ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 6 ...อสรพิษสยบมังกร...

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 ...อสรพิษสยบมังกร...

คำค้น : อสรพิษเล่ห์รัก JackBam GOT7 fic

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 895

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 13 เม.ย. 2563 11:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 1,005
× 4,100
แชร์ :
ตอนที่ 6 ...อสรพิษสยบมังกร...
แบบอักษร

...อสรพิษสยบมังกร... 

ผมเงยหน้าจากกองหนังสือที่เลขาสาวของคุณต้วนหามาให้อ่านฆ่าเวลาแล้วหันไปมองชายหนุ่มที่อยู่ในชุดสูททำงานอย่างขยับขันแข็ง ดวงตาคมปลาบจ้องมองตัวหนังสือในแฟ้มกองใหญ่ตรงหน้า ค่อยๆอ่านตรวจทานไปที่ละบรรทัดก่อนจะลงมือเซ็น เขาทำงานอย่างมีแบบแผน เป็นระบบและรอบครอบ

แล้วทำไมคนที่ดีพร้อมอย่างนี่ถึงได้เป็นเพื่อนกับคนแซ่หวังได้ผมล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ผมทิ้งตัวเอาคางเกยโต๊ะ

“เป็นอะไร...เบื่อแล้วหรอ?” เสียงทุ้มนุ่มหูเอ่ยถาม

“เปล่าครับ....” ผมรีบกระดกตัวขึ้นนั่งทันที

“มาเถอะ....เราออกไปข้างนอกกัน ฉันเสร็จงานตรงนี้พอดี” ผมลุกขึ้นแล้วเดินตามหลังคุณต้วนไปลงลิฟท์

“เราจะไปไหนหรอครับ?” ผมอดถามเขาไม่ได้

“ช็อปปิ้งไง นายยังไม่ได้ซื้อพวกซื้อผ้าของใช้ไม่ใช่หรอ? เราไปเดินซื้อของฆ่าเวลาแล้วค่อยไปเยี่ยมพี่ชายของนายที่โรงพยาบาลกัน” ผมเงยหน้ามองคุณต้วนแล้วอ้าปากค้าง เพราะผมไปฟ้องเขาหรือเปล่าว่าถูกหวังเจียเอ๋อร์แกล้งซื้อเสื้อผ้าแปลกๆให้เขาถึงจะพาผมไปซื้อเสื้อผ้าอีก แต่ถ้าได้ไปเยี่ยมพี่ด้วยล่ะก็....

“ผมไปได้หรอ?”

“ได้สิ”

ผมคลี่ยิ้ม คุณต้วนเหมือนนางฟ้ามาโปรด ผมมองเขาอย่างซาบซึ้งและชื่นชมจากใจจริง เขาไม่วางท่าหรือใช้ผมทำโน่นทำนี่เหมือนอย่างคนแซ่หวัง เขาเป็นผู้ชายในแบบที่ผมอยากเป็น

คุณต้วนพาผมไปร้านเสื้อผ้า ให้ผมเลือกเสื้อผ้าแบบที่ผมชอบในร้านหรูแห่งหนึ่งเช่นเดียวกับคนแซ่หวัง ผมพยายามปฏิเสธอย่างนุ่มนวลเพราะไม่เห็นประโยชน์ว่าต้องใส่เสื้อผ้าราคาแพงๆ และผมไม่ต้องการติดหนี้พวกเขาไปมากกว่านี้

คุณต้วนยอมรับความคิดของผมอย่างตรงไปตรงมา แต่มีกฎว่าให้ผมเลือกเสื้อผ้าลำลองเอง 5 ชุดแต่เขาจะเป็นคนเลือกชุดสูทสำหรับใส่ออกงานให้ผม 3 ชุด เมื่อตกลงกันเรียบร้อยผมก็เดินเข้าร้านเสื้อผ้าที่ราคาไม่ค่อยแพง เลือกชุดให้ตัวเอง จากนั้นเขาก็พาผมไปซื้อชุดสูทแบบสลิมฟิต 3 ชุดเพื่อออกงาน เป็นชุดสูทลำลอง สูทสองชั้นแบบปกติ สูทสากลสามชั้น เลือกเครื่องประดับจำพวกเนคไท หูกระต่าย กระดุมเสื้อสูทและพวกผ้าเช็ดหน้า

หลังจากช็อปปิ้งเสร็จคุณต้วนก็พาผมไปสมัครเรียนคลาสพิเศษเพื่อเข้าสอบเทียบ หลังจากที่เขาจัดการเอกสารประจำตัวผมได้ครบหมดทั้งบัตรประจำตัวประชาชน ใบเกิดและวุฒิการศึกษา เขายังพาผมตระเวนไปตามสถาบันสอนภาษาอื่นๆทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาจีนกลาง รวมไปถึงศิลปะป้องกันตัวที่ผมสนใจอย่างยูโด เทควันโด โดยเขาจัดตารางเวลาเรียนในแต่ละวันให้ว่าผมควรจะเรียนอะไรบ้าง ผมเองจะให้อยู่ว่างๆก็ไม่ชอบ ให้ไปเรียนยังน่าสนุกกว่า

หลังจากนั้นเขายังพาผมไปซื้ออุปกรณ์การเรียน หนังสือแบบเรียนเกาหลีและหนังสือปรับพื้นฐานภาษาให้ผมอ่าน นอกจากนั้นยังช่วยซื้อ

Talking Dict

อันเล็กๆไว้ให้ผมเปิดหาคำศัพท์ ผมรู้ดีว่าเขาไม่มีเวลามาสอนภาษาให้ผมหรอก เขาค่อนข้างจะงานยุ่งอยู่ตลอดเวลา หากผมอยากจะเก่งผมต้องพยายามเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง

เมื่อซื้อของเสร็จก็เป็นเวลาเยี่ยมจูเนียร์ฮยองที่โรงพยาบาล ที่นั่นผมพบกับพี่ที่กำลังถูกตำรวจพาตัวไปสอบปากคำ แต่เขาในตอนนี้จำผมไม่ได้ พอถูกขู่เขาก็เริ่มกลัวลนลานจนผมรีบออกไปช่วยห้าม ทั้งที่ผมไม่ควรทำอย่างนั้น ผมควรจะอยู่ให้ห่างจากพี่ แค่คอยมองดูเขาอยู่ห่างๆ หากวันใดพี่จำผมได้ เขาจะจำอดีตของเขาได้

ดีที่ตอนนั้นคุณต้วนช่วยออกหน้าให้ พวกเราจึงผ่านสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วลมาได้ พอเราเดินลงลิฟท์มา คุณต้วนก็เอ่ยถามผม

“ทำไมถึงไม่บอกความจริงออกไปว่าเขาคือพี่ชายของนาย”

