ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 27 แรงงานในร้านตัดเสื้อ (Workers in a tailor shop)

ชื่อตอน : บทที่ 27 แรงงานในร้านตัดเสื้อ (Workers in a tailor shop)

คำค้น : ร่างทรง ปิศาจ โรแมนติค รัก ดราม่า

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 11

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 15 เม.ย. 2564 02:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 27 แรงงานในร้านตัดเสื้อ (Workers in a tailor shop)
แบบอักษร

เนื้อหานี้เป็นเรื่องแต่ง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ หน่วยงานนั้นๆ หรือบุคคลจริงๆ เขียนขึ้นจากจินตนาการของผู้แต่งล้วนๆ ข้อมูลอาจไม่ตรงหรือถูกบิดเบือนไปบ้างเพื่อความลื่นไหลในการเขียนและไม่กระทบเส้นเรื่อง ขออภัยหากมีข้อผิดพลาด 

 

หญิงสาวผมทอง นัยน์ตาสีเขียว รูปร่างสะโอดสะองในชุดกระโปรงยาวสีเทาสวมเสื้อกั๊กสีน้ำตาลเรียบๆ มีเชือกผูกไขว้กันด้านหน้าทับเชิ้ตขาวแขนยาวพับถึงข้อศอก เดินกลับเข้ามาในห้องโถงที่ค่อนข้างสว่างด้วยแสงจากตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะไม้ขนาดใหญ่และเตาผิง 

“เขาว่าอย่างไรบ้าง” โดโลเรสเอ่ยถาม  

เรเน่ คอรเ์ดลล์หน้ามุ่ยตรงมาทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ใหญ่หัวโต๊ะ พร้อมหอบม้วนผ้าไหมสีฟ้าน้ำทะเลมันเลื่อมปราศจากลวดลายในอ้อมแขน 

“นางอยากเปลี่ยนผ้าเป็นสีนี้…” นางกระแทกม้วนผ้าสองผืนใหญ่ลงบนโต๊ะ 

ทุกคนทำหน้าเหวอ โดโลเรสน้องสาวของนางยกแผงประดับหน้าอก (stomacher) รูปสามเหลี่ยมสำหรับสอดปิดลำตัวด้านหน้าสีชมพูมุกเล่นแสงไฟสวยงามขึ้นมาให้เรเน่ดู 

“ข้าเพิ่งเอาผ้าไหมสีนี้หุ้มแผงประดับหน้าอกเสร็จ ต้องเลาะออกเหรอ”  

“ใช่…”  

เรเน่เม้มริมฝีปากตอบรับน้องสาวด้วยสีหน้าเซ็งๆ “ข้าเลยบอก เปลี่ยนได้ แต่จะขอเพิ่มค่าเสียเวลา โชคดีหน่อยที่นางยินดีจ่าย นางเป็นลูกค้าเก่าเซอร์วอร์เช็ตต์เลยคุยง่ายหน่อย” 

“อาา...ก็คงต้องเป็นเช่นนั้น...ดีนะที่ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรไปมากกว่านี้”  

ทั้งโดโลเรสและชายหนุ่มที่นั่งฝั่งตรงข้ามซึ่งกำลังขะมักเขม้นเย็บผ้าอยู่เงียบๆ รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมา เรเน่ลุกขึ้นอ้อมไปหาเขาเพื่อขอดูความคืบหน้าของชิ้นงาน เห็นมือหยาบหนาแข็งแรงสอดเข็มเล่มเล็กๆ ด้นถอยหลังตีสาบผ้าไปตามแนวเส้นประบนชิ้นส่วนโครงคอร์เซ็ท (corset) ซึ่งเอาไว้สำหรับสวมเป็นชั้นในดันทรงของผู้หญิงอย่างคล่องแคล่ว เขาสามารถดึงเส้นด้ายให้รัดรึงพอดิบพอดีไม่แน่นไป ไม่หลวมไป  

