facebook-icon Twitter-icon

รักรีด..

สิบสองปันนา เวลาของเรา (จบ)

ชื่อตอน : สิบสองปันนา เวลาของเรา (จบ)

คำค้น : กราฟิกติดรัก

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 58

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 15 เม.ย. 2564 16:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สิบสองปันนา เวลาของเรา (จบ)
แบบอักษร

 

**เนื้อหาที่ปรากฏภายในเรื่อง มิได้เป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวพันหรือเชื่อมโยงกับผู้ใด เป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น โปรดใช้จักรยานในการอ่าน 

 

 

 

 

. 

. 

..โจ 

 

ถ้าจะถามว่าการเดินทางครั้งไหนที่ทําให้ผมมีความสุขมากที่สุด คําตอบคงเป็น..ทุกครั้ง ขอแค่มีปริมอยู่ข้างๆ มันคือช่วงเวลาที่มีความสุขเสมอ ต่อให้เราแค่นั่งข้างกันบนเครื่องบินโดยไร้ซึ่งบทสนทนา มันก็ยังรู้สึกสุขใจ.. อย่างเที่ยวบินในตํานานที่แฟนๆ มักรีโพสต์ ก็แค่เรานั่งอยู่ข้างกัน คนนึงหลับ อีกคนเล่นเกม แต่เชื่อเถอะว่า ในใจของพวกเราต่างรู้ดีว่า ขอแค่ได้ใช้เวลาอยู่ข้างกัน ..แค่นี้ก็สุขแล้ว 

 

เรากําลังเดินทางไปสิบสองปันนา มันเป็นทริปที่ผมเป็นคนเลือก และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เรามาด้วยกัน เพราะมันมีครั้งนั้น ครั้งแรกของหลายๆ อย่างที่เรามีร่วมกัน 

 

 

..10 ปีก่อน 

 

พอโรคระบาดถูกจำกัดขอบเขตให้น้อยลง งานของปริมกำลังจะกลับมาเต็มตาราง ผมเองก็เหมือนกัน การตัดสินใจเดินหน้าเข้าชนกับอุปสรรคคือวิถีที่ผมเลือกแล้ว แต่ก่อนหน้าที่เราจะลงสู่สมรภูมิอีกครั้ง การพักเติมพลังให้กัน (ก่อนที่จะต้องแยกห่าง) คือสิ่งที่ทั้งผมและเขาต่างต้องการ 

ปริมเป็นคนเลือก ‘สิบสองปันนา’ ซึ่งผมก็เห็นด้วย ผมยังไม่เคยไป ปริมก็เหมือนกัน มันเป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีมนต์เสน่ห์ของอารยธรรมเก่าแก่ แม้จะแตกต่างออกไปจากวัฒนธรรมโดยรวมของประเทศที่เราอยู่ แต่เพราะเป็นอีกเมืองที่ถูกพัฒนาอย่างก้าวกระโดดโดยภาครัฐ จึงทำให้เมืองนี้กลายเป็นเมืองตากอากาศที่ผู้คนต่างพากันสนใจ ดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวมากมายให้เดินทางมา 

 

“ผมจองโรงแรมไว้เรียบร้อยแล้วนะครับ เตรียมแผนพาพี่เที่ยวเรียบร้อย” 

ผมมองเจ้าลูกหมาตัวโตที่ใส่ชุดลำลองสบายๆ อย่างเสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ แว่นดำ พร้อมหมวกใบโปรด แม้ทุกอย่างจะไม่ใช่แบรนด์เดียวกัน แต่กับไปกันได้ดีบนร่างสูง 181 ของชายคนนี้ (อีกนิดก็จะเท่าผมแล้ว) ..ภูมิใจที่เขาโตมาได้ดี หรือภูมิใจที่ตัวเองโชคดีกัน ผมยกนิ้วโป้งให้กับปริม ทั้งที่เขารับงานอยู่บ้าง แต่กลับยังใส่ใจจัดการการมาเที่ยวของเราครั้งนี้ ทริปที่ผู้คนยังคงเก็บตัว ทำให้การเดินทางของเราไม่ตกเป็นเป้าสายตา 

 

“พี่เหนื่อยไหม อยากเข้าโรงแรมก่อนหรือเที่ยวเลย” 

“เอาตามแผนนาย ฉันยังไงก็ได้” 

“งั้นไปเที่ยวเลยนะครับ” 

“อืม” 

ผมเดินลากกระเป๋าเดินทางใบเล็กตามหลังคนหนุ่มกว่าที่เดินจ้ำอย่างรวดเร็วเพื่อไปจัดการธุระที่ด้านนอกประตูของสนามบิน ..เหมือนว่าจะมองหาใครอยู่ แล้วสักพักรถ CRV คันสีขาวมุกก็มาจอดเทียบตรงหน้าของปริม คนขับรถรีบลงมาทักทายและช่วยยกกระเป๋าเดินทางของเจ้าหมาน้อยขึ้นท้ายรถ ขณะที่ปริมเดินมาลากกระเป๋าของผม ..นายไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้ พอปริมรับกุญแจรถเรียบร้อย คนขับรถมาส่งก็โค้งศีรษะแล้วจากไป 

“นายจะเป็นคนขับ?” 

“ครับ” 

“ให้ฉันขับไหม” 

“พี่ยังไม่เคยขึ้นรถที่ผมขับเลยนิ ลืมไปว่าผมเพิ่งได้ใบขับขี่” 

“...” 

“พี่กลัว?” 

“ฉันจะกลัวอะไร” 

“ก็กลัวแพ้ความเท่ของผมตอนขับรถ” 

ผมกลั้นยิ้มไว้แน่น ทั้งที่หน้าออกจะเห่อร้อน “ย่าห์ นายพูดอะไรของนาย แค่ขับรถ ฉันต้องมองว่านายเท่ด้วย งี้ถ้าฉันเป็นคนขับ นายก็ต้องมองว่าฉันเท่ด้วยงั้นซิ” 

“คงงั้นมั้งครับ” 

ผมเป่าลมออกปาก นี่มันตรรกะอะไรของเขากัน การขับรถมันเป็นเรื่องธรรมดาออกจะตายไป 

“งั้นผมขับนะ ถ้าพี่แน่ใจแบบนั้น” 

“อืม ฉันแน่ใจ” แล้วผมก็เดินขึ้นไปนั่งที่ที่นั่งข้างคนขับ ส่วนเจ้าลูกหมาก็เดินไปอีกฝั่งของรถ เหมือนจะเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ใต้แมสสีฟ้านั่น 

“น่ะ.. นายจะทำอะไร” 

จู่ๆ ปริมก็ยื่นตัวมาเกือบจะคร่อมร่างผมไว้ ท่าทางออกจะหมิ่นเหม่ 

“ก็พี่ไม่ได้คาดเข็มขัด ไปดูซีรีส์เรื่องไหนมารึเปล่าครับ เหมือนซีนที่นางเอกรอให้พระเอกคาดเข็มขัดให้” 

“นี่นายหาว่าฉันแกล้งลืม” 

“ไม่ใช่ก็แล้วไปครับ” ปริมกดเสียงต่ำในลำคอขณะที่ลมหายใจของเขาเป่ารดใกล้ใบหน้าของผม หัวใจของผมเต้นแรงขึ้นทันที แค่ไม่กี่วินาทีแต่มันกลับกินเวลานาน.. นานไปรึเปล่า 

“ทำไมยังไม่ถอยไปอีก” 

“มันติดน่ะครับ” 

“ติดงั้นเหรอ” คราวนี้ผมเลยหันไปที่ต้นเหตุบ้าง หวังว่าจะช่วยดูว่ามันติดอะไร แล้วก็เป็นผมที่ติดกับ 

“มันดึงออกได้แล้วครับ” 