“ความจริงบางเรื่อง....เมื่อเขารู้อาจจะรับไม่ได้” ผมหลุบตาลงมองปลายเท้าตัวเอง

หลังจากอุบัติเหตุครั้งนั้นพี่ฟื้นขึ้นมาพร้อมกับความทรงจำที่ขาดหายไปหากพี่รู้ความจริงว่าตัวเองเคยถูกทำอะไรมาบ้างเขาคงรับไม่ได้ ดังนั้นผมจึงยินดีที่จะคอยดูแลพี่อยู่ห่างๆโดยไม่ให้พี่รู้ว่าผมเป็นน้อง ดีกว่ารู้ความจริงว่าพี่เคยมีอดีตที่เจ็บปวดแค่ไหน

“....ผมตัดสินใจถูกแล้วใช่มั้ยครับ?” ผมหันมองต้วนอี๋เอินด้วยดวงตาที่แดงก่ำ

“นายทำดีที่สุดแล้ว...วันหนึ่งเขาจะเข้าใจว่าที่นายทำลงก็เพื่อปกป้องเขา” คุณต้วน ลูบหัวเพื่อปลอบผม

ในตอนนั้นเองที่อยู่ๆเสียงโทรศัพท์มือถือของคุณต้วนดังขึ้น เขาขอตัวไปรับสายอยู่สักครู่ก่อนจะเดินกลับมาบอกผมว่าเขาต้องรีบบินไปไต้หวันด้วยเรื่องด่วนจากทางบ้าน พวกเราจึงรีบกลับที่พักเพื่อเตรียมตัวเก็บกระเป๋า

แต่ทันทีที่ประตูลิฟท์เปิด เราก็มองเห็นงานจัดเลี้ยงอยู่ตรงหน้า ห้องรับแขกถูกแปรสภาพเป็นโต๊ะบุฟเฟ่ต์ยาว มีบาร์ค็อกเทลและบริกรเดินอยู่ทั่วงาน หนุ่มสาวทั้งคนเกาหลีและชาวต่างชาติมากหน้าหลายตาอยู่ในชุดสูทและเดสยาวเดินไปมาทั่วงาน จนตอนนี้คนที่ตกเป็นเป้าสายตาคือผมเพราะถ้าไม่รวมคุณต้วนที่ใส่สูทอยู่แล้วมีแค่ผมที่แต่งชุดลำลองอยู่แค่คนเดียว

เสี่ยวเจีย 

! 

เสี่ยวเจีย 

! 

” เมื่อเห็นสภาพห้องเต็มไปด้วยผู้คน คุณต้วนก็พุ่งเข้าไปตามหาหวังเจียเอ๋อร์จนกระทั่งพบเขากำลังนั่งควงผู้หญิงอยู่ในมุมหนึ่งบนโซฟา แต่แทบจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่องเพราะตอนนั้นหวังเจียเอ๋อร์เมามากแล้วและเพลงก็เสียงดัง

“ทำมะ? ฉันทำตามใจตัวเองไม่ได้แต่เด็กนั่นทำตามใจตัวเองได้งั้นสิ?” พอถูกพูดแบบนั้นคุณต้วนก็ถอดใจ เรียกผมไปคุยขณะจัดเสื้อผ้าลงกระเป๋าที่ห้องของเขา

“ปกติเสี่ยวเจียจะไม่เมาจนขาดสติแบบนั้น”

“เขาคงโกรธที่ผมหนีเขาออกมา” ผมพึมพำเสียงเบา

“ฉันรู้...แต่ตอนนี้ฉันต้องรีบไปให้ทันขึ้นเครื่องก่อนสามทุ่ม ฉันจะทิ้งมือถือเครื่องนี้ให้นาย มีอะไรให้โทรมาได้ตลอดเวลา ส่วนเรื่องห้อง...นายจะมานอนที่ห้องของฉันก่อนก็ได้ ไว้ให้ฉันกลับมาจากไต้หวันค่อยจัดการเรื่องนี้กันอีกที”

คุณต้วนพยายามจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยราวกับเป็นเลขาส่วนตัวของหวังเจียเอ๋อร์ เขาไม่ลืมแม้กระทั่งผมที่ยังไม่มีห้องนอนเป็นของตัวเอง

“ถ้าแขกคนสุดท้ายกลับนายไม่ต้องตามเก็บกวาด ของพวกนี้น่าจะเป็นของที่โรงแรม เดี๋ยวจะมีแม่บ้านขึ้นมาจัดการทั้งหมดเอง”

“ครับ” ผมยืนส่งให้คุณต้วนลงลิฟท์เสร็จเสร็จก็เตรียมตัวกลับห้อง แต่ได้ยินเสียงผู้หญิงเรียกดังมาจากทางโซฟาที่หวังเจียเอ๋อร์นั่งอยู่

นี่เธอ 

! 

มานี่สิ 

! 

” ผมหันไปมองตามเสียงเรียกเห็นหวังเจียเอ๋อร์นั่งอยู่ตรงกลางโซฟา มีหญิง

6-7

คนล้อมรองโซฟาของเขา มีเขาคนเดียวที่เป็นผู้ชายท่ามกลางผู้หญิงทั้งหมดจนดูเหมือนเขานั่งอยู่ท่ามกลางฮาเร็มของตัวเอง

“รองเท้าฉันเปื้อนช่วยเช็ดให้หน่อยสิ” หญิงสาวในชุดแดงที่นั่งอยู่ข้างหวังเจียเอ๋อร์เอ่ยพลางยื่นรองเท้าออกมาพร้อมกับราดไวน์ในมือลงไปที่เท้าตัวเอง

ผมมองดูการกระทำนั้นแล้วปรายตาขึ้นมองคนแซ่หวัง อีกฝ่ายมีท่าทางพอใจ ดวงตาฉ่ำเยิ้มไปด้วยพิษสุรา เขาแทบจะไม่รู้สึกตัวแล้วด้วยซ้ำ

ผมเดินไปหยิบทิชชู่แล้วกลับมาคุกเข่าเช็ดรองเท้าให้หญิงสาว เธอและเพื่อนๆหัวเราะชอบใจกันหมดยกเว้นหวังเจียเอ๋อร์ พวกเขาต้องพอใจอยู่แล้ว คนรวยส่วนใหญ่มักชอบรังแกคนที่ด้วยกว่า ชอบเห็นคนถูกกดขี่ข่มเหง แต่ใช้กับผมไม่ได้

“ผมเช็ดให้แล้ว...ฝากคุณเอาไปทิ้งด้วยแล้วกัน” ผมยัดทิชชู่ที่ใช้เช็ดรองเท้าใส่มือเธอ จากนั้นสะบัดหน้าหนี จากนั้นก็ได้ยินเสียงกรี๊ดของเธอพร้อมกับก้อนทิชชู่ที่ถูกขยำแล้วปาใส่หลังผม

แกกล้าดียังไงมาทำแบบนี้กับฉัน 

! 

