ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 6 ...วังมังกร...

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 ...วังมังกร...

คำค้น : อสรพิษเล่ห์รัก JackBam GOT7 fic

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 10 เม.ย. 2563 19:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 1,200
× 2,700
แชร์ :
ตอนที่ 6 ...วังมังกร...
แบบอักษร

...วังมังกร...

คุณต้วนตกลงเก็บผมไปเลี้ยงแถมยังเต็มใจอธิบายเรื่องต่างๆและแก้ตัวกับครอบครัวของยองแจเพื่อนรักของยูคยอมฟัง ทั้งยังออกค่าเล่าเรียนให้ยูคยอมต่อจนกระทั่งเขาเรียนจบ

ดังนั้นผมจึงนำเงินก้อนแรกไปให้ครอบครัวชเวที่มีกิจการปั้มน้ำมันและตอนนี้ยูคยอมก็อยู่กับพวกเขาเป็นการชั่วคราว ผมได้พบกับยองแจที่เคยแวะมาที่บ้านเมื่อตอนเกิดเรื่องทะเลาะกัน คราวนี้ผมได้แนะนำตัวกับเขาและฝากฝังยูคยอมไว้กับเขา

“ยองแจอา...ฉันฝากยูคยอมด้วยนะ ฉันกับจูเนียร์ฮยองไม่สามารถมาพบเขาได้บ่อยๆกลัวเขาจะคิดว่าถูกทอดทิ้ง”

“บ่เป็นหยั๋งอ้าย...เอ่อ...อ้ายไม่ต้องคิดมากคนเป็นหมู่เป็นเสี่ยวกันต้องช่วยเหลือกันอยู่แล้ว แต่....เงินนี่มัน....”

“เจ้านายของฉันให้ครอบครัวนายไว้ใช้จ่ายครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งเป็นค่าใช้จ่ายของยูคยอม...ต้องให้ยูคยอมมารบกวนครอบครัวนาย ต้องขอโทษด้วยจริงๆ” ผมก้มหัวขอโทษยองแจพร้อมอธิบาย อยู่ดีๆน้ำเสียงกวนโมโหก็ดังขึ้น

เร็วเด้ 

! 

จะคุยกันอีกนานมั้ย? ที่นี่มันร้อนนะ 

!! 

” เสียงทุ้มต่ำแฝงความรำคาญไว้อย่างเปิดเผยจนผมต้องหันไปมองเขาด้วยสายตาไม่พอใจ

ก็ใส่สูทสามชั้นมายืนกลางแดดมันก็ร้อนน่ะสิ

ผมคิดในใจ

หมดธุระที่นี่แล้วก็รีบขึ้นรถไปเลย 

! 

” ผมถูกหวังเจียเอ๋อร์กระชากแขนให้ไปที่รถหรูที่จอดรออยู่ใกล้ๆ

“ผมเดินเองได้

!

ผมไม่หนีหรอกน่า

!

” ผมสะบัดแขนหนีแล้วไปที่รถแต่โดยดี

พอเขาขึ้นรถมา คนขับรถก็ออกรถทันที รถของเราออกมาจนเกือบถึงถนนใหญ่ ผมสังเกตเห็นยูคยอมที่กำลังเดินเข้ามาพอดีจึงร้องให้คนขับหยุดรถ

จอด 

! 

จอดรถที 

! 

” ผมตบเบาะให้คนขับรถหยุด แต่เขาไม่ฟังผม คนคนเดียวที่สามารถสั่งคนขับรถได้คือชายที่นั่งทำท่าทองไม่รู้ร้อนอยู่ข้างๆผม

ยูคยอม 

! 

ยูคยอมอ่า 

! 

” ผมหันไปเคาะกระจกรถฝั่งที่ผู้ชายน่ารังเกียจคนนั้นนั่งเพื่อเรียกยูคยอมที่เดินอยู่ริมถนนด้านนั้น

เสียงเคาะของผมพอจะทำให้ยูคยอมหันมาเห็นเข้าพอดี เขาพยายามวิ่งตามรถ ผมหันไปที่ท้ายรถเคาะกระจกอย่างบ้าคลั่ง เพราะไม่รู้อีกนานแค่ไหนผมจะได้เจอยูคยอมอีก

ทั้งหมดเป็นเพราะผู้ชายคนนี้คนเดียว พันธสัญญาบ้าบอที่หวังเจียเอ๋อร์คิดออกคือ พี่ๆน้องๆของผมจะได้รับการดูแลอย่างดีในฐานะของบุคคลนิรนามผู้ที่มอบทุนการศึกษา และทุนวิจัยของโรงพยาบาล โดยห้ามผมเคลื่อนไหวใดๆเพียงลำพังหากไม่มีพวกเขาคนใดคนหนึ่งอยู่ด้วย

“หันกลับมานั่งดีๆได้แล้ว” หวังเจียเอ๋อร์ดึงเสื้อผมให้หันกลับมานั่งข้างเขาอย่างสงบ ท่าทีของผมอาจจะสงบ แต่ผมในตอนนี้กำลังโกรธหมอนี่จนสามารถจะขย้ำคอเขาให้ขาดได้เลย

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ไม่กี่วันคุณต้วนมารับผมออกจากโรงพยาบาล หลังจากที่ผมพาเขาตระเวนไปทั่วโซลจนกระทั่งแผลที่เย็บไว้ปริ ผมต้องกลับมานอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีก 2 วัน ระหว่างที่เขากำลังจะไปส่งผมที่โรงแรมที่เช่าไว้ก็มีคนติดต่อเขาว่าบริษัทเกิดเรื่อง ผมจึงต้องตามเขาไปบริษัทด้วย ที่นั่นผมได้พบกับหวังเจียเอ๋อร์อีกครั้ง

ต้วนอี๋เอิน

!

โผล่หัวออกมาเดี๋ยวนี้นะ

!

ลากคอจูเนียร์กับน้องของหมอนั่นออกมาให้ฉันแล้วฉันจะหยุดก่อความวุ่นวาย

!

