facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

#21 ว่าที่คู่หมั้น

ชื่อตอน : #21 ว่าที่คู่หมั้น

คำค้น : บัลเล่ต์ เวสป้า

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 14 เม.ย. 2564 01:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
#21 ว่าที่คู่หมั้น
แบบอักษร

ตอนที่ 21 

           สองวันต่อมา... 

           เวสป้ายังคงนอนนิ่ง ไม่ไหวติงใดใด เขาดูเหมือนคนที่ไม่รู้ทุกข์รู้ร้อนอะไรทั้งนั้น ใบหน้าหล่อเหลานั้นหลับตาพริ้ม ในขณะที่อีกคนที่อดหลับอดนอนเพราะต้องคอยลุกขึ้นมาเช็ดตัวให้คนไข้ตลอดทุก ๆ สองชั่วโมง เพราะเขามีอาการไข้ขึ้น บัลเล่ต์ดูแลเวสป้าอย่างดีมาตลอดสองวันเต็ม เธอภาวนาขอให้เขาฟื้นขึ้นมาแทบจะทุกวินาที จนตอนนี้เธอชักเริ่มหวั่นใจเพราะคนตรงหน้ายังไม่ยอมกระดิกแม้แต่ปลายนิ้ว 

           “พี่เวสคะ พี่นอนมาสองวันเต็ม ๆ แล้วนะ ฟื้นขึ้นมาเถอะค่ะ เล่ต์อยากได้ยินเสียงพี่บ่นเล่ต์อีกสักครั้งก็ยังดี” 

           “...” 

           “T^T พี่จะไม่ยอมฟื้นขึ้นมาจริง ๆ เหรอ หรือพี่ไม่รักเล่ต์แล้ว เล่ต์มันเป็นแฟนที่แย่มากใช่มั้ยคะ เล่ต์มันโง่ที่ดูไม่ออกว่าว่าพี่รักเล่ต์มากแค่ไหน อึก...ฮือออ” สาวน้อยก้มหน้าร้องไห้ว่าตัดพ้อตัวเองอยู่ที่ข้างเตียง ด้วยความเหนื่อยล้าและสิ้นหวัง 

           “ล่ะ...เล่ต์...พี่ไม่ได้ทำ พี่...ไม่” และแล้วปาฏิหาริย์ก็บังเกิด ชายหนุ่มที่นอนหลับใหลมาหลายชั่วโมง เขาเริ่มรู้สึกตัวและพูดอะไรบางอย่างออกมา ทำเอาคนที่กำลังร้องไห้ต้องหยุดฟังอย่างตั้งใจ 

           “พี่เวส พี่เวสคะ พี่ฟื้นแล้วเหรอ เล่ต์อยู่นี่ค่ะ” 

           “เล่ต์...เล่ต์อยู่ที่นี่เหรอ” เขาเริ่มได้สติและค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา แม้สมองจะยังคงทำงานได้ไม่เต็มที่ แต่เขาก็พยายามหันมาตามเสียงใสที่คุ้นหู 

           “เล่ต์อยู่ตรงนี้แล้วค่ะพี่เวส เดี๋ยวเล่ต์ตามหมอให้นะ” เธอจับมือเขาไว้ เพื่อให้ชายหนุ่มรู้ตัวว่าเขาไม่ได้ฝันไป และกดกริ่งเรียกพยาบาลมา 

           หมอและพยาบาลเข้ามาตรวจอาการของเวสป้าอีกครั้งอย่างละเอียด ตอนนี้เขาฟื้นขึ้นมามีสติแล้ว แต่ก็ยังไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงสักเท่าไหร่เนื่องจากพึ่งฟื้นไข้ 

           “ตอนนี้อาการของคนไข้ดีขึ้นตามลำดับแล้วนะครับ แต่อาจจะมีอาการอ่อนเพลียอยู่บ้าง เนื่องจากอาการไข้ แต่คุณก็ดูแลคนไข้ได้ดีมากเลยนะครับ ไข้ลดลงเร็วมาก ๆ เลย” คุณหมออธิบายอาการล่าสุดของชายหนุ่มให้หญิงสาวฟัง พร้อมทั้งเอ่ยชมเอที่เธอดูแลคนไข้ได้ดีขนาดนี้ 

