facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : MW 13 : Good thing babe

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 18 เม.ย. 2564 16:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
MW 13 : Good thing babe
แบบอักษร

 

 

Good thing babe

 

 

[Part : Marco]

 

 

ปากกาสแตนเลสด้ามสวยสลักตัวอักษรเอ็มและอาร์ ด้วยการยิงเลเซอร์ลงบนผิวเนื้อมันเงา ตัวอักษรเอ็มคืออักษรตัวแรกของชื่อท่านประธานใหญ่แห่งมาเชลโลกรุ๊ป ส่วนตัวอาร์คือตัวอักษรที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาเมื่อสองเดือนก่อนตามความต้องการของท่านประธาน และเป็นที่รู้กันดีว่าเจ้าของตัวอักษรอาร์นั้นมีค่ากับท่านประธานมากเพียงใด

 

"วันนี้มีงานอะไรอีกไหม"

 

นิ้วยาวเขี่ยปากกากลิ้งไปมาบนโต๊ะทำงานไม้โอ๊คเนื้อดีพร้อมเอ่ยปากถามเลขาสาวที่ยืนรอรับคำสั่ง

 

"ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันจะกลับบ้านไปหาสุดที่รักของฉัน ส่วนเอกสารพวกนี้คุณเอาไปจัดการต่อได้เลย"

 

ลมหายใจอุ่นพ่นหนักออกมาด้วยความโล่ง กว่าจะอ่านเอกสารกองโตเสร็จก็ใช้เวลาตั้งแต่เช้าจนเกือบถึงห้าโมงเย็น แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด เพราะแค่คิดถึงเจ้าของรอยยิ้มแสนหวานที่รอผมกลับบ้าน ก็ช่วยทำให้ผมมีแรงฮึดสู้ในการทำงาน

 

เอกสารกองสูงเท่าภูเขาผมก็อ่านไหว

 

"นายท่านมีนัดทานอาหารกับท่านหญิงตอนหกโมงเย็นค่ะ"

 

"ใช่สิ ฉันลืมไปได้ยังไงกัน"

 

ท่านหญิงที่เธอพูดถึงคือคุณย่าแท้ๆ ของผม เธอเป็นญาติผู้ใหญ่เพียงไม่กี่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ บรรพบุรุษของผมสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่ามนุษย์หมาป่า และตระกูลกัสเซลโลของเราก็ได้รับเลือกให้เป็นผู้ปกครองเกาะซิซิลีมาตั้งแต่อดีตจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

 

"บอกคนเตรียมรถไว้ได้เลย ฉันจะไปหาคุณย่าเดี๋ยวนี้"

 

อันเดรที่ยืนอยู่ไม่ห่างน้อมศีรษะลงด้วยความเคารพก่อนเดินออกจากห้องไป ผมเอื้อมหยิบโทรศัพท์จากแท่นชาร์จมากดวิดีโอคอลหาแม่ของลูกด้วยความคิดถึง

 

อยากหอม อยากกอด ใจจะขาด

 

"เธอครับ วันนี้พี่มีนัดทานข้าวกับคุณย่า เธอจะไปด้วยกันไหม"

 

ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์คือใบหน้าของว่าที่ภรรยาคนเก่ง ริมฝีปากบางเป็นกระจับเม้มลงแน่นราวใช้ความคิด

 

[ผมรอคุณอยู่บ้านดีกว่า ช่วงนี้ผมไม่ค่อยอยากออกไปไหน อีกอย่างผมเริ่มง่วงนอนแล้วด้วย]

 

นับจากวันที่คุณพ่อตา คุณแม่ยายและน้องสะใภ้เดินทางกลับประเทศไทยก็เป็นเวลาเกือบสิบวันได้แล้ว ช่วงแรกน้องมีอาการเหม่อและซึมจนผมเองอดกังวลอดเป็นห่วงไม่ได้ พอผมถาม เขาก็เอาแต่ปิดปากเงียบไม่ยอมเล่าให้ผมฟัง แถมยังไล่ผมไปนอนห้องอื่นอีกด้วย

 

เฮ้อออ! ทำไมชีวิตของผมมันช่างน่าสงสารขนาดนี้นะ

 

"พรุ่งนี้พี่จะพาเธอไปอัลตราซาวด์และฝากครรภ์นะที่รัก"

 

[ผมไปมาแล้ว]

 