เขาฉวยจังหวะที่ผมละสายตา ฉวยเอาริมฝีปากนิ่มมากดดมลงบนแก้มผม 

“!!!!! ไม่กลัวใครมาเห็นรึไง” 

“เห็นอะไรครับ” 

“ก็ที่นายหอมแก้มฉัน” 

“มันเป็นอุบัติเหตุนะครับ ผมไม่ได้เจตนา” แล้วเจ้าลูกหมาก็ถอยตัวกลับไปนั่งประจำที่ ทำหน้าใสซื่อไม่รู้เรื่องรู้ราว ..มันน่านัก 

 

ปริมออกรถอย่างอารมณ์ดี เขาพาผมออกจากตัวเมืองที่ได้รับการพัฒนาอย่างดี มีตึกราบ้านช่องถูกสร้างเป็นระเบียบระบบสวยงามตามมาตรฐานของประเทศ สู่ที่ที่ไกลออกไปและมีความต่างกันอย่างเห็นได้ชัด 

 

สิบสองปันนา มีเมืองหลวงคือเชียงรุ่ง เป็นหนึ่งใน 5 เชียงที่มีชาวไทลื้อเป็นประชากรหลักก่อนจะถูกผนวกเข้ารวมอยู่ภายใต้การปกครองของจีน แม้ทุกวันนี้จะมีประชากรหลากหลายวัฒนธรรมหลั่งไหลเข้าไปแทนที่ แต่ชาวไทลื้อเองก็ยังรักษารากฐานของตัวตนไว้ได้เป็นอย่างดี ที่เชียงรุ่งนี่เอง ที่เราจะได้สัมผัสกับวัฒนธรรมที่ต่างออกไป มีคำขยายความให้เข้าใจไว้ว่า เชียงรุ่งคือเชียงใหม่ที่สอง ด้วยอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ภูมิประเทศโอบล้อมด้วยภูเขา อาชีพหลักคือเกษตรกรรม ทำให้ที่นี่งดงามและน่าท่องเที่ยวด้วยภาพของความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้  

 

“พี่หิวรึยัง” 

“ยัง นายล่ะ แวะหาอะไรกินก่อนไหม” 

“ผมก็ยังครับ ผมอยากพาพี่ไปที่นั่นก่อน” 

“ที่ไหน” 

“วัดครับ” 

“นายพาฉันไปวัดตลอด ตอนไปบ้านนายก็ทีนึงแล้ว” 

“ผมรู้ว่าพี่ชอบนิครับ อีกอย่าง ผมรู้ว่าพี่ชอบงานศิลป์ ถ้าไปที่วัด พี่ก็จะได้ดูสถาปัตยกรรมที่ไม่เคยเห็นด้วย” 

“..ก็ถูกของนาย” ผมมองปริมที่กำลังขับรถ เขาจับพวงมาลัยด้วยมือข้างเดียว แม้สายตาจะมองไปมาระหว่างถนนกับจีพีเอส และแม้ว่าเขาจะเพิ่งได้ใบขับขี่มา แต่ไม่รู้ทำไม.. การนั่งรถข้างๆ เขา มันถึงได้รู้สึกอุ่นใจขนาดนี้ เขาขับรถได้นุ่มสบาย หรือผมควรชมถนนที่ถูกสร้างมาอย่างดี แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ผมโดนเขาตกซ้ำอีกแล้ว ภาพของปริมในมุมนี้ช่างน่ามอง ร่างบางสูงนั่งหลังตรงแต่ดูสบายๆ บนเบาะหนังสีดำที่รองรับลำตัวกว้าง มือใหญ่ที่หมุนพวงมาลัยอย่างเป็นธรรมชาติ เส้นเลือดเส้นใหญ่ปรากฎให้เห็นเด่นชัด (ผมเคยอ่านเจอในเว่ยเลยรู้ว่าเหล่ายามาฮ่าคลั่งไคล้ในความมาดแมนที่แสดงให้เห็นผ่านเส้นเลือดพวกนี้ขนาดไหน) ใบหน้าขาวสว่างที่มีองค์ประกอบของเครื่องหน้าที่ลงตัว ยิ่งมีฉากหลังเป็นภูเขาเขียวที่วางตำแหน่งอยู่ไกลออกไป ตัดกับผืนท้องฟ้าสีฟ้าเข้มในวันที่มีแสงแดดอ่อนและสายน้ำสีเขียวมรกตจากด้านล่าง ในระยะของผมกับเขาที่เคลื่อนตัวอยู่บนสะพานแขวนที่ยาวและสูงที่สุดในเอเชีย เคล้าคลอไปกับเสียงเพลงในรถซึ่งเป็นเพลย์ลิสประจำของเขา มันเปิดเพลงที่กำลังพรรณนาถึงความงามของหญิงสาวแสนงดงามที่เขาไม่สามารถไขว่คว้าใจเธอไว้ได้ เป็นเพลงเศร้าที่เหมาะกับการชื่นชมความงามในอีกรูปแบบ ในแบบที่ปริมของผมเป็น ถึงตอนนี้ผมจะไม่เศร้า แต่เนื้อหาของเพลงกลับทำให้ผมเคลิบเคลิ้ม ..ผมเผลอยิ้มออกมาเล็กน้อย นี่ผมกำลังมองงานศิลป์ของพระเจ้าอยู่ใช่ไหม อดเผลอนึกย้อนถึงเขาในเวอร์ชั่นเทพเซียนไม่ได้ ภายใต้ชุดสีขาวสะอาดตาในรำพันมนตรา ไม่ว่าจะครั้งไหน เขาก็ยังดูสง่างาม หล่อเหลา เรียกได้ว่า เป็นเซียนในหมู่เซียนเลยก็ได้ 

“หลงเสน่ห์ตอนผมขับรถแล้วใช่ไหมครับ” ปริมพูดโดยที่ไม่ได้หันหน้ามา ทำเอาผมกะพริบตาไปสองที 

“มองต่อก็ได้นะครับ ผมไม่หวง จะให้ผมขับรถวนไปเรื่อยๆ ก็ได้ จนกว่าพี่จะคอเคล็ด” 

“ได้ทีเอาใหญ่เลยนะนาย อย่างน้อยฉันก็มองนายน้อยกว่าที่นายมองฉัน” 

“แน่ใจเหรอครับ ผมเห็นพี่มองผมใน bts รำพันมนตรา มองจนผมยังนึกเสียดาย ถ้าผมหันไปมองหน้าพี่ตอนนั้น จะทำพี่ใจสั่นขนาดไหน พี่น่าจะรับรักผมเร็วขึ้นไหม” 

“แค่นายมองมา ฉันต้องใจสั่นเลยงั้นเหรอ?” 

“ครับ เขาว่าถ้าคนที่เราจ้องอยู่มองกลับมา แสดงว่าเขาคิดอะไรด้วย” 

“ฉันไม่เห็นเคยได้ยินทฤษฎีนี้” 

“พี่ก็หันมาตอนที่ผมมองออกบ่อย แสดงว่าคิดอะไรกับผมแน่ๆ แค่ไม่กล้าแสดงออก” 

“..ใช่ ฉันคิดอะไรกับนาย พอใจรึยัง คิดมาตั้งนานแล้วด้วย..” ประโยคหลังผมพึมพำเบาๆ หวังว่าเขาจะไม่ได้ยิน มันเป็นความจริงที่ปริมยังไม่เคยรู้ เพราะผมเลือกที่จะไม่บอก 

“พอใจแล้วครับ” 

