facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

คนแซ่โจวกับความจริงจังอันน้อยนิด

ชื่อตอน : คนแซ่โจวกับความจริงจังอันน้อยนิด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 84

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 21 เม.ย. 2564 23:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คนแซ่โจวกับความจริงจังอันน้อยนิด
แบบอักษร

ตอนที่ 91 คนแซ่โจวกับความจริงจังอันน้อยนิด

หลังจากที่โจวซือเฉินหายหน้าหายตาออกจากจวนไปหลายวัน ในที่สุดหลิวมู่เหยียนก็ได้รับรู้ความคืบหน้าของคดีมหาเสนาบดีเจินจูเสียที ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแม่นางจางลี่เดินทางมาหาตนที่จวนในวันนี้ด้วยหรือเปล่า จึงเป็นเหตุให้โจวซือเฉินอดรนทนไม่ไหว ต้องเป็นฝ่ายรายงานความคืบหน้าของคดีด้วยตัวเอง โดยที่เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากถาม

"ท่านมอบคนผู้นั้นให้องครักษ์ถังแล้ว?"บทสนทนาระหว่างหลิวมู่เหยียนกับโจวซือเฉินส่วนใหญ่มันจะเกิดขึ้นในห้องพักเสมอ หลังจากที่ทั้งสองได้ทานอาหารและส่งบุตรชายเข้านอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

"อืม"เสียงสามีหนุ่มตอบกลับมาเบาๆ ในขณะที่มือก็ยังคงสาละวนทายาบนบาดแผลของหลิวมู่เหยียนไปพลาง นัยน์ตาคมกริบจับจ้องมองมันไม่กะพริบ ทั้งยังก้มลงไปเป่าเบาๆ เพื่อหวังปัดเป่าความแสบร้อนของฤทธิ์ยาให้จางหายไป คนผู้นี้อะไรก็ดีไปหมด เสียอย่างเดียวก็คือความห่วงกังวลในเรื่องของเขามากจนเกินไป

"แผลแห้งแล้ว ท่านก็เลิกห่วงข้าเสียที"โจวซือเฉินลูบบาดแผลบนมือคนรักเบาๆ ในหัวเริ่มครุ่นคิดบางอย่างที่แสนจะเห็นแก่ตัวขึ้น ซ้ำยังเป็นความเห็นแก่ตัวที่ไม่อาจกล่าวกับลูกแมวน้อยได้

"อาเหยียน"

"หืม?"น้ำเสียงจริงจังของโจวซือเฉิน เรียกความสนใจให้แก่หลิวมู่เหยียนไม่น้อย ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่วันนี้ดูเหมือนโจวซือเฉินจะแตกต่างไปจากทุกที ทั้งสีหน้าท่าทาง และน้ำเสียงที่ดูจริงจัง

"เจ้าอยากกลับไปกับข้าหรือไม่"คำถามนี้ดูกำกวมอยู่ก็จริง แต่สำหรับหลิวมู่เหยียนแล้ว เขาเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งว่าโจวซือเฉินกำลังหมายถึงเรื่องอะไร แน่นอนว่าเขาย่อมอยากกลับไป เพียงแต่...

"ข้ายังเป็นห่วงเสี่ยวตัน"คำตอบของหลิวมู่เหยียนไม่ได้สร้างความแปลกใจให้แก่โจวซือเฉินเลยแม้แต่น้อย เหตุใดเขาจะไม่รู้ว่าคนรักของตัวเองเป็นอย่างไร ในโลกใบนี้ สิ่งเดียวที่ทำให้หลิวมู่เหยียนยังมีห่วงอยู่ ก็เห็นจะเป็นตันเอ๋อร์เพียงผู้เดียวเท่านั้น

"อาเหยียน"หลิวมู่เหยียนรู้สึกถึงอารมณ์ที่ผิดแผกแปลกไปจากทุกทีของโจวซือเฉิน ก่อนจะจ้องมองคนตัวโตนิ่ง 

