ่งเข้าไปกอดพี่หอมแต่ว่าผมก้าวขาไม่ออก อยากจะพูดแต่ก็พูดไม่ออก พี่หอมละสายตาจากผมแล้วเดินลงมา ผมมองตามทุกอย่างก้าวของพี่หอมจนกระทั่งพี่หอมมองหยุดอยู่ตรงหน้าผมกับหลิว ใบหน้าเรียบนิ่งมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าแววตาผมสั่นเทาหนักกว่าเดิมเมื่อเห็นสายตาของพี่หอมที่มองมา 

เพี๊ยะ! ฝ่ามือบางฟาดเข้าที่แก้มขาวอย่างแรงจนหน้าหัน หลิวตกใจจนหน้าเหวอ พอผมหันหน้ากลับมา เพี๊ยะ! พี่หอมตบซ้ำที่เดิมและทำท่าจะตบซ้ำ หลิวรีบเข้าไปคว้าข้อมือไว้ 

“พี่หอมค่ะ พอเถอะค่ะ” พี่หอมไม่ได้สนใจในสิ่งที่หลิวพูดพยายามจะดึงมือตัวเองออกมาให้ได้ 

“ปล่อยพี่นะหลิว พี่บอกให้ปล่อยไง พี่จะเอาเลือดปากมือออก ตอแหลกันทั้งบ้าน ดีแค่ไหนแล้วที่พี่ไม่เอาปืนมายิงหัวมันให้ตายแบบเดียวกันกับพ่อของพี่ ” ขณะที่พี่หลิวพูดน้ำตี่หอมก็ไหลไปด้วย มันยิ่งทำให้ผมร้องไห้หนักกว่าเดิม  

“พี่หอมอย่าค่ะ คนที่อยู่ตรงหน้าพี่คือกอดไม่ใช่ฟ้าหม่น” หอมชะงัก 

“จะเอาอะไรมาเชื่อ เรื่องที่มันพูดมันเป็นไปไม่ได้เลยหลิว มันเป็นไปไม่ได้”  

“พะ…พี่หอม ผมรู้…ว่ามันเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ แต่มันคือเรื่องจริง ผมคือกอด น้องชายของพี่หอมจริงๆ” ผมพูดแล้วค่อยๆยื่นมือออกไปเพื่อจะจับแขนพี่หอม 

“ไม่ต้องมาจับ หยุดตอแหลแล้วออกไปจากบ้านฉันซะ ก่อนที่ฉันจะฆ่าแกให้ตายคามือฉันจริงๆ แล้วก็ไม่ต้องมายุ่งกับหลิวอีก” พี่หอมหันไปมองหลิว “ปล่อยพี่” 

“ไม่เอาค่ะ เดี๋ยวพี่ก็ทำร้ายกอดมันอีก” 

“ปล่อยพี่หอมเถอะหลิว” หลิวกำลังจะพูดแต่ก็พยักหน้ารับ ปล่อยมือพี่หอมให้เป็นอิสระ พี่หอมง้างมือจะตบผมอีกครั้ง 

“ถึงพี่หอมจะตบ จะทำร้ายผมยังไง สุดท้ายก็หนีความจริงไม่ได้ว่าผมคือกอด กอดคุณ ส่งเสริมสกุล อยู่ ผมหนีมันไปไม่ได้ เข้าใจไหมพี่หอม ผมหนีมันไม่ได้ ” ผมพูดทั้งน้ำตาสะอื้นจนน้ำเสียงสั่นเทา “ผมอยากกลับบ้านของเรา บ้านที่มีพ่อกับแม่ พี่หอมจำได้ไหมผมเคยเอาตุ๊กตาตัวโปรดของพี่หอมไปแอบกลับกลายเป็นว่าผมลืมที่ซ่อน ทำเอาพี่หอมโกรธผมไปหลายวัน ผมเลยไปแอบเอาเสื้อผ้าแม่ เครื่องสำอางแม่มาแต่งให้ตลกและมาเต้นบ้าๆบอๆเพื่อง้อพี่” หอมชะงักมองคนตรงหน้าที่อ้างตัวว่าเป็นน้องชายของตนด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปและสั่นเทา เพราะเรื่องนี้มันแทบจะไม่มีใครรู้ “ผมเคยจุดหลอดเล่นแล้วมันหยดใส่เท้า พี่หอมรีบวิ่งมาดูผมแล้วก็ทำแผลให้ผมไปร้องไห้ไปที่เห็นผมเจ็บ ฮึกก  ตอนผมรู้ว่าพี่นุกมาจีบพี่ช่วงแรกๆ ผมก็มักจะอยู่เป็นก้างขวางคอตลอด ไม่ปล่อยให้พี่ไปไหนสองต่อสอง และผมก็แกล้งให้พี่นุกบอกรักพี่หอมระหว่างที่ติดไฟแดง และก็..” ผมยังพูดไม่จบก็ต้องกลืนมันลงคอเมื่อพี่หอมพุ่งเข้ามากอดผมแน่น พร้อมกับร้องไห้อย่างหนัก 