           “ขอบคุณค่ะคุณหมอ หนูก็ทำตามคำแนะนำของพี่พยาบาลเขาด้วยแหละค่ะ” 

           “ครับ เก่งมาก งั้นหมอขอตัวไปตรวจคนไข้ท่านอื่นต่อนะครับ” 

           หมอและพยาบาลเดินออกจากห้องไป ความเงียบกลับเข้ามาแทนที่ในห้องอีกครั้ง ชายหนุ่มที่พึ่งฟื้นหมาด ๆ เขาใช้สายตาเย็นชามองมาทางหญิงสาวที่กำลังยืนนิ่งอ้ำอึ้งอยู่ที่ข้างเตียงเพราะไม่รู้จะเริ่มต้นพูดประโยคไหนออกมาก่อนดี จนบรรยากาศน่าอึดอัดในห้องนี้บีบให้เธอต้องเป็นฝ่ายพูดออกไปก่อน 

           “เอ่อ..พี่เวส ยังเจ็บตรงไหนอยู่มั้ยคะ” เธอเอ่ยถามเขาออกไปน้ำเสียงอ้อยอิ่ง 

           “เจ็บ” เขาตอบเธอด้วยน้ำเสียงห้วน ๆ  

           “เจ็บตรงไหนบ้างคะ ให้เล่ต์ไปบอกหมอให้มั้ย” 

           “เจ็บที่ใจ หมอช่วยได้มั้ยล่ะ” <<<พึ่งฟื้นแต่ดีกรีปากปีจอยังทำงานได้> 

           “นี่พี่หายดีแล้วใช่มั้ยคะ ปากแบบนี้” 

           “ปากแบบนี้ หมายความว่ายังไง” ชายหนุ่มเอื้อมมือมาคว้าแขนของหญิงสาวแล้วดึงเธอเข้าไปหาตัว แม้ร่างกายของเขาจะมีเรี่ยวแรงไม่มากนัก แต่ก็ยังมีแรงมากพอที่จะทำอะไรต่อมิอะไรสาวน้อยร่างบางคนหนึ่งที่ไม่มีกำลังพอที่จะต้านไหว 

           “พี่เวส จะทำอะไรอ่ะ นี่ที่โรงพยาบาลนะ เดี๋ยวมีคนเข้ามาเห็นหรอก” สาวน้อยพยายามดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นไปจากเงื้อมมือของชายหนุ่ม แต่ยิ่งเธอดิ้น เขาก็ยิ่งกอดรัดเธอแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้มือหนานั้นโอบเอวบางไว้จนตัวเธอนั้นแนบชิดอยู่กับตัวเขา มีเพียงแค่ที่กั้นเตียง ที่ยกสูงขึ้นมาไม่กี่เซนที่กั้นขวางไว้ 

           “คำพูดของเล่ต์ที่พูดกับพี่วันนั้น พี่ยังจำได้ดีนะ ที่บอกให้เราไม่ต้องมาเจอกันอีก รู้มั้ยว่ามันทำให้พี่เจ็บปวดในหัวใจแค่ไหน” เขาจ้องตาหญิงสาวแล้วพูดกับเธอ ในแววตาดูแข็งกร้าวแต่ที่จริงแล้วเขากำลังเผยความอ่อนแอออกมาให้เธอเห็นอย่างไม่อาย 

           “เล่ต์ขอโทษนะคะ ที่วันนั้นเล่ต์พูดออกไปแบบนั้น เล่ต์คิดถึงแต่ความรู้สึกตัวเอง” เธอบอกกับเขาด้วยสายตาของคนรู้สึกผิด และก้มหน้าหลบสายตาเขาไป 

           “แล้วตอนนี้เล่ต์รู้แล้วใช่มั้ย ว่าพี่รู้สึกกับเล่ต์มากแค่ไหน พี่ไม่เคยคิดที่จะทำให้เล่ต์เสียใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว” เขาบอกเธอ พร้อมกับโอบเอวเธอไว้แน่นขึ้น ส่วนอีกมือเขาช้อนลำคอระหงให้ขึ้นมามองที่หน้าเขา หญิงสาวไม่ขัดขืน เธอยอมให้เขาประกบฝีปากร้อนผ่าวนั้นลงมาอย่างช้า ๆ รสจูบที่ห่างหายไปนานค่อย ๆ แผ่ซ่านไปทั่วริมฝีปาก ทำเอาสาวร่างบางแทบลืมหายใจ ชายหนุ่มละริมฝีปากออกให้เธอได้พักหายใจแค่เพียงครู่ และบรรจงจูบซ้ำลงมาอีกครั้งอย่างดื่มด่ำ ราวกับว่าเขาคิดถึงรสชาติอันหอมหวานของมันเสียเหลือเกิน 

