facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 4 ฉุกเฉิน

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 ฉุกเฉิน

คำค้น : เสือของเอิ้น, นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 155

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 15 เม.ย. 2564 14:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 ฉุกเฉิน
แบบอักษร

🚨🚨🚨🚨🚨🚨🚨 

“อ๊ากกกกกก!!!”

เสียงคนข้างๆ ดังระงมเมื่อผมบีบมือมันแรงๆ เรียวขาในกางเกงยีนส์ดิ้นพราดเห็นอย่างนั้นแล้วโคตรสะใจ

“พอแล้วเสือ เอิ้นเจ็บ ฮือ เอิ้นเจ็บ”

ไม่รู้ว่ามันพูดคำว่าเอิ้นเจ็บไปกี่ครั้ง แต่ผมก็ไม่ได้ใจอ่อนยอมปล่อยง่ายๆ มือคู่นี้ใช่มั้ยที่เคยลูบคลำร่างกายผม แค่คิดก็โมโหแล้ว ต้องบิดให้มันเจ็บแล้วจำ

“แขนเอิ้นจะหักแล้ว ฮือออ~”

สำออยรึเปล่าวะ แม้ไม่แน่ใจแต่ผมก็ยอมปล่อยมันให้เป็นอิสระเมื่อรู้สึกถึงความสะใจที่เอ่อล้นอยู่ภายใน

“เจ็บไปหมดเลย” พอผมปล่อยมือมันก็ทำเป็นสำออย บอกว่าเจ็บๆ แล้วซบหน้าลงบนไหล่ของผม

“อย่ามาสำออย” เพราะผมคือเสือ เสือที่ใจแข็งยิ่งกว่าหินผา ไอ้เอิ้นเบะหนักเมื่อผมผลักหัวมันออกจากไหล่

“เอิ้นไม่ได้สำออย เจ็บจริงๆ ข้อมือแดงหมดแล้ว”

ลูบข้อมือตัวเองป้อยๆ ขณะที่ริมฝีปากสีสดก็คว่ำลง นัยน์ตาปริ่มน้ำ หมดแล้วภาพพจน์คุณอัคคี พอเห็นว่าผมเอาแต่นั่งมองเฉยๆ ก็ยื่นมือมาให้ดูเหมือนเด็กๆ ที่กำลังออดอ้อนร้องขอความเห็นใจ

อยากรู้นักว่าถ้าคนที่บริษัทเห็นภาพเดียวกับผมแล้วจะยังเคารพมันอยู่รึเปล่า

“เสือไม่เชื่อเอิ้นเหรอ ดูสิ”

น้องเมอิกำลังสอดมือเข้าไปในเสื้อ แต่แทนที่ผมจะได้เห็นฉากต่อจากนั้นกลับถูกข้อมือของไอ้มารข้างๆ ยื่นมาบดบังทัศนียภาพ หักแขนแม่งทิ้งซะดีมั้ย

“เจ็บมากก็ไปให้แม่ดูดิ” ผมไล่ตัดรำคาญ

“เสือทำเอิ้น เสือก็ต้องรับผิดชอบ”

“กูไม่รับ” ผมบอกมันเน้นๆ ด้วยเสียงหนักๆ ก่อนจะกลับไปให้ความสนใจน้องเมอิอีกครั้ง แต่ไอ้เอิ้นแม่งโคตรจะก่อกวน

กวนอะไรนักหนา กูไม่ใช่มะม่วงที่กวนแล้วจะกินได้เลย

หันกลับมาจ้องหน้าจอทีวีอีกทีน้องนางก็เปลือยท่อนบนซะแล้ว

“ชอบแบบนั้นเหรอ”

ผมไม่ตอบ และไอ้คนกวนประสาทก็เงียบไป

ดี ถ้าออกจากห้องไปซะจะดีกว่านี้อีก

“เสือ” เงียบได้ไม่นานก็เริ่มเรียกร้องความสนใจอีก พอผมไม่สนก็จับใบหน้าแล้วบังคับให้หันมองจนคอแทบหัก

Shit!!

“มึงถอดเสื้อทำไม” ผมเบิกตากว้างจ้องไอ้เอิ้นที่คงเห็นน้องเมอิเป็นไอดอลถึงได้ถอดเสื้อโชว์ท่อนบนตามเขา

“เสือชอบแบบนี้ไม่ใช่เหรอ”

แม่ง! ประสาทจะแดก

“กูชอบแบบนั้น” ผมกุมขมับก่อนจะชี้นิ้วไปยังหน้าจอแล้วกลับมาจิ้มที่อกมันแรงๆ “แต่กูไม่ชอบแบบนี้”

“แต่เอิ้นชอบเสือแบบนี้” ว่าแล้วก็วางมือลงบนไหล่ของผมทั้งสองข้าง โฉบใบหน้าเข้ามาใกล้จนผมตั้งตัวไม่ทัน

“มึง...”