“อืมม...เจ้าเย็บผ้าได้คล่องแล้วนี่แอช” บุตรสาวคนโตแห่งตระกูลคอร์เดลล์เอ่ยปากชม อาชชี่ โคเว่นหรือที่ตอนนี้สองพี่น้องคอร์เดลล์เรียกเขาว่า ‘แอช’ เงยหน้าขึ้นส่งยิ้มเหนื่อยล้าให้ ดวงตาสีฟ้าของเขางดงามสดใส เรเน่ไม่เคยสังเกตมาก่อนเลยว่าเขามีเครื่องหน้าคมคายลงตัวขนาดนี้ จนเผลอนิ่งมองไปครู่หนึ่ง  

“ก็ข้าได้ยินเสียงเจ้าดุเขาอยู่เมื่อวันก่อนๆ แอชถึงกับหงอยไปเลย...นั่งเย็บผ้าทุกคืน ไม่คล่องก็ให้มันรู้ไป ฮะๆ ” เสียงน้องสาวเจื้อยแจ้วตอบดึงสติหญิงสาวผมทองกลับมา อาชชี่ก้มหน้าเย็บโครงคอร์เซ็ทต่อ เรเน่เหลือบสายตามองนาฬิกาทองเหลืองที่ตั้งอยู่บนเตาผิงเห็นว่าเวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว 

“ว่าแต่ นี่โดโลเรส! ไปนอนได้แล้ว แผลเจ้ายังไม่หายสนิท ไม่มีใครขอให้เจ้ามาช่วยงานนะวันนี้ เพิ่งพักได้แค่ไม่ถึงสองสัปดาห์เลย จะขยันอะไรนักหนา พรุ่งนี้คุณหมอจะเข้ามาตรวจอาการและล้างแผลให้เจ้าด้วย...รีบไปนอนเลยไป๊! ”  

“...แต่ว่า...ข้ายังไม่ง่วงนี่ ข้านอนแกร่วมาทั้งวันแล้ว...อีกอย่างข้าก็ไม่รู้สึกเจ็บแผลแล้วด้วย” โดโลเรสอิดออดพลางส่งสายตาเว้าวอนให้ชายหนุ่มผมดำช่วยนางที ทว่าเขากลับส่ายหน้าเป็นคำตอบซ้ำยังกล่าวเสริมอีกต่างหาก 

“ข้าบอกแล้วว่าไม่ต้องช่วย นางก็ยังดื้อจะทำ”  

โดโลเรสถลึงตาโกรธขึ้งใส่เขา นางไม่คิดว่าแอชจะเป็นคนขี้ฟ้องแบบนี้ เรเน่หันมาถอนหายใจเหนื่อยหน่ายแล้วสะบัดนิ้วชี้ไปยังบันไดขึ้นชั้นสอง  

“ไปนอน! ” 

โดโลเรสโยกตัวไปมาทำตัวหนืดเหนียวติดเก้าอี้ “อือออ…” 

“เดี๋ยวข้าพาไปส่งที่ห้องเอง” แอชตัดสินใจวางงานในมือแล้วลุกขึ้นยืน  

โดโลเรสดีอกดีใจรีบลุกพรวดพราดคว้าผ้าคลุมขึ้นมาสวมทับชุดนอนสีขาว เรเน่ขมวดคิ้วยุ่งมองเจ้าน้องสาววิ่งอ้อมไปกอดแขนชายหนุ่มผมดำจนเขาซวนเซ ส่วนตัวของนางเองก็ร้องโอยขึ้นนิดหน่อยเพราะรู้สึกเจ็บแผลที่ไหล่ แอชรีบประคองรางบางนั้นด้วยความเป็นห่วง  

“อ้าวๆ มันยังไงเนี่ย...ค่อยๆ เดินได้ไหม เจ้ายังไม่หายดี” เรเน่กล่าว  

“งั้นเดี๋ยวข้ามานะ” แอชทิ้งท้าย  

หญิงสาวผมทองกอดอกหยักหน้ารับรู้ ส่งสายตามองกระทั่งทั้งสองหายลับขึ้นบันไดไปแล้วจึงนั่งลงตรงเก้าอี้ของชายหนุ่มสานงานต่อจากที่เขาทำค้างไว้ 