           “อื้อออ พอก่อนเถอะนะคะ พี่พึ่งฟื้นไข้นะ” บัลเล่ต์จับที่แผงอกของเขาและบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เพื่อให้เขาถอนริมผีปากอันเร่าร้อนนั้นออกไปก่อน  

           “พี่คิดถึง พี่คิดถึงริมฝีปากหวาน ๆ นี้ พี่ไม่อยากเสียมันไป” 

           “เล่ต์ไม่ไปไหนแล้ว เล่ต์รู้แล้วค่ะว่าพี่รักเล่ต์มากแค่ไหน” 

           “จริง ๆ นะ เล่ต์อย่าทิ้งพี่ไปไหนนะ” 

           “^3^” เธอไม่พูดแต่จูบตอบเขากลับเบา ๆ แทน คราวนี้เธอเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ทำเอาชายหนุ่มถึงกับอึ้งถลึงตาใส่ เธอทำเขาหัวใจเต้นแรงระส่ำระสายไม่เป็นท่าอีกแล้ว 

           “เดี๋ยวนี้กล้าจูบพี่ก่อนแล้วเหรอ ร้ายนะเรา” เขาบีบแก้มเธอด้วยความเอ็นดูปนกับความหมั้นเขี้ยว 

           “ก็ทีพี่ยังเริ่มก่อนได้ ทำไมเล่ต์จะเริ่มก่อนบ้างไม่ได้ล่ะคะ” 

           “ครับ แต่น้องต้องเริ่มกับพี่ และจบที่พี่คนเดียวเท่านั้นนะ” 

           “แล้วถ้าเริ่มที่พี่ แล้วไปจบที่คนอื่นล่ะคะ พี่จะทำไง” 

           “ถามแบบนี้อยากโดนดีนักใช่มั้ย” ชายหนุ่มดึงตัวหญิงสาวจนตัวเธอลอยข้ามที่กั้นเตียงลงมานอนบนเตียงคนไข้ด้วยกัน เขาล็อกตัวเธอไว้ในอ้อมกอด พร้อมกับหอมแก้มเธอดังฟอด ๆ จากด้านหลัง ฟัดไปฟัดมา ทั้งแก้มซ้ายแก้มขวาสลับกันไปมา จนหญิงสาวหัวเราะคิกคักออกมาด้วยความจั๊กจี้ เพราะไรหนวดบาง ๆ ที่ไม่ได้โกนมาหลายวัน มันสัมผัสเข้าที่แก้มไม่หยุด 

           “พอ ๆ พอได้แล้วค่ะพี่เวส เล่ต์เหนื่อย หายใจไม่ทันแล้ว” 

           “อยากให้หยุดก็หอมแก้มพี่คืนบ้างซิ ให้พี่หอมอยู่ฝ่ายเดียว ขี้โกงชะมัด” 

           “แนะ ยังมาหาว่าเล่ต์โกงอีก พี่นี่ชอบฉวยโอกาสอยู่เรื่อยเลยนะคะ” 

           “อ้าว ไม่ให้พี่หอมแฟนตัวเอง แล้วให้พี่ไปหอมแมวที่ไหนล่ะครับ” 

           ฟอดดด 

           หญิงสาวกดจมูกลงบนแก้มของชายหนุ่มแบบให้เขาไม่ทันได้ตั้งตัว ทำเอาชายหนุ่มที่กำลังพูดอยู่ถึงกับหน้าแดงออกมาทันที ทั้งคู่มองตาประสานกันอย่างลึกซึ้ง หน้าของทั้งสองเริ่มเขยิบเข้าหากันอย่างช้า ๆ อีกครั้ง จนปากของเขาและเธอเกือบจะประสานกัน 