“อยากจูบเสืออะ”

“ไม่...”

ตัวก็ไม่ได้ใหญ่โตมากกว่าผมซักเท่าไหร่ ทำไมแรงเยอะถึงขั้นผลักผมให้ล้มลงบนพื้นง่ายๆ เลยวะ

ผมยกมือขึ้นดันใบหน้าที่กำลังจะโน้มลงมาเอาไว้ ไอ้ห่านี่แรงเยอะฉิบหาย

“อยากจูบเสืออะ”

“กูไม่ให้จูบ”

“อยากจูบ” ไอ้หน้าด้าน

“ถ้ามึงไม่ลุกไป กูถีบจริงๆ นะเอิ้น”

“เอิ้นทับเสืออยู่อย่างนี้ จะถีบได้ไง” ท้าทาย คิดว่าเสือเป็นเพียงชื่อเหรอวะ ถ้าไม่แน่จริงคนทั้งซอยไม่เรียกกูว่าพี่เสือหรอกโว้ย

“มึงประเมินกูต่ำไปป่ะ”

“ถ้าอยากให้คะแนนประเมินสูงกว่านี้ก็ทำให้เห็นสิ” คำท้ายทายดังจากริมฝีปากของคนที่นอนอยู่บนตัวผม คางแหลมเกยอยู่บนอก ดวงตาเรียวพยายามเบิกกว้างให้สดใส

ขอยืมคำผู้หญิงมาด่าได้มั้ย...ไอ้ตอแหล

แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันมาถูกทางจริงๆ

ผมเป็นเสือประเภทได้ยินคำท้าทายไม่ได้ซะด้วยสิ

เสียงน้องเมอิไม่ได้เรียกความสนใจของผมได้เท่าคนบนร่าง ผมรวบรวมแรงทั้งหมดเพื่อเป็นฝ่ายคร่อมทับมันแทน

ผมโถมทั้งกายเข้าใส่ ทิ้งน้ำหนักลงไปทั้งหมด ตรึงแขนมันเอาไว้กับพื้นแล้วโน้มใบหน้าที่แสดงออกถึงความเหนือกว่าเข้าไปใกล้

“จะจูบเหรอ” ไอ้ห่านี่ หมกมุ่นไปนะบางที

ไอ้เอิ้นปิดเปลือกตาลง ทำหน้าเคลิ้มประหนึ่งว่ารอคอยให้ผมจูบมันจริงๆ

ฝันไปเถอะ

ไม่ต่อยให้ปากแตกก็บุญเท่าไหร่แล้ว

“อะ โอ้ยๆ เสือ เอิ้นเจ็บ เจ็บนะ ปล่อยเซ่!!” ดวงตาที่เคยปิดสนิทเบิกกว้าง ศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีอ่อนยกสูงขึ้นด้วยแรงกระชากของผม มันพยายามแกะมือออกแต่ขอโทษ นี่ใคร เสือนะ ไม่ปล่อยง่ายๆ หรอกโว้ย

“ผมมึงนี่แข็งแรงดี”

“เอิ้นเจ็บนะเสือ” น้ำเสียงเครือๆ คล้ายจะร้องไห้

“ดี นี่แหละที่กูต้องการ” ผมบอกแล้วปล่อยเส้นผมนุ่มมือให้เป็นอิสระ

คนถูกทึ้งผมทิ้งตัวลง ถอนหายใจคล้ายโล่งอกแต่อย่าคิดว่ามันจะจบแค่นี้ ถ้าได้เริ่มต่อสู้แล้ว เสือไม่ยอมง่ายๆ หรอกครับ

“อ๊ากกกก!!!” เสียงตะโกนดังกลบเสียงน้องเมอิที่ดังผะแผ่วเร้าอารมณ์ เมื่อผม Figure 4 Leg lock มันไม่แรงนัก แต่ไอ้เอิ้นแม่งสำออย ทำเป็นร้องแล้วตีพื้นดังปั๊กๆ

(ท่า Figure 4 Leg lock คือท่าขัดขาของคู่ต่อสู้เป็นรูปเลข 4 โดยจะสร้างความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสจนคู่ต่อสู้ต้องยอมแพ้ไปในที่สุด)

“เจ้าเสือ!!!”

