ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตระกูลไท

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 867

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 14 เม.ย. 2564 16:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตระกูลไท
แบบอักษร

ภายในค่ายแห่งหนึ่งในพื้นที่รกร้าง

สถานที่โดยรอบมืดมิดเงียบสะงัด แม้บรรยากาศโดยรอบจะเย็นสบาย แต่ในภายในกลับพบว่า มันวังเวงมากกว่าที่จะมาพักผ่อนกัน ในเวลาที่ผ่านมาพวกเธอได้ตั้งค่ายแห่งนี้ขึ้น เพื่อป้องกันสิ่งมีชีวิตประหลาด และตัวตนอันน่าสะพรึงบางตน ที่ย่างกายและฆ่าพวกพ้องของพวกเธอจนหมด

และในเวลานี้ ก็ไม่มีใครกล้านอนแม้แต่คนเดียว พวกเธอหันไปมองรอบ ๆ พร้อมปืน และอาวุธพิเศษจำนวนมาก ซึ่งพร้อมรบตลอดเวลา เรียกว่าความมืดในที่แห่งนี้ ต่อให้จุดไฟอย่างไง มันก็สว่างไม่ได้ไกลมากนัก นั่นแหละ เป็นความกลัวที่เธอจะพบเจอ เนื่องจากการหาตัวอันตรายนั้น ค่อนข้างที่จะเป็นไปได้ยาก

ตึก ๆ ๆ ๆ

เสียงฝีเท้าของใครบางคนจากนอกค่ายวิ่งเข้าไปมา สาว ๆ ต่างตั้งอาวุธเตรียมโจมตีทันที แต่ก็ไม่รีบร้อน ต้องรอดูทีท่าไปก่อน กระสุนทุกนัด การใช้พลังทุกครา มีความจำเป็นอย่างมากต่อการอยู่รอดในคืนนี้ ดังนั้นจะเสียเปล่าเพราะเสียงบางอย่างไม่ได้ พรึบ...พริบตานั้นเองก็ปรากฏร่างชายหนุ่มคนหนึ่ง

"อ่าห์ เจอแล้ว...สวัสดีครับ" ภาพของชายหนุ่มรูปหล่อราวกับเทพบุตร สวมแว่นกรอบดำ ยิ้มแฉ่งอย่างดีใจ และวิ่งตรงเข้ามาด้วยท่าทีเป็นมิตร แม้พวกเธอจะหลงรูปลักษณ์นี้มาก ๆ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะกลัว เพราะหากอีกฝ่ายเป็นศัตรู มันคงยากที่จะตัดสินใจฆ่าหนุ่มหล่อแบบนี้ได้ลงคอ หัวหน้าค่ายที่เห็นก็สั่ง

"หยุดอยู่ตรงนั้น" ตึก...จางเซียนหยุดอย่างว่าง่าย พลางยกมือเหนือหัว เป็นท่าทางว่าเขาไม่ได้เอาอะไรมา ฉะนั้นไร้พิษภัย

"นายเป็นใคร" ชายหนุ่มยิ้ม

"ผมชื่อ จางเซียนเยง ครับ เป็นคนที่อาจารย์สนม และพี่ไทหลิงแนะนำมาที่นี่" เมื่อหัวหน้าค่ายได้ยินก็โล่งใจ

"น้องชายรีบวิ่งมานี้เร็ว" เฟย์สังเกตุเห็นเงาขนาดใหญ่บางอย่างกำลังพุ่งมา

"รีบวิ่งมาเร็วเข้า" ชายหนุ่มทำตาม ทันใดนั้นเอง ด้านข้างของเขาก็ปรากฏร่างตะขาบยักษ์ยาว 10 เมตร ส่วนหัวของมันเป็นท่อนบนของมนุษย์ มีแขนนับสิบ ๆ แขน พร้อมอาวุธพร้อม จางเซียนสูดลมหายใจเข้าลึก หัวหน้าค่ายคว้าปืนแรงดีดสูงมายิง

ปัง...ก๊าซซซ!

