email-icon

สอบถามเรื่องนิยายหรือพูดคุยกับนักเขียนฝึกหัด : Euglanaforfiction@gmail.com ขอบคุณสำหรับทุก ๆ กำลังใจนะคะ ผู้เขียนสัญญาว่าจะพัฒนาผลงานของตัวเองเรื่อย ๆ ค่ะ

ดวงใจอคิราห์ ๑๓

ชื่อตอน : ดวงใจอคิราห์ ๑๓

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 17 เม.ย. 2564 15:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ดวงใจอคิราห์ ๑๓
แบบอักษร

เดินทางครึ่งค่อนคืนจวบจนเช้าวันใหม่เหล่านักศึกษาจิตอาสาสามคณะได้เดินทางมาถึงอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งก่อนจะขึ้นไปบนดอยมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนบ้านบุญเลอน้อยเหล่านักศึกษาแคะคณะอาจารย์ต้องเปลี่ยนรถเพื่อการเดินทางที่สะดวกโดยต้องนั่งรถกระบะหรือรถที่พร้อมขึ้นดอยโดยเฉพาะ

โครงการช่วยน้องบนดอยสูงถิ่นทุรกันดารใช้เวลาทั้งหมดสองคืนสามวัน ในขณะนี้หลังจากทานข้าวเช้ากันเสร็จสรรพหลายคนจึงพากันแยกย้ายเตรียมตัวขึ้นรถที่ประสานงานไว้ก่อนหน้านี้เพื่อเริ่มเดินทางไปยังปลายทาง

การเดินทางขึ้นบนดอยสูงใช้เวลาหลายชั่วโมง ระหว่างทางทำเอาเด็กเมืองกรุงหลายคนต่างยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายธรรมชาติข้างทาง ภูเขาแต่ละลูกล้วนมีต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่มถนนหนทางอยู่ท่ามกลางขุนเขาแม้การเดินทางจะดูลำบากตรากตรำไปหน่อยแต่ได้สัมผัสกับธรรมชาติแบบนี้ถือว่าคุ้มมากโข

ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพสิ่งแรกที่นักจิตอาสาได้คือรอยยิ้มของเด็ก ๆ และชาวบ้านที่มารอรับ โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนขนาดเล็กรายล้อมไปด้วยป่าไม้และภูเขา มีลานกว้างเพียงพอให้เหล่านักศึกษาจิตอาสาได้กางเต็นท์นอนกัน

“ขอขอบคุณพี่ ๆ อาจารย์ทุกท่านและขอบคุณน้อง ๆ นักศึกษากันทุกคนเลยนะคะ” คุณครูจิตอาสากล่าวขอบคุณแทนเด็ก ๆ จากนั้นทุกคนจึงพากันแยกย้ายพักผ่อนเดินเที่ยวกันตามอัธยาศัย

“ที่นี่สดชื่นจัง ตะวันว่ามั้ย” ฟ้าโปรดเอ่ยถามชายหนุ่มแกมอ้าแขนกว้างรับลมแม้อากาศจะร้อนแต่ถ้าเปรียบเทียบกับเมืองหลวงถือว่าที่นีชนะขาดรอย

“อืม” ชายหนุ่มตอบพลางยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายวิว ถ่ายความสวยงามของธรรมชาติอีกทั้งยังถ่ายคนตรงหน้าอีกด้วย

“โห อยู่นี่นี่เองกูก็อุตส่าห์ตามหาตั้งนาน” เสียงของหญิงสาวตะโกนเรียกดังมาแต่ไกล ครั้นเดินเข้ามาใกล้เธอเท้าสะเอว “ถึงจะร้อนแต่บรรยากาศก็ดีกว่ากรุงเทพฯ”

“ผิงผิงมาพอดีเลย ตะวันถ่ายรูปเรากับผิงผิงให้หน่อยสิ” ฟ้าโปรดหันบอกชายหนุ่ม ส่วนตากล้องจำเป็นอย่างตะวันพยักหน้า ยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาเตรียมกดชัตเตอร์

สองเพื่อนซี้กอดคอกันถ่ายรูปอีกทั้งยังพากันทำท่าทางต่าง ๆ นานา เช่น ฟ้าโปรดขี่หลังผิงผิง ทั้งสองทำท่าซารังเฮโยและอื่น ๆ อีกมากมาย ทำเอาตากล้องแอบลอบยิ้มเล็กน้อย เพื่อนที่ดีไม่จำเป็นต้องมีเยอะเสมอไป