ประตูนรกเปิด ท่านยมบาลก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า มือที่ตบพื้นแรงๆ ในคราแรกค่อยๆ เบาลง เช่นเดียวกับแรงที่ขาของผมซึ่งค่อยๆ คลายออก

ราวกับเข็มนาฬิกาหยุดหมุนเมื่อสบกับดวงตาโหดเหี้ยๆ ของเจ๊ศรี

“น้องเอิ้นเจ็บตรงไหนมั้ยลูก” เรียกหมาอ่อนโยนกว่าเรียกผม 10 เท่า เรียกไอ้เอิ้นอ่อนโยนกว่าหมา 100 เท่านี่ผมเป็นลูกเจ๊จริงป่ะ

ผมอาศัยช่วงที่เจ๊ปรี่เข้ามาลูบคลำใบหน้าไอ้คนสำคอยรีบไปกระชากปลั๊กทีวีออก

โล่งอกไปหน่อยถ้าเจ๊เห็นว่าดูน้องเมอิอยู่ล่ะก็โดนสวดยับแน่ ไม่ใช่อะไรหรอกแกกลัวเปลืองไฟ

“ข้อมือแดงไปหมดเลย” มืออุ่นๆ ที่ชื่นชอบการตบกบาลผมพอๆ กับชอบตบยุงลูบข้อมือไอ้คนสำออยป้อยๆ

หมั่นไส้แม่งว่ะ นั่นแม่กูนะอยากอ้อนมากก็กลับไปอ้อนแม่มึงดิ

“เสือก็เจ็บนะแม่”

“เจ็บอะไรก็เห็นๆ อยู่ว่าแกทำหนูเอิ้น เจ็บมากมั้ยลูกโธ่ๆ” ในหนึ่งประโยคจำเป็นต้องมีหลายอารมณ์แบบนี้ด้วยเหรอวะ

เจ๊ศรีลำเอียงว่ะไม่คุยด้วยแล้ว

ผมพิงเตียงแรงๆ ควานหาของให้เกิดเสียงดังตึงตัง รู้ซะบ้างเถอะว่านี่ห้องเสือ เสือที่มีแม่ชื่อเจ๊ศรีสมร เสือที่แม่ไม่รัก นี่ไม่ได้เรียกร้องความสนใจอะไรเลยสาบานด้วยเกียรติของเสือ

“แกนี่ทำไมชอบแกล้งหนูเอิ้นอยู่เรื่อย โตแต่ตัวรึไงนิสัยน่ะหัดเปลี่ยนซะบ้าง” เออ ก็อุตส่าห์ไม่ยุ่งด้วยแล้วมั้ยยังจะมาด่ากันอีก

“เจ๊ไม่ถามมันล่ะว่าใครเป็นคนเริ่ม” มันเลย มันขึ้นคร่อมผมก่อนนะโว้ย

“เอิ้นแกล้งเสือก่อนเองครับ”

“หืม” ทำเสียงขึ้นจมูก อึ้งไปเลยล่ะสิ ขอโทษเสือให้ไวพร้อมอภัยมากครับ “เรานี่นะแกล้งเจ้าเสือ”

ไอ้เอิ้นพยักหน้า เตรียมตัวเจอเจ๊พิพากษาข้อหาทำร้ายร่างกายลูกชายสุดที่รักได้เลย

“ร้ายกาจนะเรา”

ฮะ! อะไรนะ ไหนล่ะความเกรี้ยวกราด ไหนล่ะคำพิพากษาอันแสนโหดร้าย ลำเอียงว่ะ เจ๊ศรีสมรโคตรลำเอียง ทีกับผมจิกจนหนังหัวแทบหลุดแต่กับไอ้เอิ้นกลับถามไถ่อย่างเอ็นดู

โธ่ อายุ 27 ฟ้องศาลเยาวชนเรื่องแม่ไม่รักได้ไหมวะ

“เอาล่ะ ทีหลังก็เล่นกันเบาๆ นะ แม่เอาขนมมาให้ ลองชิมแล้วอร่อยมากจ้ะ” มองไอ้คนซื้อขนมมาเซ่นด้วยสีหน้าอ่อนโยนแล้วจึงหันมาคาดโทษผม “ส่วนเรา อย่าแกล้งหนูเอิ้นอีกล่ะ ถ้าฉันรู้ ฉันตีแกไม่ไว้หน้าใครแน่ๆ”

“ไม่ให้รู้หรอก” ผมกอดอกเชิดหน้าให้แม่รู้ว่าเสือกำลังโกรธนะเว้ย มาเลยรีบมาง้อลูกชายสุดที่รักเลย

แต่แม่ก็คือแม่ครับและเจ๊ศรีคือแม่ที่เลี้ยงลูกแบบปล่อยประหนึ่งเป็ดไล่ทุ่ง ไม่สนใจผมหรอกหันไปกุ๊กกิ๊กกับไอ้เอิ้นแล้วก็ทิ้งขนมเอาไว้ให้เป็นภาระ

“เสือลองกินดูสิ ไม่หวานมากหรอก” คล้อยหลังเจ๊ศรีไอ้คนข้างๆ ก็ขยับเข้ามานั่งใกล้ๆ ผม