"ว้าว อนุภาพปืนสุดยอดเลย" ชายหนุ่มทึ่ง แต่ก็วิ่งเข้าไปในค่ายทัน

"ก๊าซซซซ! " มันคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด หลังจากโดนปืนยิงจนหัวแบะไป แต่น่าแปลกที่มันยังไม่ตาย ถึกยิ่งกว่าแมลงสาบ ก่อนจะม้วนตัวหนีออกไปจากระยะการมองเห็น โดยไม่รู้ว่าตั้งแต่ต้นจนจบนั้น มันถูกเวทย์คำสาปไว้เรียบร้อยแล้ว พริบตาที่มันห่างจากจางเซียนไป 50 เมตรร่างของมันก็ระเบิดออกมา

โผละ! ก๊าซซซ...

ไม่นานเสียงมันก็ดับลง ทำให้คนในค่ายเข้าใจทันทีว่า ไอ้ตะขาบตัวนั้นโดนสิ่งมีชีวิตอะไรสักอย่างบีบตายแน่ ๆ ไม่งั้นเสียงระเบิดจากภายในมันไม่ดังแบบนั้นหรอก นั่นทำให้คนในค่ายค่อนข้างที่จะหวาดกลัวอย่างมาก ไม่ต่างจากหัวหน้าค่ายที่มือสั่น เพราะอาวุธที่แรงที่สุดในค่าย ยังไม่สามารถกำจัดไอ้ตัวนรกนั้นได้

"อึก..." พริบตานั้นเอง หลังจากกลับมาโฟกัสรอบ ๆ คนในค่ายก็มองจางเซียนแววตาที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ กลิ่นที่ยั่วยวนชวนให้ลงมือ กระทำเรื่องลามก เริ่มเข้ามาในความคิดของสาว ๆ ไม่เว้นกระทั่งหัวหน้าค่ายที่เริ่มหอบหายใจอย่างแรง ภาพที่พวกเขาเห็นคือ ชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลา สวมแว่นดาเรจรุนแรง กำลังเอียงคอ คลี่ยิ้ม หรี่ตาอย่างมีความสุข

"ขอบคุณมากนะครับพี่ ถ้าไม่ได้พี่ ผมคงโดนมันกินไปแล้ว" อ่าห์ ทุกคนรู้สึกฟิน พลางคิดเสียงเดียวกันว่า

'อีกไม่นานน้องก็จะโดนพี่กินแล้ว'

"ว่าแต่ ทำไมไม่กลับไปค่ายกันละครับ พวกเขาเป็นห่วงมาก ๆ เลยนะพี่ ผมเลยออกมาตาม" จางเซียนพูดขึ้น ขณะที่หลาย ๆ คนเว้นระยะออกห่างจากจางเซียน เพราะขนาดอยู่ใกล้ราว ๆ 3 เมตรก็แทบคุมสติไม่อยู่แล้ว ไม่อยากคิดเลยว่า หากตัวติดกัน เธอไม่คงขืนใจจางเซียนเลยหรอ

เรียกได้ว่า หลังจากกลับมาโฟกัสที่กลิ่น และตัวจางเซียน คนอื่น ๆ ก็ลืมเรื่องน่ากลัวเมื่อกี้ไปซะสนิทเลย ซึ่งนั้นนับว่าดีมาก ๆ สำหรับจางเซียนในการออดอ้อน แค่ก ๆ ขอร้องให้ออกเดินทางกลับ และเค้นข้อมูลจากพวกเขา อย่างน้อยตัวตนที่พิเศษอย่างการทำให้คนในค่ายเป็นโรค และความจำเสื่อม มันย่อมไม่ใช่ตัวตนธรรมแน่ ๆ ในโลกนี้ แม้เขาจะทำได้อย่างง่ายดายราวกระดิกนิ้วก็ตามอะนะ

"อ่าห์ น้องชาย พวกพี่ยังกลับไปไม่ได้หรอก" หัวหน้าค่ายกล่าว ขณะตัวเกร็งเมื่อจางเซียนเดินเข้ามาใกล้