” เธอลุกขึ้นตรงเข้าไปคว้าแก้วเครื่องดื่มจาก บริกรที่เดินอยู่รอบงานก่อนจะสาดแก้วไวน์แดงใส่หน้าผมพร้อมกับเงื้อมือขึ้นทำท่าจะตบ ผมยืนนิ่งไม่ขยับเท้าหนีหรือคิดสู้ เพียงแต่จ้องเธอตรงๆ

“เฮ้

!

...พอได้แล้วเจสสิก้า” หวังเจียเอ๋อร์ลุกขึ้นมาคว้ามือของเธอก่อนที่จะฟาดลงมาที่หน้าของผม จากนั้นกระซิบบางอย่างที่ข้างหูเธอก่อนจะปล่อยเธอไป

“นาย....” คนแซ่หวังจับข้อมือผมแต่ถูกผมสะบัดหลุด

ที่ผมหนีคุณมาวันนี้กับสิ่งที่ผู้หญิงของคุณทำกับผม...ถือว่าผมชดใช้ให้คุณ เราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก

” พูดจบผมก็เดินหลบออกมาที่ห้องครัวล้างหน้าล้างตาตัวเองกับอ่างล้างจานเงียบๆ

ผมเห็นว่าเสื้อยืดเปื้อนไวน์กลัวว่าจะซักไม่ออกจึงถอดเสื้อพยายามสักคราบไวน์ออกจากเสื้อก่อน พอหันกลับมาก็พบว่าตัวเองกำลังถูกผู้ชายฝรั่งสองคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นจ้องมาจึงรีบสวมเสื้อกลับและเดินหนี แต่กลับถูกคนสองคนตีวงล้อม

พวกเขาไม่ได้พูดภาษาอังกฤษอย่างที่ผมเข้าใจ แต่น่าจะเป็นภาษาฝรั่งเศสหรือไม่ก็เยรมันซึ่งผมฟังไม่ออกเลยสักคำ จะเดินหนีก็หนีไม่ได้ ดีที่หวังเจียเอ๋อร์ผ่านมาเห็นจึงช่วยให้ผมเดินเลี่ยงคนพวกนั้นออกมาได้ ผมรีบเดินหลบไปที่ห้องคุณต้วนเพื่อหาเสื้อผ้าเปลี่ยน แต่ไปเจอผู้หญิงชุดแดงเมื่อครู่ทำท่าเหมือนกำลังค้นหาอะไรบางอย่างในห้องคุณต้วนพอดี

“คุณเข้ามาทำอะไรในนี้?”

หญิงสาวตกใจทำของในมือหล่น ผมรีบตรงไปคว้ามันขึ้นมาพบว่ามันคือกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆสีดำ มีไฟสีเขียวกระพริบรูปทรงไม่ใหญ่ไปกว่ากล่องไม้ขีดสักเท่าไหร่

เอาคืนมานะ 

! 

” ผมยื้อยุดกับเธอจนกล่องนั้นตกพื้น

เธอใช้เท้าเตะกล่องนั้นเข้าไปใต้เตียง ผมรีบนอนราบลงไปกับพื้นล้วงเอากล่องนั้นออกมาโดยมีหญิงสาวคนนั้นพยายามปลุกปล้ำไม่ให้ผมหยิบมันออกมา นั่นแสดงว่าของนี่มันต้องมีความสำคัญอะไรบางอย่าง

ในตอนนั้นเองที่หวังเจียเอ๋อร์เปิดประตูห้องเข้ามาแล้วเห็นผมกับแฟนของเขากำลังอยู่ที่พื้นในท่าแปลกๆ เขาตะโกนลั่นแล้วกระชากแขนผมขึ้นจากพื้น หญิงสาวคนนั้นรีบทำท่าร้องไห้แล้วบอกว่าผมพยายามปลุกปล้ำเธอ

แต่ผมพยายามอธิบายว่าเธอกำลังจะขโมยอะไรบางอย่างในห้องคุณต้วนและขอให้เขาตรวจดูที่ใต้เตียง แต่หวังเจียเอ๋อร์ไม่ฟังเสียงผม เขาพาผู้หญิงออกไปจากห้องแล้วตะโกนไล่ทุกคนออกจากงานอย่างไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น

เพลงถูกปิด แขกถูกไล่ลงจากลิฟท์ไปทีละจำนวนมาก พนักงานถูกไล่ให้ลงบันไดทั้งที่ห้องที่พวกเขาอยู่คือชั้น 63 ผมรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าเขาโมโหมาก ผู้หญิงคนนั้นน่าจะเป็นคนสำคัญของเขา เขาถึงได้โกรธมากขนาดนี้

หวังเจียเอ๋อร์เดินกลับมาพร้อมกับกระชากผมไปที่ห้องของเขา เขาจับมือผมไพล่หลังแล้วมัด ผมตกใจพยายามดิ้นแต่ถูกเขาจับโยนลงไปที่เตียง เสื้อของผมถูกฉีก และคืนนั้นฝันร้ายเมื่อหลายปีก่อนก็ตามหลอกหลอนผมอีกครั้ง

------------------------------------------------------------------------------

เด็กแสบนั่นกล้าดียังไง

!

คนเขาอุตส่าห์ให้โอกาสตามมาอย่างว่าง่ายแต่กล้าแว้งกัดกัน อยู่ๆก็หายตัวออกไปจากร้านเสื้อผ้าต้องให้เขาออกตามหากันจ้าละหวั่น เขาถึงกับขับรถถ่อไปดักถึงที่โรงพยาบาลของพี่ชายเจ้านั่น แต่สุดท้ายกลับพบว่าหนีไปอยู่กับเสี่ยวเอิน สมเป็นงูพิษที่ไม่ยอมเชื่องหรือฟังคำสั่งใครง่ายๆ ชอบเคลื่อนไหวแต่เพียงลำพัง ในเมื่ออีกฝ่ายทำได้เขาก็ทำได้เหมือนกัน

!