ไหนล่ะไอ้คนที่กลัวผมจะเป็นจะตายเมื่อครู่นี้หายไปไหนแล้วล่ะ

ผมเบือนหน้าหนีจากภาระที่เจ๊ศรีฝากฝังไว้ให้ แต่ไอ้คนซื้อก็ยังไม่วายคะยั้นคะยอให้กินอยู่นั่น ลุกขึ้นยันปากแม่งซักทีดีมั้ย

“กูไม่ชอบของหวาน”

“รู้ครับ” คนที่รับคำว่ารู้เต็มปาก เขาไม่เอาของที่เราไม่กินมาจ่อปากหรอก จริงไหม แต่ไอ้เอิ้นตอแหลไง ปากบอกรู้แต่มือมันนี่กำลังพยายามยัดเยียดขนมนุ่มๆ ใส่ปากผม

“มึงกวนตีนกูใช่ป่ะ จะยั่วให้กูโมโหแล้วไปฟ้องให้แม่ลงโทษกูใช่มั้ย” ผมว่าแล้วปัดขนมในมือมันจนกระเด็นไปอย่างไรทิศทาง

“เอแคลร์อร่อยจริงๆ นะ ถ้าเสือไม่ได้กินต้องเสียดายแน่ๆ” ไม่ได้สะทกสะท้านกับคำพูดเกรี้ยวกราดของผมสักนิดเดียว มันทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ แล้วหยิบขนมเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ เมื่อหันมามองหน้าผม

ถ้าฟินขนาดนั้นก็เก็บไว้กินคนเดียวน่ะถูกแล้ว

“มึงออกไปจากห้องกูได้ยัง”

“ปากเสือเปื้อน” ก็มึงแหละทำ

“อย่ายุ่งกับกู” จบประโยคปุ๊บใบหน้าหล่อเหลาก็โน้มเข้ามาจนหน้าผากแนบชิด แก้มทั้งสองข้างยังคงบวมตุ่ย เสียงเคี้ยวจุบจับดังอยู่ใกล้ๆ

น่ารำคาญฉิบหาย

“เดี๋ยวเอิ้นเช็ดให้”

“ไม่เสือกดิเอิ้น”

“ถ้าไม่ชอบ เอิ้นไม่เสือกหรอก อยู่นิ่งๆ ครับเดี๋ยวเอิ้นจัดการเอง”

คล้ายกับว่าสายตาคู่นั้นที่กำลังจับจ้องสะกดผมเอาไว้ให้ร่างกายแข็งเป็นหิน ขยับทีเหมือนว่าแขนขาจะหลุดออกจากลำตัว

จะเช็ดก็รีบเช็ด อ้อยอิ่งอยู่ได้ แล้วนั่น เลียริมฝีปากทำไม นี่เสือครับ ไม่ใช่เอแคลร์ แดกไม่ได้นะรู้ยัง

แผล้บ!

ก็บอกว่ากินไม่ได้แล้วจะเลียริมฝีปากกูทำไมครับ

ดวงตาของผมเบิกกว้างตกตะลึงกับความเปียกชื้นที่แลบเลียริมฝีปาก อ้าปากจะด่า ยกมือจะผลักมันออกแต่ก็ถูกพันธนาการเอาไว้ไม่ให้สามารถขยับไปไหนได้ ครั้นพอดิ้นขลุกขลักเตะขาแรงๆ ความอุ่นชื้นที่นุ่มนิ่มราวกับเยลลี่ก็ทาบทับลงมา สักพักปลายลิ้นก็สอดแทรกเข้ามาสร้างความร้อนรุ่มให้เรี่ยวแรงมหาศาลพลันมลายหายไป

ผมกำมือแน่นจนเล็บสั้นกุดจิกเข้าที่ฝ่ามือของตน

เสียงหอบหายใจดังประสานเมื่อเรียวปากของเราผละห่าง

ไอ้เอิ้นถ่ายทอดความรู้สึกมายังผมด้วยสายตาหวานเชื่อมแล้วว่าเสียงกระเส่า

“ฉุกเฉินหน่อยมั้ย”

ฉุกเฉิน? สมองอันพร่าเบลอค่อยๆ ประมวลผล พลันภาพที่ไอ้เอิ้นเลือกซื้อถุงยางอนามัยก็แวบเข้ามาในหัว

ไอ้เวร!!

“ฉุกเฉินพ่อง!!!!”

