Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ย้ายประเทศ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 28

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 เม.ย. 2564 21:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ย้ายประเทศ
แบบอักษร

3 เดือนผ่านไป ทุกอย่างมันไวเหมือนโกหก 

ชมพูลืมตาขึ้น เธอยังนอนอยู่กลางห้องของบ้าน ด้านซ้ายเป็นพ่อ ด้านขวาเป็นแม่  

พ่อและแม่ของเธอนอนตะแคงหันเข้าหาผนังซึ่งกันและกันมีเพียงเธอเท่านั้นที่นอนอยู่ตรงกลาง 

บรรยากาศอึดอัดนี่มันอะไร 

ผ่านไปแล้วต้อง 3 เดือน 

คืนนั้น หลังจากเกิดเหตุการณ์ปราบจลาจลครั้งโหดที่สุดของประวัติศาสตร์ระหว่างชาวพาราไซและมนุษยชาติ สื่อต่างๆ ทั่วโลก ต่างลงข่าวโจมตีรัฐบาลฝ่ายมนุษย์กระหน่ำยิ่งกว่าสายฝน แต่ทุกอย่างก็กลับเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สหประชาชาติที่มนุษย์เรียกว่า UN ก็ไม่ได้เข้ามาช่วยเหลืออันใดกับชาวพาราไซชนกลุ่มน้อยที่อยู่ภายใต้การปกครองของประเทศแห่งนี้  

ประเทศที่ชมพูอยู่คือ มหากษัตรธิราชมินตราปกครองโดยระบอบกษัตริย์ราชวงศ์มินตรา อันมีรัฐบาลเป็นของตนเองที่มาจากการเลือกตั้ง  

ราชวงศ์นี้สืบทอดมามากกว่า 1,200 ปี 

ประเทศมินตราเป็นเสมือนเกาะขนาดใหญ่ที่อยู่กลางทะเลไม่ห่างจากแผ่นดินใหญ่จากประเทศอื่นๆ ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม หากแล่นเรือออกไปไม่ถึง 10 กิโลเมตร ก็จะเป็นมหาสมุทรน้ำลึก 

ตรงที่ชมพูและครอบครัวอยู่จุดนั้น จะเป็นชุมชนแออัดและฝั่งตรงข้ามก็คือประเทศวรมัน  

และเป็นจุกที่เรือบรรทุกสินค้าจากทั่วโลกผ่าน จึงเป็นแหล่งรายได้สำคัญมหาศาลต่อทั้งสองฝั่ง ประเทศทั้งวรมันและประเทศมินตรา แต่ด้วยที่ว่าประเทศมินตรามีเครดิตที่ดีกว่าจึงสามารถสร้างท่าเรือขนาดใหญ่และเป็นทางผ่านระหว่าง 2 ประเทศ โดยประเทศมินตราได้สร้างสะพานอุตสาหกรรมเชื่อมไปประเทศวรมันทำให้เศรษฐกิจและทรัพยากรเหนือกว่าประเทศวรมันที่อยู่แผ่นดินใหญ่มาก ด้วยเหตุการณ์เมืองบางอย่างทำให้ประเทศวรมันไม่สามารถมีศักยภาพเท่ากับประเทศมินตราที่เธออยู่ได้ 

สองประเทศนี้ห่างกันแค่ 3 กิโลเมตรโดยมีทะเลคั่นกลาง ชาวต่างประเทศจะเรียกว่าช่องแคบมินตรา 

เดิมทีมันไม่มีทะเลหรอก มันเป็นแผ่นดินเดียวกัน 

ส่วน... 

ชาวพาราไซอย่างพวกเราอยู่ทุกที่ อยู่ทุกแขวงของประเทศแห่งนี้ แต่ไม่ได้อยู่ร่วมกับมนุษย์ พวกเราจะมีชุมชนของพวกเราเอง ด้วยกฎระเบียบด้วยวัฒนธรรมประเพณีที่แตกต่างกัน พวกเราจึงไม่สามารถอยู่ร่วมกับพวกมนุษย์ได้ หากจะร่วมกันก็แค่ออกไปทำงานเท่านั้น แต่จะว่าไป 