“ฮืออ…กอด กอด กอดจริงด้วย ฮึกก..กอดน้องของพี่จริงๆ พี่ขอโทษที่ตบกอด พี่ขอโทษที่ไม่เชื่อที่กอดกับหลิวบอก ฮึกก พี่ขอโทษนะ” พี่หอมทั้งพูดทั้งร้องไห้แทบจะฟังไม่เป็นศัพท์ ผมกระชับกอดแน่น หลิวที่ยืนมองอยู่ก็ร้องไห้ไม่แพ้กัน พวกเราทั้งสามคนเข้ามานั่งในห้องรับแขก พี่หอมจับมือผมแน่น มืออีกข้างก็ลูบหัวผมพลางมองผมไม่วางตา และมันจะพูดว่าเหลือเชื่อ ไม่อยากจะเชื่ออยู่หลายครั้ง 

“ ผมไม่มีควาสุขเลยพี่หอมที่ต้องมาเป็นลูกของไปสารเลวนั้น ผมอยากกลับมาเป็นลูกของพ่อกับแม่ อยากมาเป็นน้องของพี่หอม อยากกลับไปทำงานที่ตัวเองรัก อยากกลับไปนอนฝันดีไม่ต้องฝันเห็นพ่อฆ่าตัวตาย แม่กรีดร้องแทบขาดใจอยู่ทุกคืน มันทรมานเหลือเกินพี่หอม ฮึกก..ฮืออ” พี่หอมบีบมือผมแน่นแล้วเช็ดน้ำตาให้ผม 

“ออกมาจากที่นั่นแล้วมาอยู่กับพี่ พี่จะเลี้ยงกอดเลี้ยง น้องคนเดียวพี่เลี้ยงได้” 

“มันไม่ใช่ตอนนี้พี่หอม ผมจะต้องแก้แค้นไอ้สารเลวนั้นก่อน ในเมื่อพวกเราไม่มีความสุขมันก็อย่าหวัง” ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่เคียดแค้นแววตามีประกายไฟ 

“ พี่ก็แค้นมัน เกลียดมันแทบบ้า แต่พี่กลัว กลัวว่ากอดจะเป็นอะไรไปอีก ถ้ามันรู้มันไม่ปล่อยกอดไว้แน่ ในเมื่อกอดได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง พี่ว่ากอดหันมาใช้ชีวิตให้มีความสุขดีกว่านะ ปล่อยให้เวรกรรมจัดการมันเถอะ พี่ไม่อยากเสียน้องชายพี่ไปอีก” 

“ไม่พี่หอม” ผมพูดพลางส่ายหน้า “ ผมไม่มีทางใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ ถ้ามันยังหน้าด้านมีชีวิตที่สุขสบายเหมือนไม่ได้ทำอะไรเชี้ยๆไว้ ผมสัญญาว่าผมจะไม่เป็นอะไร ยังไงซะผมก็อยู่ในร่างของลูกชายของมัน มันไม่มีทางรู้ตัวง่ายๆหรอก” 

“แต่พี่ก็กลัวอยู่ดี” 

“เชื่อใจผมนะพี่กอด นะ!” พี่หอมหันไปมองหลิว 

“เราห้ามกอดมันไม่ได้หรอกพี่หอม ถ้ากอดมันเลือกแล้วหลิวก็จะช่วยมัน” 

“เฮ้อ!”พี่หอมหายใจเสียงดังด้วยความหนักใจแล้วพยักหน้า “โอเค แต่กอดต้องสัญญากับพี่ก่อนว่ากอดจะไม่ทำอะไรที่เสี่ยงอันตรายจนเกินไป” 

“ครับ” 

“และต้องให้พี่ช่วยด้วย” ผมชะงักเล็กน้อยแล้วพยักหน้า  

“ได้ครับ แต่ผมจะให้ช่วยบางครั้งเท่านั้น เพราะพี่คือส่งเสริมสกุล ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นวัวสันหลังหวะอย่างมันคงจะสงสัยพี่เป็นคนแรก ผมจะเกี่ยวข้องกับพี่ให้น้อยที่สุด” พี่หอมพยักหน้าเข้าใจ 