หวังเจียเอ๋อร์ส่งข้อความหาเพื่อนๆแล้วเรียกมารวมตัวกันปาร์ตี้ที่โรงแรมส่วนตัวโดยให้คนของทางโรงแรมจัดอาหารประเภทบุฟเฟ่และบาร์ค็อกเทลพร้อมบริกรขึ้นมาในห้อง เขาให้พนักงานต้องรับข้างล่างเป็นคนให้คีย์การ์ดกับทุกคนเพื่อขึ้นมาชั้นส่วนตัวอย่างเปิดเผย ทั่งที่ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน

หลังจากนั้นปาร์ตี้ก็เริ่มขึ้น ปกติเขาไม่ใช่คนที่เมาง่ายๆ แต่ไม่รู้ว่าทำไมวันนั้นเพียงแค่ดื่มไวน์ไปแค่ไม่กี่แก้วเขาก็เริ่มมึนหัว ตอนที่เสี่ยวเอินเดินเข้ามาอาละวาดเขาจึงเผลอพูดกับอีกฝ่ายแรงไป เขาก็แค่หมั่นไส้ที่เห็นสองคนนั่นเดินเข้ามาด้วยกัน ถือข้าวของมาหอบใหญ่ ทั้งที่เขาเองก็มีน้ำใจจะซื้อของให้แต่อีกฝ่ายกลับหนีไป

เขากระดกแก้วไวน์ในมือที่เจสสิก้าส่งให้ เจสสิก้าเป็นเพื่อนของเพื่อนเขาที่รู้จักกันในบาร์แห่งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ เธอค่อนข้างสวยเฉี่ยว เพื่อนของผมว่าเธอเป็นลูกสาวของเจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ในเกาหลี เธอยังดังในวงสังคมไฮโซพอสมควรจึงแนะนำให้รู้จักกับผม พอเธอรู้ว่าผมกำลังมีปาร์ตี้และปวดหัวกับการรับมือกับ(งูน้อย)จึงรีบตรงมาหาทันที

ในตอนที่เจสสิก้ายื่นเท้าออกไปตรงหน้าเสี่ยวซือเขาเองก็ยังประหลาดใจว่าทำไมเธอถึงกล้าทำอย่างนั้น แต่ก็ได้แต่รอดูว่าเด็กนั่นจะจัดการกับปัญหานี้ยังไง เสี่ยวซือ มองเขาราวกับกำลังชั่งใจก่อนจะทรุดลงคุกเข่าใช้ทิชชู่เช็ดรองเท้าให้เธอ

หัวใจเขาหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เสี่ยวซือคนนั้นยอมทิ้งศักดิ์ศรีของตัวเองเช็ดรองเท้าให้คนอื่น เป็นไปได้ยังไง

!

ในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากห้าม งูน้อยก็ยัดทิชชูที่เปื้อนไวน์ใส่มือของเจสสิก้า จนอีกฝ่ายวีนแตก สมกับเป็นอสรพิษน้อยที่ใครก็ประมาทไม่ได้เลย

แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจก็คือ อยู่ๆเจสสิก้าก็หันไปคว้าแก้วไวน์มาสาดใส่หน้าของเสี่ยวซือตามด้วยเงื้อมือขึ้น เขารีบปราดเข้าไปจับข้อมือเรียวนั้นค้างไว้กลางอากาศแล้วส่งเสียงเตือนเธอในลำคอ เจสสิก้าทำหน้างอกลับไปนั่งที่เดิม ส่วนเขาปรายตามองเสี่ยวซือที่ตัวเปื้อนไวน์แดงตั้งแต่หัวจรดเท้า เขาจับแขนอีกฝ่าย เอื้อมมืออีกข้างออกไปหวังเช็ดใบหน้าที่ย้อมไปด้วยสีแดงเลือดนกนั้น แต่ถูกสายตาคมของเสี่ยวซือจ้องกลับมา

“ที่ผมหนีคุณมาวันนี้กับสิ่งที่ผู้หญิงของคุณทำกับผม...ถือว่าเราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก” พูดจบเสี่ยวซือก็เดินจากไป

เจียเอ๋อร์ไม่เข้าใจเสี่ยวซือ เด็กนั่นทำราวกับว่าเมื่อติดหนี้ใครต้องชดใช้ ความรู้สึกที่เขามีต่อเด็กแสบนั่นค่อยๆเพิ่มพูนมากขึ้นคือความสงสาร แม้การถูกทิ้งโดยไม่บอกกล่าวจะเป็นเรื่องที่ผิด แต่ก็ใช่ว่าจะต้องชดใช้ให้เขาทุกอย่างถึงขนาดยอมให้คนอื่นกดหัวแบบนี้ เขาล่ะสงสัยความคิดของเด็กนี่จริงๆว่าในหัวเขากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่กันแน่

เขาเดินตามเสี่ยวซือไปที่มุมห้องครัว เห็นอีกฝ่ายถอดเสื้อออกมาซักที่อ่างล้างจานเงียบๆ เด็กนั่นกล้าถอดเสื้อต่อหน้าธารกำนัลแบบนั้นได้ยังไง

!

พอเขากำลังจะก้าวเข้าไปหา เสี่ยวซือก็หันกลับมาเห็นฝรั่งตัวโตอยู่ด้านหลังกำลังจับจ้องเรือนกายของตนอยู่จึงรีบสวมเสื้อกลับทั้งที่มันยังชื้นอยู่

เสื้อเปียกๆแนบลำตัว แม้มันจะมีสีเทาแต่เมื่อแนบลงกับร่างที่ผอมบางจึงขับเน้นรูปร่างภายในชัดเจนโดยเฉพาะยอดอก

หวังเจียเอ๋อร์ไม่เคยเห็นหน้าฝรั่งสองคนนี้มาก่อน แต่เมื่อทั้งสองพุ่งเข้าไปหาเสี่ยวซือด้วยสายตาหยาบโลนเขาจึงรีบออกหน้าเข้าขวาง

เฮ้ 

! 

เฮ้ 

! 

คุณจะทำอะไร?” เขายื่นมือออกมาห้ามพลางพูดด้วยภาษาอังกฤษ

เสี่ยวซือผู้ชาญฉลาดอาศัยจังหวะนั้นหลบเข้าห้องของเสี่ยวเอินไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหายเข้าห้องไปแล้วเขาจึงหันไปอธิบายว่าเสี่ยวซือไม่ใช่บริกร เพราะ สองคนนี้ถูกใจเสี่ยวซือ และคิดว่าเสี่ยวซือคือบริกรจึงพยายามพูดของเบอร์ติดต่อจนเขาต้องออกปากว่าเสี่ยวซือเป็นคนของตัวเองและขอให้อีกฝ่ายกลับไปร่วมงานอย่างสุภาพ

ยังไม่ทันจบเรื่องนี้เขาก็ได้ยินเสียงต่อสู้มาจากในห้อง พอเปิดประตูเข้าไปดูก็พบว่าเสี่ยวซือนอนกลิ้งอยู่บนพื้น คอเสื้อถูกดึงร่นลงมาถึงไหล่ เขาสติขาดผึง กระชากเสี่ยวซือขึ้นจากพื้น เจสสิก้าร้องห่มร้องไห้ว่าถูกปลุกปล้ำ ดีที่เขาเข้ามาทัน