"ซือเฉิน ท่านย่อมรู้ดีว่าข้าเป็นคนเช่นไร แม้ไม่ต้องกล่าวอะไรออกมา ท่านก็น่าจะเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของข้าไปเป็นอย่างดี ข้าเองก็เช่นกัน ถึงท่านจะไม่พูดแต่ใช่ว่าข้าจะไม่รู้สึก ความห่วงใยที่ท่านมีให้ข้า ในโลกนี้ไม่อาจมีผู้ใดเทียบท่านได้อีกแล้ว ฉะนั้น การที่ท่านหวังให้ข้ากลับไปในเร็ววัน อาจยังทำไม่ได้ในตอนนี้"เมื่อกล่าวความในใจออกไป หลิวมู่เหยียนก็พยายามจับสังเกตสีหน้าของโจวซือเฉินไม่ละสายตา

"ข้าจะรอ"ในทุกโลกเขาอาจเป็นคนสำคัญของลูกแมวน้อย แต่ในโลกนี้อาจต้องยอมให้กับตันเอ๋อร์ บุตรชายของเขากับคนรักตรงหน้า

ดูเหมือนหลิวมู่เหยียนจะมองความคิดของโจวซือเฉินออกหมด ชายหนุ่มยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย พร้อมใช้มือข้างที่ปกติดีอยู่เชยคางคนรักให้เงยขึ้นสบตา โจวซือเฉินจ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่สวยนิ่ง หากแต่แฝงไปด้วยความรักอยู่เต็มเปี่ยม

"ท่านยังเป็นคนสำคัญสำหรับข้าเสมอ ซือเฉิน"หลิวมู่เหยียนคงไม่รู้ว่าคำพูดของตัวเองไม่กี่คำ จะทำให้ความทุกข์ภายในจิตใจของโจวซือเฉินมลายหายไปจนแทบหมดสิ้น ความกังวลที่คอยวนเวียนอยู่ในหัว สลัดเท่าไหร่ก็ไม่สามารถเอามันออกไปได้ ยามนี้กลับถูกคำพูดของลูกแมวน้อยปัดเป่าไปเสียหมด

"เจ้าเองก็สำคัญต่อข้า เหยียนเหยียน"

โจวซือเฉินยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าคนรักและลูบเบาๆ จากนั้นจึงโน้มตัวเข้าหาและจุมพิตลงไปบนริมฝีปากอีกฝ่ายอย่างช้าๆ หลิวมู่เหยียนเองก็ไม่ใช่คนเล่นตัวกับคนรัก ในเมื่อคนทั้งสองมีความรู้สึกที่ตรงกัน ซ้ำยังเป็นสามีภรรยาที่ใครต่อใครต่างรับรู้ การที่เขาจะยอมคล้อยตามโจวซือเฉินในยามนี้ก็หาใช่เรื่องแปลกอันใด

ร่างบางถูกอุ้มขึ้น ก่อนที่โจวซือเฉินจะพาภรรยาตัวน้อยไปที่เตียงอย่างไม่รอช้า หลายวันที่ไม่อาจแตะต้องคนรักได้มากนัก ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกกระวนกระวายใจไปหมด จะจับตรงนั้นก็กลัวว่าลูกแมวน้อยจะเจ็บ จะสัมผัสตรงนี้ก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะได้รับอันตราย นับว่าเป็นความกลัวเพียงอย่างเดียวที่ก่อเกิดขึ้นมาภายในใจของท่านแม่ทัพหนุ่มก็ว่าได้

และเพราะความกลัวนี้เองที่ทำให้โจวซือเฉินอยากจะพาหลิวมู่เหยียนกลับไปโดยเร็วที่สุด เพราะยิ่งอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ เขายิ่งไม่แน่ใจว่าจะทนเห็นลูกแมวน้อยบาดเจ็บอีกได้หรือไม่ เศษเสี้ยวความคิดหนึ่งที่แวบเข้ามาในหัวของโจวซือเฉินก็คือ เขาต้องการทำลายโลกใบนี้ทิ้งซะ! และพาอาเหยียนกลับไป แต่เพราะรู้ว่าคนรักมีนิสัยเช่นไร ถ้าตนเองทำอย่างนั้นจริง มีหวังไม่ได้รับการให้อภัยจากลูกแมวน้อยแน่ๆ

"อยู่กับข้าท่านยังกล้าเหม่อ?"หลิวมู่เหยียนที่เพิ่งผละริมฝีปากออกจากการจุมพิต เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งตำหนิ หากไม่อยากสัมผัสข้านักก็ไม่ต้องมาแตะ!