ผู้ชายคนนั้นอาละวาดอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวของคุณต้วน พังตู้เอกสารและรื้อเอกสารออกมาจนห้องรกไปหมด แถมพอเจอผมก็ตรงเข้ามาทำท่าจะบีบคอผม กว่าเขาจะสงบลงก็ใช้เวลาครู่ใหญ่ และผมมารู้ว่าเขานี่แหละที่เป็นตัวการที่ทำให้บ้านของเราไฟไหม้เพราะเจ้าตัวเป็นคนยอมรับออกมาเอง

“ก็มันช่วยไม่ได้นี่นาที่ลูกน้องฉันมันจะดับบุหรี่กับกองหนังสือพิมเก่าๆในบ้านนาย ใครใช้ให้นายไม่เก็บขยะไปทิ้งกันล่ะ”

เขาพูดอย่างนั้นได้หน้าตาเฉยได้ยังไงกัน นอกจากบุกรุกสถานที่แล้วยังทำให้ผมเดือดร้อนจนต้องเอาตัวเองต่อรองเพื่อแลกเงินของคุณต้วน

คุณนี่มัน 

!! 

” ผมพุ่งเข้าไปหาแต่คุณต้วนเข้ามาขวาง

Hey! 

ถ้าพวกนายสองคนยังจะทะเลาะกันอีกฉันจะโยนออกไปนอกบริษัท

!

” ผมมองหน้าคุณต้วนแล้วถอยหลังไปยืนอยู่ข้างหลังเขาตามเดิม

“อธิบายมาทีนึงสิว่าไอ้ท่าทางอย่างนั้นมันคืออะไร?” หวังเจียเอ๋อร์ปรายตามองผมแล้วชี้นิ้วมาทางพวกเรา จากนั้นคุณต้วนก็อธิบายเรื่องราวทุกอย่างให้หวังเจียเอ๋อร์ฟัง

“อ๋อเหรอ

!

งั้นก็พอดีเลยน่ะสิ ฉันกำลังคิดอยู่ว่า...จะให้นายมาเป็นทาสรับใช้รองมือรองเท้าสักระยะ” หวังเจียเอ๋อร์เดินไปนอนลงบนโซฟายาวที่มีไว้รับแขกด้วยท่าทางสบายอกสบายใจ

“เงินเดือนล่ะ? จะให้ผมเท่าไหร่?”

ย๊า 

! 

ยังจะมีหน้า 

! 

...ฮ้าย 

! 

เงินที่เชิดจากฉันไปก่อนหน้านี้ยังไม่พออีกหรอไงห๊ะ? เงินนั่นซื้อชีวิตนายทั้งชีวิตได้เลยนะขอบอก 

! 

เสี่ยวเอิน 

! 

นายเอาคนพรรคนี้มาอยู่ข้างกายได้ยังไงกัน หมอนี่มันงูพิษชัดๆงูพิษ 

!! 

” หวังเจียเอ๋อร์ได้ยินก็ชี้หน้า

“ถ้าผมมันงูพิษแล้วคุณมันอะไร? คิดจะเคลมคนของเพื่อนตัวเองได้หน้าตาเฉย” ผมเลิ่กคิ้วมองเขาอย่างท้าทาย

ไอ้เด็กนี่ 

!! 

” หวังเจียเอ๋อร์พุ่งเข้ามาผมก็เชิดหน้ารอ

พอได้แล้วพวกนาย 

!! 

เสี่ยวเจียถ้ามีเวลาว่างมากนักก็ไปเป็นเพื่อนเขาจัดการเรื่องที่ค้างคาให้เสร็จๆไป หาซื้อเสื้อผ้าให้เขาแล้วพาไปส่งที่บ้านฉันด้วย”

ห๊า 

! 

นี่นายคิดจะเอาเด็กนี่เข้าบ้านนายจริงๆหรอ? ฉันว่าเราเอาเด็กนี่ไปอยู่ที่โรงแรมเดิมดีกว่านะ...หัวนอนปลายเท้าก็ไม่มี ไว้ใจได้หรือเปล่าก็ไม่รู้” หวังเจียเอ๋อร์เดินเข้าไปซุบซิบกับคุณต้วนครู่ใหญ่ก่อนจะทำหน้าบูดเดินนำผมออกจากห้อง

หลังจากนั้นก็เป็นอย่างที่เห็น เขาไม่เพียงแต่ทำท่ารำคาญเวลาที่ผมออกมาจัดการเรื่องของยูคยอมและจูเนียร์ฮยอง แต่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเกลียดผมเข้าไส้

“ขอดูหน่อย” อยู่ดีๆเขาก็พูดขึ้น

“อะไร?”

แผลไง 

! 

เปิดให้ดูหน่อย 

! 

” เขามักจะขึ้นเสียงแบบนี้กับผมบ่อยๆ

“ผมพันผ้าพันแผลไว้” ผมตอบโดยไม่มองหน้าเขา

เออ 

! 

รู้แล้ว 

! 

ก็จะดูไง 

! 

” เขาขึ้นเสียงกับผมอีกครั้ง

ก็แล้วจะดูทำไมเล่าในเมื่อมันถูกปิดอยู่ 

เปิดให้ดูแค่นี้มันจะตายเลยหรือไงห๊ะ 

! 

” อยู่ดีๆเขาก็ดึงชายเสื้อผมขึ้น ผมรีบจับชายเสื้อดึงลง พวกเรายื้อกันอยู่นานจนสุดท้ายเขากระแทกโดนแผลผม

คุณนี่มัน 

!! 

” ผมรัวมือทุบเขาด้วยความโมโห ส่วนเขาก็ป้องปัดและใช้แขนกันผมโดยไม่โต้ตอบ เราสู้กันในรถจนสุดท้ายเขารวบมือผมได้ก็เลิ่กเสื้อผมขึ้น

แต่ในความรู้สึกของผมมันไม่เหมือนการขอดูแผล แต่เหมือนการใช้กำลังบังคับให้ทำเรื่องน่าอาย ชัยชนะของเขาแลกกับแผลที่เลือดไหลซึมออกมาของผม

พอใจแล้วก็ปล่อยซะที 

! 