เสี่ยวเจียไม่เห็นเสี่ยวซือตอบรับหรืออะไรทั้งสิ้น เด็กนั่นแค่เปลี่ยนเรื่องไปพูดถึงเครื่องอะไรบางอย่างที่เจสสิก้านำมา นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกโมโหมากยิ่งขึ้น เขาพาเจสสิก้าเดินออกจากห้อง ส่งเธอลงลิฟท์พร้อมกับตะโกนไล่คนอื่นๆออกจากห้อง พนักงานถูกไล่กลับโดยใช้บันได จากนั้นกลับมาลากเสี่ยวซือพาไปที่ห้องส่วนตัวของเขา

เขายอมรับว่ากำลังหงุดหงิดใส่อีกฝ่าย แต่เขาไม่พอใจที่เด็กนั่นถอดผ้าต่อหน้าคนอื่น โมโหเวลาที่เห็นเด็กนั่นอยู่ในสภาพแปลกๆกับผู้หญิงคนอื่น และด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้เขาไม่สามารถควบคุมสติได้อย่างทุกครั้ง เขาจับเสี่ยวซือมัดมือมัดปากและโยนขึ้นไปบนเตียง ฉีกทึ้งเสื้อผ้าออกแล้วลงมือข่มเหงเสี่ยวซือ

อีกฝ่ายดิ้นและกรีดร้องลั่นเมื่อเขาพยายามแทรกตัวเข้าไป เขาแนบใบหน้าและลำตัวลงกับอกของอีกฝ่าย รู้สึกอย่างลึกซึ้งว่าเด็กนี่เป็นของของเขาใครก็แตะต้องไม่ได้  รู้ดีว่าการที่คิดอย่างนั้นมันไม่ถูกต้อง

แต่ ณ วินาทีนั้นเขาไม่อาจถอนตัวได้อีกต่อไป เขาคิดอย่างเดียวว่าจะต้องปราบพยศอีกฝ่ายให้ได้ รู้แค่ว่าจะทำอย่างไรให้เด็กนี่สยบลงใต้ร่างเขา เขาไม่ฟังแม้แต่เสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งของอีกฝ่าย เขากดร่างเสี่ยวซือไว้บนเตียง ขบกัดที่ต้นคอและลาดไหล่ ครอบครองทุกอย่างของอีกฝ่ายให้เป็นหนึ่งเดียวกับเขา

ร่างกายที่ถูกกระตุ้นด้วยไฟราคะ หลอมละลายในร่างของเสี่ยวซือ หน้าท้องแม้มีรอยแผลจากการถูกแทงทว่าแบนราบและลื่นมือ เอวสอบคอดถูกเขาจับโยกไปตามแรงหฤหรรษ์ เสี่ยวซือทำให้เขาเพลิดเพลินกว่าหญิงใดๆที่เขาเคยพบมา

ตอนที่เขาก้มลงจูบเสี่ยวซือและพบว่าอีกฝ่ายนิ่งไปจึงรู้สึกตัว  ร่างบอบบางถูกเขาชำเราจนช้ำไปทั้งตัว ดวงตาที่เคยวาวโรจน์ของเสี่ยวซือหม่นลงปราศจากชีวิต นัยน์ตาคู่งามปรากฏคราบน้ำตาที่เจ้าตัวไม่เคยให้ใครเห็นมาก่อน

ผิวกายตั้งแต่ต้นคอลงมาจนถึงหน้าท้องมีแต่รอยจ้ำที่เกิดจากรอบจูบของเขา มือทั้งสองข้างถูกมัดและถูกทับอยู่ใต้ร่างของตัวเอง หวังเจียเอ๋อร์ มองภาพนั้นแล้วนึกละอายใจ การกระทำของเขาไม่ต่างจากที่ทำกับคนไม่มีทางสู้ เขาย่ำยีศักดิ์ศรีของอีกฝ่ายไม่เหลือชิ้นดี ในตอนที่มองเห็นเลือดไหลออกมาจากผ้าที่ปิดปากของอีกฝ่ายเขาก็พลันได้สติว่าอีกฝ่ายพยายามกัดลิ้นตัวเอง

“เสี่ยวซือ

!!

” เขาเอื้อมมือออกไปดึงผ้าที่มัดปากของเสี่ยวซือออกและพบว่าเสี่ยวซือตัวเกร็งคล้ายคนกำลังชัก จนทำให้เผลอกัดลิ้นตัวเองและดูเหมือนยังไม่ได้สติ

“เสี่ยวซือ...อย่ากัดลิ้นตัวเอง....เสี่ยวซือ...” เสี่ยวเจียลนลานช้อนร่างเสี่ยวซือขึ้นเพื่อแก้มัดที่มือให้ หลังจากที่พยายามเขย่าตัวเรียกเสี่ยวซือ ในที่สุดอีกฝ่ายก็เหมือนได้สติ

ดวงตาที่เลื่อนลอยของเสี่ยวซือค่อยๆกลับมามีแววตาอีกครั้ง และทันทีที่เสี่ยวซือ ลืมตาขึ้นมาเขาก็เริ่มอาละวาดกรีดร้อง ทั้งดิ้นทั้งตีเขา

ไป 

! 

ออกไป 

! 

ปล่อย 

!! 

” เสี่ยวซือทุบเขาและพยายามข่วนหน้าจนเขารู้สึกเจ็บแปลบที่ข้างแก้ม

ไม่ 

! 

ออกไป 

! 

อย่าทำฉัน 

!! 

...ซูโซ...

” เสี่ยวซือดิ้นแล้วพยายามพลิกตัวหนีแต่เขาโอบร่างเล็กๆที่กำลังสั่นเทาด้วยความกลัวไว้

นี่ฉันเอง 

! 

ฉันไง 

! 

หวังเจียเอ๋อร์ 

” เขาดันไหล่อีกฝ่ายให้หันกลับมามองหน้าตัวเอง เสี่ยวซือในตอนนี้เหมือนกำลังสับสนอะไรบางอย่าง เมื่อเสี่ยวซือหันกลับมามองหน้าเขาอีกครั้งคราวนี้ก็ทำท่าจะถอยหนีไปอีก

คุณจะทำอะไรผมอีก 

! 

ถอยไปนะ 

! 

ปล่อย 

! 

” เสี่ยวเจียพยายามดึงมืออีกฝ่ายให้เข้ามาหาแต่ถูกปัดหลายครั้ง

เสี่ยวซือดูแปลกไปจริงๆ ตอนนี้งูน้อยดูคล้ายกับคนเสียสติ แววตาดูลนลานและหวาดกลัว เสี่ยวซือกำลังกลัวอะไรกัน? เสี่ยวซือไม่เคยดูสับสนขนาดนี้มาก่อน เกิดอะไรขึ้นกับงูน้อยของเขากันแน่ ชื่อซูโซที่อีกฝ่ายหลุดออกมาคือใคร?

