email-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่5 หยุดอ่อนแอสักที

ชื่อตอน : บทที่5 หยุดอ่อนแอสักที

คำค้น : Thanks!ขอบคุณที่กลับมา,โอบกอดฟ้าหม่น,นิิยายมิุถน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 39

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 เม.ย. 2564 12:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่5 หยุดอ่อนแอสักที
แบบอักษร

บทที่5 หยุดอ่อนแอสักที 

“ด่านที่มีชื่อว่าโอบไง ระวังจะไม่ผ่านด่านนี้ งานดีขนาดนั้นด้วย” คำพูดประโยคนี้ของหลิวมันดังก้องอยู่ในหัวของผมแทบจะทั้งคืน พอหลับก็ฝันเห็นพ่อในเหตุการณ์ซ้ำๆจนทำให้ผมสะดุ้งตื่นในช่วงตีห้ากว่าๆและไม่สามารถที่จะนอนต่อได้ผมเลยล้างหน้าแปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้าไปวิ่งออกกำลังกายที่สวนสาธารณะใกล้ๆบ้าน ไม่ว่าจะอยู่ในร่างไหนผมก็ยังมีปัญหาในการนอน ผมแทบจะนอนไม่หลับเลยตั้งแต่ที่เห็นพ่อฆ่าตัวตายไปต่อหน้าต่อตา แต่…มีอยู่คืนหนึ่ง คืนนที่ผมไปนอนที่คอนโดของโอบ ผมไม่อยากจะยอมรับแต่ก็ต้องยอมรับมัน ว่าคืนนั้นผมหลับง่ายกว่าทุกคืน สงสัยความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิมยังคงหลงเหลือและยังผูกพันกับที่นั่น และที่น่าแปลกกว่าทุกครั้ง ทุกคืนผมจะฝันเห็นพ่อที่ฆ่าตัวตายซ้ำๆ เสียงแม่กับพี่หอมกรีดร้องแทบขาดใจ ภายในห้องมีแต่เลือดเต็มไปหมด แต่คืนนั้นผมเห็นพ่อกำลังนั่งทำงานอยู่ในห้องทำงานของพ่อ พ่อมองผมแล้วเรียกผมไปนั่ง ผมเดินไปนั่งตรงเก้าอี้ตรงข้ามพ่อแล้วบอกให้ผมโน้มตัวไปใกล้ๆผมต้องชะงักกึกเมื่อมือใหญ่มาสัมผัสที่หัวผมพลางลูบเบาๆพร้อมกับยิ้มกว้าง กระทั่งแววตาของพ่อก็ยังยิ้มไปด้วย รู้สึกได้ถึงความสุขเจ้าของรอยยิ้ม ผมมองรอยยิ้มนั้นพร้อมกับน้ำตาที่คลอเบ้า ผมยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยปากพูดอะไร ทุกอย่างตรงหน้าก็หายไป ผมชะงักเท้าพร้อมกับหายใจเหนื่อยหอบเนื้อตัวและใบหน้าชุ่มไปด้วยเหงื่อ

“พ่อยิ้มแบบนั้นหมายความว่ายังไง แล้วทำไมมันต้องเป็นคืนนั้นและที่นั่นด้วย พ่อต้องการจะบอกอะไรผมกันแน่”

ผมเดินกลับมาถึงบ้านประมาณเจ็ดโมงกว่ามาเจอนมดีและคุยกันนิดหน่อยและขึ้นห้องมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าสักพักพี่ไก่ก็มาตามไปทานมื้อเช้า ผมเดินเข้ามาในห้องอาหารพลางมองไปที่โต๊ะอาหารที่มีแค่หยาดทิพย์นั่งอยู่ผมเดินไปนั่งที่ของตนเอง หยาดทิพย์ที่กำลังสนใจไอแพดอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มกว้างให้ลูกชายพลางวางไอแพดไว้บนโต๊ะ

“ว่าไงลูกรัก เมื่อคืนหลับสบายไหมจ๊ะ”

“ก็ดีครับ” ผมตอบรับส่งๆแล้วหันไปก้มหน้าขอบคุณนมที่ตักข้าวต้มให้ ผมไม่ได้สนใจที่จะพูดคุยกับหยาดทิพย์ให้มากความหยิบช้อนตักข้าวต้มเข้าปาก ผมทานได้ไม่กี่คำก็ต้องชะงักแล้วเงยหน้าขึ้นก็พบกับสายตาของหยาดทิพย์ที่กำลังมองผมด้วยแววตาอบอุ่นๆพร้อมกับยิ้มบางๆ มันทำให้ผมชะงักเมื่อสบตากับแววตาคู่นั้น มันอบอุ่นจนทำให้ผมคนถึงแม่จริงๆของผม ขอบตาทั้งสองข้างร้อนผ่าว หยาดทิพย์หุบยิ้มลงเมื่อเห็นขอบตาที่แดงก่ำเหมือนจะร้องไห้ของลูกชาย

“เป็นอะไรหรือเปล่าลูก” น้ำเสียงและแววตาของหยาดทิพย์เต็มไปด้วยความเป็นห่วงและกังวล “ยังปวดหัวอยู่เหรอ ไปๆเดี๋ยวแม่พาไปหาหมอ” หยาดทิพย์พูดแล้วทำท่าจะลุกขึ้นยืน