"หมอว่ายังไงบ้างครับ"

 

[คุณไปทำธุระก่อนเถอะครับ เดี๋ยวคุณกลับมาเราค่อยคุยกัน]

 

เสียงของน้องสั่นจนผมเริ่มกลัวว่ามันอาจจะเป็นเรื่องไม่ดี ถ้าหากว่าผมยกเลิกนัดทานอาหารกับคุณย่าแล้วกลับไปหาเขาก็คงจะดูไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่

 

"พี่จะรีบไปรีบกลับ"

 

น้องพยักหน้าลงแล้วกดตัดสายทันที เหมือนเขากำลังหนีหน้าผมยังไงยังงั้น 

 

ผมลุกจากเก้าอี้เดินไปตรวจสอบความเรียบร้อยของเสื้อผ้าหน้าผมที่กระจกเงาบานยาวตรงมุมห้อง คุณย่าท่านเป็นคนเจ้าระเบียบ รักสวยรักงาม และรักความสะอาดเป็นอย่างมาก ครั้งหนึ่งผมเคยแต่งชุดไปรเวทไปเยี่ยมท่านก็ถูกท่านบ่นจนหาทางกลับบ้านไม่ถูก

 

"รถพร้อมแล้วครับนายท่าน"

 

มือขยับเสื้อสูทอีกครั้งก่อนเดินตามอันเดรลงลิฟต์ไปยังลานจอดรถชั้นใต้ดิน รถโรลส์รอยซ์สีดำคันงามเคลื่อนตัวมาหยุดหน้าประตูกระจกนิรภัยบานเลื่อนขนาดใหญ่ มือซ้ายคนสนิทอย่างเควินกุลีกุจอมาเปิดประตูให้ผมเช่นทุกครั้ง

 

"นายจัดการสั่งอาหารเรียบร้อยแล้วใช่ไหม"

 

"ทุกอย่างที่ท่านหญิงชอบผมจัดการไว้ให้เรียบร้อยแล้วครับ"

 

เมื่อได้ฟังคำตอบเป็นที่น่าพอใจผมก็ก้าวขึ้นรถนั่งเอนตัวพิงเบาะด้วยความเหนื่อยล้า แต่สิ่งที่ทำให้ผมหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งคือรูปที่น้องส่งเข้ามา

 

[Winnie : เห็นลูกของเราไหมครับ ตัวกระจิ๊ดเดียว]

 

ผมกดเปิดพร้อมขยายภาพอัลตราซาวด์สัปดาห์ที่สิบสองของการตั้งครรภ์ออกดูเจ้าก้อนตัวน้อย ก่อนกดบันทึกและตั้งเป็นรูปหน้าจอโทรศัพท์

 

[Daddy : พี่ตั้งเป็นหน้าจอโทรศัพท์แล้วครับ]

 

[Winnie : ผมก็เหมือนกัน]

 

เพียงแค่ได้อ่านข้อความ ผมก็รู้ได้ทันทีว่าน้องต้องกำลังยิ้มแฉ่งจนตาปิดกับภาพของทารกน้อยในท้องตัวเอง

 

[Daddy : ถ้าท้องแรกเป็นลูกชาย ท้องที่สองพี่ขอเป็นลูกสาวได้ไหม]

 

[Winnie : ฝันดีนะ]

 

นึกไว้แล้วว่าน้องต้องตัดบท ถ้าเขาอยู่ใกล้ๆ ผมคงจับเขาฟัดจนช้ำไปแล้ว

 

มันเขี้ยวเหลือเกิน

 

 

แสงสีส้มนวลจากโคมไฟทรงโบราณริมรั้วเหล็กส่องสว่างไสวท่ามกลางความมืดมิดยามรัตติกาล ปราสาทเก่าแก่อายุนับร้อยปีบนยอดเขาแถบชานเมืองคือสถานที่ที่คนในแก๊งมาเชลโลต่างเรียกขานกันว่า 'สวรรค์บนดิน' เพราะมันคือที่อาศัยของนางฟ้าผู้มีเมตตาแห่งน่านน้ำเมดิเตอร์เรเนียน

 

"ไม่ได้เจอกันนานเท่าไหร่แล้วนะมาร์โค"

 

เสียงนุ่มเอ่ยทักทายผมที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นส่วนหน้าของตัวปราสาท ดอกกุหลาบหลากหลายสายพันธุ์ในแจกันส่งกลิ่นหอมแรงลอยตลบอบอวลทั่วทั้งบริเวณ