ห้องนอนเล็กๆ เรียบง่ายมืดทึมค่อยๆ สว่างสดใสขึ้นเมื่อบานประตูไม้ถูกแง้มเปิดออก แอชถือถ้วยดินเหนียวใส่น้ำมันจุดไฟดวงน้อยนำทางโดโลเรสมายังเตียงนอนสีขาวใกล้หน้าต่าง หญิงสาวนั่งลงบนเตียงนุ่มแล้วคลายเชือกที่รัดผมออก สยายผมสีน้ำตาลเข้มยาวประบ่าก่อนปลดผ้าคลุมสีเข้มผืนหนาออกจากไหล่  

ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ใกล้ๆ หลังวางถ้วยตะเกียงลงกับโต๊ะข้างเตียงให้แล้วจึงหันมาดึงผ้าคลุมผืนนั้นมาพาดไว้กับแขนก่อนนำไปแขวนไว้กับแผงตะขอเหนือหัวข้างเตียง โดโลเรสมองตามเขาด้วยความตกใจระคนเกรงใจเล็กน้อย นางไม่คุ้นชินกับการได้รับการปฏิบัติเยี่ยงสุภาพสตรีเช่นนี้ 

“ไม่ต้องหรอกข้าเอาไปแขวนเองได้” หญิงสาวอมยิ้มมุมปากมองตามร่างสูงไม่วางตา ก่อนค่อยๆ สอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่ม อากาศหนาวเย็นทำให้รู้สึกอบอุ่นสบายทันทีที่ได้เข้าไปอยู่ใต้ความหนานุ่มนั้น  

“ไม่เป็นไรข้าทำให้ผู้หญิงที่บ้านประจำ อีกอย่างเจ้าบาดเจ็บอยู่ด้วยไม่ควรผุดลุกผุดนั่งบ่อยๆ ” เขาหันมาตอบแล้วช่วยดึงผ้าห่มขึ้นคลุมปิดถึงหน้าอกให้หญิงสาว โดโลเรสทำตาโตอย่างใคร่รู้เมื่อได้ยินเขาหลุดพูดถึงชีวิตส่วนตัว 

“ผู้หญิงที่บ้าน! เจ้าแต่งงานแล้วหรือ”  

“เอ่อ…” เหมือนเขาเพิ่งนึกได้  

โดโลเรสผุดลุกขึ้นนั่งเอนตัวมองหานิ้วนางข้างซ้ายของเขา อาชชี่ โคเว่นยกมือขึ้นมองดูมือซ้ายของตนที่ว่างเปล่าปราศจากเครื่องประดับใดๆ แหวนแต่งงานทำด้วยทองคำประดับเพชรถูกพวกทหารอาร์ชิบอลด์ถอดออกไประหว่างจับกุมตัวเขา เมื่อนึกย้อนก็ยิ่งรู้สึกเคืองแค้นจนใจเต้นแรง 

หญิงสาวกระตุกมือซ้ายว่างเปล่าของเขาดึงลงมาพินิจพิเคราะห์ นางเห็นรอยพาดสีขาวซีดเป็นวงจางๆ รอบนิ้วนางตัดกับสีผิวที่คล้ำกว่ารอบๆ แสดงว่าเขาเคยแต่งงานแล้วจริงๆ  

ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เมื่อตั้งสติได้พลันรีบชักมือกลับ โดโลเรสสะดุ้งตกใจเมื่อเห็นเขาทำเช่นนั้น 

“โทษที...เดี๋ยวข้าต้องขอตัวก่อน” เขาผลุนผลันเดินจากไป นึกโมโหตนเองที่มักจะตกอยู่ในภวังค์บ่อยๆ อย่างไม่อาจควบคุม  

“เดี๋ยวสิ แอช! ”  

โดโลเรสร้องเรียก ชายหนุ่มถึงกับชะงักเท้าก้าวขายังไม่ทันพ้นประตู 

“อยู่เป็นเพื่อนข้าต่ออีกสักหน่อยสิ…” หญิงสาวอ้อนวอน “น๊าาา…” 