” ผมสะบัดมือกลับมาแล้วขยับตัวนั่งหันหลังให้เขา

“ไม่ไปร้านเสื้อแล้ว...เปลี่ยนไปโรงพยาบาลแทน” ผมได้ยินเสียงเขาสั่งคนขับรถ จากนั้นผมก็ไปทำแผลที่โรงพยาบาล ก่อนกลับนางพยาบาลฉีดยาแก้ปวดให้ผมทำให้ขากลับผมเผลอหลับไป

--------------------------------------------

หวังเจียเอ๋อร์ปรายตามองคนที่หลับสนิทบนเตียง หากไม่แผลงฤทธิ์และหลับอยู่เฉยๆแบบนี้ก็พอจะดูน่ารักอยู่หรอก แต่พอเด็กนี่ลืมตาขึ้นมาเมื่อไหร่เป็นต้องมีเรื่องกับเขาทุกครั้งไป...ไม่รู้ว่าทำไม

“...แบมแบม...” อยู่ๆเสี่ยวเจียก็พึมพำเรียกชื่อของอีกฝ่ายราวกับรำพึงรำพัน

ในที่สุดเขาก็ได้รู้ชื่อจริงของอีกฝ่าย แม้ว่าชื่อนั้นจะฟังดูแปลกหูก็ตาม เมื่อครู่ก่อนที่เขาพาเจ้าเด็กนี่ขึ้นห้องก็พบชายแปลกหน้าชื่อยูคยอมมาโวยวายที่หน้าโรงแรม แถมยังบอกว่าจะพาเด็กนี่กลับไปอีก เขาเห็นแล้วรำคาญจึงให้คนไล่ออกไป เดาว่าน่าจะเป็นญาติหรือพี่น้องของของเด็กนี่ แต่ไม่รู้ทำไมหน้าตาไม่เห็นจะเหมือนกันสักนิด

ประวัติความเป็นมาของเด็กนี่ก็ยังไม่แน่ชัดแต่เพราะเสี่ยวเอินถูกใจเด็กนี่เขาถึงได้ยอมรับ  นี่ก็รีบให้คนไปตามสืบแต่ยังไม่รู้ผลว่าเป็นยังไงบ้าง

แต่ที่แน่ๆคือ...เด็กนี่มีสายตามุ่งมั่น คนประเภทนี้มักมีเป้าหมายในชีวิตและจะพุ่งตรงไปข้างหน้าโดยไม่หวาดหวั่น แต่ในความมุ่งมั่นนั้นก็แฝงความดื้อรั้นอยู่ในที เพราะเขาเชื่อมั่นในตัวเองจนไม่ฟังใครและไม่ยอมพึ่งพาใคร การไม่ไว้ใจใครเลยสักคนแบบนั้นมันน่าสงสาร และออกจะเหมือนเขาในอดีตอยู่สักหน่อย นี่อาจจะเป็นเหตุผลว่าเพราะอะไรเด็กคนนี้ถึงได้ดึงดูดเขานัก

เด็กนี่คือตัวเขาในอดีต....มองดูเด็กนี่ก็เหมือนมองตัวเขาเองในดีตที่ไม่มีใครสักคนอยู่ข้างกาย

เสียงก๊อกๆแกร๊กๆที่หน้าประตูดังขึ้นก่อนที่เสี่ยวเอินจะก้าวเข้ามาด้านใน ห้องนอนของเขาพร้อมกับซองเอกสารสีน้ำตาล

“หลับไปแล้วหรอ?” เสี่ยวเอินส่งซองเอกสารให้เขาก่อนจะปรายตาดูเจ้าตัวแสบ

“หลับไปสักพักแล้ว...หมอบอกว่าแผลอักเสบเลยฉีดยาให้”

“ไม่ใช่ความผิดนายหรอก ต่อให้แผลปริแบมแบมก็ไม่มีวันบอกนาย” เสี่ยวเอินเดินมาหย่อนก้นลงนั่งข้างๆเตียง ตอนที่เสี่ยวเจียบอกว่าจะแวะโรงพยาบาลแทนร้านเสื้อเขาก็ตกใจ ที่ไหนได้กลับทะเลาะกันจนแผลปริ เสี่ยวเจียดูจะรู้สึกผิดมากถึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาไม่พูดอะไรอีกจนกระทั่งเห็นเอกสารที่เขาส่งให้

“นายให้คนตามสืบแบมแบมใช่หรอ?” เสี่ยวเจียรับเอกสารไปเปิดดู

ข้างในเป็นเอกสารรายงานผลการสืบประวัติของแบมแบม ในรายงานบอกว่าเด็กนั่นถูกพบในบ้านร้างของอาชญากรรายหนึ่งในขณะที่มีอายุได้ไม่ถึงขวบ เด็กพวกนี้ถูกเตรียมไว้เพื่อขนยาเสพติดข้ามประเทศ โดยก่อนจะเริ่มขนยาเด็กจะถูกผ่าท้องควักเครื่องในออกแล้วใส่ยาเสพติดลงไปแทน เขาที่อยู่วงการนี้มานานย่อมรู้ขั้นตอนดี ดังนั้นเขาจึงไม่นิยมหากำไลจากการค้ายา หรือค้ามนุษย์อย่างที่พวกพี่ชายบ้านใหญ่ชอบทำ

บริษัทเขาจะมุ่งเน้นในเรื่องการทำเงินให้ได้มากที่สุด ซึ่งวิธีที่ทำเงินได้เร็วคือการปล่อยเงินกู้นอกระบบและแปลงเงินเป็นสินทรัพย์อื่น อย่างพวกอสังหาริมทรัพย์

และเข้าเทคโอเวอร์บริษัทอื่นมาบริหารต่อโดยเสี่ยวเอินจะเป็นคนดูแลเรื่องอสังหาริมทรัพย์ ส่วนตัวเขาดูในเรื่องของปล่อยเงินกู้และเร่งรัดหนี้ จะมีบ้างที่ต้องคอยฟอกเงินให้พวกพี่ๆที่บ้านใหญ่เพราะปฏิเสธไม่ได้ แต่ก็แค่นานๆครั้งเท่านั้น