หวังเจียเอ๋อร์ใช้แรงทั้งหมดของตัวเองดึงอีกฝ่ายเข้ามากอด เสี่ยวซือตะโกนร้องลั่นแล้วทุบตีเขา เสียแต่คราวนี้เขาจะไม่ปล่อยมือจากเสี่ยวซืออีกแล้ว แม้ว่าอีกฝ่ายจะกำลังกัดไหล่ที่เปลือยเปล่าของเขาจนเลือดออกก็ตาม

ชู่ว~นิ่งซะ....

” เขาทอดเสียงอ่อนโยน โอบกอดอีกฝ่ายไว้หลวมๆในอ้อมกอด  ตบหลังอีกฝ่ายเบาๆพลางโยกตัวน้อยๆพยายามทำให้เด็กน้อยของเขาสงบลง

เขาไม่สนใจความเจ็บปวดที่ไหล่ แม้ว่าเสี่ยวซือจะกัดเขาให้เนื้อหลุดนั่นก็สมควรแล้วกับสิ่งที่เขาทำลงไป เสี่ยวซือเกือบเสียสติก็เพราะเขา เขาเมามายจนขาดสติลงมือข่มขืนเสี่ยวซือ....เขาทำให้งูน้อยต้องเจ็บปวด

...ไม่เป็นไร....นายไม่เป็นไรแล้ว....ฉันจะไม่ทำร้ายนายอีก...ฉันสัญญา

” เขากระซิบที่ข้างหูอีกฝ่าย ยังคงลูบหลังเขาและโยกตัวกล่อม

ร่างกายที่เกร็งเครียดเขม็งค่อยๆคลายความวิตกกังวลลง เสี่ยวซือค่อยๆหยุดดิ้นและปล่อยตัวไปตามแรงโยกของผม เสียงหวีดร้องด้วยความกลัวเปลี่ยนเป็นเสียงร่ำไห้ เสี่ยวซือร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวแดง เขาได้แต่จูบซับน้ำตาให้อีกฝ่าย จูบไรผมที่ชื้นเหงื่อ ใช้หลังมือเช็ดน้ำตาและกอดอีกฝ่ายไว้ให้แน่นที่สุด

....นิ่งซะเด็กดี...ชู่ว~

” เสี่ยวซือซุกตัวอยู่ในอ้อมอกเขา เสียงสะอื้นค่อยๆเงียบลง เขายังคงโยกตัวและตบหลังเสี่ยวซือจนกระทั่งอีกฝ่ายผล็อยหลับไปคาอกเขา

เสี่ยวเจียค่อยๆวางเสี่ยวซือลงบนเตียงอย่างเบามือ จากนั้นก็เดินไปเอาผ้าชุบน้ำอุ่นมาเช็ดตัวให้ เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่ารุนแรงกับเสี่ยวซือขนาดไหนก็ตอนที่เห็นเลือดบนเตียง เจียเอ๋อร์นั่งมองเสี่ยวซืออยู่ข้างเตียง จับฝ่ามือของคนที่หลับสนิทขึ้นมาจูบหลังมือ

“ฉันขอโทษ....ฉันขอโทษเสี่ยวซือ” เขารู้ดีว่าต่อให้ขอโทษอีกฝ่ายเป็นพันครั้งก็ไม่อาจชดใช้สิ่งที่เสียไปคืนให้เสี่ยวซือได้

เขาได้แต่สัญญากับตัวเองในใจว่าจากนี้จะไม่ทำร้ายเสี่ยวซืออีก ไม่รู้เพราะอะไรถึงทำให้เขาขาดสติได้ถึงขนาดนั้น  ทั้งที่ตัวเขาเองก็ไม่ใช่คนคออ่อน แต่กลับเมาเพราะไวน์เพียงไม่กี่แก้ว ซึ่งมันน่าแปลกมาก

ชายหนุ่มเดินออกมาจากห้องตัวเองเพื่อหาน้ำดื่มในครัว เมื่อเห็นสภาพห้องที่เละเทะจึงเดินไปกดโทรศัพท์ต่อสายถึงทางโรงแรมให้แม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดในวันรุ่งขึ้น ในตอนนั้นเองที่สายตาเขาเหลือบไปเห็นถุงซิปล็อคใสๆถุงเล็กๆมีผงสีขาวอยู่ด้านในถูกซ่อนไว้ที่ซอกเล็กๆหลังตู้จึงหยิบออกมาดู

หากดูจากตาเปล่าจะรู้สึกว่าของนี่คล้ายเฮโรอินหรือผงขาว ในงานปาร์ตี้เขาเชิญมาแต่พวกเซเลปและคนในวงสัมคมชั้นสูง ไม่น่าจะมีใครที่กล้าเล่นของพรรค์นี้ หากเป็นยาไอซ์ก็ว่าไปอย่าง แต่ก็นั่นแหละ...กล้าเอาของแบบนี้เข้ามาในงานของเขาได้ถือว่าดูถูกกันเกินไป เพราะที่นี่เป็นสถานที่ส่วนตัว เขาไม่ชอบให้ใครก็ตามเอายาเสพติดมาเล่นในบ้านของเขา

หวังเจียเอ๋อร์ติดต่อลูกน้องให้มาเอาของที่เจอไปตรวจหาแหล่งที่มา ซึ่งเขามีทีมวิจัยที่สามารถระบุแหล่งผลิตได้ และทีมวิจัยนี้เองก็เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตยารายใหญ่ของเขามีเงินหมุนเวียนหลายพันล้านเหรียญ

ซึ่งเงินในส่วนนี้เขานำส่งไปยังฮ่องกงทั้งหมด หลังจากจบเรื่องเสี่ยวเจียก็กลับมานอนที่โซฟา แต่ทำยังไงเขาก็ไม่สามารถข่มตาลงได้ จนกระทั่งฟ้าเกือบสางเขาถึงได้ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว

ชายหนุ่มถูกปลุกอีกครั้งด้วยกลิ่นหอมของกาแฟและกลิ่นของแป้งแพนเค้กหอมๆ เมื่อลุกขึ้นมาเขาก็เห็นแผ่นหลังบางของเสี่ยวซือกำลังยืนหันหลังให้อยู่หน้าเตาอย่างเช่นทุกเช้า เสี่ยวเจียจุดรอยยิ้มแล้วรีบลุกขึ้นจากโซฟาเดินไปที่ห้องครัว

“เช้านี้มีอะไรกิน?” เขาเอ่ยทักแต่อีกฝ่ายไม่ตอบ เสี่ยวซือแค่นำจานอาหารเช้ามาตั้งตรงหน้าโต๊ะเขาพร้อมกับรินกาแฟให้เงียบๆก่อนจะหายเข้าห้องไป

เขากำลังถูกโกรธอยู่...เสี่ยวซือกำลังโกรธเขาอยู่...แน่ล่ะ...เพราะเมื่อคืนนี้เขา 

 

“นั่นนายกำลังจะไปไหน?” หวังเจียเอ๋อร์ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้เมื่อเห็นเสี่ยวซือแต่งตัวและสะพายกระเป๋าทำท่าจะออกไปข้างนอก

“ผมจะไปเรียน คุณต้วนจัดตารางเรียนให้ผมตลอดทั้งสัปดาห์ คุณทานเสร็จแล้วก็เอาจานไปวางไว้ที่อ่างล้างจานด้วย” เสี่ยวซือพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบปราศจากอารมณ์ใดๆราวกับว่าระหว่างเราไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน มีแต่เพียงแววตาที่เย็นชาเท่านั้น

“ที่ไหน? เดี๋ยวฉันไปส่ง รอฉันเปลี่ยน....” เขารีบลุกขึ้นทำท่าจะไปเปลี่ยนชุด

ไม่ต้อง 

! 