"ทำไมหรอครับ? " ชายหนุ่มเอียงคอแสดงสีหน้าเป็นห่วง จนหัวหน้าค่ายตัวสั่น

'อ๊ากกกก นะ นะ น่ารักเกินไปแล้ว ชายแว่น ซีดดด อย่าใกล้พี่สาวกว่านี้นะ อ๊ะ เริ่มมีอารมณ์แล้วสิ ซีดดด ไม่อยากทำให้น้องเป็นมลทินเลย อูยสสสส์' หัวหน้าค่ายส่ายหน้าไปมาเพื่อเตือนสติ จนจางเซียนแกล้งสงสัย

"ไม่บอกเหตุผลหรอครับ นี่..." ชายหนุ่มจับไหล่บาง ๆ ทั้งสองของอีกฝ่าย

"บอกเหตุผลผมหน่อยนะครับ น่าาาา ได้โปรด" พรึบ ตึง...ว๊ายยย ทุกคนดูตกใจมาก เมื่อหัวหน้าค่ายจับร่างจางเซียนทุ่มลง ขึ้นไปคร่อม และด้วยระยะที่ใกล้มาก ทำให้กลิ่นที่ยั่วยวนนั้น ส่งผลให้หัวหน้าค่ายหน้าแดงก่ำ เชิดคอจางเซียนขึ้น มองริมฝีปากของเขาที่อมชมพูกำลังเผยอออกมาด้วยแววตาหื่นกระหาย

"หะ หัวหน้า! นั่นคนของหัวหน้าตระกูลนะคะ" พรึบ หัวหน้าค่ายเด้งตัวกลับมา พลางเซถอยหลัง

"อึก...ขอโทษนะน้องชาย พี่ขอไปพักผ่อนแปปนึง" ไม่ว่าเปล่า อีกฝ่ายกลับเข้าเต็นท์ตัวเองทันที ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่แม้แต่จะพักผ่อนแต่อย่างใด เมื่อตัวเก็บข้อมูลหายไป จางเซียนก็หันไปมองคนอื่น ๆ ด้วยแววตาใคร่รู้

"พี่ครับ ที่พวกพี่ไม่ยอมกลับ เพราะอะไรหรอครับ" ชายหนุ่มถาม ทำให้ทหารสาวคนหนึ่งชี้ไปที่เต็นท์ใหญ่ ๆ เต็นท์หนึ่ง

"ยะ ยะ อย่าเข้ามาใกล้นะคะ พะ พะ พอดีคนนอกค่ายอาจได้รับเชื้อมา อยู่ห่าง ๆ ปลอดภัยดีกว่าค่ะ" จางเซียนแกล้งตีหน้าเศร้า

"แบบนั้นแย่จังเลยนะครับ ผมอยากทำความรู้จักกับพี่ ๆ มากกว่านี้อีก" สาว ๆ เริ่มใจอ่อนยวบเยียบ 

'อ่าซ์ น้องชั่งน่ารัก น่ากินเกินไปแล้ว' พวกหล่อนคิด ก่อนที่จางเซียนจะพูดขึ้น

"ที่ไม่กลับ เป็นเพราะว่ามีคนติดเชื้ออยู่ใช่ไหมครับ" คนอื่น ๆ พยักหน้า การจะทิ้งพวกพ้องเพื่อชีวิตของตัวเอง แม้จะตาย แต่ตายไปด้วยกันก็มีความสุขมากกว่า มีชีวิตรอด แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทนการสูญเสียนี้ไปสักเท่าไหร่ ซึ่งจางเซียนค่อนข้างเข้าใจดีเลยทีเดียว ชายหนุ่มยิ้มทุบอกตัวเอง

"สบายใจได้ครับผม เดี๋ยวผมจัดการเอง" จางเซียนยิ้ม คนอื่น ๆ ตกตะลึง และคิดจะห้าม แต่เมื่อนึกถึงว่า ชายหนุ่มคนนี้เป็นคนของหัวหน้าตระกูล พวกเธอก็ได้แต่ขอบคุณ และอย่าไปแตะสุ่มสี่สุ่มห้าเท่านั้นเอง เมื่อจางเซียนได้ยินก็เข้ามาในเต็นท์ผู้ป่วย ซึ่งครั้งนี้หนักกว่าแต่ก่อน เพราะเกือบทุกคนขาขาด แขนขาด และเชื้อโรคมันกำลังก่อตัวจนบางส่วนงอกออกมาเป็นอสูรหมดแล้ว