           “ว้าย ตายแล้วยัยหนู ทำอะไรน่ะลูก” “ว้าย ตาเวส แกจะทำอะไรน่ะ” เสียงของผู้หญิงผู้ซึ่งเป็นแม่ของคนทั้งคู่ประสานขึ้นมาพร้อมกัน ทำเอาหนุ่มสาวที่ปากกำลังจะประกบกันถึงกับตกใจแทบจะกระโดดออกจากกันเลยทีเดียว

           “ว่าไง ยัยเล่ต์ หนูขึ้นไปทำอะไรบนเตียงพี่เขา เป็นสาวเป็นแส้ทำไมทำตัวแบบนี้ล่ะลูก”

แม่ของบัลเล่ต์ว่าเอ็ดลูกสาวตัวเอง

           “ตาเวส ทำไมแกทำน้องแบบนี้ล่ะ ที่นี่มันโรงพยาบาลนะ รู้จักกาลเทศะหน่อยซิลูก”

เวสป้าก็โดนแม่ตัวเองเอ็ดเหมือนกัน ทำเอาหนุ่มสาวทั้งคู่ถึงกับหงอยรับประทานกันเลยทีเดียว

           “คือ ผมผิดเองแหละครับคุณแม่ ผมเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ผมดึงน้องขึ้นมาบนเตียงเองครับ อย่าว่าน้องเลย” เวสป้าบอกกับผู้ใหญ่ทั้งสองคน แบบขอยอมรับผิดไว้แต่เพียงผู้เดียว

           “แม่ไม่ได้ว่านะถ้าเราจะมีอารมณ์มุ้งมิ้งกันตามประสาแฟนกัน แต่ที่นี่มันโรงพยาบาลนะลูก ถ้าคนอื่นมาเห็น น้องจะเสียหาย” แม่ของเวสป้าเอ็ดลูกชายตัวเองอีกครั้ง

           “ยัยเล่ต์เองก็เหมือนกัน รู้จักสงวนเนื้อสงวนตัวบ้าง อย่าทำอะไรเกินงามรู้มั้ยลูก” แม่ของบัลเล่ต์ก็สอนลูกสาวของตนสำทับด้วยอีกคน

           “ค่ะ แม่ เล่ต์ขอโทษนะคะ”

           “ฉันต้องขอโทษแทนลูกชายฉันด้วยนะคะ ที่ล่วงเกินลูกสาวคุณขนาดนี้” แม่ของเวสป้าบอกกับแม่ของบัลเล่ต์ด้วยสีหน้าสำนึกผิดแทนลูกชาย

           “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ลูกสาวฉันเองบางทีก็แก่แดดเกินไปเหมือนกันค่ะ” แม่ของบัลเล่ต์ไม่กล้ารับคำขอโทษ เพราะก็รู้จักลูกสาวตัวเองดีอยู่ว่าบางทีหล่อนก็ก๋ากั่นเอาเรื่อง

           “แต่ฉันไม่สบายใจเลยค่ะ ตาเวสควรจะต้องรับผิดชอบหนูเล่ต์ให้จริงจังกว่านี้ เรามาหมั้นลูกของเรากันมั้ยคะ” แม่ของเวสป้าเอ่ยถามแม่ของบัลเล่ต์ด้วยสีหน้าจริงจัง

           “หา! ถึงกับต้องหมั้นกันเลยหรือคะ” แม่บัลเล่ต์ตกใจกับสิ่งที่ได้ยินจนร้องอุทานออกมาดังลั่นห้อง

           “นั่นน่ะซิคะ คุณอาไม่ต้องถึงกับหมั้นก็ได้นะคะ หนูกับพี่เวสเราพึ่งคบกันได้ไม่นานเองค่ะ”

           “ไม่ต้องเรียกอาแล้วจ้ะ เรียกแม่เถอะ ว่าไงล่ะเราตาเวส อยากหมั้นกับน้องมั้ย”

           “ผมตามใจคุณแม่อยู่แล้วครับ ไม่มีอะไรขัดข้อง^^”

           “พี่เวส!!” บัลเล่ต์ถึงกับเรียกชื่อเขาเสียงเขียว เมื่อเห็นฝ่ายชายตอบเออออห่อหมกออกมาตามแม่ตัวเองอย่างหน้าระรื่น

           “งั้นเอาเป็นว่าหลังจากที่ตาเวสออกจากโรงพยาบาล เราลองมาคุยเรื่องนี้กันอย่างเป็นทางการอีกครั้งนะคะ คุณแม่หนูบัลเล่ต์”

           “เอ่อ...ค่ะ ฉันคงต้องไปคุยกับพ่อของยัยหนูก่อนด้วยเหมือนกัน ^^!”