“เปล่าๆครับ ผมไม่ได้เป็นอะไร คุณแม่นั่งลงทานข้าวเถอะครับ”

“หม่นลูก โอเคจริงๆใช่ไหม อย่าโกหกแม่นะ”

“ครับ คุณแม่ทานข้าวเถอะครับ” ผมพูดพร้อมกับยกยิ้มให้ หยาดทิพย์พยักหน้าแล้วทานข้าวต่อแต่ก็คอยมองฟ้าหม่นเป็นระยะ ระหว่างที่ทานข้าวผมกับคิดถึงบรรยากาศบนโต๊ะอาหารของที่บ้าน ภาพของพ่อแม่ พี่หอมและผมนั่งทานข้าวด้วยกันมันทับซ้อนภาพตรงหน้า ภาพของแม่กำลังซ้อนทับหยาดทิพย์อยู่ กำช้อนในมือแน่นพลางข่มอารมณ์ให้คงที่ ผมไม่อยากร้องไห้ ไม่อยากเสียน้ำตาตรงนี้ เวลานี้ครอบครัวผมควรจะนั่งทานข้าวด้วยกันไม่ใช่เหรอ ครอบครัวผมควรจะมีชีวิตที่ดีอย่างที่ควรจะเป็นไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ที่พ่อฆ่าตัวตาย แม่ป่วยทางจิตถึงขั้นต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาล พี่สาวก็เกือบจะเป็นซึมเศร้าดีที่มีกำลังใจที่ดี ส่วนผมก็ต้องมาอยู่ในร่างของลูกไอ้สารเลวนั้น แต่ในเมื่อครอบครัวผมไม่สามารถที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกต่อไป ชีวิตต่อจากนี้ของไอ้นภดลก็เตรียมเจอกับนรกได้เลย ผมจะเอาคนของมันมาอยู่ข้างผมให้หมด ผมควรจะเร่งมือแล้วสินะ ผมสูดหายใจเข้าลึกๆพลางกลืนน้ำลายไปอึกใหญ่

“คุณแม่ครับ อยากทานอะไรเพิ่มไหมครับเดี๋ยวผมบอกพี่ส้มไปทำให้” หยาดทิพย์ชะงักมองผมแล้วยกยิ้ม

“ไม่แล้วล่ะลูก แค่นี้แม่ก็อิ่มแล้ว ลูกน่ะทานเยอะๆ”

“ไม่ดีกว่าครับ ทานเยอะเดี๋ยวอ้วน”

“ไม่เห็นจะอ้วนเลยลูก เราออกจะซูบไปด้วยซ้ำทานเยอะๆ” หยาดทิพย์พูดด้วยน้ำเสียงเอ็นดูปนเป็นห่วง

“สงสัยคุณหนูจะกลัวอ้วนจริงๆล่ะค่ะคุณผู้หญิง เมื่อเช้าคุณหนูออกไปวิ่งมาด้วยนะคะ นมนี่อดแปลกใจอดแซวไม่ได้เลยค่ะ” หยาดทิพย์หันไปมองนมดีที่ยืนอยยู่ไม่ไกลแล้วหันมามองผมพลางทำหน้าแปลกใจ

“ร้อยวันพันปีแม่ไม่เคยเห็นลูกออกกำลังกายเลย นม” หยาดทิพย์หันไปเรีกยนมดี

“ค่ะ คุณผู้หญิง”

“จดไว้ด้วยวันนี้วันที่เท่าไรจะเอาไปเหมาลอตเตอรี่ เผื่อจะได้เงินสักก้อนใหญ่ไว้เป็นมรดกให้เจ้าลูกชายทั้งสอง”หยาดทิพย์พูดจบก็ขำเล็กน้อย นมดีกับพี่ส้มก็พาลขำไปด้วย ผมมองทุกคนแล้วยกยิ้มพลางขำเล็กน้อย ใช่ครับ!ผมกำลังจะแสดงอยู่ “แล้ววันนี้ลูกรักของแม่จะไปไหนหรือเปล่าลูก”

“ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับคุณแม่ แต่คิดว่าน่าจะออกนะครับ คุณแม่จะให้ผมพาไหนหรือเปล่าครับ”

“เปล่าหรอกจ๊ะ แม่นึกว่าโอบเขาจะพาลูกไปข้างนอกนะ แล้วเรื่องงานแต่งโอบได้บอกทางบ้านเขาแล้วหรือยัง” ผมที่เพิ่งตักข้าวต้มเข้าปากชะงักเล็กน้อยวางช้อนลงเคี้ยวนิดหน่อยแล้วหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม

“บอกแล้วครับ” ที่จริงไม่รู้หรอกว่าโอบได้บอกที่บ้านแล้วหรือยัง แต่คงบอกไปแล้วมั้ง โอบก็ดูอยากจะแต่งงานอยู่ไม่น้อย

“แล้วทางนั้นเขาว่าไงบ้าง พวกเขาโอเคใช่ไหมที่ลูกสะใภ้เป็นผู้ชาย”