โจวซือเฉินรีบดึงสติที่หลุดลอยไปกลับมาแทบไม่ทัน ก่อนจะพบสายตาคนตัวเล็กที่จ้องมองมายังตนอย่างไม่ค่อยพอใจอยู่ ชายหนุ่มขยับลูกกระเดือกขึ้นลงเบาๆราวกับผู้ต้องหาที่เผลอกระทำความผิดลงไป จากนั้นก็อาศัยความไวพลิกกลับมาคุมสถานการณ์ที่เริ่มจะร้อนระอุเอาไว้ได้อีกครั้ง

ท่านแม่ทัพโจวผู้ช่ำชองและเจนจัดในด้านความมึน ตีเนียนจับท้ายทอยคนรักไว้ พร้อมโน้มใบหน้าขยับเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวของอีกฝ่าย ริมฝีปากทาบทับลงไปบนกลีบปากนิ่มชุ่มฉ่ำ ขบเม้มเบาๆอย่างมันเขี้ยว ก่อนจะแทรกลิ้นร้อนเข้าไปในโพรงปากเล็กอย่างถือสิทธิ์

อารมณ์ไม่พอใจก่อนหน้านี้ถูกปัดทิ้งไปทันที เมื่อผู้เป็นสามีรู้จักออดอ้อนเอาใจกลับมา หลิวมู่เหยียนเชิดใบหน้าขึ้นเล็กน้อย เพื่อรับแรงจุมพิตอันแสนเร่าร้อนที่โจวซือเฉินมอบให้ อารมณ์เนิบนาบในตอนแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นร้อนแรงขึ้นอย่างช้าๆ ไม่รู้ว่าเพราะอดทนอดกลั้นมาหลายวัน หรือว่าเพราะเป็นที่นิสัยเดิมของเจ้าหมาตัวโตที่กินไม่รู้จักพอนี่กันแน่ ที่ทำให้คนทั้งสองตกลงสู่ห้วงอารมณ์ปรารถนาได้ง่ายดายเช่นนี้

หลิวมู่เหยียนส่งเสียงครางในลำคอเบาๆ เมื่อลิ้นเล็กถูกอีกฝ่ายดูดดึงอย่างจาบจ้วงระคนหิวกระหาย ใบหน้างามถูกมือหนาประกบไว้สองข้าง เป็นการล็อกเป้าหมายไม่ให้ขยับหนีไปไหนได้ ยังดีที่ร่างกายของหลิวมู่เหยียนดีขึ้นมากแล้ว บาดแผลตามร่างกายหรือก็หายเป็นปลิดทิ้ง ทำให้โจวซือเฉินที่ทนปวดใจอยู่หลายวันคลายกังวลไปได้เสียที

"อาเหยียน..."ใบหน้าหล่อเหลาผละออกจากริมฝีปากคนรัก ก่อนจะไล่ขบเม้มไปตามลำคอขาวไม่หยุด ในขณะที่มือก็ทำหน้าที่ปลดเปลื้องเสื้อคลุมของอีกฝ่ายออกไปอย่างรวดเร็ว

หลิวมู่เหยียนหัวหมุนไปกับรสจุมพิตของโจวซือเฉินอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะรู้ตัวอีกครั้งก็ตอนที่รู้สึกเย็นวาบร่างกายส่วนบน บ้าจริง! เขาไม่เคยตามความเร็วในการเปลื้องผ้าของคนคนนี้ได้เลยสักครั้งสิน่า! ชายหนุ่มสบถกับตัวเองอย่างเอือมระอา ใบหน้าแหงนขึ้นพร้อมเบี่ยงเปิดทางให้ริมฝีปากร้อนขบเม้มลำคอของตนเองได้สะดวก

ความโอนอ่อนที่ลูกแมวน้อยแสดงออกมา ทำให้โจวซือเฉินรู้สึกหัวใจพองโตมากยิ่งขึ้น ความต้องการเองก็พุ่งพล่านจนยากที่จะหยุดยั้ง มีแต่ต้องเดินหน้าจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายเท่านั้น!