แล้วเราก็มีทั้งเรื่องคุยกัน เถียงกันตลอดการเดินทาง จนกระทั่งมาถึงวัดป่าเจย์ วัดในพระพุทธศาสนา ผมลงจากรถและมองภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า เป็นวัดที่แตกต่างจากวัดจีนอย่างเห็นได้ชัด ทั้งลักษณะ โครงสร้าง สถาปัตยกรรม และการประดับตกแต่ง เป็นวัดตามแบบฉบับของไทยเลยด้วยซ้ำ (เท่าที่ผมลองดูข้อมูลมาระหว่างเดินทาง) ภายในอาณาเขตวัดมีผู้คนมาทำบุญสักการะจำนวนไม่มาก ซึ่งคงเป็นเพราะโรคระบาด เพราะวัดนี้คือศูนย์รวมจิตใจของผู้คนที่นี่ งานบุญ ประเพณีต่างๆ ถูกจัดขึ้นด้วยความร่วมมือร่วมใจและความศรัทธาอย่างแรงกล้าในพุทธศาสนา 

ปริมกับผมเดินเคียงข้างกันไปตามทางที่ผู้คนเดิน ออกแนวเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม เราเดินผ่านซุ้มประตูใหญ่จนเข้ามาถึงตัววัดด้านใน เราได้เทียนมาสักการะพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่เกิดจากความศรัทธาของคนหลายเชื้อชาติ เราจุดเทียนและวางเทียนลงข้างกัน ก่อนจะยกมือขึ้นไหว้ตามแบบวัฒนธรรมของคนที่นี่ พอเดินต่อมาอีกด้านหนึ่งของวัด มีชาวพื้นเมืองส่วนหนึ่งกำลังรอต้อนรับผู้มาเยือน ด้วยความที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ จึงมีการแสดงการต้อนรับให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตในแบบของชาวไทลื้อดั้งเดิม 

“พี่จำได้ไหม” ปริมพยักพเยิดให้ผมมองตาม ตรงหน้ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังรุมล้อมกันเป็นวงกลมขนาดใหญ่ เสียงของความสนุกสนานดังขึ้นเป็นระยะไปพร้อมๆ กันกับเสียงกระทบกันของลำไม้ไผ่ยาว ที่ปลายไม้ทั้งสองด้านมีคนควบคุมจังหวะกระทบกันของลำไม้ไผ่ ผู้เล่นจะต้องก้าวข้ามผ่านไปจนถึงอีกฝั่งให้ได้โดยที่ไม่โดนไม้ไผ่กระทบขา 

“จำได้” ผมตอบปริม ตรงหน้าของพวกเราเป็นการแสดงการละเล่นชนิดหนึ่งของชาวพื้นถิ่นที่นี่ ซึ่งผมกับปริมเคยได้มีโอกาสทดลองเล่นแล้วใน MMU ..ที่ที่เราได้โคจรมาเจอกันอีกครั้ง 

"ตอนนั้นนายต่อให้ฉัน" 

"พี่รู้ด้วย?" 

"เปล่า พวกน้องในวงบอก เขาบอกว่านายเป็นแฟนคลับของฉัน" 

"พวกเขาวิเคราะห์ผิดนะครับ ผมไม่ใช่แฟนคลับ แต่ตั้งใจจะเป็น 'แฟนครับ' ของพี่ต่างหาก" 

ผมตีเข้าที่แขนของปริมหนึ่งที เจ้าลูกหมาทําหน้าเจ็บปวดสุดๆ ผมเลยตีแรงกว่าเดิมไปอีกที ไหนๆ จะเจ็บก็เอาให้เจ็บจริงๆ ไปเลย 

 

“ลองดูไหมคะ” พวกเธอในชุดชาวพื้นเมืองถามพวกเราด้วยรอยยิ้ม คงเห็นว่าพวกเรากําลังยืนมองการละเล่นด้วยความสนใจ เธอยื่นมือมาพร้อมที่จะนำพวกเรา ‘ทีละคน’ เข้าสู่การละเล่น 

“ลองครับ แต่พวกเราขอเล่นกันเอง” ปริมตอบอย่างมั่นใจด้วยความนิ่งเงียบ (คาดว่าใต้แมสนั่นคงจะยิ้มแบบเย็นๆ) ทำเอาพวกเธอตัวลีบเล็กลงไปทันที 

ปริมยื่นมือมาตรงหน้าผม ซึ่งผมเองก็ยินดี เราจับมือกันกระโดดก้าวผ่านลำไม้ไผ่ราวสิบกระบอกที่กระทบกันไปมา เหมือนว่าพวกเราจะโดนแกล้งด้วย เพราะพวกเขาเร่งจังหวะให้เร็วขึ้น คงเห็นพวกเรายังหนุ่มยังแน่น ไม่ก็เป็นฝีมือของสองสาวที่ถูกปริมปฏิเสธอย่างไม่ไยดี ..แต่มีรึที่พ่อนักเต้นเท้าไฟจะพ่ายแพ้ ส่วนผมก็ไม่ได้อ่อนแอที่ความสูง 183 นะครับ ฮึ่ม 

 

“ไปดูนกยูงกันไหมครับ” 

ผมพยักหน้าแทนคำตอบ บรรยากาศเงียบสงบของเมืองทำผมรู้สึกเป็นสุข แม้อากาศจะค่อนข้างร้อน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมรื่นรมย์น้อยลงเลย 

 

. 

..ปริม 

แผนที่วางไว้ก็คือพาพี่ไหว้พระ ดูนกยูง กลับห้องพัก และ.. 

 

จะทำยังไงให้สถานการณ์พาไป ..ยังไม่ได้คิด ผมไม่ได้หมกมุ่น แต่แค่ผมอยากได้พลังจากพี่ ..จะโทษว่าฮอร์โมนของผมมันพลุ่งพล่านก็ได้ แล้วผมก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูนด้วยถึงจะได้สงบเสงี่ยมจนไร้ความรู้สึก การได้อยู่ใกล้ชิดกับพี่เหมือนยิ่งโหมแรงขับดันที่อยู่ภายในตัว มันพร้อมปะทุทุกเมื่อที่มีโอกาส ขอแค่พี่โจอนุญาตเท่านั้น คิดแล้วก็หมดแรง เวลาของการทำงานใกล้เข้ามาทุกที ผมรู้ดีว่าทุกวินาทีที่เรามีให้กันมันสำคัญมาก ไม่รู้ว่าโอกาสที่เราจะได้ใช้ชีวิตด้วยกัน (จริงๆ) คือเมื่อไหร่ เราต้องห่างกันอีกนานแค่ไหน..ตราบเท่าที่เรายังทำงานในวงการ หรือตราบเท่าที่เรายังต้องอยู่ในขนบของสังคม ผมควรฉวยเก็บเอาทุกความทรงจำที่จะมีร่วมกับพี่ไว้ให้ได้มากที่สุด จะได้เป็นแบตเตอรีในวันที่ผมทำได้แค่มองพี่ผ่านหน้าจอเล็กๆ ในมือ 

 

. 

..โจ 

เราดูนกยูงในสวนม่านทิงที่อยู่ไม่ไกลจากวัดเจย์ เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีอายุ 1,000 กว่าปี ที่นี่เคยเป็นสวนดอกไม้ของผู้ปกครองสิบสองปันนา ต่อมาในปัจจุบันก็เป็นแลนมาร์กสำคัญของเชียงรุ่งที่รวมเอาความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์และความงดงามตามธรรมชาติไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งยังมีการแสดงที่ทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจ นั่นก็คือภาพของเหล่านกยูงที่โบยบินลงมาจากอีกฟากของธารน้ำ เรายืนมองดูภาพนั้นด้วยกัน อย่างกับว่าบินมาจากสรวงสวรรค์ พวกมันนับร้อยตัวจะบินมาเป็นรอบๆ เพื่อกินอาหาร และพวกเราเหล่ามนุษย์ก็จะยืนมอง ส่งเสียงฮือฮา พร้อมกับบันทึกภาพเอาไว้ นกยูงนั้นเป็นสัญลักษณ์ของสิบสองปันนา เพราะเป็นตัวแทนของโชคลาภ ความสุขความเจริญ เราจะเห็นนกยูงได้ตามเสา ยอดหลังคา ตลอดทางในดินแดนแห่งนี้ 