เขายอมใจอ่อนให้กับเสียงหวานดึงตัวกลับเข้ามานั่งลงบนเตียงข้างกายของนาง หญิงสาวส่งยิ้มสดใส  

“ข้าขอโทษเจ้าด้วย เผอิญข้าเป็นคนขี้สงสัยมากไปหน่อย แหะๆ ” นางยกมือเกาหัวแก้เขิน  

ชายหนุ่มสั่นศีรษะเบาๆ “ข้าไม่ได้โกรธเจ้า...ไม่ต้องกังวลหรอก ข้าจะรีบลงไปช่วยเรเน่ทำงานต่อ” 

“อืม...แต่ข้านอนไม่หลับ…” 

“แล้ว…” อาชชี่เอียงคอถาม “ให้ข้านั่งเฉยๆ มองเจ้าหลับเหรอ…”  

“อื้ม” โดโลเรสพยักหน้าตื่นเต้น ชายหนุ่มกลอกตา 

“อย่าทำแบบนั้นสิ! ” นางตีแขนเขาเบาๆ เขายกมือขึ้นลูบเนื้อตัว 

“คืองี้...ตอนเด็กๆ พ่อของข้าจะเล่านิทานให้ข้าฟังก่อนนอนประจำเลย แล้วข้าก็จะหลับไป” 

“ออ…” อาชชี่ โคเว่นพยักหน้า ก่อนทำท่าครุ่นคิด “เอาเรื่องอะไรดีล่ะ…” 

หญิงสาวมองใบหน้าคมคายใต้แสงสลัว ตั้งแต่มาที่เมืองนี้เขาพูดเกี่ยวกับตัวเองน้อยมาก เรียกว่าแทบจะไม่ปริปากเลยเสียด้วยซ้ำ 

“เจ้าพูดน้อยลงกว่าตอนอยู่ในป่าอีก แถมเหม่อลอยบ่อยๆ ด้วย...แม่ข้าบอกว่า คนที่เหม่อลอยบ่อยๆ มักจะเป็นคนที่มีความหลังฝังใจ...เจ้าบอกข้าได้นะ เราเป็นเพื่อนกันแล้ว ข้ามีหลายเรื่องเลยอยากถามเจ้า” 

อาชชี่นิ่งงันสักพัก บางอย่างที่หญิงสาวพูดมานั้นกระทบใจเขาเข้าอย่างจัง แต่ต้องพยายามสะกดความรู้สึกไว้  

“เจ้าอยากรู้เรื่องอะไร” เขาฝืนเอ่ยถาม โดโลเรสสังเกตเห็นความเครียดในแววตาคู่นั้น นางจึงถอนหายใจยาวแล้วค่อยๆ ล้มตัวลงนอนก่อนพลิกตัวหันหลังให้ ชายหนุ่มถึงกับทำตัวไม่ถูกเมื่อเห็นหญิงสาวมีอาการเช่นนั้น 

“แต่ถ้าเจ้าไม่สบายใจ...ข้าจะไม่เซ้าซี้...เจ้าไปเถอะ” 

“โดโลเรส…” เขากดเสียงต่ำเรียกนาง ใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะตัดสินใจเอื้อมมือไปจับศีรษะของนางที่หนุนนอนอยู่บนหมอน 

ตลอดเวลาที่มือแข็งแรงทาบอยู่บนเส้นผมสีน้ำตาลหยิกเป็นลอนอ่อนนุ่ม ชายหนุ่มมองเห็นความทุกข์ทรมานจากเหตุการณ์ฝังใจของหญิงสาวที่ได้รับการช่วยเหลือจากพ่อและแม่ดันตัวโผขึ้นมาบนแผ่นน้ำแข็งและคลานมายังริมตลิ่งได้ทันเวลา พ่อของโดโลเรสใช้เวลาดำผุดดำว่ายอยู่นานเพื่อดึงภรรยาที่ขาติดอยู่กับรถม้าจนร่างกายถึงขีดสุดต่อจุดเยือกแข็งไม่อาจทานทนอุณหภูมิติดลบหลายสิบองศาในหน้าหนาวอันทารุณของเขตเมืองเวสต์ฮิลล์ได้อีกต่อไป และสิ้นชีพหลังลากร่างไร้ลมหายใจของหญิงอันเป็นที่รักกลับขึ้นริมฝั่งในเวลาเพียงไม่นาน โดโลเรสเฝ้าโทษตัวเองที่ไม่อาจทำอะไรได้มากไปกว่าตะโกนร้องเรียกให้คนช่วยมาจากริมฝั่ง 