ในตอนที่องค์กรเด็กเข้าไปช่วยออกมาพบว่าที่นั่นมีเด็กรวมกัน 5 – 6 คน และทุกคนเป็นชาวต่างชาติทั้งหมด ที่สามารถช่วยให้กลับบ้านเกิดไปได้อย่างเด็กที่เชื้อชาติคอเคซอยด์ที่ตาสีฟ้า ผมสีทอง คล้ายคนทางโซนอเมริกา ยุโรป หรือเด็กที่เชื้อชาตินิกรอยด์ ที่เป็นเด็กผิวสี แต่กับแบมแบมที่เป็นชาวเอเชียแน่ๆแต่ไม่สามารถระบุสัญชาติได้จึงถูกส่งต่อไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นการชั่วคราว

ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามีชื่อของแบมแบมเป็นตัวป่วนติดอันดับต้นๆ ทั้งลักขโมย ทั้งใช้กำลังกับเด็กคนอื่น ก้าวร้าว และไม่เชื่อฟัง ที่สำคัญคือแบมแบมและพี่น้องร่วมสาบานอีกสองคนคือจูเนียร์และยูคยอมหลบหนีเจ้าหน้าที่ออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุ 15 พออ่านรายงานจบเสี่ยวเจียก็ย่นคิ้ว

“นายคิดว่าเด็กนั่นเป็นอย่างที่เขียนในรายงานหรือเปล่า?” เสี่ยวเจียหันไปถามคนที่นั่งอยู่ข้างๆ

“ฉันไม่คิดอย่างนั้น...ไม่รู้นายได้สังเกตหรือเปล่าว่าตามตัวเขามีแต่รอยแผลเป็นเต็มไปหมด รอยนูนที่เหมือนของมีคมบาด รอยที่ดูคล้ายบุหรี่จี้แถวๆหัวไหล่ รอยพวกนั้นอยู่ใต้ร่มผ้าทั้งหมด ฉันไม่คิดว่าแผลเป็นพวกนั้นจะเกิดขึ้นตอนที่เขาหนีออกมาอยู่ข้างนอกแล้ว ส่วนรายงานนี่คนที่เข้าไปสืบเขาเข้าไปอย่างเปิดเผย อีกอย่าง....มันน่าแปลกที่หลังจากนั้นประวัติและเอกสารยืนยันตัวต่างๆของจูเนียร์และแบมแบม หายไปอย่างไร้ร่องรอย เขาว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ในวันที่เด็กพวกนั้นหนีออกมา แต่ที่ฉันได้ยินจากแบมแบมคือ...คืนนั้นไม่ได้มีไฟไหม้อะไรทั้งนั้น”

“พวกนั้นจงใจลบประวัติของเด็กนั่นออก?” เสี่ยวเจียพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เรื่องเอกสารยืนยันตัวน่ะพอจะทำใหม่ได้ ฉันพอจะมีเส้นสายอยู่บ้าง” เสี่ยวเจียหันกลับไปมองคนที่นอนหลับเป็นตายบนเตียง

“น่าสงสารนะ...เด็กนี่โตมาโดยไม่รู้ว่าพ่อแม่เป็นใครมาจากไหนด้วยซ้ำ” ต้วนอี๋เอินปรายตามองสหายรัก เสี่ยวเจียมักจะอ่อนไหวกับเรื่องครอบครัวเสมอ

“ไว้ฉันจะให้คนตามสืบเรื่องพ่อแม่เขาด้วยแล้วกัน ดูท่าจะเป็นงานหินซะแล้วสิ” เสี่ยวเอินทอดเสียแล้วลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ

“...ขอบใจนะ...” เสี่ยวเอินพยักหน้ารับคำขอบคุณจากเสี่ยวเจีย

“ว่าแต่...นายแน่ใจนะว่าจะให้เขานอนห้องนาย” เสี่ยวเอินถามเพื่อความแน่ใจ

“ไว้ฉันจะลุกไปก่อนที่เด็กนี่จะตื่นแล้วกัน จะให้นอนโซฟาคืนนี้เลยก็ดูจะใจร้ายไปหน่อย” เสี่ยวเอินพยักหน้ารับแล้วเดินกลับไปห้องตัวเอง

หวังเจียเอ๋อร์กระเถิบตัวลงมานอนตะแคงมองหน้าคนที่หลับสนิท มองดูใกล้ๆแบบนี้ค่อยเหมือนเด็กอายุ 18 ธรรมดาทั่วไปไม่น่ามีพิษสงขนาดทำร้ายคนถึง 3คนได้ แต่พอได้ยินเรื่องจากปากของอึนกวังเองแล้วก็พอจะเข้าใจเด็กนี่ขึ้นมานิดๆ

งูเป็นสัตว์ที่หวงไข่และรักครอบครัว เด็กนี่ก็แค่พยายามจะรักษาครอบครัวที่มีอยู่น้อยนิดไว้ให้ได้นานที่สุด

....แต่ลำพังเด็กตัวแค่นี้จะไปมีปัญญาทำอะไรใครได้ 

…. 

---------------------------------------------------------

เสี่ยวเจียนอนแผ่หลาบนเตียงมองเพดานห้องไปพลางนึกถึงวัยเด็กของตัวเอง เขาและแม่อาศัยอยู่รวมกับครอบครัวใหญ่ของพ่อในฮ่องกง แต่เนื่องจากแม่ของเขาเป็นเมียคนที่สองของพ่อ ดังนั้นฐานะของพวกเขาแม่ลูกจึงค่อนข้างจำกัด แม่ของเขามักจะถูกแม่ใหญ่รังแก ส่วนเขาก็มักจะถูกพี่ๆของแม่ใหญ่รังแกเช่นกัน แต่พวกเขาก็อดทนได้

จนกระทั่งเขาอายุได้ 10 ขวบเกิดเหตุการณ์ลักพาตัว แต่ภายหลังเขาถูกช่วยกลับมาได้อย่างปลอดภัย แต่แม่กลับไม่พอใจที่เกิดเรื่องแบบนี้กับเขา แม่จึงพาเขาหนีออกมาอยู่ที่ไต้หวัน โดยได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวต้วนที่เป็นสหายเก่าของพ่อ เขาอาจจะไม่ได้มีวัยเด็กที่สวยงามนัก แต่หลังจากที่ย้ายออกมาอยู่ด้วยกันเองแค่ 2คนแม่ลูกแล้วทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้น พ่อเองก็ไม่ใช่ว่าจะทอดทิ้งพวกเขาซะทีเดียว พ่อมักจะส่งเงินมาให้พวกเขาเสมอ นอกจากนั้นยังแวะมาเยี่ยมเพื่อรอฟังผลสอบของเขาทุกเทอม แต่เป็นเพราะแม่ใหญ่ยังอยู่จึงไม่สามารถทำดีต่อแม่เขาได้เท่าที่ควร