ปริมพาผมเดินข้ามสะพานแขวนที่พาดข้ามผ่านสายน้ำที่จะไหลผ่านสามประเทศและกลายเป็นแม่น้ำโขง เส้นเลือดหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตที่อยู่โดยรอบแม่น้ำสายใหญ่นี้ ที่ความสูงระดับนี้ไม่ได้ทำให้เราทั้งคู่หวั่นเกรงอะไร เพราะภาพความเขียวขจีและกลิ่นดินกลิ่นดอกไม้ของป่าบนภูเขาที่โอบล้อมทำให้ผมรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลาย แต่ผมก็สังเกตเห็นความร้อนรนที่อยู่ในตัวของคนคูลที่ทำท่าทางเหมือนจะปกติ ..ผมอยากรู้นะแต่ยังไม่อยากถาม ยิ่งพอเห็นว่ามีกิจกรรมน่าสนใจซ่อนตัวอยู่ที่นี่ด้วยแล้ว 

“เราเล่นกันไหม” ผมชี้ให้ปริมดูป้ายไม้ที่ระบุกิจกรรม ..เจ้าลูกหมาตาโตขึ้นทันที ‘โหนสลิงลงภูเขา’ แต่พอเอาเข้าจริงกลายเป็นผมที่อิดออดจะขอยอมแพ้ ขอเดินลงไปตามทางดีกว่า ก็นี่มันความสูงระดับยอดภูเขาเชียวนะ ใครจะไปเสี่ยง 

“แต่พี่เป็นคนชวนนะครับ” 

“...” 

“ชุดก็พร้อมแล้ว อย่าเสียเวลาเลยครับ พี่แค่หลับตา อึดใจเดียวก็ถึงสเตชั่นแล้ว” 

“...” 

“เอาเป็นว่าผมลงไปรอรับพี่ข้างล่าง” 

“..ไม่” ทั้งที่ขายาวๆ ของผมสั่นเล็กน้อย แต่ลูกผู้ชายอย่างผม เรื่องแค่นี้ทำไมจะทำไม่ได้ ขนาดสกีบนภูเขาสูง ทางลาดชัน ผมยังสไลด์ลงมาอย่างนุ่มนวลได้! “ฉันลงก่อน ฉันจะลงไปรอนายข้างล่าง” 

“..ครับ แล้วผมจะรีบตามลงไป” 

ผมสูดหายใจลึกก่อนจะถูกดันหลังเบาๆ โดยเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล ฮึ่ม กระต่ายอย่างเร......!!!! ผมถูกถีบรึไง จู่ๆ แรงโน้มถ่วงก็ดึงตัวผมให้ร่วงลงมาด้วยความเร็ว เสียงกรีดร้องโหยหวนเกิดขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้!! ลืมมันไปหมดทุกอย่าง ทั้งความสดชื่น ความเขียวขจี กลิ่นดินอะไรนั่น เหลือแค่ความหวาดเสียวววว ..แต่พอระยะทางมันยาว ความคุ้นชินก็ก่อตัว ผมเหนื่อยกับการกรีดร้อง ลมหายใจที่ตื่นตัวเริ่มปรับจังหวะได้ สายตาของผมค่อยๆ โฟกัสกับภาพอันน่าทึ่งของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่สุดลูกหูลูกตา สายลมที่โอบอุ้มอยู่รอบตัว ผมยิ้มออกมาในช่วงสิบเมตรสุดท้ายก่อนที่เท้าจะแตะพื้นของสเตชั่นที่มีเจ้าหน้าที่รออยู่ และเพียงอึดใจ ปริมก็ตามลงมา (แบบเงียบสงบ) เขารีบมาเช็คว่าผมยังโอเคอยู่ไหม แล้วก็ได้คำตอบว่า 

“ขออีกรอบ” 

“...” 

 

ผมสนุกมาก ขณะที่ปริมเอาแต่ยกมือดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือ 

 

“มีอะไรรึเปล่า หรือว่านัดใครไว้” 

“ผมนัดโรงแรมไว้น่ะครับ” 

“นัดโรงแรม?” 

“อ่ะ เอ่อ คือ เราควรไปเช็คอิน..” 

“เรื่องแค่นั้นเอง ..แปลก นายทำตัวแปลก ไม่ใช่แค่เรื่องกลับโรงแรมแน่ บอกความจริงมาซะ” ผมหรี่ตามองปริมที่ระดับความชัดเท่าที่สายตาผมจะอำนวย 

“คือผมกลัวพี่เหนื่อย อากาศก็ร้อน ผมว่าเรากลับไปอาบน้ำ กินข้าว” 

ผมดูเวลาในโทรศัพท์ ..บ่าย 3 แล้ว เวลาช่างผ่านไปไว เจ้าลูกหมาคงหิวแย่ นี่เราเพลิดเพลินจนลืมเวลามื้อเที่ยง แต่ถ้าทนหิวจนกลับถึงโรงแรม.. “ฉันว่าเราแวะตลาดแถวนี้ก่อนดีไหม หาอะไรลองท้อง นายรอจนกลับถึงโรงแรมไม่ไหวแน่” 

ปริมมองหน้าผม สีหน้าเขาดูอยากจะปฏิเสธ 

“ก็ได้ครับ” 

 

. 

..ปริม 

อา.. เดินตลาดนัด ขออนุญาตให้ผมเคืองพี่โจสักนิดได้ไหม ไอ้เราก็อยากกลับไปใช้เวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสอง นี่พี่เขาไม่เข้าใจผมบ้างเลยรึไง 

 

เราเดินมาไกลอีกนิดจากวัดป่าเจย์ มันคงเป็นลานกว้างๆ ยามเมื่อไม่ถูกใช้งาน เพราะตอนนี้แผงของร้านรวงถูกจัดวางเรียงรายอยู่เต็มพื้นที่ หลอดไฟสีส้มดวงกลมถูกเปิดสว่างไสวไปทั่วบริเวณ พี่โจดูจะตื่นเต้นภายใต้แมสที่ยังต้องใส่ปิดบัง 

“เราไปดูร้านนั้นกัน” พี่โจลากผมให้เดินไปที่แผงของร้านๆ นึง เป็นร้านอาหารประเภทปิ้งย่าง ผมกวาดสายตาไปทั่ว เนื้อสัตว์ประเภทต่างๆ ถูกเสียบไม้ไว้ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ กระต่ายน้อยของผมดูจะตื่นตาตื่นใจยื่นมือคว้าไม้ที่เสียบทั้งหมู ไก่ ลูกช้ินปลา ปลาหมึก ฯลฯ ใส่ลงตะกร้าที่คนขายจัดเตรียมไว้ให้ พี่เลือกน้ำจิ้มเป็นหมาล่าสีแดงขุ่น 

“แถมให้อีก 2 ไม้” แม่ค้าที่แต่งกายแบบพื้นเมืองด้วยผ้าซิ่นทอลายพูดขึ้น เธอพูดพลางยิ้มแย้ม 

“ไม่ต้องแถมหรอกครับ” 

“นะป้าขอแถม เจอลูกค้าหน้าตาดีอย่างกับพระเอกหนังสองคน ป้าแถมเลยสองไม้” 

“อ่า อย่าเลยครับคุณป้า ของซื้อของขาย” พี่โจพยายามจะขัดความตั้งใจของป้าแกเต็มที่ 

“ก็ป้าอยากแถมนินา รับไปเถอะ นี่ร้านป้าก็เงียบๆ แต่เราซื้อซะเยอะ ป้าขอแถมนะ” 

“อย่าเลยครับ เดี๋ยวลูกค้าก็มา คุณป้าเอาไว้ขายดีกว่าครับ” 

“ขอบคุณครับ” ผมรับถุงอาหารมาถือไว้ในมือพลางกล่าวขอบคุณหลังจากยืนมองการยึกยักของพี่โจกับป้าร้านปิ้งย่าง ผมใส่ธนบัตรอีกสองใบไว้ในมือที่ว่างลงของคุณป้า “ไม่ต้องทอนนะครับ คุณป้าน่ารักมาก ไว้ผมจะมาอุดหนุนใหม่นะครับ” แล้วผมก็ลากตัวพี่โจออกมาโดยทิ้งให้คุณป้ายืนมึนไป จู่ๆ เจอหน้านิ่งๆ ของผม ป้าคงต้องยืนอึ้งไปอีกสักพัก พี่โจไม่ได้ต่อว่าผม แต่ดึงผมเข้าออกแผงร้านโน้นร้านนี้จนได้อาหารติดมือมาอีกหลายถุง มีเต้าหู้เหม็น เส้นอะไรสักอย่างผัดแห้ง มีน้ำสมุนไพร.. 