“ครับ” ผมตอบกลับไปปกติ หยาดทิพย์ถอนหายใจเล็กน้อย

“โล่งอกไปที แม่จะได้ไม่เป็นห่วง แต่ลูกไม่ต้องห่วงนะ แม่จะเอ็นดูโอบเหมือนลูกแม่คนนึงเลย ส่วนพ่อของลูก ลูกไม่ต้องไปสนใจ ถ้าเป็นเรื่องของลูกแม่จะไม่ยอมให้ตาแก่นิสัยเสียนั้นมาทำมันพังเด็ดขาด ครั้งนี้แม่จะไม่ทำให้ลูกต้องผิดหวังอีก ”

“ครับ ขอบคุณนะครับแม่”

หลังจากที่ทานมื้อเช้าเสร็จหยาดทิพย์ก็ชวนผมคุยคุยนู่นคุยนี้ไปเรื่อยๆ การได้พูดคุยกับหยาดทิพย์มันทำให้ผมแอบรู้สึกอบอุ่นหัวใจไม่น้อย ผมกลับเข้ามาในห้องแล้วทิ้งตัวนอนแผ่รัศมีอยู่บนเตียงแล้วยื่นมือไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดู ประวัติการโทรของโอบสองสายพร้อมกับข้อความที่ว่า “ตื่นแล้วโทรกลับด้วยนะ”

“มีสาระไหมเนี่ย ไม่ใช่โทรกลับแล้วหยอดคำหวานอีกนะ อีกนิดคงจะกลายเป็นขนมครกล่ะ”  ผมกดโทรหาโอบ ไม่ถึงสองนาทีสายก็ถูกรับ

“ฮะ…”

(คิดถึงจังเลยยย) นั่นไง เสียงหวานมาแต่ไกลเลย

“ที่ให้หม่นโทรกลับคงไม่ใช่แค่จะบอกคิดถึงหรอกนะครับพี่โอบ”

(ถ้าพี่บอกว่าใช่ล่ะ)

“โด่วววว เปลืองตัง”

(เย็นนี้ไปทานข้าวที่บ้านพี่กัน พ่อกับแม่พี่อยากเจอหม่นน่ะ) น้ำเสียงปลายสายดูอาการอารมณ์ดีจนคนฟังรู้สึกได้ ตัดมาที่คนฟังนี่สิ ชะงักกึกเลย

“…………”

(หม่น ฮัลโหลหม่นครับบบบบ)

“คะ…ครับ ว่าไงครับ” ผมสะดุ้งเล็กน้อยพลางพูดตะกุกตะกัก

(หม่นเคยไปเจอพวกท่านสองสามครั้งแล้วไม่ต้องกลัวไม่ต้องกังวลนะ)

“นั่นมันตอนที่ผมไม่ได้ความจำเสื่อมนี่ ตอนนี้ผมก็ต้องกังวลเป็นธรรมดาไหมล่ะ”

(พวกท่านออกจะเอ็นดูหม่นจะตาย เลิกงานพี่ไปรับนะ)

“ครับ”

(ตอนนี้พี่กำลังขับรถไปทำงาน หม่นคุยกับพี่จนกว่าจะถึงบริษัทได้ไหม) ไอ้ประโยคหลังหลังเนี่ยนอกจากจะอ้อนด้วยเสียงแล้วหน้าตาก็คงไม่ต่าง

“ขี้เกียจอ้าปากเมื่อย” ผมพูดแหย่อีกฝ่ายแต่ก็แอบแฝงไปด้วยความรู้สึกจริงๆ

(ไรเนี่ย…พี่จ้างก็ได้เอา จะเรียกกี่บาทบอกมาได้เลย พร้อมเปย์ จะเอาเงินสดหรือโอนดีครับ )

“นิสัยรวยว่างั้นเถอะ เก็บเงินไว้เถอะครับผมไม่ได้ขาดเหลืออะไร มีกินมีใช้ไม่ขาดมือ”  เก็บเงินของนายไว้เถอะโอบอย่าเอามาทุ่มเทกับใจเลย ฉันมีที่ให้รีดไถอยู่แล้วจะเอาให้เหลือแต่โครงกระดูกเลย “แค่นี้แหละ ตั้งใจทำงานนะครับ”

(ไม่ใจอ่อนจริงดิ แต่ไม่เป็นไรแต่ได้ยินเสียงหม่นพี่ก็รู้สึกดีแล้ว งานหนักแค่ไหนก็ไม่เหนื่อย บ๊ายบาย)

“ครับ” ผมตอบกลับไปแล้วกดวางสายแล้ววางโทรศัพท์ไว้ข้างตัวแล้วถอนหายใจเสียงดังพลางคิดถึงคนที่ตนเพิ่งวางสายไปเมื่อกี้  ใช่! ผมกำลังรู้สึกผิด แต่ถึงยังไงผมก็จะไม่ถอย ขอโทษนะโอบ ผมนอนเล่นโทรศัพท์พลางคิดหาแผนที่จะทำลายนภดลไปด้วยผมชะงักมือที่เขี่ยโทรศัพท์อยู่ พลางพูดในใจ การแต่งงานกับโอบมันก็เหยียบหน้านภดลไปไม่น้อย งั้นแผนต่อไปเราต้องเข้าไปทำงานที่บริษัทแล้วค่อยหาทางเล่นงานมัน  พูดถึงบริษัทไอ้นภดลมันแอบทำอะไรไว้บ้างนะ