"งานหยาบเลยแฮะ" จางเซียนร่ายเวทย์ชำระล้างอยู่นาน พร้อมสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวนอกค่าย ที่เริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน่ากลัว แถมแต่ละตัวก็เทียบเท่าไอ้ตะขาบตัวเมื่อกี้หมด ซึ่งจากการสัมผัสของเขา เขาพบว่า มีตัวตนที่พิเศษในหมู่อสูรดังกล่าว คล้ายเป็นตัวบงการทุกอย่าง

'เจอตัวแล้วสินะ แต่ก่อนอื่น...' ฟูม ชายหนุ่มใช้เวทย์ชำระล้างอย่างต่อเนื่อง

"ดีนะ ที่ระหว่างคุยกับคนในค่าย เราร่ายเวทย์ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว น่าจะถ่วงเวลาได้สักพัก" ชายหนุ่มร่ายเวทย์รัว ๆ บทเดิม พร้อมกัน 5 ครั้งในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นทักษะของนักเวทย์ในตำนานในโลกก่อน ที่น้อยคนนักจะทำได้

ในเวลาเดียวกัน บริเวณค่าย

โฮกก ก๊าซซซ กรรรซ์ เสียงคำรามของสัตว์อสูรจำนวนมากดังขึ้น สร้างความหวาดกลัวให้แก่คนในค่ายอย่างมาก และแน่นอนว่าหัวหน้าค่ายก็ต้องออกมาจากการพักผ่อน ทั้งหมดเตรียมอาวุธและหันไปมองรอบ ๆ

"น้องจางไปไหนแล้ว" หัวหน้าค่ายถาม

"ไปดูแลผู้ป่วยแล้วค่ะ" ทหารสาวตอบ แม้หล่อนจะตกใจ แต่ก็เข้าใจได้ พลางบอกคนในค่ายด้วยเสียงต่ำ ๆ

"ไม่ว่าอย่างไง ต่อให้เราต้องตายทั้งหมด น้องจางจะต้องกลับไปให้ได้ เข้าใจใช่ไหม? " คนอื่นพยักหน้า เรื่องนี้พวกเธอรู้อยู่แล้ว ชายที่เหมือนเป็นกำลังใจ แค่อยู่ในค่ายก็รู้สึกคล้ายกับพักผ่อนแล้ว รวมไปถึงยังเป็นคนของหัวหน้าตระกูลอีก เรื่องนี้มีผลรุนแรงมาก หากเสียชายคนนี้ไป ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจางเซียนตามเขามา เสี่ยงอันตรายมากมาย เพียงเพื่อต้องการให้พวกเธอกลับ ซึ่งคนชนชั้นสูงอย่างจางเซียนที่ไร้ที่ติ ไม่ควรออกมาเสี่ยงอันตราย หรือคลุกดิน กินโคลนแบบนี้ด้วยซ้ำ นั้นทำให้ได้ใจคนในค่ายเข้าไปเต็ม ๆ

"ได้ค่ะหัวหน้า ต่อให้ตาย เราก็จะส่งน้องจางกลับไปเอง" คนในค่ายยิ้ม จนหัวหน้าเค้นเสียงออกมา

"หึ! สบายใจได้ นึกถึงตำนานของตระกูลไทไว้ให้ดี...ขอแค่เราสู้ไม่ถอย บรรพบุรุษจะออกมาช่วยเราเอง" โอ้ แม้หัวหน้าค่ายอย่างเธอจะพูดแบบนั้น แต่ก็ไม่เชื่ออยู่ดี แต่นี่ทำให้คนในบริวารของเธอมีกำลังใจ และอยากสู้ต่อ นั่นแหละ คือเหตุผลที่กล่าวแบบนั้น