“แล้วกอดคิดแผนอะไรไว้บ้าง” 

“ก็คิดไว้บ้างแล้ว แผนแรกก็คือแต่งงาน” พี่หอมเบิกตากว้าง 

“แต่งงาน” 

“ใช่ค่ะพี่หอม กอดมันกำลังจะแต่งงาน แต่งกับหนุ่มหล่อด้วยนะคะ หล่อมากกกกก” หลิวพูดพลางลากเสียงยาว คร่าวนี้พี่หอมตาโตตกใจยิ่งกว่าเดิมอีก 

“ เอาจริงดิกอด มันจะเป็นผลดีกับกอดจริงเหรอ พี่ว่า..” 

“ตอนผมยืนยันว่าจะแต่งงานกับโอบให้ได้ มันคลั่งเลยนะครับพี่หอมผมนี่โครตสะใจ” 

“กอดว่ามันคลั่งแต่ทำไมมันถึงยอม” หลิวหันมามองผมแล้วมองไปที่ข้อมือผมที่ตอนนี้ไม่ได้มีผ้าพันแผลอยู่แล้ว แผลก็แห้งสนิทแล้วแค่ทิ้งรอยไว้นิดหน่อย 

“ผมใช้ทริคนิดๆหน่อย”  

“ทริคอะไร” 

“เอ่อ…ก็แสดงละคร” พี่หอมมองอย่างไม่เชื่อ หลิวที่มองอยู่ก็พูดขึ้น 

“พี่หอมไม่อยากจะรู้จักว่าที่น้องเขยหน่อยหรือค่ะว่าเป็นคนยังไง นอกจากหล่อ” ผมหันไปมองหลิวดุๆพลางพูดผ่านสายตา ก็รู้ว่าอยากช่วย ช่วยพูดเรื่องอื่นไม่ได้หรือไง หลิวยกยิ้มเล็กน้อยพลางชักไหล่ 

“เล่ามา” สุดท้ายผมต้องต้องเล่าเรื่องโอบให้พี่หอมฟังจนหมด พอเล่าจบพี่หอมก็ทำหน้าหนักใจอย่างเห็นได้ชัด  

“ผมรู้ว่าพี่หอมรู้สึกยังไง ผมก็รู้สึกไม่ต่างกัน แต่อย่างน้อยผมก็ซื้อเวลาให้โอบได้อยู่กับคนรักของเขานานขึ้น แม้ว่ามันจะเป็นแค่ร่างก็ตาม” 

“ถ้าวันนั้นมาถึงพี่กลัวว่านอกจากโอบจะเจ็บปวดแล้วจะมีกอดด้วย มันไม่ง่ายเลยนะกอดที่เราจะอยู่ใกล้ชิดคนๆหนึ่งที่ดีกับเรามากๆแล้วเราจะไม่ตกหลุมรักเขาไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นหญิงหรือชาย” พี่หอมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังปนเป็นห่วง หลิวก็พยักหน้าเห็นด้วย 

“ผมจะพยายาม” ผมยกยิ้มบางๆให้ทั้งสองคน พวกเรานั้นคุยไปเรื่อยๆรวมถึงเรื่องของแม่ด้วยพี่หอมเห็นว่าใกล้จะเที่ยงแล้วก็เลยจะลงมือทำมื้อเที่ยงให้ผมทานโดยมีหลิวเป็นลูกมือ ส่วนผมก็เดินเล่นรอบๆบ้านแล้วมาหยุดที่สวนข้างบ้านผมเดินเข้าไปนั่งในศาลา วันนี้ผมมีความสุขจังที่ผมได้พี่สาวผมกลับมาและสักวันผมก็ได้แม่กลับมาเช่นกัน เสียงไลน์ดังขึ้น ผมล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดู 