จุดเปลี่ยนในชีวิตของเขาอยู่ที่วันหนึ่งเขาถูกคนของแม่ใหญ่ดักทำร้าย หลังจากนั้นก็มีการขู่ฆ่าตามมาเป็นระยะๆ ในตอนนั้นเองที่เขาเริ่มเรียนศิลปะการต่อสู้กับพ่อของเสี่ยวเอิน เริ่มรับพิษเข้าสู่ร่างกายเพื่อให้ร่างกายเคยชินกับการถูกทรมานด้วยพิษ

ฝึกประสาทสัมผัสและความแม่นยำในการใช้อาวุธทุกชนิดในการต่อสู้ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของแม่ แม่ไม่ต้องการให้เขามีเส้นทางเดินแบบเดียวกับพ่อ แม่ต้องการให้เขาใช้ชีวิตอย่างคนปกติทั่วไป ไม่ใช่ในฐานะของมาเฟียอะไรทั้งนั้น

ในวันเกิดปีที่ 18 ของเขาเป็นวันที่เขาสูญเสียแม่ไปเนื่องจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในตอนที่เขาฟื้นขึ้นมาก็เห็นแม่ใหญ่แต่งชุดดำมาเยี่ยมไข้พร้อมบอกข่าวร้ายเรื่องแม่ของเขา เมื่อเขาขอให้ครอบครัวต้วนช่วยสืบเรื่องอุบัติเหตุให้ก็พบว่าสายเบรกรถถูกตัด รถคู่กรณีถูกจ้างมาให้ก่อเหตุในวงเงินที่สูงผิดปกติ

นับตั้งแต่วันนั้นเขาก็พยายามอย่างหนักเพื่อกลับมาแก้แค้นให้แม่ เขาในตอนนี้กำลังรวบรวมเงินและกำลังคนเพื่อก่อการปฏิวัตเงียบๆ แม้ตอนนี้ฐานะของเขาจะยังไม่มั่นคงและเทียบชั้นพี่ชายต่างมารดาทั้งสองได้ แต่ก็ไม่ขี้เหร่เพราะเขาสามารถทำเงินให้พ่อเดือนละหลายพันล้านวอน ในขณะที่พี่ชายทั้งสองเอาแต่เที่ยวเล่นไปวันๆเท่านั้น

...สงครามที่แท้จริงกำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้... 

ขณะนอนคิดอยู่ดีๆมือเล็กๆก็ฟาดเพี๊ยะ ลงมาที่แก้มเขาเรียกสติเขากลับมามองคนที่นอนท่าทุเรศอยู่ข้างๆ หวังเจียเอ๋อร์หยิบข้อมือเล็กๆนั้นกลับไปวางลงบนอกเจ้าตัวอย่างเบามือ

เขาพอจะเข้าใจเด็กนี่ขึ้นมานิดๆแล้วว่าทำไมถึงต้องทนลำบากมาได้หลายปี ลำพังแค่หาเงินเลี้ยงปากท้องในวัย 15 ก็แทบเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่เด็กนี่ยอมทำงานเสี่ยงอันตราเพื่อให้ครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ดิ้นรนอยู่บนโลกใบนี้โดยแบบรับทุกอย่างไว้ก็เพียงลำพังอย่างกล้าหาญ สมแล้วที่เป็นคนที่ทำให้เสี่ยวเอินสนใจได้

“เมื่อไหร่ที่ฉันได้ขึ้นไปยืนบนจุดที่สูงสุดฉันจะหันไปยิ้มให้พวกที่เคยทำร้ายฉัน  นายเองก็เหมือนกัน

.... 

ถ้ามีคนมาทำร้ายนาย แล้วนายยังสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ 

นั่นแหละคือการลงโทษคนพวกนั้นอย่างสาสมที่สุด... 

เข้าใจมั้ยเสี่ยวซือ?” เสี่ยวเจียเอานิ้วจิ้มแก้มของคนที่หลับอยู่อย่างย่ามใจ

อยู่ดีๆเขาก็นึกชื่อที่จะเรียกอีกฝ่ายได้ (ซือ)

คำนี้แปลว่าความสุข เขาเห็นเด็กนี่ไม่มีความสุข ทำหน้าอมทุกข์อยู่ตลอดเวลา ไม่เคยปล่อยวางและเชื่อใจใคร ขอแค่เด็กนี่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเหมือนอย่างชื่อบ้างก็พอ

------------------------------------------------------

“เสี่ยวซือ....ฉันขอกาแฟเพิ่ม...” เสี่ยวเจียนั่งอ่านหนังสือพิมพ์กรอบเช้าพร้อมกับร้องเรียกหาคนเติมกาแฟ

“.................................” เงียบ ไร้เสียงตอบรับจนเขาต้องปรับเสียงให้ดังยิ่งขึ้น

เสี่ยวซือ 

 

กาแฟ 

!! 

“..............................” เสี่ยวเจียหันไปด้านหลังและมองว่าเจ้าตัวแสบกำลังทำอะไรอยู่ ก็เห็นเด็กหนุ่มในชุดเสื้อยืดสีเทากำลังยืนหันหลังให้อยู่หน้าเตา ง่วนอยู่กับไข่และกะทะตรงหน้าจนไม่ได้ยินเสียงเรียกของเขาแม้แต่น้อย

นี่ฉันพูดเป็นรอบที่สองพันห้าร้อยเก้าสิบห้าแล้วนะ 

! 

หูหนวกหรอไง 

! 

กาแฟฉันล่ะ? 