“กลับกันเถอะ” 

ผมเดินตามพี่โจที่เดินนำกลับไปที่รถ เราตกลงกันว่าขากลับผมจะยอมให้พี่โจเป็นคนขับบ้าง คงอยากให้ผมเห็นความเท่ของพี่ตอนขับรถ -_-! 

“ฉันขับ นายก็กินซะ” 

“...” 

“แล้วก็ป้อนฉันด้วย” 

“ทำไมไม่เป็นพี่ที่ป้อนผมล่ะ” 

“ขามานายเป็นคนขับ ขากลับก็นั่งสบายๆ บ้าง” 

“ก็ได้ครับ” ผมเชื่อฟังพี่โจ นั่งไป กินไป อย่างว่า ผมมันวัยกำลังโต ยิ่งกินไปคุยไปป้อนพี่ไปแกล้งพี่ไป มันคือความสนุกและความสุขในเวลาเดียวกัน 

“ปริม ฉันว่าฉันหลง..” พี่โจพูดขึ้นเมื่อเราหยุดอยู่ตรงหน้าไฟแดงของสี่แยกหนึ่งในตัวเมือง 

“พี่เป็นโซโลรึไง ถึงได้หลงทาง” (โซโล ตัวละครในการ์ตูน One Piece อยู่ในกลุ่มโจรสลัดหมวกฟาง เป็นนักดาบที่เก่งกาจแต่ก็เป็นจอมหลงทางด้วยเช่นกัน) 

“ฉันหลงแค่แยกเดียว นายให้ฉันเป็นโซโลเลยเหรอ ถ้างั้นนายกินเก่ง นายก็ได้เป็นลูฟี่รึไง” (ลูฟี่ กัปตันของกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางใน One Piece เรื่องกินคือเรื่องใหญ่) 

“ก็ดีซิครับ ผมเป็นกัปตัน พี่ก็ต้องเชื่อฟังคำสั่งผม” 

“คร๊าบๆ คุณกัปตัน ถึงคุณไม่เป็นกัปตัน ผมก็เชื่อฟังคุณอยู่แล้ว แต่ตอนนี้กัปตันช่วยบอกทางหน่อย ฉันอยากกลับโรงแรมแล้ว” 

 

ถึงจะออกนอกเส้นทางไปหลายแยก แต่สุดท้ายเราทั้งคู่ก็มาถึงโรงแรมโดยสวัสดิภาพ 

 

. 

..โจ 

“นายจะอาบก่อนหรือให้ฉันอาบก่อน” 

“ผมอาบก่อน” 

แปลกที่เวลาแบบนี้เขาไม่วอแวให้อาบพร้อมกัน ..ปริมคงเหนื่อย กินเข้าไปตั้งเยอะ ตอนนี้หนังท้องคงตึง หนังตาคงจะหย่อน คงอยากพัก ผมเอียงคอขณะที่คิดหาเหตุผล แต่จะยังไงก็ได้ ระหว่างเรามันเป็นธรรมชาติ สบายๆ อยู่แล้ว 

 

 

แชท กรุ๊ปเราเผางาน (22.00 น.) 

ชิน : เป็นไงมั่ง ทริปสิบสองปันนาน 

โจ : สนุก มึงน่าจะมาด้วย มิวด้วย 

ชิน : เอาพวกกูไปเป็น กขค? 

โจ : รู้ตัวก็ดี 

ชิน : โหไอ้เพื่อน มึงเปลี่ยนไปเยอะนะ 

โจ : กูล้อเล่น 

ชิน : แล้วนี่อยู่ห้องแล้ว? 

โจ : เออ เพิ่งมาถึง 

ชิน : อ้าว งั้นที่ปริมให้กูจอง Rooftop ไว้ 

โจ : หืมมมมม 

ชิน : .......... 

โจ : ปริมให้จอง 

ชิน : เออ คงกะเซอร์ไพรส์มึง คือแบบว่าวิวกลางคืนน่ะ สวยมาก ดินเนอร์กลางแสงจันทร์ 

โจ : กูไม่รู้เลย แถมยังทำแผนปริมพัง ถึงว่าเอาแต่มองเวลา 

ชิน : น่าสงสารเด็กมัน อุตส่าห์วางแผนดิบดี 

โจ : เออ กูชวนปริมทำนู่นทำนี่ หาไรกิน แถมยังขับรถหลง 

ชิน : งั้นคืนนี้ก็ทำตัวง่ายๆ ให้เด็กมันหน่อย 

โจ : เออ ดีที่มึงยอมบอก 

ชิน : กูขี้เกียจมาปิด เพราะความจริงจะทำให้มึงซึ้งใจ อะไรยอมได้ก็ยอมๆ ไป 

โจ : อืม งั้นแค่นี้ กูจะไปอาบน้ำ 

ชิน : มึงเข้าใจที่กูบอกไหมเนี่ย 

 

“ให้ผมช่วยถูหลังไหมครับ” ปริมที่ยังมีผ้าขนหนูอยู่บนหัวถามผม ชุดคลุมที่ใส่อยู่ก็สวมอย่างลวกๆ น่าจะรีบมาก 

“ไม่ต้องเลย นายเพิ่งอาบน้ำเสร็จ รีบเป่าผมด้วย เดี๋ยวจะไม่สบาย” 

“คร๊าบบบ” 

 

. 

..ปริม 

พี่โจเข้าห้องน้ำไปแล้ว ผมรีบต่อสายไปที่ฟรอนท์และแจ้งสิ่งที่ต้องการทั้งหมด แม้ไม่มากมาย แต่ก็อยากให้คืนนี้เริ่มต้นด้วยความสวยงาม ไม่นานรูมเซอร์วิสก็นำสิ่งที่ผมแจ้งไปมาส่ง พวกเขาช่วยกันจัดเตรียมสถานที่ให้อย่างสวยงาม ..ก่อนที่พี่โจจะออกมา 

 

. 

..โจ 

พอได้อาบน้ำค่อยสดชื่น แต่พอเปิดประตูออกมากลับเห็นแต่ความมืดสลัว 

“ปริม.. นายอยู่ใช่ไหม นายโอเครึเปล่า” ผมห่วงหมาน้อยทันที เขาไม่โอเคกับความมืดแม้จะมีแสงหลงเหลืออยู่บ้าง แต่มันก็น่าหวั่นใจสำหรับเขาอยู่ดี 

ผมเดินไปที่ที่มาของแสง เทียนจำนวนหนึ่งถูกจุดขึ้นบนเชิงเทียนลดหลั่นมีภาพหลังเป็นทิวทัศน์ของสิบสองปันนาในยามค่ำคืน ม่านของกระจกกว้างถูกเปิดออกจนสุดสายตาที่ระดับความสูงสิบห้าชั้นของโรงแรม ห้องสูทที่มีอาณาเขตมากที่สุดพร้อมกับวิวพาโนรามา แสงสีส้มจากไฟถนนหนทาง ตัดกับผืนภูเขาขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่เกือบค่อนฟ้า ใต้แสงดาวที่ความสว่างจากสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์เดินทางไปไม่ถึง ..ปริมกอดผมไว้จากด้านหลัง ผมระบายยิ้ม ยอมในความพยายามของเจ้าลูกหมาจริงๆ 

“ขอโทษที่ทำแผนนายพัง” 

“พี่รู้อีกแล้ว” 

“ชินเพิ่งบอก” 

“...” 