“ไม่เห็นเจ้าเหม่อลอยเลย” อาชชี่ โคเว่นรำพัน โดโลเรสขยับตัวหันมาเหลือบสายตามองเขา 

“ฮะ! ” แต่แล้วก็นึกได้ว่ายังทำทีงอนชายหนุ่มอยู่ นางจึงรีบเบือนหน้าหันกลับไป 

“ทำไมยังไม่ไปอีกเล่า! ”  

อาชชี่ โคเว่นยิ้มมุมปากเล็กน้อย “ไม่นึกเลยว่านักธนูอันดับหนึ่งแห่งเวสต์ฮิลล์จะเป็นคนขี้งอนแบบนี้”  

เขากล่าวก่อนก้มลงหอมเส้นผมสีน้ำตาลเข้มฟอดใหญ่แล้วผุดลุกขึ้นทันใด ไม่ให้หญิงสาวทันตั้งตัว 

“เดี๋ยวเถอะ! ”  

กว่านางจะหลุดจากอาการขวยเขินจนตัดสินใจหันมาเผชิญหน้ากับเขา ชายหนุ่มก็เดินจากไปแล้วทิ้งไว้แต่เสียงปิดประตูตามหลัง โดโลเรสหันกลับมาดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปง แสงไฟจากตะเกียงดินเผาดวงน้อยไหวระริกจากแรงกระเพื่อม หญิงสาวนอนยิ้มกริ่มอย่างสุขใจอยู่เพียงลำพังใต้ผ้าห่ม หัวใจยังเต้นตึกตักไม่ยอมหยุด 

อาชชี่งับประตูปิดถอนหายใจยาวด้วยหัวใจเหนื่อยล้า ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าทุกครั้งที่มองหน้าโดโลเรส คอร์เดลล์ นั้นกระตุ้นให้นึกถึงคาเธรีนาน้องสาวของตนอย่างช่วยไม่ได้

ชายหนุ่มผมดำเดินลงมาจากชั้นสอง เห็นเรเน่กำลังจุดไฟให้แท่นวางเตารีดข้างโต๊ะไม้  

“จะรีดผ้ารึ”  

“อ้อ...ใช่...ข้าเย็บชิ้นส่วนคอร์เซ็ทต่อจากเจ้าเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวจะรีดแล้วก็ประกบแต่ละชิ้นติดกัน” หญิงสาวอธิบาย ชายหนุ่มเดินเข้ามาเมียงมองด้านหลัง 

“เดี๋ยวข้าจุดเตาให้ เจ้าไปพักเถิด” เขากล่าว 

เรเน่ยืดตัวขึ้นหันมามองเขาอย่างสนใจพลางถอยไปด้านหลังเพื่อเปิดทางให้เขาแทรกเข้ามา 

“เจ้ามีพลังจุดไฟเหรอ แบบ...ดีดนิ้วเป๊าะ! แล้วไฟลุกพรึ่บเลยใช่ไหม” หญิงสาวชะเง้อมองอย่างตื่นเต้นมือข้างหนึ่งทำท่าดีดนิ้วเสียงดัง 

เขากะพริบตาปริบๆ เหลือบมองนางระหว่างใช้หินและเหล็กกระทบกันเพื่อจุดไฟตามปกติ 

“เปล่า…”  

ประกายไฟลุกพรึ่บ ชายหนุ่มหยิบเชื้อไฟใกล้ตัวซึ่งทำจากเชือกป่านแห้งมาลนแล้วโยนเข้าไปใต้เตา เรเน่เข้าใจความหมายจากสายตาปริบๆ ที่เขาปรายมองนางเมื่อสักครู่แล้ว  

