ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 10 การพบกันของสองแม่ลูก

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 การพบกันของสองแม่ลูก

คำค้น : นิยายรักโรแมนติก วีณาศิริ

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 25

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 20 เม.ย. 2564 14:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 การพบกันของสองแม่ลูก
แบบอักษร

  นงนุชกำลังกังวลใจเพราะโทรหานฤมลไม่ติด จึงเดินไปเดินมาอยู่บริเวณสนามบินโดยเฉพาะตรงหน้าประตูทางเข้าออกของสนามบิน เพราะคิดว่าถ้านฤมลมาจะได้มองเห็น ทว่าด้วยความไม่สบายใจกดโทรศัพท์หาลูกสาวหลายสายแล้วแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะติดเลย หญิงวัยหกสิบกว่าจึงไม่ทันได้ระวังเกือบเดินชนกับลุงจรูญที่กำลังเดินเข้าประตูมา เธอเดินซ้ายทีขวาที ลุงจรูญก็รีบเพราะนัดเพื่อนไว้ ส่วนแม่นงนุชก็ยืนขวางทางอยู่อย่างนั้นทำให้ไปไหนกันไม่ได้สักที เขาจึงตัดสินใจพูดออกไปว่า 

"จะไปทางไหนก็ไปสักทางสิครับป้า" 

"ใครป้า...หน้าแก่กว่าฉันอีกดันมาเรียกฉันว่าป้า"  

  น้ำเสียงตวาดใส่คนตรงหน้าเพราะความหงุดหงิดและกลัวว่าจะคลาดกับลูกสาว อย่างว่าแหล่ะผู้หญิงที่ไหนจะชอบถูกเรียกว่าป้าถึงแม้จะอายุมากแล้วก็ตามที เมื่อพูดจบนงนุชก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้ผู้โดยสาร สองมือกำหมัดแน่นแล้วทุบไปที่หน้าขาและน่องเพราะความปวดเมื่อยตามวัยของผู้สูงอายุ  

  

  จรูญหันไปมองเธอ ด้วยความไม่เข้าใจ มือขวายกขึ้นปัดเส้นผมดำแซมขาวไปมาก่อนจะเดินจากไปด้วยความรู้สึกสำนึกผิดว่าไม่น่าไปพูดแบบนั้นแต่อีกใจเขาก็นึกขำ จรูญนัดกับเพื่อนที่สนามบินไว้ เนื่องจากเพื่อนเขาคนนี้ทำธุรกิจเกี่ยวกับกาแฟอยู่ทางภาคใต้ เขาต้องการเมล็ดพันธ์ุกาแฟทางภาคเหนือเพื่อนำไปพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ใหม่แบบเฉพาะตัว จรูญรู้จักคนกว้างขวางเขาจึงอาสานำเมล็ดพันธุ์แบบที่เพื่อนต้องการมาให้ และนัดเจอกันที่สนามบิน  

  

"เสกว่าไงลูก มีอะไร"  

เสกสรรค์โทรหาจรูญในขณะที่เขากำลังนั่งคุยกับเพื่อนอยู่ที่ร้านกาแฟในสนามบิน  

"ลุงไปหาเพื่อนที่สนามบินหรือยังครับ" 

"เอ้อ มาแล้วๆ เนี่ยลุงกำลังนั่งคุยกันอยู่ เสกมีอะไรหรือป่าว"  

"พอดีตอนนี้แม่ของคุณบีรออยู่ที่สนามบิน ผมกับคุณบีตั้งใจจะไปรับแต่บังเอิญรถของผมยางรั่วอยู่ที่สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าฯ ครับ เลยจะรบกวนลุงหน่อย"  

"อ่าวหรอ ถ้าอย่างนั้นบอกหนูบีให้ส่งเบอร์ของแม่เข้าไลน์ลุงมาเลย เดี๋ยวลุงรับกลับบ้านเอง เออ แล้วอย่าลืมให้หนูบีโทรบอกแม่ก่อนล่ะ"  