“ตะวันถ่ายกับฟ้าโปรดบ้างดิเดี๋ยวเราถ่ายให้” สิ้นคำพูดของหญิงสาว อคิราห์ถอดสายคล้องคอยกกล้องถ่ายรูปให้ผิงผิงถ่ายรูปให้

สงสัยเป็นเพราะไม่ค่อยถ่ายรูปตะวันในตอนนี้ไม่ต่างกับตอไม้เลยชัด ๆ ในขณะที่ฟ้าโปรดเปลี่ยนท่าถ่ายรูปได้หลายท่าอคิราห์ยังคงยืนหน้านิ่งเสียอย่างนั้น

“ตะวันยิ้มบ้างสิ” ไม่เพียงแต่พูดฟ้าโปรดถือวิสาสะเอื้อมมือจับแก้มชายหนุ่มให้คลี่ยิ้ม

ใช้เวลาพักผ่อนตามอัธยาศัยมาหลายชั่วโมงจนถึงหัวค่ำเหล่านักศึกษาจิตอาสาต่างพากันมาทานอาหารเย็นที่ชาวบ้านต่างช่วยกันทำเป็นการต้อนรับก่อนจะพากันแยกย้ายไปพักผ่อนเช่นเดิมเพื่อเริ่มลุยงานในวันพรุ่งนี้

“ไอ้ครามมึงดูกระวนกระวายนะ” เป็นจัมพ์เอ่ยทักเพื่อนสนิทที่เอาแต่ชูมือถือหาสัญญาณโทรศัพท์

“ก็กูคิดถึงจั…” ยังไม่ทันพูดจบประโยค เขาต้องกลืนคำพูดลงคอเมื่อขณะนี้ชายหนุ่มพี่ชายฝาแฝดของจันทร์เจ้ากำลังเดินมาหาพร้อมกับกีตาร์ในมือ

“ไอ้ตะวันมึงเอากีตาร์ใครมาวะ” จัมพ์ตะโกนถาม

“วินยู เดี๋ยวพวกมันตามมาสมทบ” อคิราห์บอกเพื่อนของตน วินยูหนุ่มวิศวะโยธาเพื่อนอีกกลุ่มของพวกเขา

“เออดี ๆ บรรยากาศแบบนี้ดีดกีตาร์ร้องเพลงแม่งโคตรได้” จัมพ์ว่าตามความจริง

บรรยากาศในตอนกลางคืนท่ามกลางขุนเขามีหมู่ดวงดาวนับล้านดวงรายล้อม อีกทั้งดวงจันทร์ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าลมโชยพัดมาพอให้เย็นสบาย มีกองไฟหนึ่งกองมีเพื่อนหลายคนนั่งร่วมวงร้องเพลงด้วยกันมันคือที่สุดแล้วสำหรับพวกผู้ชายอย่างพวกเขา

“พวกกูมาละ” วินยูกล่าวทักทายชายสี่คนตามด้วยเพื่อนของเขาอีกสองคนเดินตามมาสมทบนั่งด้วย

“ถ้ามีเหล้ากูว่าจะดีกว่านี้” ครามเลิกตามหาสัญญาณโทรศัพท์ เขากลับมานั่งที่ตามเดินพลางนึกถึงรสชาติของแอลกอฮอล์

“มึงคิดว่าพวกกูไม่พกมาหรอวะ นี่!” กวินว่าพลางชูวอดก้าขึ้น “แต่ไม่มีกับแกล้มว่ะ”

“กลัวอะไรล่ะครับ กูมี” จัมพ์ตอบกลับพร้อมโยนถั่วอัลมอนด์อีกสองถุงและเม็ดทานตะวันถุงเล็กอีกหนึ่งถุงให้กับคนในวง แอบโขมยนังยักษ์นั่นมาตอนหลับ คนอะไรซื้อถั่วมาเกือบสิบถุงโดนขโมยสักสองถุงคงไม่เดือดร้อนหรอกมั้ง

 