           “ตกลงตามนี้นะคะ งั้นเราปล่อยให้เด็ก ๆ เขาอยู่กันสองคนเถอะค่ะ พวกแกคงไม่กล้าทำอะไรเลยเถิดอีกแล้วล่ะ”

           แม่ของทั้งสองคนเดินคุยกันออกจากห้องไป เหลือเพียงชายหนึ่งและหญิงหนึ่งที่กำลังจะกลายเป็นคู่หมั้นกันในไม่ช้านี้

           “พี่เวส ทำไมพี่ไม่ห้ามคุณแม่พี่ล่ะคะ”

           “จะห้ามทำไม ก็พี่เห็นด้วยกับแม่พี่”

           “แต่เรายังเด็กด้วยกันทั้งคู่นะคะ จะรีบหมั้นไปทำไม”

           “ไม่เด็กแล้วปีหน้าพี่จะอายุ 21 แล้ว โตพอที่จะหมั้นสาวได้แล้ว ^^”

           “แต่ปีหน้าเล่ต์พึ่งจะอายุแค่ 20 เองนะ T..T”

           “อายุมันก็แค่ตัวเลข แค่เรารักกัน แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว หรือเล่ต์ไม่ได้รักพี่?”

           “รักซิคะ รักมากด้วย -///-“

           “ถ้าอย่างนั้นเรามาหมั้นกันเถอะนะ”

           ชายหนุ่มดึงหญิงสาวเข้ามากอดอีกครั้ง และบรรจงหอมเข้าที่หน้าผากเธออย่างแผ่วเบา

           “ต่อจากนี้ไป พี่จะดูแลเล่ต์ และจะซื่อสัตย์กับเล่ต์เพียงคนเดียว ขอให้เล่ต์เชื่อใจพี่ได้แล้วนะครับ”

           “เล่ต์ก็จะรัก และซื่อสัตย์กับพี่เวสเพียงคนเดียวเช่นกันค่ะ”

           ทั้งสองสบตากันอย่างสอดประสาน สองร่างโผเข้ากอดกันอย่างอบอุ่น ใจดวงหนึ่งกับใจอีกหนึ่งดวงเต้นรวมกันเป็นจังหวะเดียวอย่างพร้อมเพียง ทำเอาร่างกายที่พึ่งฟื้นตัวของเวสป้ารู้สึกมีกำลังกลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว

           ที่ด้านนอกห้องคนไข้ สายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองผ่านช่องกระจกใสที่ประตูเข้ามาเห็นสองร่างที่กำลังกอดกันหวานซึ้ง ทำเอาเธอถึงกับกำช่อดอกไม้ในมือไว้แน่น ยี่หวาที่พึ่งมีเวลาว่างมาเยี่ยมคนไข้ เธอเห็นข่าวของเวสป้าตั้งแต่วันแรก ๆ แต่ช่วงนั้นเธอติดงาน มีทั้งคิวถ่ายแบบถ่ายละครไม่ได้เว้นว่าง พอมีเวลาเธอก็รีบหาเวลามาเยี่ยมเขาทันที

           “ยัยบัลเล่ต์ นี่แกจะแย่งผู้ชายของฉันไปหมดทุกคนเลยใช่มั้ย” เธอบ่นพึมพำกับตัวเองอยู่หน้าห้อง

           “ฉันจะต้องแย่งเวสป้ากลับมาเป็นของฉันอีกครั้งให้ได้ ต้องมีวันที่แกต้องแพ้ให้ฉันบ้างแหละนังบัลเล่ต์”

************************************************************************************************************

กลับมาอัพตอนใหม่ให้แล้วนะคะ ช่วงนี้อาจจะมาอัพช้าบ้างเร็วบ้าง ตามเวลาสะดวก อย่าพึ่งบ่นไรท์น้า แล้วก็สวัสดีปีใหม่ไทยรี้ดที่น่ารักทุกคนด้วยค่ะ ช่วงนี้ดูแลตัวเองกันด้วยน้า อยู่บ้านอ่านนิยายคลายเครียดกันดีกว่าค่ะ เลิฟ ๆ

ความคิดเห็น