"พอดีโทรศัพท์คุณบีแบทหมดครับลุง แต่เมื่อกี้ใช้โทรศัพท์ผมโทรไปบอกแล้วว่าจะมีคนไปรับแทน " "เอ้า ได้ๆ ถ้าลุงคุยธุระเสร็จแล้วจะไปรับแทนให้บอกกับหนูบีว่าไม่ต้องเป็นห่วง"  

"ขอบคุณครับลุง" 

   เมื่อคุยกันเสร็จสับเรียบร้อย เสกสรรค์ก็ขอเบอร์นฤมลเพื่อพิมพ์ลงในข้อความส่งให้จรูญ  

"เบอร์นี้ผมขอบันทึกไว้ได้ไหมครับ"  

"เบอร์อยู่ในมือของคุณอยู่แล้ว จะทำอะไรกับมันก็ได้"  

   เมื่อพูดจบนฤมลก็เว้นช่วง จากนั้นก็จิกจ้องไปที่หน้าของเขาแล้วพูดต่อ  

"ที่พูดเนี่ยหยั่งเชิงฉันหรอ"  

   น้ำเสียงห้วนทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งเล็กน้อย นฤมลรู้สึกได้ว่าพักหลังๆ ถูกเสกสรรค์พยายามรุกล้ำเขตแดนหัวใจอยู่ตลอดเวลา เธอคิดว่าหากทำท่าทีเฉยๆ จะทำให้อีกฝ่ายได้ใจ เมื่อเขาคิดจะจีบเธอซึ่งหน้าเธอก็ต้องใช้วิธีประจันหน้าเข้าสู้เพื่อไม่ให้แพ้ทางกัน สายตาของเธอจิกเจ็บยิ่งกว่าแม่ไก่ เสืออย่างเขาที่ว่าแน่ยังต้องยอมสลดหลบสายตา 

"เปล่าครับ"  

   น้ำเสียงที่พูดฟังดูสลดและแผ่วเบา เขารู้สึกว่ายิ่งได้อยู่ใกล้เธอมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้มีความสุขมากขึ้นเท่านั้น หัวใจของเขามีพลังและพองโตอยู่ตลอดเวลา ชีวิตที่เคยมีแต่ความแห้งแล้งเหี่ยวเฉาได้มลายหายไปหมดสิ้นแล้วในตอนนี้ 

"โชคดีนะครับที่ลุงจรูญอยู่ที่สนามบินพอดี ไม่อย่างนั้นแม่คุณคงคอยแย่เลย" 

เสกสรรค์เปลี่ยนเรื่องทันควัน  

"ค่ะ"  

   นฤมลตอบเพียงสั้นๆ  

  หลังจากนั้นทั้งคู่ต่างก็นั่งเล่นโทรศัพท์มือถือเพื่อรอเวลาที่เพื่อนของเสกสรรค์จะนำยางอะไหล่รถยนต์มาเปลี่ยนให้ นฤมลมีความกังวลใจเพราะเป็นห่วงแม่ และรู้สึกไม่สบายใจที่ตัวเองไม่สามารถไปรับแม่ได้ สำหรับวันนี้ไม่ใช่โชคไม่ดีเพียงแค่รถยนต์ยางรั่วเท่านั้น แต่ยังมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นอีก หรือจะเรียกว่าเป็นความประมาทก็ได้เพราะนฤมลมัวแต่หลงไหลความสวยงามของสถานที่และบรรยากาศทำให้เพลิดเพลินอยู่กับการถ่ายรูปจนลืมเวลาและคิดว่าเมื่อแม่มาถึงสนามบินแล้วจะเป็นฝ่ายโทรมาหาเอง และเมื่อยังไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์เธอจึงไม่ได้เอะใจว่าโทรศัพท์แบตหมดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แม่ของเธอคงโทรหาหลายสายแล้วแต่โทรไม่ติด และรถก็ไม่ได้เพียงแค่ยางรั่วแต่เสกสรรค์ได้นำยางอะไหล่รถยนต์ไปปะไว้ที่ร้านของเพื่อนสนิทตั้งแต่เดือนที่แล้วและไม่ได้ไปรับกลับคืนมา ที่รถของเขาจึงไม่มียางอะไหล่เปลี่ยนทำให้ต้องนั่งรอกันอยู่เป็นพักใหญ่ และทั้งหมดนี้จึงเป็นสาเหตุทำให้นงนุชกับจรูญได้เจอกัน ด้วยความบังเอิญ และด้วยความตั้งใจ  