“ห้องทำงาน” ผมพลางดีดตัวลุกขึ้นนั่งผมนั่งไปหยิบโทรศัพท์แล้วลงจากเตียงเดินไปเปิดประตูห้องทันทีระหว่างที่ผมเดินไปที่ห้องทำงานของนภดลผมก็กวาดสายตามองไปรอบๆไปด้วยเพราะกลัวใครจะมาเห็นแต่ผมก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ผมเป็นใคร ผมไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำตัวลับๆล่อๆแบบนี้ในบ้านของตัวเอง ทำตัวปกติมันจะไม่ดูแปลกหรือน่าสงสัยย ผมมาหยุดห้องหน้าห้องทำงานของนภดลและยื่นมือไปหมุนลูกบิด แก๊ก!

“ล็อคไว้งั้นเหรอ ที่นี่มีความลับอะไรกันนะ”ผมพูดพลางครุ่นคิด ผมปล่อยมือออกจากลูกบิดประตูแล้วหมุนตัวออกจากตรงนั้นอย่างเซ็งๆ “วันนี้เข้าไม่ได้ใช่ว่าวันอื่นจะเข้าไปไม่ได้” ผมเดินกลับเข้ามาในห้องทิ้งตัวนั่งบนโซฟาพลางเอนหลังพิงโซฟาอย่างเซ็งๆ วางโทรศัพท์ไว้ข้างตัว

“กุญแจห้องทำงาน กุญแจห้องทำงาน มันต้องอยู่กับนภดล ส่วนมากนอกจากมีกุญแจตัวหลักแล้วมันก็ต้องมีกุญแจสำรอง ไม่แน่กุญแจสำรองอาจจะไม่ได้อยู่ที่ตัวนภดล แต่อาจจะอยู่ในบ้าน บริษัทหรือฝากใครไว้ อันดับแรกดูที่บ้านก่อนก็แล้วกัน ห้องนอน ห้องเก็บกุญแจสำรอง น่าจะไม่ได้เก็บไว้ที่ห้องเก็บกุญแจ น่าจะเก็บไว้ในห้องนอนมากกว่า จะไปหาตอนนี้ก็ไม่ได้เพราะบางทีหยาดทิพย์อาจจะอยู่ในห้อง เอาไงดีว่ะเนี่ย”

บรึ้นนนนนนนน

ผมหันไปมองทางระเบียงห้องโดยอัตโนมัติเมื่อได้ยินเสียงรถออกจากบ้าน ใครไปไหน หรือว่าจะเป็นหยาดทิพย์ ผมรีบวิ่งออกไปดูที่ระเบียงห้อง เห็นรถที่หยาดทิพย์ใช้เดินทางเวลาจะออกไปไหนโดยมีลุงตู้เป็นคนขับรถ

“ขอบคุณสวรรค์ที่เปิดทาง” ผฒพูดพลางยกยิ้มอย่างพอใจ

ก๊อกๆๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้ผมหุบยิ้มลงโดยอัตโนมัติ คิ้วขมวดเล็กน้อยแล้วเดินไปเปิดประตูห้องก็พบกับรอยยิ้มที่แสนจะอบอุ่นของนมดี

“คุณผู้หญิงเพิ่งทราบข่าวว่าเพื่อนท่านลื่นล้มในห้องน้ำตอนนี้อยู่โรงพยาบาล คุณผู้หญิงเลยให้นมขึ้นมาบอกคุณหนูว่าจะออกไปเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาลค่ะ คงกลับเย็นๆนู่นล่ะค่ะ”

“ครับ ขอบคุณนะครับนม”

“ค่ะงั้นนมขอตัวนะคะ”

“ครับ” ผมตอบรับพลางยกยิ้มเล็กน้อย นมดีหมุนตัวกลับไปเดินไปเพียงไม่กี่ก้าว ผมก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ “นมครับ” นมดีชะงักเท้าแล้วหมุนตัวหันกลับมา

“ค่ะ คุณหนู” ผมเดินเข้าไปไปหานมดี

“นมครับ มีใครได้ไปทำความสะอาดห้องทำงานของคุณพ่อบ้างหรือยังครับ พอดีผมกลัวว่าเวลาคุณพ่อกลับบ้านมาแล้วเห็นว่าห้องทำงานไม่สะอาดท่านจะโมโหเอา ท่านยิ่งเป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่”

“ยังเลยค่ะ”

“งั้นนมช่วยไปทำหน่อยได้ไหมครับ เดี๋ยวผมไปช่วยทำด้วย พอดีว่างๆไม่มีอะไรทำ”

“คงทำไม่ได้หรอกค่ะ คุณผู้ชายท่านล็อคห้องไว้ ท่านเริ่มล็อคห้องตั้งแต่….” นมนิ่งพลางทำหน้าเศร้า “เอ่อ..ส่วนกุญแจก็คงอยู่กับคุณผู้ชายมั้งค่ะ นมขอตัวก่อนนะคะ” ผมจ้องนิ่งถามด้วยน้ำเสียงปกติ

“ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ” นมยังคงนิ่ง “มันเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ” นมเปลี่ยนสีหน้าเป็นปกติพร้อมกับยิ้มให้ผมบางๆแววตายังคงเศร้าอยู่

“ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบค่ะ นมจำได้แล้ว คนแก่ก็หลงๆลืมแบบนี้แหละคุณหนู” ผมจ้องมองแววตานั้นนิ่งแต่ภายในใจขงผมมันกับเต้นโครมครามและบีบแน่นขึ้นจนรู้สึกเจ็บ ความรู้สึกของผม มันบอกว่ามันเกี่ยวกับครอบครัวของผมแน่ๆ คำพูดของพี่หอมก็ดังขึ้น “พวกเรากลับมาถึงกรุงเทพในคืนนั้นก็ตรงไปที่บ้านของมัน มันให้พวกเราเข้าไปคุยในห้องทำงานแล้วพ่อก็ถามเรื่องนั้น” เอกสาร คลิป อยู่ในห้องนั้น ที่ที่ๆมันหัวเราะเย้าะพ่อผม ที่ที่มันเอาปืนจ่อหัวพ่อผม ที่ที่มันตัดความสัมพันธ์ของสองครอบครัวทิ้งอย่างไม่ใยดี ผมกำมือทั้งสองข้างแน่นจนเส้นเลือดปูด ขอบตาทั้งสองข้างแดงก่ำ มันเจ็บราวกับมีใครบีบหัวใจผมซ้ำแล้วซ้ำอีก นมดีมองผมด้วยแววตาที่ตกใจและสั่นเทาพลางยื่นมาจับที่แขนผม

“คุณหนูค่ะ” นมดีเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ตอบก็เรียกอีกครั้ง “ คุณหนูค่ะ”

“ตั้งแต่วันที่ครอบครัวส่งเสริมสกุลเข้าไปเหยียบในห้องนั้นใช่ไหม” ถึงแม้ว่าเสียงที่พูดออกไปนั้นจะสั่นเพียงเล็กน้อยแต่ภายในใจของผมมันกำลังคลั่ง อยากจะกรีดร้องออกมาใจจะขาด นมดีที่ได้ยินดังนั้นถึงกับชะงัก

“คุณหนู”น้ำเสียงนั้นสั่นอย่างเห็นได้ชัด แววตาฉายความเป็นห่วงคนตรงหน้า “คุณหนูจำได้แล้วเหรอค่ะ ทำไมคุณไม่ลืมเรื่องนี้ไปเลยค่ะ จะจำได้ให้ตัวเองเจ็บปวดอีกทำไมค่ะ” นมดีโผล่เข้ามากอดผมไว้พลางลูบหัวผม ผมพยายามข่มความรู้สึกตัวเองและไม่ให้น้ำตามันไหลออกมา ผมค่อๆดันนมดีออกห่างมองใบหน้าที่มีนช้ำตาของนมดีแล้วยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยนพร้อมกับยิ้มบางๆ

“ผมโอเค นมไม่ต้องร้องนะครับ”

“คุณหนูไม่ได้หลอกนมใช่ไหมค่ะ”

“ครับ นมไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ เรื่องที่ผมจำเรื่องนี้ได้นมห้ามบอกใครนะครับ ผมไม่อยากให้ทุกคนเป็นห่วง ให้มันเป็นความลับแค่เราสองคน” บางทีการที่มันเป็นความลับแค่ผมกับนมมันอาจจะมีประโยชน์กับผมในอนาคต กันไว้ก่อนก็ไม่เสียหายอะไร “นะครับนม”

“ก็ได้ค่ะ คุณหนูจำได้หมดแล้วเหรอค่ะ”

“ไม่ครับ อยู่ๆมันก็ผุดขึ้นมาเอง”

“ลืมมันไปเถอะนะคะคุณหนูไม่ต้องกลับไปคิดต่อแล้วนะคะ เพราะถึงยังไงมันก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้แล้ว และคุณผู้ชายก็สั่งห้ามทุกคนไม่ให้พูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก ท่านต้องการให้คุณหนูลืมมันไปให้หมดเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น”

“ครับ” ไม่มีอะไรเกิดขึ้นงั้นเหรอ! แกนี่มันคิดง่ายพูดง่ายดีเนอะ ไอ้สารเลว “ผมจำได้แค่ลางๆแค่นั้นแหละครับ แต่ผมไม่รู้หรอกนะครับว่าคุณพ่อต้องการให้ผมลืมเรื่องอะไร แต่ในเมื่อคุณพ่ออยากให้ลืมผมก็จะไม่รื้อฟื้นมันขึ้นมาอีก ผมจะพยายามใช้ชีวิตกับปัจจุบัน”

“ดีแล้วค่ะคุณหนู คุณหนูควรจะมีความสุข” นมดียกมือขึ้นลูบหัวผม “คุณหนูรู้แค่ว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับคุณหนูก็พอค่ะ”

“ครับนม ผมขอตัวก่อนนะครับ” นมพยักหน้ารับแล้วเอามือออก ผมหันหลังให้นมแล้วเดินเข้ามาในห้องปิดประตูลงทันที น้ำตาที่ผมพยายามกลั้นไหวมันไหลลงมาอาบแก้มทั้งสองข้างจนเปียกปอน ผมวิ่งเข้าไปในห้องน้ำปิดประตูเสียงดังแล้วยกมือทั้งสองข้างขึ้นปิดปากตัวเองแน่นแล้วตะโกนจนหน้าดำหน้าแดงน้ำตานองหน้า