Oabnapat: จะเที่ยงแล้วหาข้าวทานด้วยนะ 

ฟ้า_หม่นน: ครับ 

Oabnapat: อยากไปทานมื้อเที่ยงด้วยจัง เอ๊ะ หรือหม่นจะมาทานกับพี่ 

ฟ้า_หม่นน: ทานข้าวคนเดียวนั้นแหละ ผมยังทำธุระไม่เสร็จ 

Oabnapat: ออกมาข้างนอกได้บอกใครไว้บ้างหรือเปล่า 

Oabnapat: เรายังไม่หายดี กลัวคนที่บ้านเป็นห่วง 

ฟ้า_หม่นน: บอกนมไว้แล้วครับ 

Oabnapat: โอเค วันหลังก็บอกพี่ไว้บ้างก็ดีนะ 

รู้สึกเหมือนผมเป็นเด็กประถมเลยแหะ จะไปเล่นที่ไหนก็ต้องบอกผู้ปกครองก่อน 

ฟ้า_หม่นน: ครับ 

Oabnapat: ถ้าเสร็จธุระจะกลับบ้านเลยไหม หรือจะไปไหนต่อ 

ฟ้า_หม่นน: น่าจะกลับบ้านเลย 

Oabnapat: กลับคอนโดดีกว่าไหม อยากเจอคิดถึง 

แล้วจะถามเพื่ออะไรถ้าอยากจะให้ไปคอนโดตั้งแต่แรก ไม่เห็นจะอยากไปเลย โครตจะเสี่ยงเสียตัวเป็นบ้า แต่ถ้าปฎิเสธเลยมันก็อาจจะแปลกๆ แต่จะว่าไปผมอาจจะนอนหลับฝันดีเหมือนคืนนั้นก็ได้ เอาก็เอา 

ฟ้า_หม่นน: เจอกันที่คอนโด ส่งโลมาให้ด้วย คราวที่แล้วไม่ได้จำ 

Oabnapat: โอเคครับ  

Oabnapat: สติกเกอร์ส่งจูบ 

Oabnapat: โลเคชั่น 

ส่งมาด้วยความไวแสงมาก ให้เดา ตอนนี้คงยิ้มเป็นบ้าเป็นบอไปแล้วมั้ง ผมยกยิ้มเล็กน้อย 

“แม้……ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลยนะ”ผมหุบยิ้มแล้วหาไปที่มาของเสียงก็พบว่าหลิวยืนกอดอกมองผมอยู่ไมไกลพร้อมกับรอยยิ้มที่มีเลศนัยแล้วเดินเข้ามาหาผมใช้สายตามองไปที่โทรศัพท์แล้วเงยหน้าขึ้น “ไงแชทกับผัวเหรอ อุ๊ป พี่โอบเหรอ” ผมมองตาขวาง 

“ถ้าใช่แล้วมันจะทำไม” ผมถามกลับเสียงแข็ง 

“ก็อิจฉาไงค่ะเพื่อน เข้าใจคนโสดหน่ออยสิค่ะ ก็อย่างว่าคนมีคู่มันไม่รู้หรอก” ดูมันทำหน้าทำตาน่าเอาขี้ไก่ลูบหน้าจริงๆ “อ่ะๆไม่แซวแล้ว พี่หอมให้มาตามไปทานข้าว” ผมเก็บโทรศัพท์แล้วเดินนำไปทันที ให้ตายเถอะ! อาหารมื้อนี้มันโครตอร่อย อร่อยจนน้ำตาไหล ทุกคำที่ตักเข้าปากโครตมีความสุข พี่หอมเห็นผมร้องก็พาลร้องไปด้วยมันมีความสุขมากเลยร้องไห้ กว่าจะอิ่มน้ำตาแทบจะหมดตัว หลังจากทานข้าวเสร็จผมกับหลิวก็อยู่คุยกับพี่หอมต่อ คุยไปคุยมาหลิวมันก็หาหนังมาเปิดดูผมก็เลยถือโอกาสนี้นอนหนุนตักพี่หอมไปด้วย รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนทีพี่หอมปลุกตอนหนังเรื่องที่สองจบ ผมตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย ดีใจจังผมไม่ฝันร้ายแถมยังอบอุ่นสุดๆ 

หลิวขับรถมาส่งผมที่หน้าคอนโดของโอบในช่วงเย็นก่อนจะลงจากรถก็แซวผมไปยกใหญ่ผมขี้เกียจเถียงเงียบใส่แม่งเลย 

“ ขอบใจมากสำหรับวันนี้ ขับรถดีๆละอย่างห้าว” 

“เออๆ อย่าลืมห่วงตัวเองด้วยล่ะ” หลิวพูดพร้อมกับยกยิ้ม  

“ไปได้แล้วไป”  