"สวัสดีครับ ผมจรูญเป็นเจ้าของร้านกาแฟที่หนูบีเช่าอยู่ครับ"  

   จรูญโทรหาปลายทางในทันทีเมื่อคุยธุระเสร็จเป็นที่เรียบร้อย 

"อ๋อค่ะ ลูกบีโทรบอกกับฉันแล้วว่าให้รอคุณมารับ"  

   สีหน้าของนงนุช ดูสดใสขึ้นทันตาด้วยความโล่งใจที่ติดต่อกับลูกได้ 

"แล้วตอนนี้คุณแม่หนูบีอยู่ตรงไหนครับผมจะได้เดินไปหา"  

"ฉันนั่งรออยู่ใกล้ๆกับประตูทางออกค่ะ"  

   ในขณะที่กำลังคุยโทรศัพท์โต้ตอบกันอยู่ จรูญก็เดินไปตามคำบอกกล่าวของอีกฝ่ายด้วย 

"มีจุดสังเกตไหมครับผมจะได้รู้ว่าเป็นคุณแม่"  

"คุณเดินมาตรงที่นั่งผู้โดยสารเดี๋ยวก็เห็นเพราะมีคนนั่งอยู่ไม่กี่คน ฉันยืนรออยู่สะพายกระเป๋าผ้าสีขาว และมีกระเป๋าเสื้อผ้าสีส้มวางอยู่ข้างๆ"  

   จรูญเดินมาทางด้านหลังของเธอเห็นผู้หญิงกำลังยืนชะเง้อคอมองไปมองมาและในมือนั้นก็กำลังคุยโทรศัพท์ จุดสังเกตก็ตรงตามคำบอกกล่าว เขายิ้มและรู้สึกโล่งใจ จึงเดินเข้าไปใกล้ขึ้น และในขณะที่เดินไป เขาก็ถามคำถามกลับเพื่อเพิ่มความมั่นใจ 

"อ๋อที่ใส่เสื้อเชิร์ตสีขาวแขนยาวเป็นลายดอกไม้และกางเกงสีดำใช่ไหมครับ"  

"ใช่"  

   นงนุชกลับหลังหันมาเห็นจรูญยืนอยู่ตรงหน้าทำให้ตกใจเล็กน้อย เธอลดโทรศัพท์ออกจากหูแล้ววางสาย 

"อ้าว ตาลุงนั่นเอง"  

"อ้าว ป้านั่นเองคิดว่าใคร"  

"เอ๊ะ ฉันไม่ได้แก่ไปกว่าคุณหรอกนะอย่าเรียกฉันว่าป้า"  

   สายตาพิฆาตรของนงนุชทำให้จรูญต้องสลดลง 

"ก็ได้ๆ จะให้ผมเรียกว่าน้องสาวแทนใช่ไหม"  

  คำพูดยียวนคนฟังฟังออกว่ากำลังถูกประชดประชัน นงนุชถอนหายใจด้วยความเหน็ดเหนื่อยส่วน 

จรูญนั้นก็นึกขำในใจ จึงรีบตัดบทเพื่อไม่ให้ยืดเยื้อไปกว่านี้ 

"ไปครับไป กลับบ้านกันดีกว่า"  

เขาพูดพร้อมมือนั้นก็เอื้อมไปจับกระเป๋าเสื้อผ้าของเธอด้วย  

"มาเดี๋ยวผมช่วยลากกระเป๋าไปให้"  

"ขอบคุณ"  

แม่นงนุชตอบรับด้วยสายตามองขวาง  

"บ้านช่องน่าอยู่บรรยากาศก็ดี ไม่อุดอู้เหมือนอยู่กรุงเทพ"  