” เสี่ยวเจียตะโกนจนหน้าแดงเด็กหนุ่มถึงได้ปิดเตาแล้วหันมามองด้วยสายตาหงุดหงิด

“ก็ผมคิดว่าคุณเรียกคนอื่น” ผมตอบก่อนจะปรายตามองกาต้มกาแฟที่อยู่บนเคาท์เตอร์บาร์ด้านหลังหวังเจียเอ๋อร์

ถ้าแค่อีกฝ่ายจะไม่ขี้เกียจลุกขึ้นแล้วหันหลังไปหยิบมารินเองก็คงไม่ต้องวุ่นวายขนาดนี้ ผมเดินไปหยิบกาใส่กาแฟมารินใส่ถ้วยให้หวังเจียเอ๋อร์พลางบ่น

“ใครใช้ให้อยู่ดีๆก็ตั้งชื่อคนอื่นโดยพละการกันล่ะ”

ย๊า 

! 

ฉันได้ยินนะ 

! 

” ผมคว่ำปากใส่หวังเจียเอ๋อร์ก่อนจะเดินกลับไปที่ครัวและจัดอาหารเช้าเรียงใส่จาน เติมสลัด ขนมปังปิ้งและน้ำส้มตามพระบรรชาของฮ่องเต้ จากนั้นนำไปเสริฟ์ที่โต๊ะ

ได้ซะทีนะ 

! 

นึกว่าจะได้กินปีหน้าซะแล้ว 

! 

ฉันหิวจนกางเกงหลวมหมดแล้วเนี่ย 

” ผมสะบัดหน้ากำมือแน่น ไม่เคยต้องมาทนฟังอะไรที่มันขัดใจขนาดนี้มาก่อน หลังจากที่เจียเอ๋อร์กำลังจัดการอาหารเช้าตรงหน้า ผมก็เดินไปเตรียมอีกจานไว้ให้คุณต้วน

อื้ม 

! 

อร่อยนี่ 

! 

อร่อยกว่าอาหารหมาอีกนะเนี่ย” ผมมองดูความทุเรศทุรังของอีกฝ่ายที่แก้มบวมตุ่ยหันมามองเขา ไข่แดงไม่สุกตามที่อีกฝ่ายฝั่งไหลย้อยอยู่มุมปาก ถ้าคนพรรค์นี้มาเป็นมาเฟียได้นี่.....อย่างผมก็คงเป็นมาเฟียได้เหมือนกัน

คุณคงกินอาหารหมาจนชินล่ะสิ ถึงได้ไม่คุ้นกับอาหารของคน

ย๊า 

!!! 

ชิ 

!! 

“อรุณสวัสดิ์...ทำอะไรน่ะ...กลิ่นหอมจัง” คุณต้วนเดินออกมาจากห้องนอนแล้วกล่าวทักทาย

ย๊า 

! 

เสี่ยวเอินนายดูนะ 

! 

คนของนายด่ามาฉันเป็นหมา

!

” เสี่ยวเจียรีบฟ้อง

ขณะที่คุณต้วนสวมเสื้อเชิ้ตลายทางสีเทา ในมือมีเสื้อสูทสีเดียวกันเดินออกมาจากห้องเตรียมพร้อมไปทำงาน แต่หวังเจียเอ๋อร์ยังหัวยุ่งอยู่ในชุดนอนอยู่เลย เทียบกันแล้ววันๆหนึ่งหวังเจียเอ๋อร์ทำงานทำการบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้

“อรุณสวัสดิ์ครับ...คุณจะทานอาหารเช้าเหมือนกันมั้ยครับ?” ผมก้มหัวทักทายพร้อมกับเดินมารินกาแฟใส่ถ้วยให้คุณต้วนที่โต๊ะทานอาหาร

“เอาสิ...ปกติไม่ค่อยมีใครทำให้กิน ไม่นึกว่านายจะทำอาหารเป็น”

ผมอยากจะบอกเขาเหลือเกินว่าผมเองก็ไม่ได้พิศวาสการลุกมาทำอาหารแต่เช้า แต่เพราะเมื่อเช้าผมตื่นมาก็พบว่าคนบ้าแซ่หวังซุกตัวอยู่ที่อกผม ผมเลยถีบเขาตกเตียง หมอนั่นร้องโวยวายว่าอุตส่าห์แบ่งเตียงให้ผมนอนแต่ผมกลับตอบแทนเขาด้วยการถีบหน้าหงายจนผมรู้สึกผิด เขาจึงเรียกร้องว่าหิวอยากกินอเมริกันเบรกฟาส ให้ผมออกไปซื้อของจากซุปเปอร์มาทำให้เขากิน และสุดท้ายก็มาจบอยู่หน้าเตาทั้งที่ผมยังไม่ทันได้ล้างหน้าแปรงฟันเลยด้วยซ้ำ

“ผมก็ทำได้แต่ของง่ายๆ

พอดีวันนี้ตื่นเช้าด้วยเลยมีเวลาออกไปซุปเปอร์ใกล้ๆ 

” ผมเน้นคำพูดที่ประโยคหลังก่อนจะปรายตามองหวังเจียเอ๋อร์

“วันนี้นายเองก็ตื่นเช้านะเสี่ยวเจีย...นั่นปากไปโดนอะไรมา?” เสี่ยวเอินจิบกาแฟก่อนจะสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของเสี่ยวเจีย ปากของเขาเจ่อๆบวมๆแถมยังมีเลือดไหลซิบๆคล้ายปากแตก ยิ่งพอเห็นท่าทางแปลกๆของแบมแบมและเสี่ยวเจียด้วยแล้วยิ่งทำให้รู้สึกว่า ระหว่างสองคนนี้ต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ

“ถูกกัดหรอ?” เสี่ยวเอินยื่นหน้าเข้าไปถามสหายรัก

ถูกกัดยังดีซะกว่า 

! 

แผลนี่เพราะถูกถีบ...พอใจหรือยัง 

! 

” เสี่ยวเอินคลี่ยิ้มก่อนจะถามต่อ

“หรือว่าเมื่อคืนลุกออกมาไม่ทัน?”

“เสี่ยวซือน่ะเก่งกับฉันเฉพาะเวลาที่ฉันไม่ทันตั้งตัวเท่านั้นแหละ ตื่นมาก็ถูกยันโครมลงจากเตียงคิดว่ายังไงล่ะ? ยังหลับต่อได้มั้ย?”