“จ้าาา” ผมยืนมองหลิวขับรถออกไปจนสุดสายตาแล้วหมุนตัวเดินเข้าไปในคอนโดเดินเข้าไปไม่เท่าไหร่ผมก็ชะงักเท้า โอบยังไม่กลับ งั้นไปนั่งร้านกาแฟข้างคอนโดดีกว่าเมื่อกี้ตอนนั่งรถมาผมเห็นแว๊บๆ อีกถึงชั่วโมงโอบก็จะเลิกงานแล้ว และแล้วผมก็มาอยู่ร้านกาแฟแต่ผมก็ไม่ลืมที่จะไลน์ไปบอกโอบ  ผมเดินไปสั่งนมสดปั่นแล้วเดินไปหาโต๊ะที่ห่างจากผู้คน ร้านกาแฟร้านนี้ออกแบบร้านได้ดีมากๆแถมยังมีหนังสือให้อ่านแกเบื่อด้วย ระหว่างรอน้ำผมก็หยิบหนังสือแฟชั่นขึ้นมาเปิดดู แบรนนี้ทำเปิดตัวหลังผมกับหลิวประมาณปีนึงนี่แหละมั้ง ผมยอมรับนะว่าคอเล็คชั่นนี้ดูเรียบแต่หรูและในขณะเดียวกันมันก็ทำให้คนที่ใส่ดูแพงและน่าค้นหาไปด้วย 

“นมสดที่สั่งมาแล้วค่ะ” เสียงพนักงานดังขึ้นพร้อมกับวางแก้วนมสดปั่นลงปั่นโต๊ะ 

“ขอบคุณครับ” ผมยิ้มให้เธอเล็กน้อย ทำเอาอีกฝ่ายยิ้มกลับอย่างเขินๆแล้วก็เดินออกไป ผมหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดูดแล้วมองหนังสือไปด้วย 

“ขอนั่งด้วยได้ไหมครับ” เสียงคนมาใหม่ทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง ใคร! ผมว่าผมไม่เคยรู้จักนะ ลืมไปฟ้าหม่นอาจรู้จัก 

“ได้สิครับ” เขายกยิ้มแล้วเดินไปนั่งตรงข้ามผม ผมวางแก้วน้ำในมือแล้วมองคนตรงหน้า 

“คุณ” 

“ผมแปลนครับ” 

“ขอโทษนะครับ เรารู้จักกันหรือเปล่า คือว่าผมไม่ได้จะเสียมรรยาทนะครับ พอดีผมมีปัญหาเรื่องความจำ” 

“ไม่เป็นไรครับ ที่จริงเราไม่ได้รู้จักกันมาก่อนหรอกครับ ผมเห็นคุณดูสนใจหนังสือในมือเลยเข้ามาทักเผื่อคุณสนใจ ผมจะได้แนะนำให้ พอดีผมเป็นลูกชายเจ้าของแบรน นี่เป็นคอเล็คชั่นแรกที่แม่ผมไว้ใจให้ออกแบบเองหมดน่ะครับ” ผมพยักหน้าเข้าใจ 

“คุณออกแบบมันได้ดีนะครับ” 

“ขอบคุณครับ” อีกฝ่ายกล่าวขอบคุณพร้อมยกยิ้มดีใจ  

“ครับ”เขาทำให้ผมนึกถึงตัวเองตอนมีคนมาชื่นชมเสื้อผ้าที่ผมออกแบบ เวลามีคนชอบในสิ่งที่เราทำมันรู้สึกดีมาก พวกเราสองคนคุยกันไปเรื่อยๆก็ได้รู้ว่าแปลนอายุเท่ากันกับฟ้าหม่น  แปลนดูเป็นคนเฟรนลี่และเข้ากับคนง่ายมากๆและยิ้มเก่งใช้ได้ บางมุมก็ดูหล่อบางมุมก็น่ารักน่าจะสูงพอๆกับฟ้าหม่น 

“ฟ้าหม่นนี้รู้เกี่ยวกับเสื้อผ้าเยอะจัง บางทีอาจจะเยอะกว่าเราอีก” 

“ไม่ขนาดนั้นหรอก” ผมพูดแล้วยิ้มให้อีกฝ่าย ผมกับแปลนหันไปมองเก้าอี้ว่างที่ตอนนี้มีคนนั่งแล้ว “พี่โอบ” โอบยิ้มให้ผมเล็กน้อยแล้วหันไปมองแปลนด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง แปลนหันมามองผม 

 

 

 

และแล้วกอดก็ได้เจอกับพีี่สาว อย่าน้อยตอนนี้กอดก็ได้พี่สาวกลับมาและได้เห็นกอดมีความสุขจริงๆ 

พี่โอบหึงแน่ๆ กอดเอ๋ยยย 

มิถุนขอไปเรื่อยๆตามประสานะ555 

*อย่าลืมคอมเม้นก่อนด้วยน้าาาา มิถุนอยากอ่านมากๆๆ  

#โอบกอดฟ้าหม่น 

ความคิดเห็น