“อือ….ใอ…อาอเอว..ฮึก..ใอ..อัว…” ผมเอามือทั้งสองข้างออกแล้วเดินไปยืนหน้ากระจกจ้องหน้าในกระจกทั้งน้ำตาแล้วชี้นิ้วใส่ตัวเอง“ มึงต้องการให้ลูกมันลืม ฮึกก มึงต้องการให้ลูกมึงมีความสุข และความสุขของพวกกูล่ะ ไอ้เชี้ย!!!" ผมตะโกนเสียงดังน้ำเสียงมีทั้งความเจ็บปวดทั้งโกรธแค้น ผมเอามือกวาดขวดครีมต่างๆอย่างแรงกระจัดกระจายไปทั่วพื้น บางขวดก็แตก “ฮึกก..ไม่มีอะไรขึ้นงั้นเหรอ ไอ้ส้นตีน มึงพูดมาได้ยังไง ฮึกก…เอาครอบครัวกูคืนมา ไอ้ชะ..เชี้ย! ฮะ..ฮึกก” ผมร้องไห้จนรู้สึกปวดหัว ผมค่อยๆตั้งสติจ้องหน้าตัวเองในกระจกด้วยแววตาที่แข็งกระด้างใบหน้าเรียบนิ่งแล้วยกมือขึ้นปาดน้ำตาตัวเองอย่างใจเย็นเมื่อเห็นว่าหมดแล้วผมก็สูดหายใจเข้าลึกๆไล่เสียงสะอื้น พยายามหายใจให้ปกติ จัดเสื้อที่ไม่เข้าทรงให้เรียบร้อย ผมค่อยๆยกยิ้มบางๆ “เราจะมาเสียเวลากับเรื่องแค่นี้ไม่ได้ บางทีนภดลมันอาจจะไม่ได้เก็บกุญแจไปไว้ที่ตัว ไปหาที่ห้องมันก็ไม่ได้เสียหายอะไร ดีกว่าปล่อยไว้ให้ค้างคาใจ” ผมออกจากห้องน้ำเดินไปหยิบโทรศัพท์ที่โซฟาแล้วเดินออกจากห้องไปที่ห้องนอนของนภดลก่อนจะเปิดผมหันไปมองรอบก่อนเมื่อไม่เห็นใครผมก็เปิดประตูแล้วเดินเข้าไปในห้อง ผมกวาดสายตามองรอบๆห้องจุดแรกที่ผมหาก็คือบริเวณที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เช่นใต้โต๊ะ ใต้เตียง หลังตู้ ฝาข้างหลังชักโครก แต่ไม่เจอสักที ผมเริ่มหาตามที่ควรจะมี เช่นตู้เสื้อผ้า ลิ้นชัก ก่อนที่ผมจะค้นผมจะถ่ายรูปไว้และจัดให้เหมือนเดิมมากที่สุด ผมใช้เวลาหานานพอสมควรแต่ก็ไม่เจออะไรเลย สิ่งที่ติดว่าจะเป็นประโยชน์กับผมก็ไม่มีแม้แต่น้อย

“อย่างน้อยก็ได้หาแล้ว “ ถึงผมจะพูดออกไปแบบนั้นแต่ผมก็อดที่จะเสียดายไม่ได้ ผมหันไปมองรูปคู่ของนภดลกับหยาดทิพย์ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียง  รูปคู่สามีภรรยาที่ยืนโอบกอดกันด้วยรอยยิ้มที่มีความสุข “หึหึ ฉากหน้ารักกันปานจะกลืนกิน เบื้องแม้แต่หน้ากันก็ไม่อยากจะมอง คนอย่างแกนี่มีอะไรที่เป็นความจริงบ้างนภดล ทุกวันนี้แกเคยขยักแขยงตัวแกเองบ้างหรือเปล่า” ผมวางรูปไว้ที่เดิมแล้วออกจากห้องโดยไม่ลืมที่จะมองดูรอบๆ ผมกลับมาที่ห้องตัวเองแล้วเดินไปนั่งที่โซฟาแล้วจัดการลบรูปที่ถ่ายในห้องนภดลออก ผมทิ้งโทรศัพท์ไว้ข้างตัวแล้วหลับตาลง ผมขอพักหน่อยก็แล้วกัน ผมรู้สึกเหนื่อยจริงๆมันรู้สึกเหนื่อยไปหมด

ปัง!