ก็ใครใช้ให้คุณมานอนข้างผมล่ะ 

! 

” ผมวางจานอาหารเช้าให้คุณต้วนเสร็จก็หันไปตะหวาดใส่หวังเจียเอ๋อร์

เฮอะ 

! 

ใครเค้าอยากนอนกับเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมกัน 

! 

ก็นั่นมันเตียงฉัน 

! 

ทำไม 

! 

ฉันนอนเตียงตัวเองไม่ได้หรือไงห๊ะ 

! 

“ก็แล้วผมทำอาหารเช้าให้คุณกินนี่ยังไม่พอสำหรับการขอโทษอีกหรอ?”

“เอ้า

!

ก็นี่มันงานนาย ฉันให้นายมาอยู่นี่ก็เพื่อทำงานชดใช้เงินที่นายเอาไปถลุง

อ้อ 

! 

แล้วก็อย่าลืมเงินส่วนที่เสี่ยวเอินลงทุนไปกับครอบครัวของนายซะล่ะ กับเงินทอนค่ากับข้าวเมื่อเช้าฉันยังไม่ได้คืนเลย” ผมมองนิ้วที่กระดิกเรียกขอเงินทอนด้วยความหงุดหงิด จึงควักเศษเงินที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงพร้อมกับบิลค่าชำระสินค้าออกมาตบไว้จนโต๊ะเสียงดัง จากนั้นก็สะบัดหน้ากลับไปล้างจานต่อ

ผมพยายามคิดเรื่องนี้หลายต่อหลายครั้ง หากผมยังทำงานบ้านเล็กๆน้อยๆพวกนี้ให้เขาไม่เท่ากับว่าผมเป็นแม่บ้านงั้นหรอ? แล้วอีกกี่ผมถึงจะชดใช้เงินให้พวกเขาหมด? เมื่อไหร่ผมจะหลุดจากขุมนรกนี่ได้?

“นี่...ทำไมเขาถึงเรียกนายว่าเสี่ยวซือ?” คุณต้วนถามขณะยกจานที่ทานเสร็จแล้วมาส่งให้ผมที่อ่างล้างจาน ผิดกับหมอนั่นที่กินเสร็จก็นั่งรากงอกอยู่ที่เก้าอี้ไม่ยอมขยับไปไหน

“ผมจะไปรู้เขาหรอ?อยู่ดีๆก็เพ้ออะไรก็ไม่รู้” ผมมองชายที่นั่งหันหลังให้

เพ้ออะไร 

! 

คนอุตส่าห์ใจดีตั้งชื่อจีนให้” หวังเจียเอ๋อร์หันมาเกาะพนักพิงเก้าอี้จ้องผมตาเขม็ง

“ผมต้องขอบคุณด้วยหรือเปล่าที่อุตส่าห์ตั้งชื่อให้ทั้งที่ผมก็มีชื่ออยู่แล้ว?”

แน่นอนสิ 

! 

” ผมเม้มปากกำมือข่มความโกรธ

เฮอะ 

! 

คนบ้าอะไร 

! 

ผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ไม่รู้จะต่อกรหรือรับมือกับคนประเภทนี้ยังไง หมอนี่เป็นมาเฟียจริงๆหรือเปล่า ข้อนี้ผมยังสงสัยไม่หาย

“แล้วทำไมต้องเป็นเสี่ยวซือด้วย?” คุณต้วนหันไปถามคนบ้าแซ่หวัง

“ก็คล้ายกับเสียง(ซือ...ซือ..)เสียงขู่ของงูน่ะสิ แถมยังไปตรงกับชื่อ(แบม)ในภาษาเกาหลีที่แปลว่างูเขาเจ้าตัวเค้าอีกไง” คุณต้วนได้ฟังก็ยิ่งทำหน้าไม่เข้าใจ

“งั้นไม่เรียกว่า ซู่ซู่

[

งู

]

ไปเลยล่ะ?”

ไม่ได้ 

! 

แบบนั้นก็น่าสงสาร

ไป่ซูเจิน 

เกินไปน่ะสิ” ผมมองพวกเขาสองคนคุยกันไม่รู้เรื่องจึงอ้าปากถาม

“ไป่ซูเจิน?”

“ไป่ซูเจินเป็นนางเอกในเรื่องนางพญางูขาวน่ะสิ...รู้จักหรือเปล่า?” ผมส่ายหน้าแทนคำตอบ คุณต้วนพาเดินไปที่ชั้นหนังสือพร้อมอธิบาย

“ที่ชั้นหนังสือน่าจะมีเรื่องนี้อยู่นะ เรื่องนางพญางูขาวเป็นนิทานพื้นบ้านของหังโจว แต่ที่ชั้นหนังสือเรามีแต่ภาษาจีน...นายคงอ่านไม่ออก” คุณต้วนหยิบหนังสือเล่มเก่าๆจากชั้นมาส่งให้ผมรับไปเปิดดู

“อยากเรียนหรือเปล่าล่ะ? ภาษาจีนน่ะ”

อยาก 

! 

” ผมตาเป็นประกายรีบพยักหน้าทันที

ผมอยากเรียนหนังสือ แต่ผมไม่เคยได้รับโอกาสนั้นเพราะต้องหาเลี้ยงตัว ตอนนั้นความรู้ไม่ได้สำคัญกว่าเงินทอง หากปากท้องยังไม่อิ่มใครจะไปมีสมองมาคิดเรื่องอื่น แต่ถ้าหากการได้อยู่ที่นี่ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมนอกจากทำงานบ้านได้ก็ยิ่งดี

“ไว้ฉันจะหาเวลามาสอนให้ ทั้งภาษาจีนแล้วก็อังกฤษ รู้หลายๆภาษาไว้ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่ลำบาก” คุณต้วนมองนาฬิกาข้อมือตัวเองและบ่นว่าสายแล้ว

“ฉันต้องรีบไปแล้ว...ไว้เย็นนี้แล้วกันนะ” คุณต้วนเดินไปสวมรองเท้าที่ตู้รองเท้าหน้าลิฟท์ ส่วนผมรีบวิ่งไปที่เก้าอี้หยิบเสื้อสูทมายืนรอที่หน้าเขาอย่างรู้งาน ช่วยเขาสวมสูทเสร็จก็ได้ยินเสียงดัดจริตมาจากด้านหลัง