“อ้อ...เจ้าจะบอกว่าข้าเพ้อเจ้อ…” หญิงสาวพยักพเยิดหน้าให้ตัวเอง สังเกตเห็นไหล่หนาของชายหนุ่มกระตุกเบาๆ เพียงแวบหนึ่งพร้อมเสียงหัวเราะร่วนในลำคอ 

เขาเหลียวมองนางแล้วเดินมายังโต๊ะไม้หยิบเอาก้อนเหล็กทรงกลมปลายแหลมยัดเข้าไปในก้นเตารีดโลหะทั้งสองอันที่ถูกงัดเปิดฝาออก  

“ข้าแค่ไม่นึกว่าเจ้าจะเป็นคนจินตนาการล้ำเลิศเหมือนน้องสาวเจ้า” เขายิ้มๆ แล้วเดินไปวางเตารีดลงบนฝาโลหะเหนือเตาเพื่ออุ่นให้ร้อนพร้อมใช้งาน  

เรเน่มองดูเขาทำงานบ้านงานเรือนอย่างคล่องแคล่วหลังได้เรียนรู้งานของผู้หญิงหลายอย่างภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ ชายหนุ่มทิ้งตัวนั่งลงตรงเก้าอี้ฟากหนึ่งของโต๊ะเพื่อรอเวลาให้เตารีดร้อนพอ หญิงสาวนั่งลงตาม 

“เจ้าไปนอนเถอะ เดี๋ยวที่เหลือข้าจัดการเอง” 

“ไม่เป็นไร…” ชายหนุ่มหยิบหนังสือพิมพ์ เดอะ ดันสแตน กาเซ็ตต์ (The Dunstan Gazette) ที่อยู่ใกล้ตัวขึ้นมาอ่าน 

“น่า...ไปนอนเถอะ...แอช...เจ้าไม่ต้องรับผิดชอบชีวิตพวกเราขนาดนี้ก็ได้” 

อาชชี่ โคเว่นเงยหน้ามองหญิงสาว นึกถึงวันแรกๆ ที่น้องสาวของนางยังคงไม่ได้สติและไข้ขึ้นสูง ข้าวของมีค่าหายสาบสูญสิ้นเหลือเพียงเงินทองติดตัวมากับกระเป๋าคาดเอวเพียงน้อยนิดเท่านั้น เรเน่โวยวายกล่าวโทษเขาสารพัด รวมถึงความเป็นปิศาจของเขาที่นำโชคร้ายมาสู่ชีวิตพวกนาง ชายหนุ่มทำเพียงนิ่งเงียบฟังและกล่าวโต้ตอบจากข้อมูลในความทรงจำน้อยนิดที่ได้รับมาจากโดโลเรสว่า เป็นเพราะนางนั่นเองที่เลือกเส้นทางอันตรายนี้ หญิงสาวจึงเริ่มสงบปากสงบคำ 

“ข้าต้องแน่ใจว่าพวกเจ้าอยู่ได้...ข้าอยากจะคืนทุกสิ่งที่เจ้าเสียไป…” 

“แอช…” เรเน่รู้สึกผิดที่ด่าว่าเขาเสียๆ หายๆ เพราะอาการสติแตกในวันนั้น 

“ไม่ต้องห่วงข้าหรอก ข้าไม่นอนก็ได้...เพียงแต่ข้าต้องกิน…” ชายหนุ่มเม้มปากยิ้มเรียบแฝงร่องรอยความเจ็บปวด 

“เมื่อถึงเวลาข้าจะไป...เจ้าไม่ต้องห่วง…” 

โดโลเรสทรุดร่างนั่งลงตรงขั้นบันไดชั้นบนฟังการสนทนาระหว่างทั้งสอง พลางคู้เข่าขึ้นโอบสองแขนแล้วเกยคางลงบนหัวเข่า น้ำตาค่อยๆ รื้นรินล้นเอ่อ  

ความคิดเห็น