   นงนุชรู้สึกชื่นชอบที่นี่เพราะอากาศดีและมีบรรยากาศที่เงียบสงบ ดูไม่วุ่นวายเหมือนในเมืองกรุง 

"อีกหน่อยเดี๋ยวก็ไม่ดี ถ้าหน้าหนาวแล้วมีพีเอ็มสองจุดห้าคนที่นี่อยู่ลำบาก"  

   จรูญพูดกับนงนุชในขณะที่เขายกน้ำดื่มออกมาต้อนรับ ตอนนี้ทั้งเสกสรรค์และนฤมลยังกลับกันมาไม่ถึงบ้าน เพราะจรูญสั่งให้หาซื้ออาหารเย็นกลับมาด้วย เพื่อจะได้รับประทานพร้อมหน้าพร้อมตาและพูดคุยเรื่องการวางแผนจัดงานเปิดร้านในอีกสองวันข้างหน้า  

"ถ้าอย่างนั้นก็ไม่น่าอยู่แล้วน่ะสิ"  

นงนุชตอบกลับไปแบบที่จรูญมีความรู้สึกว่ากำลังถูกยียวนกวนประสาทอยู่ ดีชะบุญที่ทั้งคู่กลับมาถึงบ้านพอดีไม่อย่างนั้นคงได้ต่อความยาวสาวความยืดเป็นแน่ 

"อ้าว เด็กๆ มากันแล้ว"  

   จรูญเอ่ยน้ำเสียงด้วยความโล่งใจเมื่อได้ยินเสียงรถยนต์วิ่งเข้ามาจอดภายในบ้าน 

"แม่" น้ำเสียงเรียกบ่งบอกถึงความปิติดีใจ นฤมลวิ่งเข้าโผลกอดในทันที 

"ยัยบี เป็นไงบ้างลูกโถแม่คิดถึงแทบแย่"  

   อ้อมกอดแห่งความรักและความอบอุ่นอย่างแท้จริง ทำให้จรูญและเสกสรรค์ที่หิ้วกับข้าวมาเต็มมือก็รู้สึกได้ถึงรัศมีของความอบอุ่นแผ่ซ่านออกมา 

"สวัสดีครับคุณแม่"  

   เสกสรรค์เผลอยืนยิ้มมองนฤมลอย่างไม่ลดละสายตา บังเอิญสายตาของนงนุชเหลือบขึ้นเห็นพอดี ในขณะที่สองแม่ลูกยังคงอยู่ในอ้อมก่อนซึ่งกันและกัน เขาจึงยกมือสวัสดีเพื่อแก้อาการเขิน นงนุชยิ้มให้เขาเพื่อแทนการรับไหว้ เสกสรรค์แก้อาการประหม่าโดยการหันไปคุยกับจรูญที่ยืนอยู่ข้างๆ 

"เดี๋ยวผมเข้าไปจัดกับข้าวก่อนนะครับ"  

"ไปเถอะ" 

   จรูญพยักหน้าและตอบเพียงสั้นๆ เมื่ออ้อมกอดได้คลายลง นฤมลจึงเข้าไปช่วยเสกสรรค์จัดสำรับกับข้าวออกมา การรับประทานอาหารเย็นในวันนี้อบอวนไปด้วยละอองแห่งความรัก ความอบอุ่นเข้าปกคุมอากาศที่แผ่ลมหนาวมายามค่ำคืน ระหว่างจรูญกับนงนุชเมื่อได้พูดคุยกันอย่างจริงจังแล้วทั้งคู่ก็สัมผัสซึ่งกันและกันได้ว่าต่างคนก็มีอุปนิสัยที่อ่อนโยนและจิตใจดีงาม นงนุชรู้สึกไว้ใจจรูญเนื่องจากเขาเป็นคนมีเมตตา โอบอ้อมอารีและมีธรรมมะเป็นที่ตั้งในการดำเนินชีวิต ความเป็นขมิ้นกับปูนเมื่อเจอกันครั้งแรกได้มลายหายไปอย่างหมดสิ้น กลายเป็นคนคุ้นเคยที่พูดคุยกันอย่างถูกคอภายในค่ำคืนเดียว  

  

ความคิดเห็น