ผมผลักมันด้วยแรงทั้งหมดที่มีจนกระเด็นออกไป ร่างทั้งร่างกระแทกประตูจนสั่น ก่อนตามไปกระทืบซ้ำให้แม่งตายคาตีน

ไอ้ฉิบหาย คิดดีๆ กับเสือไม่ได้เลยหรือไงวะ

 

 

 

 

 

ทุกเช้าวันจันทร์มันต้องมีเรื่องให้ปวดหัวทุกที

ผมปิดอีเมลเพื่อเปิดมันขึ้นมาใหม่ แต่ข้อความที่ปรากฏก็ไม่ได้ต่างไปจากเดิม

การถูกลูกค้าเรียกพบในช่วงใกล้ๆ สิ้นปีแบบนี้ มีอยู่ 2 กรณีเท่านั้น

1.เพื่อต่อสัญญา

2.เพื่อจบสัญญา

ในสถานการณ์ที่ไม่ว่าจะพยายามทุ่มเทแค่ไหนทีมก็ไม่สามารถเติมเต็มพนักงานลงพื้นที่ขายได้แบบนี้ มองแบบโลกไม่สวย ผมว่าข้อ 2 ชัวร์เลยว่ะ

“พี่อ่านเมลแล้วใช่ป่ะ” กวินไถเก้าอี้มาข้างๆ แล้วถามเสียงตื่น

ผมพยักหน้าเบาๆ แล้วลุกขึ้นเต็มความสูง ถึงไม่อยากเจอหน้ามัน แต่เรื่องนี้ก็ต้องปรึกษาคุณผู้จัดการเขาอยู่ดี

ผมตัดสินใจขึ้นไปยังห้องชั้นบน

“ผมอ่านเมลแล้ว” ลูกค้าผมนี่ก็ดีครับส่งเมลถึงไอ้ผู้จัดการด้วย “คุณคิดว่าไง”

ผมเลื่อนเก้าอี้แล้วนั่งลง “คิดว่าคงเรียกไปจบ”

“มองโลกในแง่ร้ายเกินไปรึเปล่า” คนเป็นผู้จัดการประสานมือไว้ใต้คางมองมาด้วยสายตาตำหนิ

“สถานการณ์ตอนนี้มันชวนให้คิดครับ”

“แล้วมีวิธีรับมือกับปัญหานี้รึเปล่า”

ผมเงียบ

“ยังไม่มี” และเป็นเขาที่ตอบคำถามของตัวเองแทนผม

ก็เพิ่งได้รับอีเมลเมื่อกี้ จะให้เอาเวลาที่ไหนไปคิด คนธรรมดาครับไม่ใช่อัจฉริยะมาจากไหน

“ขอคิดก่อนแล้วจะแจ้งครับ”

“มะรืนนี้ผมจะไปกับคุณด้วยนะ”

“ครับ”

ผมพยักหน้ารับง่ายๆ เรื่องแบบนี้ถึงไม่อยากพึ่งพาเขา แต่ก็ต้องยอมรับว่าผมไม่สามารถรับมือได้เพียงลำพัง

 

 

 

 

 

ร่างกายของผมเย็นเฉียบแม้ว่าอุณหภูมิวันนี้จะสูงมาก

เมื่อเขาอยากจะจบ ไม่ว่าจะมีเหตุผลมากมายแค่ไหนเขาก็ไม่อยากฟัง

สัญญาระหว่างดิเอเจ้นท์กับทัช บริษัทผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อผิวกายอันดับต้นๆ ของประเทศจะสิ้นสุดลงในสิ้นปีนี้ ความจริงข้อนั้นทำให้ความรู้สึกของผมพังมาก

“เสือ” คนเป็นผู้จัดการบีบไหล่ผมเบาๆ ตอนที่เราเดินออกจากห้องประชุม “คุณโอเครึเปล่า”

“สบาย” ผมหัวเราะแกนๆ คงเป็นเสียงหัวเราะที่น่าเวทนามากทีเดียว

“ถ้าคุณไม่ไหว…”

“คนอย่างสรัลไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้หรอก”

กล้าพูดเนอะ สรัลแล้วไงวะ ทุกครั้งที่ผมพูดประโยคนั้นเพื่อปลอบใจตัวเอง ผมก็มักจะตั้งคำถามเสมอว่าสรัลแล้วไง แล้วก็ต่อด้วยประโยคบอกเล่าที่ว่า

‘ก็แค่สรัล’

มีหลายวิธีที่ผมคิดจะใช้บอกข่าวร้ายนี้กับน้องๆ ในทีมแต่ขึ้นชื่อว่าเสือแล้วการพูดตรงๆ น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว

 

 

 

 

 

เสียงเครื่องยนต์ดับลงเมื่อรถจอดสนิทบนอาคารจอด เป็นครั้งแรกที่ผมอยากนั่งอยู่บนรถคันนี้นานๆ แต่มันก็เป็นแค่การหนีปัญหาชั่วคราวของคนขี้แพ้