“...” 

เราไม่ได้พูดอะไรกัน เพียงแค่ยืนมองตรงไปยังภาพตรงหน้า ดวงจันทร์ดวงโตกำลังเดินทางมาอยู่ต่อหน้าพวกเรา เหมือนจะอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือไปคว้าไว้ 

“เหมือนคืนนั้นเลย ..บนหลังคาในเซทรําพันมนตรา” 

“ไม่เหมือนครับ” 

“??” 

“ตอนนั้นพี่ยอมให้ผมเป็นแค่ว่าที่แฟน แต่ตอนนี้ผมเป็นคนรักของพี่” 

“แต่นี่เป็นพระจันทร์ดวงเดิม” 

ปริมหัวเราะ “ครับ เหมือนคืนนั้นก็ได้” 

“ดีมากที่นายยอมฉัน” 

“ถ้าไม่ยอมล่ะครับ” 

“ฉันก็จะตีนาย” 

“แต่ผมไม่ยอมให้พี่ตีฝ่ายเดียวแน่ๆ” ปริมพูดพลางเพิ่มแรงแขนที่กอดตัวผมไว้ ลมหายใจอุ่นเย้าหยอกอยู่ข้างหู 

“ฉันขอไปแต่งตัวก่อนได้ไหม” 

“จะรีบแต่งตัวไปทำไมครับ” 

“ก็มันไม่เรียบร้อย” 

“เราอยู่กันแค่สองคนเองนะครับ” 

“ฉันจะไปแต่งตัว” ผมยื่นคำขาด ซึ่งเจ้าลูกหมาก็ยอมแต่โดยดี ..ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าที่โต๊ะที่มีเทียนประดับวาง มีอาหารและขวดไวน์ “นายกินก่อนเลย ฉันไม่ค่อยหิวเท่าไหร่” 

เหมือนผมจะทำให้เจ้าลูกหมาผิดหวัง หูทิพย์ หางทิพย์เหมือนจะตกลง 

 

. 

..ปริม 

นี่มันยังไม่โรแมนติกพอรึไง.. 

 

กลางดวงดาวที่ส่องสว่าง บนผืนฟ้าที่ดำสนิท 

ใต้แสงเทียนที่ถูกจุด กลิ่นหอมที่เพิ่มบรรยากาศ 

ไออุ่นที่ถูกสวมกอด บวกเครื่องดื่มที่พาให้ล่องลอย.. 

 

หรือเพราะเครื่องดื่ม.. พี่โจยังไม่ได้แตะไวน์เลยนิ 

ผมรู้ดีว่าพี่โจคออ่อน จริงๆ ก็ไม่ได้จะหวังพึ่งพาเจ้านี่เท่าไหร่ เพราะอยากให้ความสัมพันธ์ของเราเป็นไปอย่างธรรมชาติ และเกิดจากความต้องการ ไม่ใช่เพราะฤทธิ์น้ำเมาที่ทำให้ประสาทอ่อนไหว แต่ตัวเองก็ยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มจนหมดแก้วในครั้งเดียวเฮ้อออ ผมเงยหน้ามองดวงดาว ก่อนจะหันมองร่างสูงที่เดินมาใกล้ พี่ไปเปลี่ยนชุดมาแล้ว คงเป็นชุดนอนในเวลาออกนอกสถานที่ ถึงปกติพี่จะชอบนอนถอดเสื้อ แต่พอมีผมมานอนข้างๆ พี่ก็จะติดใส่เสื้อ อย่างน้อยก็เสื้อกล้าม ..ยังไงก็ยังมีความเคอะเขินกับผม 

 

!!!!! 

ผมพูดไม่ออก.. 

 

พี่ในเสื้อเชิ้ตสีขาวโอเวอร์ไซส์ ปลายแขนเสื้อถูกพับขึ้นราวข้อศอก ส่วนท่อนล่างนั้น.. ผมไม่เห็นอะไรนอกจากเรียวขายาวๆ ของพี่ที่ไม่มีอะไรปิดบัง 

 

ขอผมประมวลสิ่งที่เห็นแป๊บนึง.. ตอนนี้สมองของผมกำลังคิดวิเคราะห์ ขณะที่หัวใจกำลังเต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ 

 

“ฉันกินแก้วเดียวแล้วก็จะนอน” พี่โจพูดขึ้นหลังจากที่นั่งลงบนเก้าอี้ตัวตรงข้าม 

“...” 

“...” 

มันมีแต่ความเงียบที่ชวนใจสั่น ผมมองภาพพี่ที่กำลังดื่มไวน์ สายตาของพี่ทอดไปไกลที่นอกหน้าต่าง แสงและเงาตกกระทบลงบนหน้าของพี่ ผมลืมเรื่องความมืดซะสนิท เพราะตรงหน้าผมมันช่างสว่างสดใสราวกับเห็นพระอาทิตย์ในคืนข้างแรม ไม่ทันรู้ตัวเองว่าลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินตรงไปที่พี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมฉวยเอาแก้วไวน์ออกจากมือพี่โจไปวางลงบนโต๊ะ ช้อนใบหน้าที่มองมาด้วยความสงสัยขึ้นรับสัมผัสของผม พี่โจไม่ได้ปฏิเสธสักนิด ทั้งยังดึงผมให้โน้มตัวลงไปใกล้ ..อีกนิด จนตัวของพี่ถูกดันตรึงแนบไปกับบานกระจกใสที่อยู่ด้านหลัง พี่ยังไม่ได้เมา และผมก็ยังไม่ได้มึน แต่ตอนนี้เราทั้งคู่กลับเคลิบเคลิ้มกับความหวานชื้นที่แลกเปลี่ยนกัน เสียงของสัมผัสดังสลับไปมาตามการเร่งเร้าของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มือของผมที่ประคองหลังพี่โจไว้เริ่มจะไม่อยู่กับที่ 

“ไปที่เตียงไหมครับ” ผมกระซิบถามพี่โจ แอบตกใจที่เสียงของตัวแหบพร่าแบบนั้น ทั้งยังมีอาการหอบที่ตัวเองไม่น่าจะเป็นถ้าไม่ได้เต้นอย่างหนักหน่วง 

พี่โจพยักหน้า เราจับมือกันเดินไปที่เตียงนุ่ม พี่โจเปิดไฟหัวเตียงทั้งสองดวงให้ห้องสว่างขึ้น ขณะที่ผมกดสวิทซ์ปิดม่านด้วยรีโมท เรานั่งลงข้างกัน ไม่รู้ว่าพี่โจจะได้ยินเสียงหัวใจของผมไหม มันเต้นแรงมาก ..ทั้งที่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราได้สัมผัสกัน 

“..ฉัน” 

“...” 

“ฉันเข้าวงการ ส่วนนึงก็เพราะนาย” พี่โจเริ่มพูดด้วยเสียงเบา “ตอนนั้นที่ The Sweetest Moment เช้าวันนั้นที่นายหายตัวไป พี่นิ่มเข้ามาทาบทามฉัน เฮียต้าเองก็สนับสนุน บอกให้ฉันลองเดินตามความฝัน ฉันเองก็ตอบตกลง ตอนนั้นมันคือโอกาสที่ฉันจะได้ลองทำในสิ่งที่รัก แต่ฉันก็แน่ใจเหมือนกัน ว่าฉันกำลังพาตัวเองเดินมาหานาย” 

“...” 