เมื่อทำงานแล้ว น้อยตนนะที่จะได้การงานดีๆ และเป็นที่ยอมรับของเผ่ามนุษย์ พอเรียนจบเผ่ามนุษย์จะได้เป็นผู้ถูกรับเลือกก่อน ได้ตำแหน่งงานที่ดีกว่า  ส่วนเผ่าพาราไซอย่างพวกเรานั่น หรือดีที่สุดก็แค่ลูกน้องของเขา อาจจะเป็นระดับผู้จัดการ ก็แค่เป็นผู้จัดการฝ่าย ไม่มีสิทธิ์ขึ้นมาเป็นระดับกรรมการบริหาร น้อยนักที่จะได้เป็น พวกเขา ต้องทิ้งความเป็นชาวพาราไซจนเสียสิ้นยอมเปลี่ยนทุกอย่างทิ้งสัญชาตญาณสายเลือดบรรพบุรุษ ที่ฝังรากลึกสลัดจนไม่เหลือซาก ยอมตัดสายเลือดและมายืนอยู่จุดเดียวกับพวกมนุษย์ หากทำกันได้จะถูกตราหน้าว่า ผู้ทรยศ และจะถูกเนรเทศไม่ให้กลับมาอยู่ร่วมกับชนเผ่าด้วยกันอีกเลย 

หนึ่งในนั้นก็มีพ่อของชมพู เลือกที่จะรักแม่และอยู่ร่วมกับมนุษย์อย่างมีความสุข ชมพูไม่เคยเห็นญาติของเธอเลย เกิดมาก็อยู่กับพ่อและแม่ 

 นานนักที่จะพบเผ่าเดียวกัน จะได้เห็นแต่ก็เป็นเพียงแค่เพื่อนที่ทำงานอยู่ร่วมกับมนุษย์ พวกเขาล้วนเหมือนพ่อ คือทุกตนไม่ได้กลับชนเผ่า เพื่อความอยู่รอดของตนเอง ยอมตัดขาดจากครอบครัวและสายเลือด 

แต่มาวันนี้ ทั้งชาวพาราไซที่อยู่ร่วมกับมนุษย์และชาวพาราไซที่อยู่กันเป็นชนเผ่าต่างๆ มารวมตัวกันชุมนุมใหญ่ เหตุจากการเหลื่อมล้ำที่ถูกทารุณกรรมโดยพวกมนุษย์นานนับพันปี มันไม่เคยได้แก้ไขเลย 

หลังจากวันนั้นหลังจากการสลายชุมนุมใหญ่ครั้งนั้น ประเทศมินตราแทบจะไม่ลงข่าวนี้ให้เห็น ไม่ว่าในหน้าจอเงิน ทีวีหลัก ที่ทุกคนดู แต่ว่าใน Social Network กับดังกระฉ่อนยิ่งกว่าอะไร พวกเราชาวพาราไซช่วยกันพิมพ์ภาษาต่างประเทศให้พวกชาวต่างชาติและ UN เข้าใจสถานการณ์ที่ เกิดขึ้น รูปถ่าย คลิปวิดีโอความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำต่อพวกเราอันดิบและป่าเถื่อนถูกเผยแพร่กระจายไปทั่วโลก นักข่าวทั่วโลกลงข่าวกันอย่างสนั่นหวั่นไหว ส่วนประเทศอันมีพระมหากษัตริย์ปกครองอย่างมินตรานั่นกับเงียบฉี่และมีแค่รัฐบาลนำโดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นี่คือ 

ภาพตัดต่อ ชาวพาราไซเป็นผู้นอกรีตอาศัยประเทศของตน ไม่มีเชื้อชาติ ไม่ได้เสียภาษี สร้างความวุ่นวาย เราจึงได้จัดการอย่างละมุนละม่อมตามหลักสากลที่มีมาตรฐานตามลำดับขั้นตอนความรุนแรงของการชุมนุม 

หนำซ้ำ รัฐบาลก็บอกว่า พวกเราใช้ความรุนแรงก่อน มีการใช้อาวุธหนัก พวกเรามีสัญชาตญาณ ดั่งสัตว์ป่า สามารถกลายร่างทำร้ายมนุษย์ที่ไม่มีเขี้ยวเล็บได้ 

รัฐบาลชุดนี้ ได้เปลี่ยนจากคำว่าชุมนุมของพวกเรากลายเป็น “ก่อจลาจล” เสียแทน 

อย่างนั้นหรือ 

แล้วที่โดนกระทำอยู่มันคืออะไร กระสุนจริงจากรัฐบาล รถเครื่องจักรที่มีโม่เหล็กหนามทับร่างพวกเราจนแหลกเหลว แก๊สพิษที่ทำลายระบบประสาทการรับรู้ของพวกเรา เสียงไซเรนทำลายระบบการได้ยินของพวกเรา 

เสียงเรียกร้องของพวกเรา กลับเงียบหายไปด้วยการปฏิบัติการไอโอของฝ่ายรัฐบาลมนุษย์ 

 พวกเขาโจมตีข้อมูลของพวกเรา มันสร้างสถานการณ์วีดีโอจำลอง ภาพถ่ายจำลอง ว่าพวกเราใช้ความรุนแรงก่อน พวกมันทำงานกันเป็นทีมตลอด 24 ชั่วโมง 

ภาษีส่วนหนึ่งที่พวกเราจ่ายให้พวกมัน ถูกนำมาใช้ทำร้ายพวกเรา กลุ่มปฏิบัติการพิเศษ ไอโอ ของฝั่งรัฐบาลทำงานสำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์ ข่าวของพวกเราได้เงียบหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

เพราะเดิมที ชนเผ่าของพวกเราไม่ชอบเทคโนโลยีแต่บางตนก็ใช้ แต่ก็มีจำนวนไม่พอที่จะช่วยต้านกระแสไอโอของฝั่งรัฐบาลและกระแสข่าวหลักของประเทศนี้ได้ 

จนปัญญามืดแปดด้าน 

หลังจากเสร็จสิ้นการกวาดล้างจลาจล เจ้าหน้าที่ฝ่ายมนุษย์ก็เดินออกมาทำความสะอาด ซากศพคราบเลือดพร้อมกับจิตอาสาในชุมชนช่วยกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชาวบ้านชุมชนแออัดแห่งนั้น ที่ตายล้วนเป็นคนที่ไม่มีบัตรประจำตัว อยู่สำมโนครัวเรือนของประเทศนี้ ก็กลายเป็นเพียงแค่เศษฝุ่นและเถ้าธุลีเศษขยะที่จะกำจัดยังไงก็ได้ ครอบครัวที่เดือดร้อนถูกให้เงียบปากแล้วฟาดเงินเป็นค่าทำศพ จะถูกรับผิดชอบโดยผู้ดูแลชุมชนเท่านั้น หากแพร่งพรายออกไป ที่แห่งนี้ก็จะถูกไล่ที่ กลายเป็นสวนสาธารณะสำหรับพวกมนุษย์ให้มาออกกำลังกาย วิ่งเล่น ทำกิจกรรมตามภาษาของพวกเขา ชุมชนแออัดอย่างพวกเราก็จะถูกไล่ที่ไปที่ไหนก็ได้ ไม่มีที่รองรับ เผลอๆ ใครไม่มีบัตรประจำตัวก็จะถูกขับออกนอกประเทศ ไปอยู่เขตกักกันยังน่าอเนจอนาถ 

แต่สิ่งที่สร้างความแปลกใจสำหรับชนเผ่าอย่างพวกเราคือ 

ศพส่วนใหญ่อวัยวะหายไป บาดแผลของศพเหมือนโดนมีดที่คมกรีดตัดเฉือนออกไปอย่างชำนาญ บางศพถูกผ่าท้องด้วยมีดที่คมกริบ อวัยวะสำคัญบางอย่างหายไป 

คงเดาไม่ยากเลยว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากการปราบการชุมนุม ที่รัฐบาลพวกนั้นเรียกว่า ปราบจราจล 

เดิมทีชนเผ่าของเรามีลักษณะพิเศษที่ไม่ธรรมดาไม่ว่าจะเป็น ผิวหนัง ดวงตา กระดูก ฟัน ม้าม ตับ หัวใจ หรือกรงเล็บที่ระยิบระยับเหมือนอัญมณี ล้วนถูกตัดออกไป เอาไปขายต่อในตลาดมืด  

 

ความรุนแรงครั้งนี้ พ่อจึงตัดสินใจจะไม่เข้าร่วมชุมนุมอีกแล้ว มันไม่ปลอดภัย  

จึงจะย้ายไปเขตชายแดนอันห่างไกลเป็นพื้นที่ราบสูงอยู่ประเทศประเทศอมตะปุระ ที่เชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งดอกบัว เชื่อกันว่าดินแดนแห่งนี้เป็นจุดที่ดอกบัวต้นแรกแห่งจักรวาลถือกำเนิดขึ้น 

ดินแดนแห่งนี้ เป็นที่ราบสูง อยู่เหนือขึ้นไปของประเทศวรมัน มีชายแดนเป็นพื้นที่ซับซ้อน ระหว่างประเทศวรมันและประเทศอมตะปุระแต่ด้วยที่พื้นที่ราบแห่งนี้หันไปทางประเทศอมตะปุระมากกว่า ผลจึงเป็นเขตปกครองของประเทศอมตะปุระเท่านั้น บ่อยครั้งที่จะเกิดการปะทะกับ เจ้าหน้าที่ตะเวนชายแดนระหว่างสองประเทศนี้ 

ต้องรอ 3 เดือน ถึงจะได้เปลี่ยนสัญชาติและแล้ว 

  

พ่อกับแม่ก็ทะเลาะกันบ่อยมาก 

เพราะว่าแม่ต้องการจะอยู่ที่นี่เงินกำลังดีส่วนพ่อต้องการจะย้ายประเทศ เสียงเอะอ่ะ ด่าเถียงกันแทบทุกวัน สุดท้ายก็จบกันที่กอดรัดฟัดเหวี่ยงเสียงหอบหายใจที่ไม่เป็นจังหวะหมดแรงไม่ตื่นขึ้นมาในรุ่งเช้า 

ชมพูก็ได้แต่รับฟังและเห็นเหตุการณ์หรือไม่ก็แกล้งทำเป็นนอนหลับหันหลังตะแคงให้พวกเขา 

วันนั้นก็มาถึง พ่อเดินเข้ามาในบ้านพร้อมกับรอยยิ้มที่กว้าง หนังสือเดินทางและบัตรประจำตัวของพวกเราทั้ง 3 ใบ ครอบครัวของพวกเราดีใจมากที่จะย้ายประเทศและเตรียมตัวจัดแจงเก็บข้าวของตั้งแต่คืนนี้และก็หลับพักผ่อนเอาแรง 

โชคดีมากที่พ่อเลือกจะออกจากประเทศแห่งนี้ 

เพราะตั้งแต่เกิดเหตุการณ์จลาจลนั้น แม่ก็ไม่ค่อยจะพอใจ เพราะว่าชาวพาราไซโจมตีมนุษย์มากเกินจริงใส่สีตีไข่ สร้างความเกลียดต่อมนุษย์มากขึ้น ถึงยังไงก็มีมนุษย์ดีๆ ก็เยอะแยะแต่ เหมือนชาวพาราไซส่วนมากไม่รับฟังความคิดเห็นเอาแต่ตนเองว่าตนเองถูกเหลือมล้ำ สุดท้ายก็ไม่ได้ต่างอะไรกับฝั่งของรัฐบาลที่ไม่ฟังชาวพาราไซ ทั้งสองฝั่งต่างไม่ฟังซึ่งกันและกัน เอาสิ่งที่ตนเองเสียเปรียบแล้วไม่ยอมซึ่งกันและกันสุดท้ายก็โจมตีสาดใส่ซึ่งกันและกัน 

พ่อได้จ้างวานเพื่อนที่รู้จักขับรถบรรทุกขนาดกลางสามารถเข้ามาในชุมชนได้ นี่คือพาหนะที่ถูกที่สุดแล้ว หากจะใช้ยานบินก็แพงเกินไป เราไม่มีเงินที่จะจ่ายค่าเดินทางขนาดนั้น ราคาการขนของ หากเป็นยานบินเขาจะคิดเป็น 5 กหาปณะซึ่งสกุลของมันเท่ากับ 1 บาททองคำคูณ 5 เท่า 

เมื่อขนของทุกอย่างเสร็จอยู่หลังรถบรรทุกขนาดกลาง 

เพื่อนของพ่อจะเป็นคนขับพ่อนั่งอยู่ตรงเบาะข้างคนขับ ส่วนชมพูและแม่ของเธอนั่งอยู่ด้านหลัง โชคดีที่รถบรรทุกคันนี้มี 4 ที่นั่ง เลยสามารถนั่งเอนหลังได้อย่างสบายๆ  

ชมพูสังเกตว่าเพื่อนของพ่อเป็นชาวพาราไซเหมือนกันแต่เป็นชาวพาราไซที่อยู่ในชนเผ่า เขาได้รับอนุญาตให้ออกมาทำงานได้เพราะว่างานของเขาเป็นงานใช้แรงงาน ไม่ได้ตำแหน่งใหญ่โตปนกับมนุษย์ จึงสามารถอยู่ร่วมกับชนเผ่าได้ถือว่าโชคดีมาก ถ้าใดวันใดวันหนึ่งเขาได้ตำแหน่งที่ใหญ่โตและถึงขั้นต้องทิ้งสายเลือดและเผ่าพันธุ์ไป ก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน 

รถบรรทุกออกจากชุมชนแออัดใต้สะพานอุตสาหกรรม แล้วขับขึ้นบนสะพานอุตสาหกรรมข้าไปยังประเทศวรมัน ทางข้างหน้ายังเป็นเส้นทางอีกไกลต้องใช้เวลาขึ้นเหนือไปอีก 2 วัน กว่าจะถึง 

 

ความคิดเห็น