โฮกก บึม ๆ ๆ ๆ พริบตานั้นเอง ราวกับสวรรค์เป็นใจ พระจันทร์ได้ปรากฏขึ้นหลังเมฆหมอกหายไป ทำให้ทั่วบริเวณสว่างขึ้น ร่างที่กำลังเข้ามานั้น เป็นหมาสามหัวกำลังพุ่งเข้ามายังค่ายอย่างไม่กลัวตาย ในขณะที่มีสัตว์อสูรตัวอื่น ๆ กำลังเตรียมตัวขย่ม และเล่นสนุกกับเหยื่อของมัน

"หมาสามหัว? อึก..." หัวหน้าค่ายตัวสั่น

"ยิง!!! " ปัง ๆ ๆ ๆ เสียงลั่นไกจำนวนมาก ถูกปล่อยออกไป และทุกนัดนั้นราวกับถูกฝึกมาดี โดนจุดตายของหมาสามหัวหมด กรรซ์ ตูมมม พริบตานั้นเองมันก็ตายลงอย่างรวดเร็ว สร้างความดีใจแก่คนในค่ายอย่างมาก แต่ไม่ทันไรก็พบว่า สัตว์อสูรพวกนี้เริ่มล่าถอยออกไป แต่แทนที่คนในค่ายจะดีใจ กลับต้องรู้สึกหวาดหวั่นกับอีกฝ่ายมากขึ้น

โฮกกก ราวกับพวกมันมีสติ อัศวินสูง 5 เมตรยักษ์ใหญ่จำนวนมาก คว้าต้นไม้ข้าง ๆ ขึ้นจนแผ่นดินสั่นไหว พวกมันมีมากกว่า 10 ตัว และฉลาด อัศวินเหล่านี้หลบออกมาจากระยะการโจมตีของกระสุนปืน แม้จะแม่น แต่ถ้าไกลแบบนี้ก็ยากที่จะเข้าจุดตาย โฮกกก ฟูม ๆ ๆ ๆ ต้นไม้จำนวนมากพุ่งสู่บนท้องฟ้า คนในค่ายมองขึ้นด้วยแววตาหวาดหวั่น

"ยิงมันซะ" หากต้นไม้หล่นลงมา แม้พวกเธอจะไม่ตาย แต่ด้วยน้ำหนักที่น่ากลัวของต้นไม้พวกนี้ ก็ทำให้พวกเธอสาหัส และคนที่นอนป่วยอยู่ตายหมดแน่

"รีบพาตัวน้องจางหนีไป" ทหารสาวคนหนึ่งพยักหน้า วิ่งไปยังเต็นท์ผู่ป่วยทันที ปัง ๆ ๆ ๆ พวกเธอลั่นไกทำลายต้นไม้จำนวนมาก เพราะหากมันกองในค่ายมากไป จะทำให้การโจมตีเป็นไปได้ยากมากขึ้น เพราะไม่มีช่องอิสระให้จู่โจมสัตวอสูร ตูม ๆ ๆ ๆ เสียงต้นไม้กระแทกกับพื้นดังเป็นจำนวนมาก จนเต็นท์ที่ไว้ใช้นอนถูกพังทลาย โชคดีที่กระสุนเหล่านั้นกินริศมีค่อนข้างกว้าง เลยทำให้ต้นไม้แหว่งไปหมด จนสร้างความเสียหายไม่ได้มาก

แต่ประเด็นไม่ใช่อยู่ตรงนั้น ต้นไม้ในพื้นที่รกร้างมีเป็นแสน เป็นล้าน 

พวกเธอไม่มีกระสุนที่จะส่งของแบบนี้ไปตลอดหรอกนะ

"หัวหน้าคะ เราเอาไงกันดี" หัวหน้าค่ายหวาดวิตก รอบ ๆ ค่ายพวกเธอนั้น โดนอสูรล้อมไว้หมดแล้ว การจะหนีออกจากวงได้ ต้องเจาะทางใดทางหนึ่ง และยิ่งจุดที่พวกเธออยู่ที่พื้นที่โล่งกว้าง แต่กลับไอ้พวกนั้น มันอยู่ในป่า การซุ่มโจมตี และรอให้ออกห่างจากค่ายมีสูงมาก เรียกได้ว่า หากหลุดจากวงยังรอดยากเลย ไม่ต้องพูดถึงเลยว่า จะพาตัวจางเซียนหนีกลับไปอย่างไงด้วยซ้ำ