“มันจะเป็นไปได้ไหม ถ้าฉันจะเดินเข้าใกล้นายได้มากกว่านั้น..” 

ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าพี่โจพาตัวเองมาบนเส้นทางนี้ ..ก็เพราะผม ผมรั้งตัวพี่โจมากอดไว้ “ขอบคุณนะครับ ที่เดินเข้ามา แต่ถึงพี่จะไม่เดินมาหา ผมเองก็จะเดินเข้าไปหาพี่อยู่ดี แค่ขอเวลาให้ตัวเองได้ตั้งหลักก่อน ตอนนั้นผมยังเด็กเกินไป ยังอ่อนแอเกินไป..ที่จะดูแลพี่" 

“อืม” พี่โจลูบหลังผมเบาๆ 

“ผมเชื่อในรักแรกพบ ส่วนพี่เชื่อในรักที่ค่อยๆ เติบโต แต่สุดท้าย เราก็เชื่อในกันและกัน” 

“โอววว นายนี่ใช้ได้เลย ภาษาของนายช่าง..” 

ผมตีพี่โจเบาๆ ก่อนจะไซ้คอพี่หนักๆ เป็นการลงโทษ 

พี่โจหัวเราะ “พอได้แล้วๆ มันจั๊กจี้” 

“พี่ไม่ต้องมาหลอกผม” ผมเที่ยวดมคอพี่อยู่พักใหญ่จนสังเกตว่าพี่เริ่มจะหายใจถี่ขึ้นอีกครั้ง ผมใช้ริมฝีปากไล่ไปตามตัวพี่ จากลำคอจนถึงยอดอก แม้มันจะถูกปกปิดด้วยเสื้อเชิ้ต แม้เนื้อผ้าจะมีความหนา แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอำพรางอารมณ์ของพี่ที่มันนูนเด่นออกมาได้ ผมดูดดึงยอดอกของพี่จนเสื้อพี่เปียกชื้น เสียงพี่โจยิ่งเล็ดลอดดังมากขึ้นทุกที 

“อือ....” 

“ให้ผมถอดเสื้อให้ไหมครับ” 

พี่โจลดหน้าที่เงยขึ้นลงมองผม “ฉันจะถอดเอง พี่โจปลดกระดุมเสื้อตัวเองออกหนึ่งเม็ดถ้วน 

??? 

“จะเอาแบบนี้ใช่ไหมครับ” 

พี่โจเอียงคอทําตาใสใส่ผม ..กําลังท้าทายกันชัดๆ แล้วยิ่งในเสื้อเชิ้ตแบบนี้ ผมบอกเลยว่ายิ่งกระตุ้นอารมณ์ที่มันวูบไหวอยู่ภายใน ร่างของพี่ถูกผมประคองไว้ก็จริง แต่ตอนนี้ผมก็โถมตัวลงกดเข้าที่ยอดอกของพี่ ถ้าจะไม่ถอด ผมก็จะลุยมันทั้งที่มีผ้ากั้นนี่แหละ ให้รู้ไปว่าพี่จะทนพลังรุกเร้าของผมได้ ..นอกจากเสียงพี่ที่ครางอือ ร่างของพี่เองก็บิดไปมา มือของพี่ขยุ้มเข้ากับกลุ่มผมของผม อุณหภูมิภายในตัวเราร้อนขึ้นเรื่อยๆ คงเพราะความอัดอั้นที่ไม่มีเวลาให้กับการเติมเต็มความรักมาได้สักพัก คงเพราะความต้องการที่ทวีเพิ่มคูณ และคงเพราะว่าเป็นเราที่ต่างโหยหาในกันและกัน 

ผมดันตัวพี่จนพี่ล้มนอนลงกับเตียง พี่แสดงความขัดขืน แต่ก็ไม่อาจซ่อนความรู้สึกที่ย้อนแย้งอยู่ข้างใน ..จะปฏิเสธ แต่ก็เชิญชวน ผมมองสํารวจร่างยาวที่สวมเชิ้ตขาวตัวหลวม มันหลุดหลุ่ยและยับยู่ กระดุมเม็ดบนที่ถูกปลดเผยให้เห็นเนื้อขาวที่ถูกซ่อนไว้ พี่จงใจชัดๆ พี่ไม่รู้รึไงว่าพี่ในเชิ้ตขาวคือเดอะเบส มันคือความมิดชิดที่ซ่อนความเย้ายวน มือของผมลูบไล้ไปตามตัวของพี่ใต้ร่มผ้า เปิดเผยให้เห็นเนื้อขาวของร่างบางมากขึ้นทุกทีที่ผมเคลื่อนมือ ..พี่ใส่บ็อกเซอร์ มือของผมค่อยๆ สัมผัสไปตามโคนขาจนเข้าควบคุมตัวตนของพี่ขณะที่ริมฝีปากประกบดูดดึงกับอวัยวะเดียวกันของคนใต้ร่าง อารมณ์ของพี่ถูกเร้าตามการขยับมือของผมจนพี่ได้รับความสุข เสียงหายใจหอบดังไปทั่วห้อง ผมทิ้งตัวลงบนร่างของพี่ เสียงแหบตํ่าของพี่ทําผมใจเต้นแรง 

“ให้ฉันช่วยนาย” พี่ขยับมือจะกอบกุมของๆ ผมเหมือนที่เราต่างมอบความสุขให้กันเหมือนทุกครั้ง ..แต่ผมจับมือของพี่ไว้ 

“ให้ผมได้ไหมครับ ..ให้ผมได้เข้าไปอยู่ในตัวของพี่” 

“!!!” กระต่ายน้อยมองผมด้วยสีหน้าหวาดหวั่น “ขะ.. ข้างใน?!?! นายหมายถึง..” 

“ใช่ครับ ..ได้ไหม” 

“ทําไมถึงเป็นนายที่เข้ามาอยู่ในตัวฉัน ทําไมไม่เป็นฉันที่เข้าไปอยู่ในตัวนาย” พี่โจพูดด้วยนํ้าเสียงจริงจังจนผมชักไม่แน่ใจว่าคืนนื้ผมจะทําความฝันสําเร็จไหม 

“เพราะผมมีความสามารถและความเข้าใจในเรื่องนี้มากกว่าพี่” 

“จะบอกว่านายเทิร์นโปรแล้ว แต่ฉันยังเป็นแค่รุกกี้ (มือใหม่) ” 

“ก็ประมาณนั้น เอาเป็นว่าถ้าวันนึงพี่มีประสบการณ์ มีความเข้าใจ พี่จะเข้ามาในตัวผมก็ได้” ผมแอบไขว่นิ้วไว้ด้านหลัง เสืออย่างผมไม่มีทางที่จะสลับโพแน่นอน 

“..มันจะเจ็บไหม ฉันรู้มาว่ามันเจ็บมาก” 

“ผมจะค่อยๆ ทํานะครับ เราจะค่อยๆ เรียนรู้ไปด้วยกัน เราจะมีครามสุขไปพร้อมกัน” 

“...” 