"อึก....อย่ากัด"ยอดอกสีสวยเริ่มแข็งชันตามอารมณ์ปรารถนาที่ถูกปลุกเร้า ถูกริมฝากร้อนครอบครองดูดดึงจนเสียวสะท้าน หลิวมู่เหยียนถูกดันให้นอนราบลงไปบนเตียง ก่อนจะตามทาบทับมาด้วยร่างหนาของคนตัวโต ที่ตอนนี้กำลังเฝ้าขบกัดยอดอกของคนรักราวกับขนมหวาน

โจวซือเฉินผละริมฝีปากออก และเปลี่ยนเป็นลิ้มเลียผลไม้สีสวยสลับกันไปมาทั้งสองข้างอย่างเพลิดเพลิน ท่อนขาแกร่งดันขึ้นแทรกระหว่างเรียวขายาวให้แยกออกจากกัน จากนั้นก็ใช้ต้นขาสัมผัสกับกึ่งกลางความเป็นชายของอีกฝ่าย ที่ตอนนี้เริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนอง

"อาเหยียน..."อย่าเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าอย่างนี้จะได้ไหม หลิวมู่เหยียนกอบกุมเรือนผมดำเงาของผู้เป็นสามีแน่น ในขณะที่อกก็เผลอแอ่นขึ้นรับปากร้อนของชายหนุ่มอย่างลืมตัว นัยน์ตาคู่สวยฉ่ำปรือไปด้วยอารมณ์ปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นด้านบนหรือด้านลงล้วนถูกคนตัวโตปลุกเร้าจนหลิวมู่เหยียนแทบคลั่ง

อารมณ์รักอันแสนเร่าร้อนดำเนินไปอย่างเชื่องช้า พร้อมเสื้อผ้าบนร่างกายที่หายไปจนหมดสิ้น ร่างกายเปลือยเปล่าของคนทั้งสองตระกองกอดรัดกันแนบแน่น จนแทบไม่เหลือช่องว่างให้สายลมได้พัดผ่าน นับว่าโจวซือเฉินข่มกลั้นอารมณ์และแรงรักของตัวเองได้ดีเกินคาด ทำให้การร่วมรักครั้งนี้มีแต่ความอ่อนโยนและทะนุถนอมมากเป็นพิเศษ มากเสียจนหลิวมู่เหยียนอดรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาไม่ได้

"หยุดหยอกล้อร่างกายข้าเล่นเสียที เมื่อไหร่ท่านจะเข้ามา"โจวซือเฉินเลือนใบหน้าขึ้นจากกึ่งกลางลำตัวของลูกแมวน้อย พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่แต่งแต้มอยู่บนมุมปากได้รูป ยิ่งเห็นคนใต้ร่างหน้าแดง เนื้อตัวสั่นระริกด้วยความต้องการ โจวซือเฉินก็ปวดร้าวจนแทบทนไม่ไหว อยากจะกระแทกกระทั้นเข้าไปภายในและปลดปล่อยผลพวงแห่งความรักออกมาเสียเดี๋ยวนี้ 

"เจ้าอยากได้สิ่งใด หืม?"ไปตายซะ! นี่มันใช่เวลามาเล่นลิ้นไหมหา!! หลิวมู่เหยียนสบถหยาบคาย นัยน์ตาฉ่ำปรือถลึงมองคนตรงหน้า แต่กลับไม่ได้ดูน่ากลัวเลยสักนิด หลิวมู่เหยียนคงไม่รู้ว่าการกระทำนั้นของตน จะส่งผลตรงกันข้ามแก่สุนัขแซ่โจวมากเพียงใด

สัดส่วนแข็งขึงที่ถูไถอยู่ตรงบริเวณต้นขาชายหนุ่มเหมือนจะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด บ้าจริง! เจ้านี่ดันมีอารมณ์มากขึ้นด้วยเรื่องอะไรกัน!? แล้วไอ้ท่าทางจะเข้าก็ไม่เข้านี่อีก ใจคอคิดจะรังแกกันไปถึงเมื่อไหร่หา!!