ผมไปเองได้...

ผมไม่อยากจะติดหนี้คุณไปมากกว่านี้อีกแล้ว 

” เสี่ยวซือสะบัดมือแล้วเดินจากไป

หลังจากวันนั้นมาเสี่ยวซือก็ทำตัวเหินห่าง จะเข้าใกล้เขาได้ก็เฉพาะเวลาที่จำเป็นอย่างการทำอาหารให้ทุกเช้า หรือเวลาที่จะถามเขาว่าจะกลับมากินข้าวหรือไม่ หากว่าเขากลับมาในตอนเย็นก็จะพบกับข้าวที่ทำสำเร็จแช่ไว้ในตู้เย็นรอแค่อุ่นในไมโครเวฟเท่านั้น เสี่ยวซือพูดกับเขาแทบนับคำได้ แต่กลับโทรหาเสี่ยวเอินครั้งละนานๆ เสี่ยวเอินอยู่ไต้หวันยังรู้ความเคลื่อนไหวขอเสี่ยวซือมากกว่าเขาที่อยู่ด้วยกันซะอีก พอเขาทนไม่ไหวเรียกเสี่ยวซือมาคุยก็กลายเป็นทะเลาะกันใหญ่โต

ถ้ามีปัญหาก็พูดกับฉันตรงๆ อย่าเอาแต่หลบหน้ากันแบบนี้ 

! 

ผมน่ะหรอจะกล้ามีปัญหากับคุณ? ก็คุณเป็นเจ้าหนี้ เป็นเจ้าชีวิตผมไม่ใช่หรอ...คุณอยากให้ผมเป็นอะไรผมก็ต้องเป็น

!

เป็นแม่ครัว? เป็นคนรับใช้? หรือว่าเป็น

คู่นอน

?

ดวงตาของเสี่ยวซือที่จ้องมองมาไหวระริกแต่ไม่ยักกะมีน้ำตา เสี่ยวซืออาจจะเป็นคนแรกๆที่กล้าจ้องตาเขาตรงๆโดยไม่หวั่นไหว ว่ากันว่าบาดแผลจะทำให้คนแข็งแกร่ง ถ้าอย่างนั้นแล้ว...งูน้อยของเขาผ่านความเจ็บปวดและเสียน้ำตามาเท่าไหร่กัน? เขาคนเดียวถึงแบกรับความเจ็บปวดมากมายแล้วยังทยอยปลดเปลื้องมันไปทีละเรื่องได้แบบนี้

คุณหวัง...คุณเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของคนอื่นแล้วยังมีหน้ามาเรียกร้องเอาอะไรจากผมอีก? การที่ผมไม่ต่อยคุณซะเดี๋ยวนี้ก็ถือว่าผมให้เกียติคุณมากแล้ว

ผมไม่ใช่คนที่ทำผิดจนไม่กล้าจะสู้หน้าคุณ

คนที่ควรต้องเป็นฝ่ายหลบหน้าควรเป็นคุณมากกว่า 

! 

” เสี่ยวซือ ตอกหน้าเขาอย่างตรงไปตรงมา คำพูดของงูน้อยถูกทุกคำ ทำให้แม้แต่เขายังหน้าชา

“ฉัน.....เสียใจที่ทำอย่างนั้นกับนาย...ฉันขอโทษ...” เสี่ยวเจียพูดจบก็ก้มหัวให้อีกฝ่ายแล้วพาตัวเองเดินออกมาจากห้อง

คนอย่างเขาสู้เด็กผู้ชายตัวเล็กๆอย่างเสี่ยวซือไม่ได้เลย เด็กคนนั้นทั้งเด็ดเดี่ยวและแข็งแกร่งดุจหินผา ราวกับว่าไม่มีใครหรืออะไรจะสามารถทำให้เขาแปดเปื้อนได้ เขาไม่ใช่เพียงงูน้อย...

แต่เป็นอสรพิษสยบมังกร

------------------------------------------------------

หวังเจียเอ๋อร์ลงมาคลุกที่บาร์ของโรงแรมที่อยู่ชั้นล่างจนค่ำ หาเครื่องดื่มที่ช่วยทำให้ลืมเรื่องผิดพลาดที่ได้ทำลงไป ขณะที่นั่งดื่มวิสกี้ไปได้ 3-4 แก้วก็มีพรรคพวกที่รู้จักกันเข้ามาทัก อันที่จริงเวลานี้เขาอยากนั่งดื่มคนเดียวเงียบๆมากกว่า แต่เพราะว่าอีกฝ่ายเอ่ยถึงเจสสิก้าขึ้นมาจึงได้ไม่ออกปากไล่อีกฝ่ายไป

“จริงสิ....ขอโทษด้วยนะที่ฉันไม่ได้ไปงานปาร์ตี้นาย ก็เพราะเมื่อหลายวันก่อนฉันมีงานเลี้ยงที่บ้านของคุณเฉินเจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ในเกาหลี นี่

!

แล้วรู้อะไรมั้ย? สกุลเฉินไม่มีลูกสาวสักคน หลานสาวก็ไม่มี ลูกคนโตของคุณเฉินยังเป็นแค่เด็กเกรด 7 เท่านั้นเอง ฉันว่า...ยัยเจสสิก้านี่มันท่าทางยังไงๆอยู่นะ” เพื่อนผู้หญิงอีกคนที่มาด้วยรีบแย้ง

“ก็เธอเป็นคนพายัยนั่นมาทำความรู้จักกับพวกเราไม่ใช่หรอ?”

“เฮ้ย

!

ไม่ใช่

!

ฉันรู้จักยัยนั่นมาจากจางฮ้าวมาอีกทีนึง” เพื่อนคนแรกรีบปฏิเสธ

“ย๊า

!

อย่าโยนมาให้ฉันสิ

!

ฉันเห็นยัยนั่นสนิทกับเสี่ยวเยว่ก็นึกว่าเพื่อนกันซะอีก” ชายที่ชื่อจางฮ้าวโยนให้เพื่อนผู้หญิงอีกคน

“อะไรนะ

!