แกร๊ก ๆ ๆ หื้ม...พริบตานั้นเอง ต้นไม้ที่พวกมันโยนมาหลังปักลงพื้นก็แตกออก

บึม ว๊ายยย ร่างมดเท่าฝ่ามือจำนวนมาก ออกจากต้นไม้นับสิบ ๆ ต้นทันที ทำให้พวกหล่อนเบิกตากว้างตกใจกับกลอุบายนี้ โฮก พริบตานั้นเอง อัศวินจากด้านนอกก็โยนต้นไม้มาอีกครั้งนึง พร้อมละหน้าที่โยนต้นไม้ เปลี่ยนเป็นชักดาบขนาดใหญ่กว่า 6 เมตรพุ่งมาหา

"ซิบหายแล้ว" หัวหน้าค่ายตัวสั่น ด้านบนก็มีต้นไม้ที่มาพร้อมมดยักษ์ ไม่ต่างจากด้านล่างที่เจอกับมดแดงไฟตัวเบ้อเร่อ โดยห่างออกไปก็เป็นอัศวินยักษ์สูง 5 เมตร ดาบใหญ่ 6 เมตรกำลังพุ่งผ่านป่ามา หากพวกหล่อนสนใจด้านบน ก็จะถูกมดด้านล่างฉีกกระชากตาย หากสนใจมดด้านล่าง ต้นไม้ด้านบนจะมาทับ หากสนใจทั้งสองตัว ก็จะมีผู้เสียชีวิตเพราะโดนการโจมตีครึ่ง ๆ กลาง ๆ ทั้งสองทาง และมากไปกว่านั้น ยังโดนเสริมจากอัศวิน 10 กว่าตัวนั้นที่กำลังพุ่งเข้ามา ไม่ว่าทางไหน ก็มีแต่ตายกับตาย ไม่สามารถหาทางอื่นได้เลย แม้จะสามารถหลุดรอดได้จริงราวกับปาฎิหาริย์ แต่อย่าลืมว่าเชื้อโรคในค่าย ก็จะแปลงผู้ป่วยเหล่านั้นกลายเป็นอสูร นั่นหมายความว่า พวกเธอจะเจอการโจมตีทั้ง 4 ทาง

'ทำไม ทำไมมันฉลาดขนาดนี้' การรวมตัวกันของอสูร เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายมาก ๆ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทำงานผสานกัน นั้นหมายความว่ามีตัวตนบางอย่าง กำลังบงการเรื่องนี้อยู่แน่ ๆ

"เหลือเวลาไม่มากแล้ว! หยิบระเบิดเตรียมพลีชีพเพื่อน้องจางซะ"

"ค่ะ" หัวหน้าค่ายระเบิดพลังที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองออกมา ชั่วพริบตานั้นเองราวกับทั่งบริเวณเคลื่อนไหวช้าลงราวกับเต่าคลาน

"พลวดดด" หัวหน้าค่ายพ้นเลือด

"ฉันถ่วงได้ 10 วิเท่านั้น เร็ว ๆ เข้า" คนอื่นเตรียมอุปกรณ์เสร็จภายในไม่กี่วิ

"งั้นก็เยี่ยมไปเลย" เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้น เมื่อทุกคนหันมามอง ก็พบว่าจางเซียนเดินมาคู่กับทหารสาวก่อนหน้านี้ โดยมีผู้ป่วยที่ฟื้นพร้อมหมดแล้ว ทำให้พวกเธอที่เหลือตกตะลึง แต่จางเซียนไม่สนใจ เนื่องจากสถานการณ์ตอนนี้มันย่ำแย่เกินกว่าที่จะมาคิดอะไรแบบนี้ได้ ดังนั้นเขาเลยพยายามระงับกลิ่นของตนเอง ไม่งั้นคงไม่เป็นอันได้ทำอะไรแน่ เพราะขนาดทหารสาวที่กำลังจะเข้ามาเอาเขาออกไป ยังลืมสิ่งที่ต้องทำ และกอดจูบคอเขาเบา ๆ ด้วยแววตาหื่นกระหาย