"เข้า-มา-สัก-ที!"คิดจะให้หลิวมู่เหยียนพูดเรื่องน่าอาย มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก! เมื่อความเจ้าเล่ห์ปะทะกับความเจ้าเล่ห์ที่เหนือกว่า โจวซือเฉินจึงพบว่าตนเองได้พ่ายแพ้ให้แก่ลูกแมวน้อยเสียแล้ว

เรียวขายาวที่ถูกแยกออกจากกันตวัดรัดเอวสอบของชายหนุ่มไว้แน่น ก่อนจะออกแรงรั้งให้อีกฝ่ายขยับเข้าหาตนเองอย่างไม่เกรงกลัว ร่างกายท่อนบนเองก็เบียดชิดเชิญชวน ทำเอาโจวซือเฉินถึงกับต้องโยนความอดทนทั้งหมดทิ้งไป และแทรกกายเข้าหาร่างบางอย่างคนอดรนทนไม่ไหว

"อ้า ช้าลงหน่อย..."บ้าจริง! พรวดพราดเข้ามาอย่างนี้คงไม่ได้คิดจะฆ่ากันอยู่หรอกใช่ไหมหา! ความเป็นต่อราวกับพญาแมวป่ามื่อครู่แทบหดหายไปกว่าครึ่ง เหลือไว้เพียงภาพลักษณ์ลูกแมวตัวน้อยที่พองขนขู่ฟ่อเจ้าหมาตัวโตเท่านั้น สัดส่วนอันใหญ่โตที่แทรกเข้ามาจนสุดในทีเดียว ทำเอาหลิวมู่เหยียนถึงกับต้องเอ่ยปากร้องห้ามออกไป

โจวซือเฉินหยุดชะงักลงอีกครั้ง เพื่อปล่อยให้ลูกแมวน้อยได้มีโอกาสผ่อนคลาย และหายใจหายคอสะดวกมากขึ้น ในขณะที่ตนเองนั้นปวดร้าวจวนเจียนจะขาดใจตายอยู่รอมร่อ สัดส่วนที่ถูกโอบอุ้มอยู่รัดแน่นจนชายหนุ่มแทบปลอดปล่อยออกมา

"ดีขึ้นหรือไม่..."หากเจ้ายังไม่ดีขึ้น ข้านี่แหละที่จะไม่ไหวเอา โจวซือเฉินกัดกรามข่มอารมณ์ต้องการเอาไว้สุดกำลัง ก่อนจะขยับสะโพกเข้าออกเล็กน้อย ไม่ถึงกับรุนแรงจนคนใต้ร่างรับไม่ไหว

"อื้อ...ดีขึ้นแล้ว..."เมื่ออาการเจ็บจุกที่ได้รับเมื่อครู่ดีขึ้น หลิวมู่เหยียนก็เริ่มทำตัวซุกซนจนโจวซือเฉินอยากจะปั้นเป็นก้อนแล้วกลืนลงท้องไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด

ท่อนขาเรียวยาวที่โอบรัดสะโพกสอบอยู่ ออกแรงรั้งร่างหนาเข้าหาตัวโดยไม่คิดเขินอาย ในขณะที่แขนทั้งสองข้างก็ยกขึ้นโอบกอดรอบลำคอสามีหนุ่มแน่นขึ้น การกระทำเชิญชวนเช่นนี้มีหรือที่โจวซือเฉินจะมองข้ามได้

เมื่อเห็นลูกแมวน้อยมีอาการผ่อนคลายลง ซ้ำยังดูเรียกร้องให้ตนขยับเข้าหา ชั่วครู่ต่อมาไฟรักก็โหมกระหน่ำขึ้นอีกครั้ง และยากที่จะหยุดลงในไม่กี่ชั่วยาม หลิวมู่เหยียนถูกโจวซือเฉินป้อนอารมณ์กามจนร่างกายแทบอ่อนระทวย เสียงร้องครางดังกระเส่าทุกครั้งที่สะโพกสอบขยับเข้าออก แรงกระแทกกระทั้นหนักเบาสลับกันจนชายหนุ่มเสียวสะท้าน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองปลดปล่อยไปแล้วกี่ครั้งในหนึ่งชั่วยามที่ผ่านมา

ไฟปรารถนาภายในห้องนอนลุกโชนติดต่อกันนานถึงสองชั่วยาม ก่อนที่โจวซือเฉินจะยอมปล่อยให้คนรักได้พักผ่อน สภาพไร้เรี่ยวแรงของหลิวมู่เหยียนดูน่าสงสารก็จริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงความน่ารักน่าเอ็นดูนี้ ยิ่งได้ครอบครองก็ยิ่งหวงแหนจนแทบไม่อยากให้ใครได้เข้าใกล้ ความปรารถนาของโจวซือเฉินนับว่าเรียบง่ายก็จริง แต่ก็เห็นแก่ตัวไม่น้อยเช่นกัน

หลังจากศึกรักอันแสนยาวนานบนเตียงกว้างสิ้นสุดลง โจวซือเฉินก็จัดการดูแลทำความสะอาดร่างกายคนรักจนเสร็จเรียบร้อย ในขณะที่อีกฝ่ายนั้นเพลียหลับไปตั้งแต่ครึ่งชั่วยามก่อน ไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าตนเองถูกโจวซือเฉินจับพลิกไปมา และทายาให้ด้วยความเป็นห่วง คนตัวโตก้มลงจุมพิตที่หน้าผากลูกแมวน้อยเบาๆหนึ่งที ก่อนจะคว้าเสื้อคลุมและก้าวลงจากเตียงอย่างไร้สุ้มเสียง

แอ็ด~

"ลู่กง"ความมืดตรงหน้าโจวซือเฉินปรากฏร่างสูงใหญ่ของลู่กงทันทีที่สิ้นเสียงเรียก จากนั้นจดหมายฉบับหนึ่งก็ถูกยื่นออกไปให้ลูกน้องคนสนิทอย่างไม่รอช้า

"นำไปส่งให้รัชทายาท"ความจริงโจวซือเฉินไม่คิดว่าจะต้องใช้แผนการที่วางไว้เร็วขนาดนี้ แต่เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่เหนือความคาดหมาย และสร้างความหวาดกลัวให้แก่เขาจนเกินไป ดังนั้นชายหนุ่มจึงเลือกที่จะใช้มันเร็วขึ้นจากเดิมที่ตั้งใจไว้

"ขอรับ"ลู่กงรับจดหมายมาพร้อมร่างที่หายวับกลับเข้าไปในความมืดอีกครั้ง นัยน์ตาคมกริบจ้องมองความวางเปล่านิ่ง เนิ่นนาน พลางขบคิดเรื่องราวต่อจากนี้ด้วยสีหน้าจริงจัง เขาไม่อาจหักหลังความเชื่อใจของลูกแมวน้อยได้ แต่ก็ไม่อาจปล่อยวางความกลัวที่ตนเองไม่สามารถควบคุมมันได้ด้วยเช่นกัน สองอย่างนี้ล้วนเป็นเรื่องที่ทำให้โจวซือเฉินหนักใจไม่น้อย

 

จวนรัชทายาท

"ข้ารู้แล้ว ขอบใจท่านมาก ลู่กง"ถังเฟย องครักษ์เงาประจำตัวรัชทายาทเฉินเหลียน รับจดหมายที่ท่านแม่ทัพโจวส่งมาพร้อมกล่าวขอบคุณชายหนุ่มตรงหน้า ยามนี้รัชทายาทยังอยู่ในห้องทรงอักษร ไม่สะดวกให้ใครรบกวน ดังนั้นจึงเป็นถังเฟยที่ต้องเป็นคนรับหน้าไว้

"รบกวนองครักษ์ถังแล้ว"ลู่กงกล่าวลาชายหนุ่มตรงหน้าทันทีเมื่อบรรลุหน้าที่แล้ว ถังเฟยมองร่างสูงใหญ่ที่เคลื่อนไหวคล่องแคล่วหายไปในความมืดด้วยสายตาราบเรียบ พลางคิดในใจว่าคนของท่านแม่ทัพโจวฝีมือช่างร้ายกาจไม่น้อย หากประมือกันคงยากที่จะเอาชนะได้ในไม่กี่กระบวนท่า

"หานเทียน"เสียงทุ้มดังขึ้นจากทางด้านหลัง ถังเฟยไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นผู้ใด คนที่สามารถเรียกนามรองของเขาได้นั้น บนโลกนี้มีเพียงเขาผู้เดียวจริงๆ

"งานท่านเสร็จแล้ว?"ชายหนุ่มหันกลับไปพร้อมคำถาม รัชทายาทเฉินเหลียนจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาขององครักษ์คนสนิทนิ่ง ไม่ได้ตอบคำถามอีกฝ่ายกลับมาแต่อย่างใด