 

"เจอคู่แห่งโชคชะตาแล้วสินะ"

 

"ครับคุณย่า"

 

ตามคำทำนายของผู้เฒ่าตระกูลกัสเซลโลได้บอกเอาไว้ว่า เมื่อผมได้กลิ่นหอมของดอกกุหลาบเมื่อไหร่ นั่นก็แสดงว่าผมได้พบคู่แห่งโชคชะตาแล้ว

 

"แล้วผูกพันธะกับเขาแล้วหรือยังล่ะ"

 

ท่านยกยิ้มเหมือนรู้คำตอบ ผมยิ้มแห้งอย่างไม่อาย คุณย่าส่ายหน้าเอือมระอาก่อนเดินนำผมไปยังห้องรับประทานอาหาร

 

มือเลื่อนเก้าอี้ออกให้คนสูงอายุนั่ง พลางมองสำรวจอาหารบนโต๊ะ คุณย่าท่านทานได้แค่เนื้อกับผัก ท่านจะไม่แตะต้องผลิตภัณฑ์ที่ทำจากปลาทุกชนิด เพราะกลิ่นคาวปลาที่สายลมพัดพาจากท้องทะเลลอยโชยขึ้นมาบนยอดเขาทำให้ท่านล้มหมอนนอนเสื่อมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน นั่นเป็นเหตุผลที่ท่านปลูกดอกกุหลาบและดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมทั่วทั้งสวน

 

"ไม่กลัวมีใครมาชิงผูกพันธะหรือไง ได้ข่าวว่าลูกชายของตระกูลอาร์มาเรลจ้องอยู่ไม่ใช่เหรอ?"

 

คำถามจี้ใจดำของท่านทำเอาสลัดที่อยู่ในปากแทบพุ่งออกมา 

 

"คุณย่ารู้ด้วยเหรอครับ"

 

"ไม่มีเรื่องไหนของคนในตระกูลที่ย่าจะไม่รู้ โดยเฉพาะเรื่องของเธอ...มาร์โค"

 

แววตาเป็นประกายมองผมตาไม่กะพริบ คนสนิทของคุณย่าอย่างมัวร์คงคอยตามดูผมอยู่ตลอดเวลาอย่างนั้นสินะ

 

"มาร์โค โปรดจงจำเอาไว้...ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะมีชีวิตอยู่เพื่อรักหลาน"

 

"คุณย่าหมายความว่าอย่างไรครับ"

 

คำพูดแปลกๆ ลอดออกจากริมฝีปากบาง น้ำเสียงจริงจังที่ท่านเอ่ยออกมาคงไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเป็นแน่

 

"สวรรค์ส่งเขามา สวรรค์ก็นำพาเขากลับไปได้เช่นกัน" 

 

เรื่องบางเรื่องก็ทำให้คนอย่างผมดูโง่เขลาเบาปัญญา ถ้าหากสวรรค์พรากน้องไปจากผมเมื่อไหร่ ผมสัญญาว่าผมจะตามไปเอาเรื่องไอ้ตัวการที่พรากน้องไปจากผมไม่ต้องได้ผุดได้เกิดกันไปข้าง

 

"ไม่มีวันที่สวรรค์จะพรากเขาไปจากผมได้"

 

 

เมื่อรถจอดนิ่งสนิทตรงบันไดทางขึ้นตัวคฤหาสน์ ผมก็รีบเปิดประตูลงจากรถแล้ววิ่งเข้าไปข้างในทันที สายตากวาดมองไปทั่วทุกพื้นที่แต่ก็ไร้ซึ่งวี่แววของคนในบ้านแม้แต่คนเดียว

 

หายไปไหนกันหมด!

 

"นายท่านกลับมาแล้วหรือคะ"

 

ลอร่าวิ่งหน้าตาตื่นออกมาจากห้องครัวฝั่งปีกซ้าย ก่อนเอ่ยถามด้วยความตกใจกับท่าทางร้อนรนของผม

 

"ลอร่า ที่รักฉันอยู่ไหน ฉันโทรหาทำไมไม่มีใครรับสาย"

 

ตั้งแต่ออกจากปราสาทของคุณย่า ผมก็กดโทรออกหาน้องกว่าสิบสายแต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ พอกดโทรหาคนในบ้านก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ

 

"อ๋อ หม้อแปลงไฟฟ้าของเสารับสัญญาณโทรศัพท์ระเบิดเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนนี่เองค่ะ ตอนนี้กำลังแก้ไข ส่วนคุณวินน่าจะอยู่ในห้องนอนของนายท่านค่ะ"

 

เมื่อเธอพูดจบผมก็รีบตรงดิ่งขึ้นไปยังห้องนอนของตัวเองทันที ก่อนขึ้นรถอยู่ๆ คุณย่าก็ทักว่าให้ผมระมัดระวังตัว ผมเองน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่ผมเป็นกังวลและเป็นห่วงกลัวว่าน้องกับลูกจะได้รับผลกระทบไปด้วย

 

ผมเปิดประตูห้องนอนของตัวเองเข้าไปกลับพบแต่ความว่างเปล่า กระเป๋าเดินทางของเขาไม่ได้ตั้งอยู่ที่เดิมอีกแล้ว หัวใจของผมเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ผมไล่เปิดประตูห้องนอนทุกห้องแต่ก็ไม่พบน้อง

 

เมียผมอยู่ที่ไหน!

 

"ไรวินท์!"

 

ผมตะโกนเรียกชื่อเขาจนสุดเสียง เหล่าคนในปกครองต่างวิ่งวุ่นหาเจ้านายคนใหม่กันให้ควัก ถึงแม้ว่าช่วงนี้น้องจะมีอาการเบื่อหน้าผม แต่ผมก็ไม่คิดว่าเขาจะเบื่อจนถึงขั้นหนีออกจากบ้าน

 

"อันเดรโทรเช็คที่สนามบินแล้วหรือยัง"

 

ความคิดแรกที่อยู่ในหัวของผมคือน้องอาจบินกลับไทยตามครอบครัวไป ซึ่งผมได้แต่ภาวนาขออย่าให้เป็นเช่นนั้น

 

"คนของเรากำลังเช็คให้ครับนายท่าน"

 

มือยกเสยผมรวบรวมความคิด คนในบ้านเกือบยี่สิบคน ทำไมถึงไม่มีใครรู้เลยว่าน้องหายไปไหน

 

ผมวิ่งกลับขึ้นมาบนห้องนอนของตัวเองอีกครั้ง เผื่อจะเจออะไรที่สามารถบอกได้ว่าน้องอยู่ที่ไหน ตาสอดส่ายสำรวจไปรอบห้อง พลันสะดุดเข้ากับประตูตู้เสื้อผ้าที่ถูกเปิดแง้มเอาไว้เพียงเล็กน้อย

 

เสื้อผ้าชุดโปรดของผมหายไปจนเกือบหมด แต่เสื้อผ้าของน้องยังคงแขวนไว้อย่างเป็นระเบียบ

 

จู่ๆ เสียงเพลงบรรเลงก็ดังลอดออกมาจากส่วนของห้องทำงานที่อยู่ภายในห้องนอน ผมก้าวเดินตามเสียงไพเราะนั้นไป ยิ่งเดินเข้าไปใกล้จุดหมายมากเท่าไหร่ หัวใจก็ยิ่งเต้นรัวไม่เป็นจังหวะมากเท่านั้น

 

ผมไม่เคยให้รหัสประตูกับใคร แล้วเสียงเพลงนั่นดังออกมาจากห้องทำงานของผมได้อย่างไร

 

นิ้วกดรหัสบนแป้นดิจิตอลหน้าประตูไม้บานใหญ่ เสียงปลดล็อกประตูดังก่อนผมจะผลักประตูเปิดเข้าไป

 

กร๊อบ! แกร๊บ!

 

เท้าของผมเหมือนเหยียบอะไรบางอย่าง แสงสีนวลจากโคมไฟข้างโต๊ะทำงานเปิดพอให้มองเห็นดอกกุหลาบนับร้อยกระจายเกลื่อนทั่วพื้นห้อง ผ้าห่มสีขาวคาดทองผืนบางกางออกทำเป็นกระโจมแบบชนเผ่าอินเดียแดงคลุมโต๊ะทำงานของผมเอาไว้

 

ได้เวลาทำรังแล้วสินะ

 

ช่วงเวลาที่โอเมก้าตั้งครรภ์ พวกเขามักจะหาสิ่งของที่มีความนุ่มมากองสุมเอาไว้ โดยของเหล่านั้นจะมีกลิ่นของอัลฟ่าหรือของคู่แห่งโชคชะตาติดอยู่เพื่อช่วยทำให้จิตใจสงบ อีกนัยคือเขากำลังต้องการพักและต้องการที่ปลอดภัย

 

"เธอครับ"

 

ผมเรียกน้องแต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา มือก้มหยิบดอกกุหลาบออกจากทางเดิน ด้วยความร้อนรนทำให้ผมไม่ทันได้ระวังหนามบนก้านของมัน หนามแหลมคมปักลงบนฝ่ามือจนเลือดซิบ

 

ว่าแต่น้องไปเอาดอกกุหลาบพวกนี้มาจากไหนกัน กะจะเอาไว้ป้องกันตัวเองอย่างนั้นเหรอ?

 

มือแอบเปิดผ้าห่มแง้มออกดูภายใน ร่างเล็กราวลูกแมวตัวน้อยกำลังนอนหลับปุ๋ยขดตัวใต้โต๊ะทำงานของผมอย่างสบายอารมณ์ บรรดาเสื้อผ้าชุดโปรดของผมกลายเป็นเบาะรองนอน แก้มนุ่มฟูแนบลงบนเสื้อสูทราคาแปดหลักที่ถูกม้วนทำเป็นหมอนข้าง แพขนตางอนหนาไหวตามแรงลมจากพัดลมตั้งโต๊ะตัวเล็ก

 

"พี่นึกว่าเธอจะหนีพี่ไปเสียแล้ว"

 

ทำไมน้องถึงเลือกมาสร้างรังใต้โต๊ะทำงานของผม

 

ตาเหลือบมองกล่องดนตรีไม้ที่วางทับชายผ้าห่มเอาไว้ เหล่าเทวดานางฟ้าต่างร่ายรำไปตามเสียงบรรเลง กล่องดนตรีใบนี้คุณหมอไอศูรย์ซื้อให้ผมเป็นของขวัญวันเกิดอายุครบสิบสองปี

 

คุณพ่อตาของผมใจดีใช่ไหมล่ะครับ

 

"อื้อออ...คุณมาร์โคเหรอ? "

 

เปลือกตาบางไหวเล็กน้อยก่อนเปิดขึ้นช้าๆ มือขยับกอดเสื้อสูทของผมแนบอกแน่นกว่าเดิม จมูกรั้นย่นฟุดฟิดเหมือนได้กลิ่นผิดปกติ

 

"เลือด! "

 

น้องดีดตัวลุกนั่งอย่างลืมตัว ตากลมโตมองขอบผ้าห่มเปื้อนเลือด มือเล็กแหวกผ้าห่มออกจับมือของผมไปดู คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน ปากบางบ่นขมุบขมิบ

 

"คุณไปทำอะไรมา ทำไมมือคุณถึงเลือดออกเยอะแบบนี้" สีหน้าไม่สู้ดีและแววตากังวลแสดงออกถึงความเป็นห่วง

 

"รอยเหมือนโดนหนามปักเลยนะ"

 

ที่คุณย่าบอกให้ระวังมัดระวังตัวคงจะเป็นเรื่องนี้เองสินะ

 

"คุณเจ็บมากไหม เดี๋ยวผมทำแผลให้นะ"

 

น้องปล่อยมือผมแล้วคลานเข้าไปเอากล่องยาออกจากกระเป๋าเดินทางที่ตั้งทับขยายชายผ้าห่มด้านในสุด

 

ดีที่โต๊ะทำงานของผมตัวใหญ่แล้วก็ไม่มีผนังปิดทึบ เลยทำให้รังน้อยๆ ของน้องดูโล่งกว้าง

 

"โอ๊ะ! ผมขอโทษนะที่ขโมยเสื้อผ้าของคุณมา" ปากกระจับยิ้มพราย พวงแก้มเนียนขึ้นสีชมพูระเรื่อราวเขินอายที่ความจริงถูกเปิดเผย

 

จะมีวันไหนบ้างที่น้องไม่ทำตัวน่ารักให้ผมเห็น

 

เพราะในทุกๆ วัน มีแต่คำว่าน่ารักโอบล้อมรอบตัวเขาเอาไว้

 

น่ารัก

 

น่ารักมาก

 

น่ารักที่สุด

 

น่ารักโคตรรรรร!

 

"ขอบคุณที่เธอยังใจดีเหลือชุดไว้ให้พี่ใส่นอน"

 

ด้วยความสัตย์จริง น้องเหลือกางเกงบ็อกเซอร์ไว้ให้ผมหนึ่งตัว

 

"ห้ามเข้ามานะ! "

 

ตากลมโตเบิกกว้างเมื่อเห็นผมกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาในอาณาบริเวณของตัวเอง

 

"นิดนึงไม่ได้เหรอ"

 

"วันนี้ยังไม่ได้..."

 

"แล้วพรุ่งนี้ล่ะ"

 

"พรุ่งนี้ก็ยังไม่ได้"

 

"แล้ววันไหนจะได้ล่ะ"

 

"รอเบบี๋ออกมาก่อน"

 

"พี่ใจขาดตายพอดี"

 

น้องยิ้มแฉ่งจนตาปิด เขาเอื้อมมาจับมือของผมเข้าไปในโดมแล้วจัดการทำแผล พลาสเตอร์ลายยูนิคอร์นปิดกลางฝ่ามือที่เป็นรอยแผลกว้างกว่าบริเวณอื่น

 

"คืนนี้พี่ขอนอนเฝ้าเธอข้างหน้าได้ไหม"

 

"หน้าห้องเหรอ? "

 

"เปล่า หน้ารังเธอ"

 

รู้ทั้งรู้ว่าตอนโอเมก้าทำรัง ใครหน้าไหนก็ห้ามเข้าใกล้เขตหวงห้าม แต่หน้าของผมมันด้านมันมึนเลยทำตาปริบอ้อนขอความเห็นใจ เผื่อแม่ของลูกจะยอมใจอ่อน

 

"ก็ได้ แต่มีข้อแลกเปลี่ยนนะ"

 

"เธอต้องการอะไรพี่ทำให้เธอได้ทุกอย่าง"

 

"คือว่าผมหิว..." มือลูบบนท้องที่ป่องนูนออกมาเล็กน้อยผ่านเสื้อทำงานของผมที่เขาขโมยไปใส่

 

"เธอยังไม่ได้กินอะไรอย่างงั้นเหรอ? พวกนั้นดูแลเธอไม่ดีใช่ไหม"

 

ดึกป่านนี้แล้วทำไมเมียกับลูกผมถึงยังไม่ได้กินอะไร มันน่าไล่ออกกันทุกคน

 

"เปล่านะ ลอร่าทำให้ผมกินแล้ว แต่ว่ามันไม่ค่อยถูกปาก ผมอยากกินฝีมือของคุณมากกว่า"

 

หน้าหวานๆ กับเสียงอ้อนๆ ทำผมตกหลุมรักเขาเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้

 

อืม...นับครั้งไม่ถ้วน

 

"เธออยากกินอะไรเดี๋ยวพี่ลงไปทำให้"

 

"เบบี๋บอกว่าอยากกินกะเพราหมูกรอบไข่ดาว อ้อ! ขอข้าวผัดปูอัดด้วยนะ"

 

ผมชักไม่แน่ใจแล้วว่าลูกหรือแม่กันแน่ที่อยากกิน

 

"มีค่าจ้างพิเศษไหม"

 

น้องส่งจุ๊บให้ผมหนึ่งทีแล้วก็รีบปิดม่านผ้าห่มโดยเอาคลิปหนีบกระดาษมาทำเป็นกลอนประตู

 

"พี่นึกว่าเธอหิวพี่เสียอีก"

 

 

กลุ่มควันดำโขมงลอยเหนือกระทะก้นลึกบนเตาไฟฟ้าฐานเซรามิก กลิ่นไหม้รุนแรงคลุ้งกระจายไปทั่วทั้งห้องครัว เหล่าแม่บ้านช่วยกันเปิดเครื่องดูดอากาศที่ติดอยู่ทั่วทุกมุมห้องให้ช่วยดูดกลิ่นไม่พึงประสงค์ออกไป

 

"นายท่านจะเผาห้องครัวหรือคะ เชฟบอกว่าเขาจะทำให้แต่นายท่านก็ไม่ยอม"

 

"สุดที่รักของฉันอยากกินฝีมือฉัน ไม่ได้อยากกินฝีมือคนอื่นสักหน่อย"

 

"แล้วนายท่านคิดว่าถ้ายังเป็นแบบนี้อยู่ วันนี้คุณวินกับลูกจะได้ทานไหมคะ"

 

ผมไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆ แต่ในเมื่อมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเมียและลูกของผม...ผมยอมก็ได้

 

"งั้นช่วยทอดหมูกรอบให้ฉันที แต่นอกนั้นไม่ต้อง เดี๋ยวฉันจัดการเอง"

 

ผมหันไปทำอาหารอย่างอื่นแทน ปล่อยให้พ่อครัวประจำคฤหาสน์เป็นคนจัดการทอดหมูกรอบต่อ สงสัยว่าวันหยุดผมคงต้องรบกวนให้พ่อครัวช่วยสอนผมทำอาหารเสียแล้วสิ

 

"มาแล้วครับ"

 

มือถือถาดอาหารมาวางลงบนพื้นหน้ากระโจมอินเดียแดงที่น้องตั้งชื่อให้มันว่า 'บ้านของเบบี๋' น้องคลายคลิปหนีบกระดาษเปิดม่านผ้าห่มออกแล้วเอาเนคไทของผมผูกมันไว้กับขาโต๊ะทำงาน

 

"เส้นนั้นสามหมื่น"

 

"แล้วเส้นนี้ล่ะ" น้องชูเนคไทอีกเส้น

 

"ที่รัก นั่นลิมิเต็ดเลยนะ"

 

น้องพยักหน้าเหมือนรู้ว่าไม่ควรทำ แต่เขาก็เอาเนคไทเส้นโปรดของผมไปผูกม่านผ้าห่มอีกฝั่งเข้ากับขาโต๊ะทำงานอยู่ดี

 

เพื่อเมียยอมได้ทุกอย่าง

 

ท่องไว้สิมาร์โค...

 

"หอมที่สุดเลย"

 

น้องยกถาดอาหารขึ้นไปสูดกลิ่นหอมหวนลงปอดก่อนวางมันลงแล้วเริ่มตักหมูกรอบเข้าปากเคี้ยวแก้มตุ่ย

 

"อร่อยมาก"

 

"อร่อยก็กินเยอะๆ นะ"

 

ถ้าคนอื่นมาเห็นคงได้แต่บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างนายท่านมาร์โคจะมานั่งกอดเข่าเฝ้าเมียตัวเองกินข้าว

 

แล้วยังไง? ในเมื่อคนข้างหน้าคือชีวิต คือความสุขของผม

 

"คุณ..."

 

"ว่าไงครับ"

 

"ผมว่าจะสระผม แต่ว่านอนทับแขนนานไปหน่อย เลยยกแขนไม่ขึ้น"

 

น้องพูดโดยไม่ได้มองหน้าผม มือเล็กยังคงตักข้าวเข้าปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย

 

"เดี๋ยวพี่สระให้"

 

"แต่มือคุณเป็นแผล เดี๋ยวก็แสบหรอก"

 

"แค่นี้เองสบายมาก แค่ให้พี่ได้ดูแลเธอ เจ็บแค่ไหนพี่ก็ทนไหว"

 

มีอย่างหนึ่งที่ผมทำผิดพลาดไป คือผมน่าจะได้เจอน้อง ได้ดูแลน้องเร็วกว่านี้

 

"คุณ...ขอบคุณนะ"

 

 

 

 

 

 

 

---------------------------------------

 

ฝากเล่นแท็กในทวิตเตอร์ #มนัสวินทร์

 

ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

 

 

To be continued...

 

ตะไมมันต๊ะล๊าคแบบเน้ มาให้หอมหัวที

 

ม๊วฟฟฟฟฟ! ❤

 

 

 

ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะคะ

 

ฝากกดติดตาม กดหัวใจ และหนึ่งคอมเมนท์หนึ่งกำลังใจของไรท์นะคะ ขอบคุณค่ะ ❤🙏

 

 

ถ้าคุณรีดคนไหนเล่นทวิตเตอร์เข้าไปพูดคุยกันกับไรท์ได้ตลอดนะคะ

 

ไรท์จะลงเวิร์ดต่างๆ นอกเหนือจากตอนที่อัพ ในทวิตเตอร์นะคะ

 

ตามลิ้งก์นี้ไปได้เลยค่ะ > https://twitter.com/Rosesarin_novel

 

หรือทาง Facebook

 

https://m.facebook.com/Rosesarin.novel/

 

 

 

ความคิดเห็น