ฉันเนี่ยนะสนิทกับเจสสิก้า? ฉันก็แค่คุยกับเธอเพราะเห็นว่ามากับพวกนายต่างหาก ฉันยังนึกว่ายัยนั่นเป็นแฟนกับแอนดี้ซะอีก ก็เห็นเที่ยวบอกกับใครๆว่ายัยนั่นเป็นลูกสาวของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ฉันก็เลยสนใจหรอก” หวังเจียเอ๋อร์นั่งมองคนโน้นคนนี้โยนกันไปมาโดยหาข้อสรูปไม่ได้ว่า เจสสิก้าเป็นใครมาจากไหน ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนั้นก็โผล่เข้ามาและค่อยๆแทรกซึมอยู่ในกลุ่มเพื่อนโดยไม่มีใครรู้

ขณะที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ หวังเจียเอ๋อร์ก็ได้ผลการทดสอบจากแล๊ปของเขา ถุงยาที่เขาเจอและส่งให้ทางทีมงานตรวจสอบพบว่าเป็นยาในกลุ่มของเอ็คซ์ตาซีหรือที่เรียย่อๆว่ายาอี ที่มีฤทธิ์กระตุ้นประสาทในระยะสั้น ผลของมันคือทำให้หัวใจเต้นเร็ว ระบบการรับรู้ผิดไปจากความเป็นจริง เคลิบเคลิ้ม และควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ นั่นจึงเป็นคำตอบว่าทำไมเขาดื่มไวน์ในงานไปไม่กี่แก้วก็เมา ทั้งที่ตอนนี้พอกลับมามีสติอีกครั้ง วิสกี้ 4 แก้วยังทำอะไรเขาไม่ได้ คนที่รับพิษมาตั้งแต่ยังเด็กๆไม่น่าเสียทีเพราะยาแค่นี้

แต่คำถามในตอนนี้ก็คือ...เจสสิก้าเป็นใครกันแน่? เขาพยายามนั่งนึกก็พบว่าตอนที่เขาเจอเสี่ยวซือกับเจสสิก้าในห้อง เสี่ยวซือพยายามพูดถึงอะไรบางอย่างที่เจสสิก้าเอามาด้วยแต่ตอนนั้นเขาไม่ได้สนใจ

หวังเจียเอ๋อร์เรียกบริกรมาเก็บเงิน เขาวางเงินไว้ที่เคาท์เตอร์บาร์ปึกใหญ่เพื่อจ่ายค่าวิสกี้และเลี้ยงพวกเพื่อนๆของเขาก่อนจะขอตัวเดินออกมาที่หน้าลิฟท์

เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นขณะรอลิฟท์ หน้าจอโชว์ชื่อของต้วนอี๋เอิน

“เสี่ยวเอิน?”

“เสี่ยวเจีย...ตอนนี้ฉันอยู่ที่ไทเป ป๊าให้คนมาส่งข่าวแล้วว่าทางนั้นกำลังเคลื่อนไหว แม่ใหญ่ของนายกำลังวางแผนทำอะไรบางอย่างอยู่แน่ๆ ช่วงนี้จะทำอะไรก็ระวังตัวหน่อยล่ะ”

“อื้ม

!

ฉันพอจะรู้แล้วว่าแม่ใหญ่ส่งใครมา” เสี่ยวเจียเดินเข้าไปในลิฟท์ที่มาถึงพอดี

“อ้อ

!

อีกอย่าง....เมื่อกี๊ฉันพยายามติดต่อเสี่ยวซือแต่เขาไม่รับสาย ปกติเขาจะรับสายฉันทุกครั้ง ถ้านายอยู่ใกล้ๆช่วยไปดูเขาด้วย”

“นายไม่ต้องเป็นห่วง...ฉันจะดูแลเขาเอง”

เมื่อลิฟท์พาเขามาถึงห้อง ก็มองเห็นว่าภายในห้องปิดไฟมืด เสี่ยวเจียตรงไปที่ชั้นหนังสือแล้วหยิบปืนที่ซ่อนไว้ในหนังสือที่ปะปนกับเล่มอื่นๆในชั้นออกมาใส่ลูกปืนเข้าไป เขาเดินสำรวจภายในอย่างระมัดระวังและพบว่าในห้องเงียบกริบจึงเดินไปเปิดไฟ

เมื่อไฟห้องสว่างก็มองเห็นชั้นหนังสือที่ถูกยิงเป็นรู เขาเดินเข้าไปด้านในและรู้สึกได้ถึงกระแสลมแรง

กระจกบานใหญ่ที่เสี่ยวซือเคยยืนชมวิวยามค่ำคืนถูกยิงแตกทั้งบาน เขารีบวิ่งไปดูและมองไปยังด้านล่างเป็นอันดับแรกและพบว่ามันว่างเปล่า เสี่ยวซือไม่ได้ตกลงไปจากตรงนั้น

หวังเจียเอ๋อร์ตะโกนเรียกชื่อเสี่ยวซือและค้นหาทุกห้องแต่ไม่พบใคร เขาพยายามแกะรอยและมองไปทั่วห้องเพื่อหาจุดเริ่มต้นของการต่อสู้และพบร่องรอยของเศษกระจกแตก รอยกระสุนที่เบนเปลี่ยนทิศไปยังประตูทางหนีไฟ ที่ประตูมีรอยบุบจากการถีบอย่างแรง

เสี่ยวเจียผลักประตูแล้วพุ่งลงไปข้างล่าง แต่แล้วก็ชะงัก เขาจะคิดแบบตัวเองไม่ได้ เขาต้องคิดแบบเสี่ยวซือ คนทั่วไปหาโดนไล่ล่าอาจจะต้องรีบหนีเพื่อขอความช่วยเหลือจากคนอื่น แต่เสี่ยวซือไม่ใช่คนที่จะไปขอความช่วยเหลือใคร เขาไม่พึ่งคนอื่น แต่พึ่งแค่ตัวเอง ดังนั้นเสี่ยวซือไม่มีทางวิ่งลงข้างล่างให้คนอื่นต้องเดือดร้อนเด็ดขาด เขาต้องหนีขึ้นข้างบนซึ่งเป็นจุดที่เสี่ยงที่สุดเพราะคุณจะไม่มีทางหนีไปที่ไหนได้อีกเลย

แต่เสี่ยวซือเป็นคนฉลาด เขาต้องไม่พลาดเอาชีวิตตัวเองเข้าไปเสี่ยงตายแน่นอน

“...งูน้อย...ฉันกำลังไปช่วยนายเดี๋ยวนี้ล่ะ...”

--------------------------------------------------------------

To Be Con

ขอบคุณที่ติดตามและเป็นกำลังใจนะคะ 

นามิ 

ความคิดเห็น