ผมสะดุ้งตื่นและดีดตัวขึ้นนั่งด้วยความตกใจ หายใจหอบเหนื่อย ใบหน้ามีเหงื่อซึมออกมาจนไรผมเปียกทั้งๆที่ในห้องเปิดแอร์ ผมยกมือขึ้นแตะที่แก้มตัวเองแล้วเอาออกมาดู น้ำตา ผมร้องไห้อีกแล้วงั้นเหรอ ผมฝันอีกแล้วฝันเห็นพ่อฆ่าตัวตายอีกแล้ว รวมทั้งได้ยินเสียงกรีดร้องที่แทบขาดใจของแม่ด้วย ทำไม่ผมไม่ชินกับมันสักที ผมเดินเข้าไปล้างหน้าล้างตา

“พ่อครับ ผมขอล่ะ ช่วยเอาภาพและเสียงพวกนั้นออกไปจากหัวผมสักที ช่วยให้ความร่วมมือกับกอดหน่อยได้ไหมครับ  ขืนเป็นแบบนี้กอดจะไม่ไหวก่อนนะครับพ่อ” น้ำตาผมไหลอีกแล้ว ผมไม่ได้อยากร้องไห้

“หยุดร้องไห้ เดี๋ยวนี้นะกอด แกเป็นบ้าไปแล้วหรือไง หยุดอ่อนแอสักที ฮึกก” ยิ่งผมพร่บอกตัวเองน้ำตามันก็ยิ่งไหล “ฮึกก พะ..พอสิเถอะ”

 

ผมเดินมาหน้าบ้านก็เจอกับเจ้าของรถที่ยืนพิงประตูรถฝั่งคนนั่งอยู่พร้อมกับยิ้มให้ผมอยู่ ผมเดินเข้าไปหาเจ้าตัวก็เดิินเข้ามากอดผมทันที รัดผมแน่นแทบจะหักออกเป็นสองท่อน

“เจ็บ” ผมพูดเสียงดุ โอบปล่อยผมเป็นอิสระแล้วดึงแก้มผม “พี่โอบ” ผมเอามือออก

“ก็คนมันคิดถึง หม่นน่ะแหละไม่คิดถึงพี่บ้างหรือไง” โอบพูดพลางจ้องหน้าผมอย่างรอคำตอบ

“ไม่..”ผมชะงักเมื่อเห็นแววตาหมาหงอยของคนตรงหน้า “ไม่อยากบอกหรอกนะว่าคิดถึง” แววตาหมาหงอยหายไปแทนที่ด้วยแววตาที่เป็นประกายพร้อมกับรอยยิ้ม ผมผลักโอบออกแล้วเปิดประตูรถ

“น่ารัก”

“ก็พอรู้ตัวนะ ไปขับรถได้แล้วเล่นอยู่ได้”

“ครับ” โอบตอบรับด้วยรอยยิ้มแล้วเดินล้อมไปฝั่งคนขับ ส่วนผมก็เข้าไปนั่งในรถ ระหว่างทางโอบก็ชวนคุยไปเรื่อย เล่าเรื่องที่พาฟ้าหม่นไปเจอพ่อแม่ครั้งแรก ฟ้าหม่นเกร็งและตื่นเต้นนั่งแทบไม่ติด เอาแต่ถามซำ้ๆถามว่าพ่อแม่โอบจะชอบฟ้าหม่นไหม พ่อแม่โอเคใจๆเหรอ แต่พอคุยกันไม่ถึงชั่วโมงฟ้าหม่นก็กลายเป็นลูกรักซะงั้น ส่วนผม ผมมาเพราะต้องมา แต่มันก็ทำให้ผมอดที่จะตื่นเต้นและแอบกลัวอยู่ไม่น้อย ผมนั่งบีบมือตัวเองแน่น เออออไปตามโอบไปเรื่อยๆ แต่โอบน่าจะรู้ว่าผมรู้สึกยังไงถึงได้ชวนผมคุย ให้กำลังใจผมตลอด ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าคนในโลกใหม่ของผมโอบคือคนที่ดีมากสำหรับผม วันแรกอบอุ่นยังไงวันนี้ก็เป็นแบบนั้น รถหรูแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้าน บ้านโอบใหญ่โตไม่แพ้บ้านผมกับนภดลเลยด้วยซ้ำ ผมไม่เข้าใจทำไหมผมต้องตื่นเต้นขนาดนี้ทั้งๆที่ผมรู้แก่ใจดีว่าผมมาที่นี่เพราะอะไร ฝ่ามือผมชุ่มไปด้วยเหงื่อ ผมรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่โอบมาเปิดประตูรถให้ ผมเอาถอดเข็มขัดแล้วมองมือโอบที่ยื่นมาให้จับ

“ไม่เอาไม่จับ”

“ทำไมเขินพ่อกับแม่เหรอ” โอบแซว ผมทำเป็นไม่สนใจแล้วลงจากรถ

“เจ้าของบ้านไม่ใช่เหรอ นำไปสิ”

“ไม่เอาไม่อยากเดินนำ” โอบพูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่งแล้วก็ยกยิ้มกว้าง “แต่เราจะเดินไปพร้อมกัน” คำว่าเดินไปพร้อมกัน มันทำให้ผมรู้สึกดี อย่างที่ไม่สมควรรู้สึก โอบยื่นมือมาจับมือผมแล้วพาผมเดินเข้าไปในบ้าน มีผู้หญิงคนนึงเดินเข้ามาพวกเราพร้อมกับรอยยิ้มใจดี ตอนสาวๆเธอคงจะสวยมากแน่ๆขนาดอายุเยอะแล้วยังดูสวยขนาดนี้เสน่ห์เหลือล้นจริงๆ แต่จะว่าไปรอยยิ้มนี้เหมือน…