'แหม๊ โลกใบนี้นี่มันจริง ๆ เลย' ชายหนุ่มยิ้ม

"น้องจาง หนีไปเร็ว..." หัวหน้าค่ายบอก มอง 4 วินาทีที่ผ่านมา จางเซียนที่เห็นก็ยิ้ม

"ถ่วงไว้แบบนั้นแหละ" ปัง กรี๊ดด แสงสีขาวราวกับเฟรชสว่างขึ้นในตาทุกคน ทำให้ตาบอดชั่วคราว

'ทำงาน' ครืนนนน พริบตานั้นเอง วงแหวนที่เขาวางไว้ก่อนหน้านี้ ก็ปรากฏใต้เท้าทั่วค่าย

'กำจัด' โผละ ๆ ๆ ๆ โฮกกก กรรซ์ พริบตานั้นเองร่างอัศวิน มด ต้นไม้ ทุกอย่างที่เป็นศัตรูได้ถูกระเบิดหมด จนท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดง ปรากฏฝนโลหิต จางเซียนไม่รอช้า มองลึกเข้าไปในป่า มองไปยังตัวการตนั้น ซึ่งอีกฝ่ายเหมือนตกใจที่จางเซียนสัมผัสมันได้ มันไม่รอช้ารีบวิ่งหนีทันที

'น่าประหลาดใจจริง ๆ อาณาเขตการชะลอการเคลื่อนไหว มันไกลถึงนู้นเชียว' จางเซียนมองตัวบงการที่ก้าวไปช้ามาก ๆ เขาพลิกมือเบา ๆ ปัง ๆ ๆ ๆ พริบตานั้นเองร่างของอีกฝ่ายก็พุ่งเข้าหามือจางเซียน ชนเข้ากับสัตว์อสูรมากมาย และต้นไม้จนมันคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด พรึบ พริบที่คอมันเข้ามาอยู่ในฝ่ามือจางเซียน ชายหนุ่มก็จ้องมันด้วยแววตาใคร่รู้ ก่อนจะกระซิบเบา ๆ

"แกเป็นวิญญาณ ที่สิงสู่ร่างอสูรได้ถูกตนมาก อืม บางทีต้องพาแกลงนรกหน่อยซะแล้ว" วิญญาณที่อยู่ในปีศาจสี่หน้าสิบมือ พยายามตะเกียดตะกายหนีจากจางเซียน ชายหนุ่มแสระยิ้มพร้อมปรากฏวงแหวนใต้พื้นของอีกฝ่าย ก่อนจะมีปากอสูรอันน่ารังเกียดตนหนึ่งยื่นออกมา

"พักผ่อนให้สบายละ" กร็อบบบ อึก...ไม่ทันได้ร้องขอชีวิต มันก็โดนกินภายในเสี้ยววินาที จางเซียนแสระยิ้ม หลังจากกลับค่าย เขาค่อยไปดูความทรงจำวิญญาณที่สิงสู่ตนนี้ทีหลัง จะได้รู้ว่า มันต้องการทำอะไรกันแน่ ซึ่งดูเหมือนว่าหลาย ๆ เรื่องเกิดมาจากโลกวิญญาณเป็นตัวต้นเหตุอย่างไงอย่างงั้น ทำให้จางเซียนอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามกับเนียร์ หากกลับถึงเต็นท์

ฟู่ว พริบตานั้นเองที่ทุกคนหายตาบอด ก็พบว่าอัศวิน มดยักษ์ ต้นไม้ ได้โดนทำลายเป็นเศษเล็ก ๆ จำนวนมากหมดแล้ว แน่นอนว่าพวกหล่อนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจางเซียนเป็นคนทำเพราะตาบอด และแรงเฟรชเมื่อกี้เสียงมันดังเข้าไปในโสตประสาทอีกฝ่ายจนไม่สามารถรับรู้เสียงได้ และนั่นแหละ คือเวทย์ถนัดของเขา