ด้านผิงผิงและฟ้าโปรดตอนนี้นั่งล้อมวงกับเพื่อน ๆ ในคณะ ฟังเรื่องลี้ลับและเรื่องสัพเพเหระอย่างสนุกสนาน ตอนแรกอคิราห์จะมานั่งด้วยแต่ฟ้าโปรดแนะนำให้เขาไปอยู่กับเพื่อนจะดีกว่าเพราะบรรยากาศดี ๆ แบบนี้ได้นั่งกับเพื่อนคงมีความสุขมากโขอีกอย่างแต่ละวงสนทนาตอนนี้ก็มีแต่เพื่อน ๆ นั่งจับกลุ่มคุยกันทั้งนั้น คืนต่อไปค่อยไปดูดาวด้วยกันก็ได้เหลือเวลาอีกตั้งหนึ่งคืน

“ฟ้าโปรดน่ะเราว่าน่ารักน่าหยิกที่สุดแล้ว ดูแก้มสิ” เมื่อโดนเพื่อนสาวในคณะกล่าวถึง เจ้าตัวอดขวยเขินไม่ได้ถึงกับยิ้มกรุ้มกริ่มจนแก้มกลายเป็นซาลาเปาน่าเอ็นดูกว่าเดิมเสียอีก

“ฮ่า ๆ ผิงผิงก็เป็นแฟนจัมพ์ไม่ใช่หรอ” ไม่วายจะลามมาถึงผิงผิง ทำเอาหญิงสาวหน้าเหวอไม่น้อย

“เฮ้ย ๆ ไม่ใช่นะ” เธอรีบปฏิเสธทันควัน

“โห่ ไม่ต้องเขินหรอกน่า เราเข้าใจอีกอย่างจัมพ์กับผิงผิงเคมีเข้ากันดีมากเลยนะ เราชอบ”

“โว้ยยยย ไม่ใช่นะ” เสียงหัวเราะรอบวงดังขึ้นทันทีเมื่อผิงผิงเริ่มโวยวาย ตามด้วยเรื่องเล่าหลายอย่างมากมายเรียกเสียงหัวเราะตลอดการสนทนา

 

“มองเห็นเธอโยกกายกลางไฟหลากสี ใจแทบขาดตรงนี้ คนเดิมของพี่ไปไหน แก้วเหล้ามือขวายกมือซ้ายมา คล้องเอวผู้ชาย เทอมนี้สอบวันใด ขอให้เกรดดีนะเรา” วิทลัยหลายใจ เพลงฮิตของพี่วิด ไฮเปอร์ บัดนี้ร้องประสานเสียงโดยหนุ่มวิศวะและมีอคิราห์ดีดกีตาร์ เพลงนี้ถือเป็นเพลงยอดฮิตในวงเหล้าที่มีเพื่อน ๆ นั่งล้อมวงกันแบบนี้ ด้วยวอดก้าที่มีถึงสองขวดหลายคนจึงเริ่มกรึ่มกันบ้างแม้ไม่ถึงกับเมาหัวราน้ำแต่ก็ทำวงเหล้าสนุกสนานเฮฮา

ร่วมร้องจนจบเพลง อคิราห์หยุดดีดกีตาร์ในเพลงต่อไปเขาเปลี่ยนให้เนมเพื่อนกลุ่มวินยูดีดแทนส่วนตัวเองหยัดตัวลุกขึ้น

“สูบอ่อ? เอาไฟแช็กป่าว” ครามเอ่ยถาม

“อืม” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบพร้อมกับยื่นมือรอรับไฟแช็กจากเพื่อนสนิท เมื่อได้มาแล้วเขาสาวเท้าเดินออกไปไกลจากวงเหล้าพอประมาณ

สารนิโคติดจากบุหรี่ค่อย ๆ เข้าสู่ร่างกาย อคิราห์สูบเพียงแค่สามสี่ครั้งเพื่อให้พอหายอยากก่อนจะโยนมันทิ้งและใช้เท้าบี้จนดับ เขารู้ว่ามันไม่ดีแต่ตอนนี้ก็พยายามเลิกอยู่ จะให้หักดิบเลยก็ไม่ได้เพราะก่อนเจอฟ้าโปรดเขาสูบเยอะถึงขั้นติดเลยเหมือนกัน

“สูบอีกแล้วหรอ” เสียงใสของหญิงสาวเอ่ยขึ้น อคิราห์หันมองครู่หนึ่งก่อนหันหน้ามองท้องฟ้าตามเดิม

“อืม”

“ฟ้าโปรดรู้ไหมว่าตะวันสูบ” ยูริเอ่ยถามต่อ เดิมทีเธอหวังจะเดินคิดทบทวนอะไรเรื่อยเปื่อยเพียงลำพังพอเจอชายหนุ่มเจ้าของหัวใจกำลังสูบบุหรี่และบี้มันให้ดับก็อดไม่ได้จึงเดินเข้ามาทักทาย

“เปล่า”

“ถ้าตะวันรักตัวเองตะวันควรเลิกนะ หรือไม่อย่างนั้นก็ทำเพื่อฟ้าโปรด” เธอบอกด้วยความหวังดีจากใจจริง

“พยายามอยู่”

หญิงสาวหลุบตาลงต่ำตามด้วยความคิดและคำพูดบางอย่างเริ่มแล่นเข้าหัว แกไม่ลองบอกความรู้สึกกับตะวันหน่อยหรอ อย่างน้อยเขาควรได้รับรู้ความรู้สึกที่แกมีให้เขามาตั้งสามปีบ้างนะไม่ใช่เก็บเงียบไว้แบบนี้ นี่คือคำพูดของบัดดี้สาวที่แนะนำเธอตอนช่วงเย็นนี้ ตอนแรกเธอตัดสินใจจะไม่บอกแต่ตอนนี้เมื่อได้อยู่ด้วยกันตามลำพังแล้ว…บอกไปคงไม่เสียหาย ยูริคลี่ยิ้มเล็กน้อย “ตะวัน…ชอบฟ้าโปรดหรอ” แม้จะรู้คำตอบอยู่แล้วแต่เธอยังอยากให้อีกคนตอบว่า ไม่ อยู่ดี

“อืม” คนฟังหัวใจกระตุกวูบ ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเริ่มตีตื้นขึ้นจนมีน้ำตาคลอหน่วย

บรรยากาศของความเงียบเข้าครอบงำ สองคนต่างไร้คำพูดและไร้คำถาม…มันคงเป็นความเงียบที่ดังที่สุดแล้วล่ะ

“ดึกแล้วเธอควรกลับ เดี๋ยวฉันไปส่ง” สิ้นคำพูดของชายหนุ่ม ยูริเงยหน้ามองคนข้างกาย เพราะแบบนี้เธอถึงได้รักตะวันไง เขาไม่ค่อยพูดแต่แสดงออกทางการกระทำเสมอ

อคิราห์ไม่พูดต่อเพียงแต่มองยูริก่อนจะหันหลังเพื่อเดินนำไปส่งหญิงสาว ทว่าสองขาต้องหยุดชะงักเมื่ออีกคนกล่าวขึ้น

“เป็นเราไม่ได้หรอ ฮึก เป็นเราไม่ได้หรอที่ได้ยืนเคียงข้างตะวัน” สุดท้ายน้ำตาที่กลั้นไว้เอ่อล้นอาบแก้มใส ความรู้สึกหลายอย่างที่อัดอั้นตันใจบัดนี้ได้ระเบิดออกมา “เรามีหวังบ้างไหม มีไหมที่ตะวันจะหันมามองเราบ้าง” คนฟังยืนนิ่ง ไม่ใช่ว่าเขาตกใจอะไรหรอกแต่เขายืนรอฟังอีกคนพูดความรู้สึกออกมาให้หมด ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ ตะวันรับรู้มาตลอดเพียงแต่ว่าเขามองยูริเป็นแค่เพื่อนคนหนึ่งก็เท่านั้น

“ส…สามปีที่เรารู้จักกันตะวันเคยมองเราบ้างไหม อึก เคยมีเราในสายตาบ้างไหม ฮึก”

“เป็นเพื่อนกันดีอยู่แล้ว”

“… ฮึก เข้าใจแล้ว ขอโทษนะ” มือบางยกขึ้นมาปาดน้ำตา เธอได้เพียงแต่ก้มหน้าสะอื้น ต่อให้รักเท่าไหร่ก็ยังไม่ใช่อยู่ดี “ต…ตะวันไม่ต้องไปส่งเราหรอก” เธอไม่รออีกคนได้ตอบ สองขาเรียวรีบสาวเท้าออกไปทันทีปล่อยให้อีกคนมองตามหลังจนสุดสายตา

 

ซ่าา ! สมัยมัธยมศึกษาปีที่สาม เหล่านักเรียนมอต้นกำลังรอผู้ปกครองมารับกลับบ้านตามปกติ ทว่าจู่ ๆ ฝนกลับตกลงมาเสียดื้อ ๆ ทำให้เด็กสาววัยสิบห้าที่กำลังเดินบนฟุตบาทโดนฝนสาดจนเปียก เสื้อนักเรียนทาบไปกับเนื้อตัวจนเห็นไปถึงไหนต่อไหน