“สวัสดีครับแม่” โอบปล่อยมือผมแล้วยกมือไหว้ผู้หญิงตรงหน้า ก็ว่าอยู่รอยยิ้มเหมือนกันเป๊ะเลย ผมรีบยกมือไหว้ทันที

“สวัสดีครับ” ผมยิ้มให้ท่านเล็กน้อย

“สวัสดีจ๊ะ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะฟ้าหม่น ไหนมาให้แม่กอดหน่อยสิจ๊ะ” ท่านรับไหว้แล้วกางแขนทั้งสองข้างออก ผมชะงักทำอะไรไม่ถูกเลยหันไปมองโอบ โอบพยักหน้า ผมก็หันกลับไปแล้วเดินเข้าไปกอดแม่ของโอบ ท่านก็กอดผมทันทีพร้อมกับลูบหัวผม อบอุ่นจัง!

“ขวัญเอ๋ยขวัญมานะลูก”

“คุณหญิงกอบรักไม่กอดผมบ้างเหรอครับ ” โอบพูดด้วยน้ำเสียงไม่จริงจัง กอบรักหันไปมองลูกชายแล้วกางมือที่กอดผมออก โอบยกยิ้มแล้วเดินเข้ามากอดตอนนี้กลายเป็นว่าพวกเราสามคนกอดกันกลมเลย หลังจากที่กอดกันเสร็จแม่ของโอบก็ขอตัวไปทำอาหารต่อ ส่วนคุณพ่อกำลังเดินทางกลับ โอบพาผมเดินเที่ยวรอบๆบ้านและผมก็ได้รู้อีกว่า โอบมีพี่สาวกับน้องชายด้วย พี่สาวชื่อเกื้อกูล แต่งงานมีลูกแล้วสองคนเป็นแฝดชื่อเมฆากับมาฆี ส่วนน้องชายชื่อ อัยย์  โอบพาผมเข้ามาในห้องของโอบ ภายในห้องสะอาดแทบจะไม่มีอะไรเพราะเจ้าตัวชอบหมกตัวอยู่ที่คอนโดมากกว่า  โอบขอตัวไปเข้าห้องน้ำผมก็เลยเดินดูรอบๆห้องแล้วหยิบกรอบรูปขึ้นมาดู นี่คงจะจะเป็นพี่สาวกับน้องชายของโอบสินะ หน้าตาดีกันทั้งบ้านจริงๆ

“รูปนี้ถ่ายตอนพี่กับพี่เกื้อกลับมาทานข้าวที่บ้าน” โอบเดินมาซ้อนหลังผมแล้วบอกที่มาของรูปนี้

“พี่ไม่ค่อยกลับบ้านเหรอ”

“อืม พอพี่เข้ามหาลัยพี่ก็อยู่คอนโดเลย เลยไม่ค่อยได้กลับบ้าน ส่วนพี่เกื้อก็กลับมาทานข้าวที่บ้านหลังจากแต่งงานไปประมาณหนึ่งเดือนนี้แหละมั้ง ส่วนเจ้าอัยย์ยังเรียนมัธยมอยู่เลย วันนั้นแม่เลยจับสามพี่น้องถ่ายรูปด้วยกัน แม่เอาไปใส่กรอบและเอาให้คนลูกทุกคนเลย”

“ครอบครัวพี่น่ารักจังเนอะ” มันทำให้ผมอดที่จะคิดถึงบ้านไม่ได้ บ้านที่เป็นของผมจริงๆ “ ชักจะอิจฉาแล้วสิ”

“จะอิจฉาทำไม เดี๋ยวหม่นก็ได้มาเป็นครอบครัวเดียวกับพี่แล้ว” โอบไม่พูดเปล่าขยี้ผมไปด้วย ให้ตายสิ ยุ่งหมดแล้ว

“ นั้นสินะ ฟ้าหม่นจะได้เป็นคนในครอบครัวนี้แล้ว” ได้ยินไหมฟ้าหม่นในกำลังจะได้เป็นคนในครอบครัวนี้แล้ว คงจะดีใจจนอยากได้ร่างคืนเลยสินะ แต่ขอโทษด้วยฉันไม่คืนร่างให้นายหรอกนะ ฟ้าหม่น!

 

 

 

พี่โอบคือดีจนแอบรู้สึกผิดตามน้องกอดเลย พี่โอบช่วยกอดด้วยนะรายนั้นกำลังแย่ 

**มิถุนกลัับมาลงแล้วนะคะ หลังจากที่หายไปหลายเดือน ช่วงนั้นติดสอบ อ่านหนังสือหนัก เพราะเป็นเทอมสุดท้ายที่จะบอกว่ามิถุนจะจบหรือไม่จบเลยเครียดและกดดันเอามากๆจนไม่ได้เขียนเลย แต่พอทิ้งช่วงไปนานๆมันทำให้มิถุนลืมพล็อตที่วางไว้เลยไปต่อไม่ถูก ตอนแรกตัดสินใจะไม่เขียนเรื่องนี้ต่อแล้ว แต่สุดท้ายมิถุนก็ตัดสินใจกลับมาเขียนต่อ ขอโทษนะคะที่ทำให้รอ ขอกำลังใจหน่อยน้าาา 

#โอบกอดฟ้าหม่น 

ความคิดเห็น