“นะครับ..” ผมจูบเข้าที่หน้าผากของพี่ อยากปลอบประโลมให้พี่หายกังวล 

“อืม งั้นก็ลองดู” 

“ขอบคุณนะครับ” 

ผมค่อยๆ ปลดชั้นในของพี่ออก ความเคอะเขินของพี่ยิ่งแสดงออกเมื่อปลายนิ้วของผมสัมผัสเข้าที่บั้นท้ายของพี่ ..ลูกพีชที่มักถูกชื่นชม ผมไม่น่าปล่อยให้ bts รําพันมนตราหลุดออกไปเลย ไหนจะคลิปจากแฟนคลับที่ผมควบคุมไม่ได้ ภาพของพี่ในชุดขาวกําลังนั่งหันหลังอยู่บนหลังคาถูกคนนับล้านจ้องมองอย่างหื่นกระหาย ผมควรจ้างมืออาชีพให้ตามลบภาพพวกนั้นออกจากโลกโซเชียลไหม แต่ถ้าพี่รู้ พี่ต้องโกรธผมแน่ เพราะพี่ก็จะบอกว่า ‘พวกเขาก็แค่ดู และชื่นชม มันเป็นเรื่องธรรมดา’ 

นิ้วของผมกําลังสอดแทรกเข้าส่วนที่ไม่เคยถูกสัมผัส มันคับแน่น.. พี่ทําสีหน้าบอกไม่ถูกจนผมชักลังเล 

“มันจะดีงั้นเหรอ ฉันไม่เห็นรู้สึกว่ามันจะดี...” เสียงพี่ขาดหายไปเมื่อสองนิ้วของผมแตะเข้ากับบางอย่างในตัวพี่ “อา.....” เสียงของพี่บอกผมว่า ‘ตรงนั้นแหละใช่’ 

“ผมจะใส่เข้าไปแล้วนะครับ” 

พี่โจยืดตัวขึ้นมอง น้องของผมกําลังกล่าวทักทายพี่ด้วยความภาคภูมิ 

“ฉันว่ามันไม่น่าจะได้ ปริม ฉันว่าฉันทําให้นายแบบเดิมดีกว่า ฉันไม่น่าจะรับไหว ฉันว่ามันเป็นไปไม่ไ.. อ๊ะ!” 

พี่ห้ามผมไม่ได้แล้ว.. 

เสียงอวัยวะส่วนเชี่อมต่อส่งเสียงชวนเคลิ้มฝัน ขณะที่เสียงร้องของพี่ทําผมคลั่ง เส้นเลือดที่คอของพี่ปูดโปน เนื้อตัวเห่อแดงด้วยความร้อน ส่วนผม..มาตรวัดความสุขกําลังพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด 

“เจ็บไหมครับ” ผมถามพี่ที่ดิ้นไปมา สองมือพี่ขยําเอาผ้าปูที่นอนหลุดจากการติดตึง 

“เจ็บ.. แต่ยังทนได้” 

“อีกนิดเดียวครับ อดทนอีกนิด” 

“ถ้านายมีความสุขฉันก็ยินด.. อ๊ะ” 

คําพูดของพี่หลุดหายไป เหลือแต่เสียงครางที่ฟังไม่เป็นภาษา ผมตอกยํ้าในจุดที่ทําพี่อ่อนไหว 

“ตรงนั้น..” 

ไม่นาน.. ความชื้นจากสองเราก็ปรากฏชวนเขินอาย 

 

ผมทิ้งตัวลงบนร่างร้อน อวัยวะส่วนล่างยังเต้นตุบ เส้นเลือดยังคงขยายตัว ผมรีบสํารวจพี่ทั้งที่ยังหอบเหนื่อย 

“เป็นยังไงบ้างครับ เจ็บมากไหม” 

“...” 

พี่ไม่ตอบ ผมเอามือไปแตะหน้าผากของพี่ ไล่ไปตามกรอบหน้า กลัวว่าพี่จะป่วย ยังไงพี่โจก็คือผู้ชายร่างบางตัวเล็กๆ คนนึง 

 

. 

..โจ 

จะให้ตอบว่าไง คือผมยังรู้สึกถึงตัวตนของปริม ทั้งที่เจ็บมาก แต่มันก็ดีมาก.. 

ผมมองปริมที่ส่งสายตามาด้วยความเป็นห่วง วัยหนุ่มของเขาทําให้มีพลังงานเหลือล้นขณะที่ผมเหนื่อยแทบตายและจําอะไรไม่ค่อยได้ มันออกจะเบลอๆ เหมือนความฝัน แต่เจ้าลูกหมากลับดูสดชื่นเหมือนได้วิ่งเล่นในทุ่งกว้าง.. ดีจัง ที่เขาชอบ 

 

งั้นคืนนี้ก็ทำตัวง่ายๆ ให้เด็กมันหน่อย ..อะไรยอมได้ก็ยอมๆ ไป 

 

คําพูดของชิน.. ผมมาเก็ทก็ตอนที่ปริมขอเข้ามาในตัวผม เขาทําอะไรเพื่อผมมากมายขอแค่เขาต้องการ ผมก็ยินดี แต่ไม่คิดว่าตัวเองจะพลอยมืความสุขด้วยขนาดนี้ 

ผมรั้งตัวปริมลงมานอนกอด อวัยวะด้านล่างที่แตะโดนกันทําผมขัดเขิน 

“ฉันโอเค..” 

“...” 

“อยากทําอีกรอบไหม” พูดไปก็กระดากใจไป ดีที่ผมซุกหน้าอยู่ข้างคอหนา เพราะถ้ามองหน้ากันตรงๆ คงไม่มีคําพูดแบบนี้หลุดจากปากผมแน่ 

“งั้นผมเริ่มเลยนะครับ” 

 

ปริมเริ่มด้วยจูบแสนหวานอันนุ่มนวล ..ความอ่อนโยนที่ฝากร่องรอยไปทั่ว และจบด้วยความดุดันราวเจ้าป่าในคืนเข้าหอ.. 

 

 

 

มันเป็นความทรงจําของ 'ครั้งแรก' ที่ผมไม่เคยลืม และไม่ว่าจะครั้งไหน มันก็พิเศษและอวลไปด้วยความรัก ..เพราะเขาเป็นฝ่ายรุกที่อ่อนโยนเสมอมา 

ผมมองคนที่อยู่ในความทรงจําที่เป็นปัจจุบัน.. เขาไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด เจ้าของไหล่กว้างที่ผมเป็นเจ้าของ ถึงตอนนี้ปริมจะใส่แมสปิดหน้าไปเกินครึ่ง แต่มันไม่ได้ทําให้ความงดงามของเขาลดลงสักนิด 

"ให้ผมขับนะ" ปริมพูดขึ้นขณะที่เราเดินออกจากประตูสนามบิน  

ผมยิ้มตอบ ไม่บอกเขาหรอกว่าเมื่อกี้ผมกําลังคิดอะไรอยู่ 

"ไปบ้านนะ" ผมบอกจุดหมายกับปริม เรามีบ้านที่นี่แล้วครับ ไม่ใหญ่มาก แต่ก็พอต้อนรับแขกราว 10 คนได้อย่างสะดวกสบาย 

"ไม่ไปดูร้านก่อนเหรอครับ" 

"ฉันอยากนอนกอดนาย.." 

 

ผมโตแล้วนะ จะพูดอะไรก็ได้ 

 

 

Before End.. 

..หนึ่งชั่วโมงก่อนหน้า 'ครั้งแรก' 

ผมลืมเอาชุดนอนมา.. แต่ดันเตรียมเชิ้ตตัวโปรดมา เพราะผมกับปริมวางแผนจะไปดูที่ทางลงทุนในย่านเมืองของสิบสองปันนา น่าจะต้องเจอผู้ใหญ่ที่เป็นเพื่อนของป๊าปริม ..งั้นใส่เชิ้ตคลุมออกไปก่อน ตอนจะนอนค่อยถอด เจ้าลูกหมาเล่นเตรียมมื้ออาหารทางการซะขนาดนั้น ถ้าใส่แค่เสื้อคลุมดูจะไม่เรียบร้อย 

นี่คือข้อเท็จจริงที่มาของการใส่เสื้อเชิ้ตของโจในคืนนั้น ..ชายผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ 

 

. 

. 

. 

 

จบบริบูรณ์ 

 

 

ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันมาจนจบ  

#กราฟิกติดรัก จะเป็นอีกเรื่องที่จะอยู่ในความทรงจําของเรา และเรื่องราวจะ to be continue ต่อไป ถึงเราจะไม่เห็นด้วยตา แต่จงศรัทธา 

แด่เต่าที่เชื่อมั่นในตัวกัปตัน.. 

ความคิดเห็น