ถึงยกนี้ผมจะแพ้แต่ผมก็ไม่ยอมให้ใครมาตราหน้าผมว่าไอ้เสือขี้แพ้หรอก

“กลับบ้านไปพักผ่อนก่อนมั้ย” ผมเหลือบมองคนพูด ความซาบซึ้งเล็กๆ ถูกวาดขึ้นในหัวใจแต่ผมก็ปฏิเสธเขาด้วยการส่ายหน้า

จะเร็วหรือช้าเราก็ต้องบอกความจริงอยู่ดี

ลิฟต์ที่ผมกับคุณผู้จัดการโดยสารมาลำพังถูกอัดแน่นไปด้วยความตึงเครียด เราสบตากันผ่านกระจกเงาแต่ก็แค่นั้นเพราะไม่มีใครคิดจะพูดอะไร

ประตูออฟฟิศแบบเปิดอัตโนมัติเปิดออกพี่แอ๋วลุกขึ้นทักทายคุณอัคคี ผมที่ไม่ได้รับการทักทายมองเข้าไปข้างในด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย น้องในทีมของผมยังคงวุ่นวายกับงานตรงหน้าเหมือนทุกอย่างยังเหมือนเดิมแต่ไม่หรอก บางอย่างเปลี่ยนไปแล้ว

“พี่เสือ” กวินปรี่เข้ามาหาผมคนแรก ดวงตาที่เคยฉายแววมีความหวังวูบไหวเมื่อใบหน้าของผมเรียบนิ่ง

แม้จะทำงานด้วยกันมาเพียงปีกว่าแต่เราก็ค่อนข้างเข้ากันได้ดีแค่มองตาก็รู้ใจกันแล้ว

“ไม่ได้ไปต่อเหรอพี่”

“อือ” เมื่อได้คำตอบที่ผมบอกเสียงแผ่วผ่านลำคอและพยักหน้า ความวุ่นวายเมื่อครู่ก็เป็นอันหยุดชะงักลง

“ไม่ตลกนะพี่เสือ” น้องดาวว่า

“พี่ก็ไม่ตลกครับ”

“เป็นไปได้ยังไงพี่เล่นมุกใช่ป่ะ”

“เรื่องจริงครับ”

สีหน้าทุกคนดูผิวหวัง กวินทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างคนหมดแรง น้องดาวแอดมินคนเก่งถึงกับกระแทกเมาส์แล้วถอนหายใจ

ผมเองก็ผิดหวังแต่จะให้ทำยังไงวะ เรากลับไปแก้อะไรไม่ได้แล้ว ดังนั้นก็ต้องทำปัจจุบันให้ดีที่สุดสิ

“วันนี้กลับไปพักผ่อนกันก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยว่ากันต่อ”

ปกติพออนุญาตให้กลับบ้านก่อนเวลากระตือรือร้นกันจะตายแต่วันนี้ทุกคนค่อยๆ เก็บของเหมือนพวกซังกะตาย

ให้ตายเถอะไม่ชอบบรรยากาศแบบนี่เลยว่ะ

“อ้อยอิ่งอะไรกันครับ กลับบ้านกันให้หมดทั้งทีมนี่แหละ” ต้นแขนของผมถูกสัมผัสแผ่วเบาให้เหลือบมองรอยยิ้มอ่อนโยนที่ผมรู้ดีว่าเขายิ้มเพื่อให้ผมยิ้มตามแต่ในสถานการณ์แบบนี้ใครจะยิ้มออก

“กลับอะไรเหลืองานให้ต้องเคลียร์ตั้งเยอะ”

“ก็ผมอนุญาตให้กลับบ้านได้แล้วไง”

“ก็ต้องหอบงานกลับไปทำที่บ้านอยู่ดี”

“ผมจะบอกอะไรให้นะสรัล รักงานมันก็ดีแต่ก็ควรรักตัวเองให้มาก อย่าแบกงานหรือความกดดันจากงานกลับบ้าน บ้านคือสถานที่พักผ่อน คุณควรใช้มันเพื่อพักผ่อน”

“ผมจะบอกอะไรคุณอัคคีนะครับ…”

ผมหันกลับไปเผชิญหน้า

“งานแบบที่เราทำมันไม่มีวันหยุดหรอกในเมื่อพนักงานที่เราดูแลยังคงอยู่ในพื้นที่ขาย หน้าที่ของเราก็คือต้องดูแลเขา”

“ผมรู้ว่าคุณรักงานนี้มาก” ท่านผู้จัดการว่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“มันไม่เกี่ยวกับรักรึเปล่าแต่มันเป็นหน้าที่ ตราบใดที่ผมยังสวมบทบาทเป็นสรัลและทำงานกินเงินเดือนดิเอเจ้นท์ผมก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังเช่นกัน