"ใครมา?"ถังเฟยถอนหายใจเล็กน้อยพร้อมส่งจดหมายที่เพิ่งได้จากลู่กงไปให้ ความสัมพันธ์ของถังเฟยและเฉินเหลียนนับว่าซับซ้อนเกินกว่าที่ใครจะล่วงรู้ เพราะพวกเขาหาใช่องครักษ์กับรัชทายาทปกติทั่วไป แต่มีความสัมพันธ์เป็นถึงสหายที่คบหากันมานานหลายปี

"แม่ทัพโจวฝากจดหมายมาถึงท่าน"โดยทั่วไปแล้ว องครักษ์ไม่มีสิทธิ์กล่าววาจาเช่นนี้ต่อองค์รัชทายาทได้ แต่เพราะว่าเป็นถังเฟย เฉินเหลียนจึงเอ่ยปากให้พูดคุยกับคนเองเหมือนเช่นแต่เก่าก่อน อย่าต้องมากพิธีเหมือนคนทั่วไป ดังนั้นยามที่ทั้งสองอยู่ด้วยกันจึงไม่เคยมีช่องว่างระหว่างฐานะเกิดขึ้นสักครั้ง

"ไปที่ห้อง ข้างนอกอากาศเย็นแล้ว"เฉินเหลียนเป็นรัชทายาทแคว้นชิงที่มีใบหน้าเย็นชา ยามกล่าววาจาออกมาก็ล้วนแล้วแต่น่าเกรงขามและทรงอำนาจ ยากที่จะมีผู้ใดต่อกรได้ แต่บรรยากาศเหล่านั้นใช้ไม่ได้กับถังเฟยสักนิด นอกจากจะไม่มีทีท่าวางอำนาจแล้ว กลิ่นอายที่เฉินเหลียนแผ่ออกมายังแฝงไปด้วยความอ่อนโยนอยู่หลายส่วน ทำให้ถังเฟยเข้าใจมาโดยตลอดว่านี่คือความสัมพันธ์ระหว่างสหายที่ตนกับเฉินเหลียนมีต่อกัน

"ท่านออกมาตามข้า?"ถังเฟยหัวเราะเบาๆในลำคอ พลางเอ่ยปากหยอกล้อชายหน้าตายกลับไป โดยไม่ได้คาดหวังคำตอบจริงจังจากอีกฝ่ายแม้แต่น้อย เพราะเขาแค่อยากแกล้งให้คนหน้านิ่งนี่ระเบิดอารมณ์ออกมาสักครั้งก็แค่นั้น

"อืม"องครักษ์หนุ่มที่กำลังหัวเราะอยู่หยุดชะงักไปเล็กน้อย พลางส่ายหน้าไปมาเบาๆ

"หึ ท่านหรือข้าที่เป็นองครักษ์กันแน่"

"เจ้าเป็นสหายข้า"คำตอบของเฉินเหลียนก็คือ ถังเฟยในสายตาตน หาใช่องครักษ์ที่มีหน้าที่คุ้มครองรัชทายาทแต่อย่างใด หากแต่เป็นสหายที่รู้ใจต่างหาก และนี่ก็เป็นคำตอบที่ถังเฟยมักต้องยกมือทั้งสองข้างขึ้นทุกครั้งเมื่อได้ยิน

"ได้ๆๆ ข้ายอมท่านแล้ว ไปเถอะ"ใบหน้าคนเย็นชาที่ไม่เคยปรากฏรอยยิ้มให้ผู้ใด มุมปากยกยิ้มอย่างพึงพอใจ หางตาเหลือบมองคนข้างกายที่แสดงสีหน้าอ่อนอกอ่อนใจ แต่ก็ยอมเดินตามตนเองกลับห้องหนังสือโดยดี บรรยากาศพิเศษนี้หาได้มีใครเคยได้รับจากชิงเฉินเหลียนมาก่อน นอกจากคนข้างกายเขาผู้นี้เท่านั้น

*******************************

สวัสดีนักอ่านที่น่ารักทุกคนค่ะ กลับมาเจอกับไรท์อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้หายไปนานเหมือนเก่อนหน้าแล้วน้าาา ขอทบยอดจากที่หายหน้าหายตาไปนาน เอาใจคุณนักอ่านสักเล็กน้อย

ขอบคุณกำลังใจแล้วก็คอมเมนท์จากทุกคนมากค่ะ

รักนักอ่าน

ความคิดเห็น