ยูริรีบวิ่งไปหลบฝนที่ป้ายรอรถหน้าโรงเรียน เธอถอดกระเป๋าสะพายหลังขึ้นมากระชับกอดเพื่อบังหน้าอกของตน แต่ถึงอย่างไรก็ตามต่อให้ยกกระเป๋าขึ้นมาบังด้านหน้าก็เหลือด้านหลังแม้จะใส่เสื้อซับในขึ้นชื่อว่าเปียกก็เห็นทั้งหมดอยู่ดี

ด้วยวัยสิบห้าปีกำลังเป็นสาวแรกแย้มกลับต้องมาระแวงสายตาหื่นกามของใครหลายคนจนเธอต้องยืนหลบเสาให้กำบังตัวเองเอาไว้ทำเอาเธอกลัวไม่น้อย หัวใจดวงน้อยสั่นระริกมองรอบข้างช่างน่ากลัวไปหมด เด็กสาวกลัวจนตัวสั่น กระบอกตาเริ่มร้อนผ่าว

พึ่บ! ทว่าขณะก้มหน้าจะร้องไห้เธอรีบเงยหน้ามองทันทีเมื่อรู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างมาคลุมตัวจากด้านหลัง

“คลุมไว้ เขามองหมดแล้ว” ตึกตัก! ตึกตัก! เด็กแว่นผมเปียในคราวนั้นกระพริบตาถี่ ๆ มองคนตัวสูงเบื้องหน้า

“ต…ตะวัน” ใคร ๆ ในโรงเรียนก็รู้ดีว่าตะวันฮอตแค่ไหนด้วยนิสัยเงียบขรึมและหน้าตาโดดเด่น ทำให้มีแต่คนชอบและปลื้มมากมาย ตอนแรกยูริไม่สนใจด้วยซ้ำเพราะเธอน่ะเป็นเด็กเรียนแต่ครั้งนี้คนชื่อตะวันทำเธอใจสั่น

“ข…ขอบคุณนะ” เมื่อก้มมองตัวเอง เธอพบว่าตอนนี้มีเสื้อแขนยาวสีดำคลุมตัวไว้ ยูริรีบกล่าวขอบคุณส่วนเด็กชายอคิราห์เหลือบตามองเด็กแว่น เขาผงกหัวรับ

“รอใครมารับ”

“ถามเราหรอ เรารอที่บ้านมารับน่ะ”

“อีกนานไหม”

“ไม่รู้สิ น่าจะอีกสักแป๊บนึงแหละมั้ง”

“อืม เดี๋ยวรอเป็นเพื่อน”

“ขอบคุณนะ” เจ้าของใบหน้าหวานคลี่ยิ้ม เธอรู้สึกอุ่นใจไม่น้อยที่มีตะวันยืนอยู่เป็นเพื่อน อย่างน้อยสายตาของตะวันก็ช่วยปราบคนมองเธอได้มากทีเดียวล่ะ

นับตั้งแต่ครั้งนั้นหัวใจของหญิงสาวไม่เคยแปรเปลี่ยนเธอยังมั่นคงกับความรักที่เริ่มก่อตัวในวันนั้นจนถึงวันนี้ แต่แล้ว…ต่อให้รักเท่าไหร่ก็ไม่มีที่ให้เธอยืน

 

“ย…ยูริชอบตะวันหรอ” ความจุกแล่นเข้ามาในอก ตั้งใจมาดูดาวท่ามกลางขุนเขาเพื่อซึมซับบรรยากาศแต่ดันเผอิญได้ยินบทสนทนาของ ตะวัน กับ ยูริ บรรยากาศรอบตัวเลยเงียบไปโดยปริยาย

“มึง กลับกันดีกว่า” ผิงผิงรู้สึกไม่ต่างจากฟ้าโปรด ต่อให้เธอไม่ได้ชอบพอตะวันแต่เสียงสะอื้นของยูริที่ดังก้องในหูบ่งบอกถึงความผิดหวังและเจ็บปวด เป็นผู้หญิงด้วยกันเธอเข้าใจความรู้สึกนี้ดี

“เรา…สงสารยูริ” ฟ้าโปรดเม้มปากแน่น เขารู้สึกไม่โกรธสักนิดตอนยูริบอกชอบตะวันแต่มันรู้สึกผิดมากกว่า ต้นเหตุเป็นเพราะเขาหรือเปล่าทำให้ยูริไม่สมหวัง ?