"กะ กะ เกิดอะไรขึ้น" หัวหน้าค่ายถามด้วยความตกใจ ไม่ต่างจากคนอื่น ๆ ในค่าย

"หะ หะ หัวหน้า...ตำนานมีจริง" ทหารนางหนึ่งพูดขึ้น

"กรี๊ด!! ตำนานเป็นจริง บรรพบุรุษมาช่วยเรา" จางเซียนงงไก่ตาแตก เห็นน้ำตาของคนอื่นเขาก็ได้แต่ยิ้มรับไว้ อ่าห์ นี่เขากลายเป็นบรรพบุรุษร่วมกับไทหลิงเซี่ยวแล้วหรอเนี่ย เอ๊ะ? ไม่รู้มาก่อนเลย อื้มมมม...เราไปได้กันเมื่อไหร่นะ ในชาตินี้อะ เอ๋ นึกไม่ออกจริง ๆ พึ่งมาที่นี่ไม่เท่าไหร่เอง

"นี่พี่สาว" จางเซียนเดินเข้าไปหาหัวหน้าค่าย จนอีกฝ่ายเช็ดน้ำตาหันมาหา

"มีอะไรหรอจ๊ะ"

"เล่าตำนานให้ฟังหน่อยสิครับ" เมื่อหัวหน้าค่ายได้ยิน ก็พูดออกมาด้วยความดีใจ

"มันเป็นตำนานที่บรรพบุรุษตระกูลเรา ได้ร่วมรบเพื่อยุติสงครามกับปีศาจ ท่านเป็นคนดี และฆ่าเฉพาะพวกเลวเท่านั้น ในตอนนี้ท่านได้จัดการปีศาจจำนวนมาก ทั้งขุนนาง ไปจนถึงระดับจอมมาร เอกลักษณ์การต่อสู้ของท่านคือ สูญเสียการมองเห็น บดขยี้ในพริบตา นั้นคือการต่อสู้ของเขา จนในที่สุดก็สละชีวิตตัวเองเพื่อป้องกันปีศาจสาวตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจากราชาปีศาจ ทำให้สงครามยุติลงฉับพลัน เพราะว่าหากรั้งแต่สู้ต่อไป ทุกอย่างก็จะเละเทะไปมากกว่านี้ นับแต่นั้นเป็นต้นมา เราจะได้ข่าวลือเสมอว่า หากต้องการความช่วยเหลือจากบรรพบุรุษ จงปกป้องคนดี ฆ่าล้างคนชั่ว และอย่าสิ้นกำลังใจ หรือแรงผลักดันในการสู่รบเด็ดขาด เมื่อถึงตอนนั้น หากผ่านเกณฑ์ที่ท่านกำหนด ท่านจะลงมาจัดการด้วยตัวท่านเอง"

จางเซียนพยักหน้ายิ้ม และรีบเข้าเรื่องทันที

"ผมว่าเรารีบออกจากที่นี่ก่อนดีกว่าครับ พลังของบรรพบุรุษเมื่อกี้ น่าจะทำให้สัตว์อสูรหลาย ๆ ตัวหนีไป ตอนนี้เป็นเวลาดีที่จะหลบหนี" จางเซียนหันไปมองผู้ป่วยที่ออกมา ร้องไห้กับเหตุการณ์ดังกล่าว

"รีบกลับกันเถอะครับ ทุกคนรออยู่" เมื่อได้ยินแบบนั้น หัวหน้าค่ายก็ตะโกนลั่น

"ไม่ต้องรีรออีกต่อไปแล้ว วิ่งกลับค่ายเดี๋ยวนี้" โอ้...แม้ไม่ได้สั่งให้จัดรูปขบวน แต่การวิ่งก็เป็นระเบียบมาก จางเซียนที่ถูกอุ้มโดยหัวหน้าค่าย พยายามพิจารณาสิ่งต่าง ๆ อยู่ ทันใดนั้นสายตาเขาก็เหลือบไปเห็นเด็กสาวคนหนึ่ง ที่ให้ความรู้สึกว่า หล่อนตามเขามาก่อนหน้านี้ ในขณะที่คนอื่นมองผ่านราวกับมองไม่เห็น ก็ทำให้จางเซียนวิตกพอสมควร

'หวังว่าจะไม่มาร้ายนะ'

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว