ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : รู้สึกตัว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 21

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 เม.ย. 2564 19:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รู้สึกตัว
แบบอักษร

ดูเวลาตอนนี้เพิ่งจะตีสี่ เมื่อคืนผมหลับไปตั้งแต่ตอนไหนก็จำไม่ได้แล้ว แต่ตอนนี้ไม่มีอารมณ์จะนอนต่อ ผมรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับความฝันที่ดูเหมือนไม่มีทางจะจบลงเสียที ทุกครั้งที่ฝัน ผมรู้สึกเหมือนคนๆ นี้กำลังเข้าใกล้ผมมากขึ้นเรื่อยๆ จนอีกแค่นิดเดียวเขาคงจะจับตัวผมได้และผมคงจะหนีไม่รอด ความกลัวในฝันแต่ละครั้งก็มากขึ้นทุกที ผมรู้สึกอยากจะหลุดพ้นจากความฝันแบบนี้ แต่ไม่รู้วิธีว่าต้องทำยังไง

 

“ทำไมตื่นเช้าแบบนี้ละลูก ได้นอนหรือเปล่า?” แม่ผมถามตอนที่ผมเดินสภาพโทรมเหมือนศพลงไปข้างล่าง ตอนตี5

“นอนแบบไม่เต็มอิ่มน่ะครับ แต่ไม่อยากนอนต่อแล้ว”

“งั้นก็มากินข้าวก่อน เดี๋ยวแม่ทำให้ อิ่มแล้วถ้ายังง่วงค่อยไปตอนต่อนะ ช่วงนี้ยิ่งดูผอมลงไปอีก อยู่หอไม่ค่อยมีอะไรอร่อยๆ ให้กินล่ะสิ”

 

ผมยิ้มให้แทนคำตอบ แม่น่ารักแบบนี้เสมอ เรื่องอาหารการกินดูแลผมอย่างดีไม่เคยขาด ผมหอมแก้มแม่1ที แล้วก็นั่งรอ เช้านี้แม่ทำข้าวผัดอเมริกัน ใข่ดาวกรอบๆ แบบที่ผมชอบ บวกกับเบค่อนที่กรอบแต่ชุ่มฉ่ำอร่อยจนแสงแทบพุ่งออกมาจากปาก ผมอยากกินอาหารฝีมือแม่ไปตลอดชีวิตเลย

 

“อร่อยไหม” แม่นั่งจิบกาแฟดูผมกินแล้วก็ถามขึ้นมา

“อร่อยที่สุดในโลกเลยครับ” ผมยิ้ม เมื่อวานยังกินอะไรไม่ค่อยลงอยู่เลยแท้ๆ หรือจริงๆ แล้วฝันร้ายก็ดีเหมือนกัน ทำให้ผมสับสนจนไม่มีสติมากพอจะคิดเรื่องอะไรเลย

 

ผมตัดสินใจว่าจะกลับมหาลัยพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้ถือว่าผมโดดเรียน แค่ครั้งเดียวคงไม่มีปัญหา ไม่ใช่วิชาสำคัญ ผมนั่งเก็บของทำความสะอาดห้องไปเรื่อย เพราะนานๆ กลับมาบ้านที และผมก็ไม่ชอบให้ใครมาทำความสะอาดห้องให้ ตอนนี้ห้องเลยรกไปหมด เก็บไปเก็บมาก็เจอรูปนัทตอนอยู่ปี 1 จำได้ว่านัทให้มาหลังจากที่เราเริ่มคบกันแล้วผมต้องกลับบ้านเป็นครั้งแรก เป็นรูปถ่ายย้อนแสงนิดหน่อยในรูปเขายิ้มกว้างจนเห็นฟัน หน้าตาทะเล้นแบบเถื่อนๆ ตามแบบฉบับของเขา พอพลิกดูด้านหลัง ก็เห็นเขาเขียนไว้ด้วยปากกาสีแดงว่า “รักมึงนะ กลับบ้านไปดูรูปนี้ด้วย กูคิดถึงมึงตลอดแหละ อยากพาไปดูหนัง กูรักมึงนะปวิน” ผมชอบนัทรูปนี้มากเขาดูยิ้มแบบมีความสุขจริงๆ

 

พอมาคิดดูตอนนี้ เมื่อก่อนเราใช้คำว่ารักกันฟุ่มเฟือยมาก บอกรักกันได้ทั้งวัน แต่ก็ไม่เคยเบื่อ ผมเจออะไรเยอะแยะที่เขาเคยให้ ไม่ว่าจะดอกไม้ที่เขาเด็ดมาให้จากข้างทางโดยให้เหตุผลว่าขี่รถผ่านแล้วคิดถึงผม กุหลาบหลายดอกที่ให้มาในโอกาสต่างๆ เศษกระดาษที่เราเขียนคุยกันในคาบเรียน ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ที่มีเยอะมากที่เขาให้มาด้วยเหตุผลแค่ว่าอยากให้ ทำไมผมที่เป็นคนขี้ลืมขนาดหนัก ถึงได้จำรายละเอียดของสิ่งของพวกนี้ได้แม่นยำขนาดนี้ละ ผมหยุดจัดห้องแต่มานอนคิดอยู่บนเตียงแทน ผมอยากนึกถึงเรื่องราวทั้งหมดระหว่างเรา เพื่อที่จะจัดหมวดหมู่ในสมองผม ว่ามันเป็นเรื่องที่จบไปแล้ว

 

ไม่ว่าจะเป็นจูบแรก หนังที่ดูด้วยกันเรื่องแรก ครั้งแรกที่เขาขอเบอร์ผม ครั้งแรกและครั้งเดียวที่เขาหึงผม รอยจูบที่เขาเคยทำเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของผม การสัมผัสที่ลึกซึ้งระหว่างเราครั้งแรก แม้แต่ตอนที่มีปัญหาแล้วต่างฝ่ายต่างช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ จูบที่ตราตรึงใจบนดาดฟ้าของตึกคณะในระหว่างที่ข้างล่างมีผู้คนอยู่เต็มไปหมด แต่เราสองคนมองเห็นแค่กันและกัน ผมคิดถึงแม้กระทั่งการทะเลาะกันครั้งแรกว่าตอนนั้นเราให้อภัยกันยังไง อาหารที่เขาชอบกิน การที่เขาต้องเปิดไฟนอนถึงจะหลับจนมาอยู่กับผมถึงได้ปิดไฟนอนได้ หน้าตาดีใจเวลาที่เขาเห็นผมยิ้มอย่างมีความสุขกับอะไรก็ตามที่เขาทำให้ และคำพูดทุกคำที่เขาเคยเอ่ย คำพูดที่ฟังดูเหมือนคำสัญญา แม้ว่าจะมีแค่ผมที่จำได้อยู่ฝ่ายเดียวก็ตาม ทำไมในระยะเวลาแค่ปีกว่าๆ ที่คบกัน มันถึงมีอะไรให้จดจำมากมายได้ขนาดนี้ล่ะ

 

ผทเพิ่งสังเกตเห็นว่านัทโทรมาอีกเมื่อเช้านี้ ตอนนั้นผมชาร์จแบตทิ้งไว้ แล้วคงกำลังกินข้าวอยู่ ผมชั่งใจอยู่พักใหญ่ ถึงผมจะรอเวลาต่อไป คำว่าพร้อมสำหรับผมคงไม่มีจริงอยู่ดี สู้พูดไปให้มันชัดเจนคงดีกว่า เขาเองก็ไม่ได้ทำอะไรผิด แล้วยังไงเขาก็ต้องรู้ไม่ว่าช้าหรือเร็ว เราทั้งคู่ต้องเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดให้กันและกันได้แน่ๆ ตัดสินใจแบบนั้นแล้วเลยโทรกลับไป

 

“ว่าไง เมื่อกี้ชาร์จโทรศัพท์อยู่โทดทีเพิ่งเห็นมิสคอล”

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องขอโทษก็ได้” น้ำเสียงเขาดูอบอุ่น…

“แล้วจะโทรมาพูดเรื่องอะไร?” ผมตรงเข้าประเด็น

“คิดถึงมึงว่ะ”

“...........” ผมพูดไม่ออก

“พรุ่งนี้มึงจะมากี่โมง กูจะไปรอรับ”

“คิดว่าคงถึงชัก8 โมง มีเรียนตอน9โมงพอดี แต่มึงไม่ต้องมารับหรอก มึงก็มีเรียนไม่ใช่หรอ เดี๋ยวกูเรียกวินไปเอง เอาของไปเก็บแล้วก็ต้องออกมาเรียนเลยอยู่ดี คงไม่มีเวลาได้คุย”

“ของ? กูกำลังจะถามเลยว่ามึงเอาเสื้อผ้าไปไหนหมด กูกะจะเอาไปซักแต่หาเสื้อมึงไม่เจอสักตัว”

“อืม กูเก็บของออกมาหมดแล้ว เหลือแต่งานที่กูคงต้องฝากไว้กับมึงก่อน แต่เดี้ยวจะรีบไปเอา” ผมตอบตามตรง

“ทำไม?” ผมเดาไม่ถูกว่าเขากำลังพูดด้วยความรู้สึกไหน

“ก็ตอนนั้นของกูเยอะ จะขนงานมาเลยมันก็ไม่สะดวก”

“มึงก็รู้ว่ากูไม่ได้ถามถึงเรื่องนั้น” เขาพูดถูก ผมแค่กำลังยื้อเวลา ทั้งที่ตั้งใจว่าจะพูดให้เครียร์แท้ๆ ผมทำอะไรของผมเนี่ย!

“กูจะย้ายหอแล้ว หาห้องใหม่ได้แล้วด้วยมึงไม่ต้องห่วง”

“ย้ายไปไหน มึงจะย้ายทำไม?” เสียงเขาเริ่มดูหงุดหงิดขึ้นมา

“กูอยากอยู่คนเดียวว่ะ” ผมตอบอย่างที่คิด

“กูไม่อนุญาต มึงทำแบบนี้ได้ไง แล้วกูละ? มึงไม่ปรึกษากูสักนิดเลยหรอ?”

 

ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนว่าเขากำลังโกรธ จะว่ากันตามตรงเขาก็มีสิทธิ์ที่จะโกรธ เพื่อนร่วมห้องอยู่ๆ จะย้ายออกไม่บอกสักคำ มันก็คงส่งผลกระทบกับเขาแน่นอนอยู่แล้ว ผมตัดสินใจไปด้วยความเห็นแก่ตัว ผมเลยทำได้แต่พูดว่า “ขอโทษ”

 

“กูไม่ได้อยากได้คำขอโทษ” พูดจบเขาก็นิ่งเงียบไป

“นัท โกรธหรอ?” ผมถามเพราะเขาเงียบไปนานกว่าปกติ

“หอใหม่มึงอยู่ตรงไหน?” อยู่ๆ เขาก็ถามขึ้นมา

“ไม่ไกล จากมหาลัยเท่าไหร่” ผมตอบบ่ายเบี่ยง

“ตรงไหน?” เขาย้ำอีก คงไม่ยอมง่ายๆ

“หลังมหาลัย ใกล้ๆ เซเว่นนั่นแหละ” ผมยอมบอกเพราะรู้สึกผิด

“โอเคได้ งั้นพรุ่งนี้หลังเลิกเรียน มึงรออยู่ที่ตึกเรียนนั่นแหละ เดี๋ยวกูไปรับ อย่าปฏิเสธนะปวิน เรามีเรื่องต้องคุยกัน”

 

ผมรับปากเขา หลังจากวางสายไป ผมบอกตัวเองอยู่ในใจซ้ำๆ เป็นล้านรอบว่า ‘ไม่เป็นไร ผมจะต้องผ่านจุดนี้ไปให้ได้ ผมจะต้องไม่เป็นไร’ ผมรู้อยู่แล้วว่าต้องคุยเรื่องอะไร ผมมีเวลาทำใจ เพราะฉะนั้น เมื่อถึงเวลานั้นจริงผมจะต้องไม่เป็นไร ผมจะต้องยิ้มได้ ผมจะคอยเป็นกำลังใจให้เขาเหมือนตลอดเวลาที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าผมจะไม่ค่อยชอบใจแฟนใหม่ของเขาเท่าไหร่ก็ตาม แต่ก่อนที่จะถึงเวลานั้น ตอนนี้ผมให้โอกาสตัวเองร้องไห้ ร้องจนกว่าจะพอใจ ร้องไห้แล้วจงร่ำลาความทรงจำทั้งหมดนั้น และเมื่อไหร่ก็ตามที่น้ำตาหยุดไหล ผมต้องเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดให้ได้นะ อย่าทำให้เขาต้องลำบากใจอีก ผมย้ำกับตัวเอง

 

ผมร้องไห้ทั้งวันเว้นก็แต่ตอนลงไปกินข้าวกับแม่ ตาผมแดงจนแม่ผมทักขึ้นมาว่าเป็นอะไร ผมโกหกแม่ว่าภูมิแพ้กำเริบ อยากนอนพัก แม่ผมเลยไม่ว่าอะไรอีก แต่เจ้าอ้วนรู้สึกได้ว่าผมแปลกไป วันนี้มันยอมเดินมานั่งบนตักผมอย่างปลอบใจยอมให้ผมกอดเอาไว้แน่นๆ ทั้งที่ปกติแล้วมันไม่ชอบให้กอด แล้วพอขึ้นห้องมาผมก็ร้องไห้ต่อผมได้แต่พูดอะไรต่อมิอะไรที่อยู่ในใจให้มันฟัง แล้วมันก็ตั้งใจรับฟังผมเป็นอย่างดี วันทั้งวัน ผมให้เวลาตัวเองอ่อนแอให้เต็มที่ เพื่อที่วันพรุ่งนี้ ผมจะต้องเข้มแข็ง ผมรู้สึกเหนื่อย รู้สึกเจ็บจนเหมือนจะขาดใจ ทรมาน...

 

ผมดูเวลายังไม่สี่ทุ่มดี ไอยศน่าจะยังไม่หลับ ผมตัดสินใจโทรหามัน ไม่มีใครให้คำปรึกษาที่เป็นเหตุเป็นผลได้มากเท่ากับมันอีกแล้ว

 

“ว่าไงมึง รู้เวลานี่หว่า กูเกือบจะนอนแล้วเชียว” ไอยศทัก

“มึงว่างคุยกับกูสักห้านาทีไหมวะ” ผมถาม เสียงดันสั่นขึ้นมาอีก ไอยศเปลี่ยนโทนเสียงทันที มันเป็นคนรู้ถึงความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ของผมได้ไวอยู่เสมอ

“มึงเป็นอะไร ไหวไหม” มันพูดจริงจัง

“กู...รู้สึกไม่ค่อยโอเคเลยว่ะ” ผมเล่าเรื่องต่างๆ ที่อยู่ในหัวให้มันฟังแบบย่อๆ ใจจริงไม่อยากกวนเวลามันนาน เพราะรู้ว่ามันเป็นเด็กอนามัยเข้านอนไม่เกิน4ทุ่มครึ่ง แต่วันนี้ผมบังคับตัวเองไม่ได้ พูดไปร้องไห้ไปจนผมสงสารมันที่ต้องคอยตั้งใจฟัง แนะนำ และ ปลอบใจผมไปพร้อมๆ กัน ผมฟูมฟายอยู่พักใหญ่ แต่พอได้คุยกับไอยศก็เริ่มกลับมามีสติอยู่กับเนื้อกับตัว ผมแอบมองเวลา สี่ทุ่มจะครึ่งแล้ว ผมเลยตั้งใจจะไม่รบกวนมันต่อถึงแม้ว่ามันจะเต็มใจแต่ผมก็เกรงใจ จังหวะก่อนที่จะวางสายผมพูดขอบคุณมัน ที่คอยรับฟัง มันตอบผมกลับมาประโยคหนึ่ง เป็นประโยคคำถาม

 

“มึงจำได้ไหม เมื่อก่อนมึงไม่เคยร้องไห้เลย ไม่เคยมีใครเห็นมึงร้องไห้ ทั้งที่เรียนด้วยกันมาหลายปี ตอนนั้นกูเคยถามมึงว่า มึงไม่เคยร้องไห้เลยหรอวะ ทั้งที่ก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นสารพัด มึงนึกออกไหม จำได้ไหมว่าวันนั้นมึงตอบกูว่าอะไร?”

 

“กูนึกไม่ออกเลยว่ะ...” ผมตอบหลังจากที่นึกอยู่พักหนึ่ง

 

“ตอนนั้นมึงตอบกูว่า มีแค่คนเดียวในโลกนี้จะทำให้มึงร้องไห้ได้ และคนๆ นั้นคือตัวมึงเอง”

 

ผมรู้สึกได้สติขึ้นมาจริงๆ ก็ตอนนี้นี่เอง ผมเริ่มจำได้แล้วว่าผมเคยเป็นคนแบบไหน นึกออกแล้วว่าตัวผมเป็นใคร เหมือนว่าอยู่ๆ หมอกสลัวๆ ที่คอยปกคลุมทุกอย่างสลายหายตัวไปหมด

 

“กูนึกออกแล้ว ขอบใจมึงมากนะ รักมึงนะไอ***”

 

“เออ กูก็รักมึงเหมือนกัน ดูแลตัวเองดีๆ นะไอ*** ไม่ไหวเมื่อไหร่โทรมาได้ตลอด มึงรู้ว่ากูพร้อมทุกเมื่อ”

 

เรากดวางสาย ก็เป็นกันซะอย่างนี้ จะบอกรักเพื่อนก็เขินต้องมีด่าพ่วงท้ายลดความเลี่ยนกันตลอด ผมยิ้มให้กับโทรศัพท์ ยิ้มให้กับตัวเอง ยิ้มอย่างที่ไม่เคยได้ยิ้มมานานมากแล้ว ผมเตือนตัวเองเป็นรอบสุดท้ายว่า ‘พรุ่งนี้ต้องยิ้มให้ได้แบบนี้นะปวิน’ ก่อนที่จะหลับไป พร้อมกับถือรูปของนัทที่กำลังยิ้มให้ผมอยู่ในมือ

 

รุ่งขึ้นผมตื่นตั้งแต่ตอนตี5 อาบน้ำแต่งตัว ผมตัดสินใจทิ้งเสื้อผ้าแบบที่นัทชอบ กลับมาแต่งตัวแบบที่เคยแต่ง รู้สึกกลับมาเป็นตัวเองอีกครั้งเช็คความเรียบร้อยของข้าวของที่เตรียมไว้ รวมถึงเช็คอารมณ์ตัวเองด้วย ส่องกระจกก่อนออกจากบ้าน มองหน้าตัวเอง เผลอยกมือขึ้นจับรอยจูบที่เขาทำไว้ถึงจะอยู่ใต้เสื้อ แต่มันก็ยังคงอยู่ ตาผมยังแดงช้ำอยู่เหมือนเดิม เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมคิดขึ้นมาว่าการเป็นภูมิแพ้นี่ก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ ผมยิ้มให้ตัวเองในกระจก1ครั้ง หอมแก้มบอกลาแม่ที่อุตส่าห์เตรียมข้าวเช้าให้ แล้วก็ก้าวเท้าออกจากบ้านไป วันนี้ผมเชื่อในความเข้มแข็งของตัวเอง ผมขอโทษตัวเองกับเรื่องที่ผ่านมา ขอโทษที่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความอ่อนแอ จมอยู่กับน้ำตา ขอโทษที่ยอมเต็มใจเปลี่ยนตัวเองเพื่อความรัก จนหลงลืมไปว่าตัวเองเป็นใคร ผมจะไม่ทำแบบนั้นกับตัวเองอีกแล้ว ผมอยากได้ตัวผมคนเดิมกลับคืนมา.

 

 

 

- To be continued -

 

 

 

ความคิดเห็น