เป็นผิงผิงที่ดันหลังพาเพื่อนของตนกลับ ตลอดทั้งคืนฟ้าโปรดคิดไม่ตกเรื่องยูริกับตะวันกว่าจะนอนหลับจริง ๆ ก็ดึกมากโข ครั้นเช้าอีกวันหลังรับประทานอาหารเช้ากันเสร็จ เหล่านักศึกษาและอาจารย์จิตอาสาต่างเริ่มลงมือช่วยกันบูรณะซ่อมแซมอาคารหรือบริเวณโดยรอบให้กลับมาใช้งานต่อในอนาคตได้ส่วนนักศึกษาบางกลุ่มเดินเข้าหมู่บ้านเพื่อช่วยซ่อมแซมอุปกรณ์หลากหลายอย่างของชาวบ้าน

วันนี้ฟ้าโปรดและผิงผิงอาสาทาสีตัวอาคารเรียน เมื่อคนร่างเล็กแอบลอบมองยูริที่กำลังทาสีอยู่ไม่ไกล เขาแอบเห็นเปลือกตาของหญิงสาวบวมเล็กน้อยซึ่งนั่นเป็นหลักฐานยืนยันได้ชัดว่าสิ่งที่ได้ยินมาเมื่อคืนมันตอกย้ำเรื่องจริง

“มึงกูไปอึก่อนนะ” หญิงสาวกระซิบบอกก่อนจะกระวีกระวาดลุกวิ่งแจ้นไปห้องน้ำ เหลือเพียงฟ้าโปรดนั่งเหม่ออยู่ที่เดิม

“เหม่ออะไร” เสียงทุ้มแสนคุ้นเคยของคนมาใหม่เอ่ยถาม ฟ้าโปรดสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมกับหันหน้าตามคำทักทาย

“ต…ตะวัน”

“อืม กูเอง” จู่ ๆ ก็รู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก ฟ้าโปรดรีบลุกขึ้น

“ร…เราไปหาผิงผิงก่อนนะ” อาการแปลก ๆ รน ๆ แบบนี้มีหรืออคิราห์จับผิดไม่ได้ ชายหนุ่มคว้าข้อมือเล็กไว้ อาการแบบนี้ไปรู้อะไรมาแน่ ๆ

“เป็นอะไร” เขาเอ่ยถาม

“เปล่าหนิ ตะวันปล่อยนะ” ยิ่งปฏิเสธ ยิ่งพยายามบิดแขนให้หลุดจากเกาะกุมยิ่งจับโป๊ะได้ง่ายทีเดียว

“มาคุยกันก่อน” อคิราห์กล่าวเสียงเข้มพลางออกแรงดึง จนคนร่างเล็กจำต้องฝืนเดินตามเมื่อเดินมาไกลผู้คนพอประมาณอคอิราห์ไม่รอช้าเขาเค้นถามทันที

“เป็นอะไร บอกกู”

“เปล่…”

“ฟ้าโปรด” เสียงทุ้มเริ่มดุ ฟ้าโปรดทำหน้าเบ้ราวกับเด็กโดนคุณพ่อเค้นเอาความผิด

“มีอะไรให้คุยกันตามตรงไม่ใช่เก็บเงียบแล้วเอาไปคิดคนเดียว” อคิราห์บอกคนตรงหน้า ดวงตากลมโตช้อนมองคนร่างหนา

“เรา ร…รู้สึกผิด เรามาทีหลังแต่…” คนร่างเล็กตอบเสียงอ้อมแอ้มในลำคอ

“เรื่อง?”

“ตะวันกับยูริ…” ได้ฟังดังนั้นอคิราห์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือหนาช้อนคางมนให้ฟ้าโปรดสบตากับตน

“กูคิดกับยูริแค่เพื่อน ฟ้าโปรดฟังนะ มึงไม่ได้มาทีหลังใครเลย มึงมาก่อนทุกคนด้วยซ้ำ” ประโยคนี้ช่างกำกวม คนฟังขมวดคิ้วไม่เข้าใจ

“กูชอบมึงแค่คนเดียว จะให้กูไปชอบใครอีก”

 

—TBC—

 

ความคิดเห็น