“ที่รักคะคุณลืมอะไรหรือเปล่าคะ?” หวังเจียเอ๋อร์ดัดเสียงเล็กๆน่ารำคาญ

“อะไรหรอแม่มันหวานของฉัน” ประเดี๋ยวหมอนั่นก็ทำเสียงต่ำ

KISS

ไงคะ จุ๊บๆๆ” หวังเจียเอ๋อร์ทำเสียงเล็กอีกครั้งพร้อมซาวประกอบเสียงจูบดูดดื่ม

ผมกับคุณต้วนหันไปมอง ก็เห็นคนบ้าแซ่หวังกำลังกอดจูบลูบไล้ตัวเองแล้วต้องรีบเบือนหน้าหนี 

“คุณทนเขาได้ยังไง?” ผมนิ่วหน้ามองคุณต้วน

“เดี๋ยวนายก็ชิน” เขายิ้มแล้วตอบกลับมา

หลังจากส่งคุณต้วนลงลิฟท์ไป ผมก็กลับมาเก็บกวาดจานชามต่อจนเสร็จและจัดการอาหารส่วนของตัวเองโดยไม่สนใจหวังเจียเอ๋อร์อีก จากนั้นก็รีบไปอาบน้ำอาบท่าเตรียมตัวออกไปเยี่ยมจูเนียร์ฮยองที่โรงพยาบาล แต่ตอนที่ลิฟท์มาถึงชั้นล่างผมกลับถูกคว้าหลังคอเสื้อจากด้านหลัง ยังไม่ทันเห็นว่าเป็นใครผมก็ถูกจับโยนเข้าไปในรถหรูที่สตาร์ทเครื่องรออยู่ก่อนแล้ว ผมเปิดประตูรถทำท่าจะหนี แต่รถถูกล็อคไว้จากด้านนอกด้วยรีโหมด อีกฝ่ายเดินอ้อมมาขึ้นรถพร้อมกับผิวปากสบายอารมณ์

“คุณจะพาผมไปไหน?”

“ไปซื้อเสื้อผ้าไง...คราวก่อนไม่ได้ไปตามที่เสี่ยวเอินกำชับมาฉันเลยรำคาญฟังหมอนั่นบ่น...อีกอย่าง...ฉันไม่ชอบเห็นนายแต่งตัวสกปรกรกรุงรังเหมือนขอทาน มันรำคาญลูกตา” คนแซ่หวังโบกมือไล่จนผมรู้สึกเสียหน้า ก้มลงมองดูตัวเอง

หึ

!

เสื้อยืดกางเกงยีนส์ดูเหมือนขอทานในสายตาพวกเขาหรอ? นี่มันออกจะตลกร้ายเกินไปแล้ว คนชั้นสูงที่หาเงินได้คราวละมากๆใช้เงินหมดไปกับของฟุ่มเฟือยอย่างเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย แต่กับคนที่ไม่มีอันจะกินต้องกระเบียดกระเสียดใช้จ่ายอย่างประหยัดเพื่อให้ผ่านแต่ละวันไปอย่างยากลำบาก ทั้งๆที่เป็นคนเหมือนๆกันแต่ฟ้าลำเอียงให้พวกเขาเกิดมามั่งมี ในขณะที่คนอื่นๆเกิดมาและอยู่มาด้วยความลำบาก ผมดูเขาแล้วผมยิ่งนึกรังเกียจ เขาดูถูกผมต่างๆนานาแต่ไม่ได้คิดเลยว่าคำพูดเขาแต่ละคำมันน่าดูถูกซะยิ่งกว่า

“อะไร? ทำไมอยู่ๆก็เงียบล่ะ? เห็นปกติพูดจ๋อยๆ” หวังเจียเอ๋อร์ปรายตามองผม

“ผมกำลังสงสารคุณอยู่น่ะสิ คุณเที่ยวดูถูกคนอื่นว่าต่ำต้อยอย่างโน้นอย่างนี้ ตัวคุณสูงส่งมาจากไหน? คนเราต่อให้รวยล้นฟ้าแค่ไหนก็กินได้ไม่มากไปเกินกว่า

อิ่ม

ต่อให้บ้านช่องใหญ่โตเป็นคฤหาสน์ก็อยู่ได้

ทีละห้อง

เท่านั้น”

หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ถามอะไรผมอีก เอาแต่นั่งเงียบตลอดทางจนกระทั่งรถขับมาจอดที่หน้าร้านเสื้อผ้า เขาให้ผู้จัดการร้านออกมาเลือกเสื้อผ้าให้ผมลองชุดโน้นชุดนี้เหมือนตุ๊กตา แล้วตัดสินใจซื้อเสื้อตัวหนึ่งที่ผมไม่น่าจะใส่ได้มาให้ มันเป็นเสื้อรัดรูปสีกรมเดินตะเข็บด้วยสีเขียว ด้านหน้าและด้านหลังสั้นเต่อและไม่ปกปิดอะไรได้เลย เขาโยนเสื้อตัวนั้นให้ผมแล้วบอกให้ผมเข้าไปลองพร้อมกับหัวเราะใส่หน้า

ผมหมดความอดทนที่จะอยู่กับคนประเภทนี้ เขาไม่ได้ตั้งใจจะพาผมมาซื้อเสื้อแต่แรก เขาเพียงแต่สนุกที่ได้แกล้งผมเท่านั้น ผมแอบออกมาจากห้องรองเสื้อ ก้มตัวหลบไปกับชั้นเสื้อผ้าเพื่อหลบสายตาเขาจนสามารถหนีออกมาจากร้านได้

ผมตัดสินใจไม่ไปหาจูเนียร์ฮยองเพราะรู้ดีว่าถ้าหวังเจียเอ๋อร์หาผมไม่เจอจะต้องไปดักรอผมที่โรงพยาบาลแน่ ผมจึงเปลี่ยนใจไปหาคุณต้วนที่ทำงานแทน

-----------------------------------------------------------------

To Be Con

ความคิดเห็น