“กลับไปพักเถอะเสือ หน้าแกเพลียมากเลยนะ” พี่อร หัวหน้าโปรเจ็คเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผมคิดว่าแกคงฟังเราอยู่นานแล้วขยับไปอยู่ฝั่งไอ้เอิ้นอีกเสียง แถมสายตาที่เคยมองผมอย่างเอ็นดูตลอดมาก็กำลังจับจ้องแกมบังคับว่า ‘แกรีบๆ กลับไปซะ ฉันรำคาญพวกแกจะตายชัก’

ถ้าอย่างนั้นก็เลี่ยงได้แล้วสินะ

“กลับก็กลับครับ”

ผมบอกอย่างจำนนแล้วออกจากออฟฟิศมา ที่แรกคุณผู้จัดการอาสาจะมาส่ง แต่ผมไม่ยอมรับข้อเสนอเพราะอยากใช้เวลานี้ทบทวนความผิดพลาดตลอดทั้งปีที่ผ่านมา

 

 

 

 

 

ผมเลือกขึ้นรถเมล์คันแรกที่จอดป้าย นั่งลงบนเบาะติดหน้าต่างทอดสายตามองทิวทัศน์ 2 ข้างทางที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากคุ้นเคยเป็นไม่คุ้นตา

ความรู้สึกผมตอนนี้ไม่ต่างจากคนอกหัก มันเคว้งคว้างทั้งหน่วงในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก

ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเสียบหูฟังแล้วเปิดเพลงที่ไม่ค่อยได้ฟังเท่าไหร่ ถ้ามีฝนตกลงมาด้วยบรรยากาศคงเหมาะกับคนอกหักมากๆ เลย

ทุกปัญหามีทางแก้ ทำไมผมจะไม่รู้แต่สิ่งที่ผมไม่รู้คือเราควรจะแก้ยังไงในเมื่อเขาไม่เปิดโอกาสให้เราเลย

สายลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างตีหน้าจนรู้สึกชา แต่ก็เทียบกับความรู้สึกหน่วงในใจของผมได้เลย

“คุณครับ สุดสายแล้วครับจะเข้าอู่ไปกับรถหรือเปล่า” เสียงคนขับดึงผมให้ตื่นจากภวังค์ ลุกขึ้นยืนอย่างเด๋อด๋าแล้วรีบก้าวยาวๆ ไปที่ประตูแบบอัตโนมัติซึ่งเปิดอยู่แล้วกล่าวขอโทษคนขับอายุคราวพ่อก่อนจะก้าวลงมา

เมื่อเท้าเหยียบพื้นจึงพบว่าผมอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย

จะกลับบ้านยังไงวะ

ผมก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือซึ่งบอกเวลา 4 โมงเย็น

ใกล้ช่วงเวลารถติดแล้ว

เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรอันคับคั่งในช่วงเย็นผมจึงเลือกโบกแท็กซี่สีชมพูที่วิ่งผ่านมาพอดี ตอนบอกจุดหมายปลายทางนี่รู้สึกใจแป้วเลยนะ เพราะบ้านผมอยู่กลางเมือง ปกติเวลาแบบนี้แท็กซี่ไม่ค่อยชอบวิ่งเข้าไปหรอก เหตุผลหลักคือเลี่ยงรถติด แต่ครั้งนี้ต่างไปจากทุกครั้ง พี่คนขับกวักมือเรียกให้ผมขึ้นรถมาเลย ไม่รู้ว่าเขาได้ยินหรือเปล่าว่าผมให้เขาไปส่งที่ไหน

“เข้าเมืองช่วงนี้รถติดนะครับ” เพียงผมทิ้งตัวลงบนเบาะหลังพี่แกก็หันมาคุยด้วยก่อนจะออกรถ

“ทำไงได้ล่ะครับพี่บ้านดันอยู่ในเมืองซะนี่”

“ไม่เป็นไรครับ แท็กซี่เมืองไทยพาไปได้ทุกที่อยู่แล้ว” ต้องบอกว่า ‘บางคัน’ แต่ถ้าแท็กซี่ทุกคันคิดได้อย่างพี่คนนี้ก็คงดี

ผมปล่อยให้เสียงเพลงลูกทุ่งในรถขับกล่อมไปเรื่อยๆ ขณะกำลังใช้ความคิดที่ไม่ว่าคิดเท่าไหร่ก็รู้สึกไม่ต่างจากการพายเรือวนอยู่ในอ่าง คิดแต่เรื่องเดิมซ้ำๆ หาทางออกไม่ได้ซักที

กระทั่งพี่คนขับฮัมเพลงออกมาเบาๆ นั่นแหละผมจึงหลุดออกจากห้วงความคิด

“ขอโทษนะครับ” เมื่อเห็นผมขยับตัวพี่แกก็ก้มหัวขอโทษ ผมจึงบอกว่าไม่เป็นไร “เพลงนี้เป็นเพลงโปรดลูกสาวผมน่ะครับ ร้องให้ฟังทุกวันจนร้องตามได้แล้ว”

“เพลงสนุกดีครับ”

“เขาเต้นในงานโรงเรียนครับ มีรูปด้วยนะ” เมื่อมองตามสายตาพี่คนขับไปยังกรอบรูปบนคอนโซลรถก็พบกับภาพของเด็กน้อยในชุดกระโปรงบานสีสดใส บนใบหน้าน่ารักประดับด้วยยิ้มกว้างนั่งอยู่บนตักพี่คนขับที่ยิ้มกว้างแข่งกัน

“น้องน่ารักจังเลยนะครับ พี่เองก็ดูมีความสุขมากเลย” ไม่ใช่แค่ในรูปแต่ตอนนี้บนใบหน้าพี่เขาก็ยังคงประดับด้วยรอยยิ้มที่ไม่เคยจาง

“ก็ไม่มีอะไรให้ทุกข์นี่ครับ แต่ถึงจะทุกข์เราก็ไม่เห็นต้องแสดงออกเลย งานขับแท็กซี่เป็นงานบริการเราจะหน้าบึ้งใส่ลูกค้าได้อย่างไร ถึงเขาจะทำให้ไม่พอใจแต่คุณคงเคยได้ยินคำที่ว่าลูกค้าคือพระเจ้า เขามาใช้บริการเรา เราก็ต้องบริการเขาให้ดีที่สุด”

“ผมเห็นด้วยเรื่องบริการให้ประทับใจครับ แต่ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า ถ้าพี่คิดอย่างนั้นพี่จะถูกเขาเอาเปรียบได้นะ”

“ใครๆ เขาก็บอกว่าลูกค้าคือพระเจ้า มีคุณคนแรกนี่แหละที่พูดว่าไม่ใช่”

“ผมก็ทำงานบริการเหมือนกันครับ”

แม้จะเป็นงานบริการคนละแบบแต่ก็ยังถือว่าอยู่ในสายงานเดียวกันได้

“ลูกค้าผมน่ะโคตรเอาแต่ใจตัวเอง ถ้าผมคิดว่าเขาคือพระเจ้าผมก็จะไม่กล้าทำอะไร เอาแต่กราบไหว้ เชิดชูทำตามสิ่งที่เขาต้องการ ตรงกันข้ามถ้ามองว่าเขาคือลูกค้า เป็นเพียงคนธรรมดาคนนึงที่เอาเงินมาแลกกับงานบริการ มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่เราจะกล้าแย้งในเรื่องที่ไม่เหมาะสม กล้านำเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้กับเขา ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบใคร ผมว่าคิดแบบนี้สบายใจกว่านะครับ”

“ที่คุณพูดมีเหตุผลครับ”

“ใช่มั้ยล่ะครับ เราแลกเปลี่ยนกัน ผมให้เงินพี่ พี่บริการผม เราเท่าเทียมกันไม่มีใครวิเศษกว่าใครหรอก”

“คุณมีทัศนคติที่ดีนะ”

“ขอบคุณครับ พี่เลี้ยวซอยข้างหน้าแล้วชิดซ้ายจอดได้เลยครับ”

“ผมไม่รู้นะว่าคุณมีปัญหาอะไร แต่ดูจากสีหน้าแล้วท่าจะเรื่องใหญ่ ไม่เป็นไรนะ ทุกปัญหามีทางแก้ ผมเจอปัญหาทุกวัน ผมจบแค่ม.ต้นยังแก้ปัญหาได้เลย คุณที่เรียนจบสูงกว่าผมคุณก็ต้องผ่านมันไปได้เหมือนกัน ขอบคุณที่ใช้บริการครับ”

ผมยืนมองจนแท็กซี่สีชมพูลับตาไป

ผมน่ะชอบพบปะพูดคุยกับผู้คนมากๆ เลย ตอนแรกก็สงสัยเหมือนกันว่าตัวเองเป็นพวกขี้เหงาหรือเปล่า อยู่คนเดียวไม่ได้อะไรแบบนี้ แต่ไม่ใช่หรอก การได้พบปะกับผู้คนหลากหลายอาชีพ ต่างที่มา ทำให้ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง

กับพนักงานขับรถสาธารณะนี่ผมก็คุยบ่อยเหมือนกัน แต่พี่คนนี้เป็นคนแรกเลยที่ให้มอบกำลังใจดีๆ ให้กัน

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่ผมเชื่อว่าความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นยังคงหยั่งรากฝังลึกอยู่ในส่วนหนึ่งของนิสัยคนไทยเพื่อนำมันออกมาใช้ในสักวันหนึ่ง

 

TBC. 

ความคิดเห็น