email-icon

สอบถามเรื่องนิยายหรือพูดคุยกับนักเขียนฝึกหัด : Euglanaforfiction@gmail.com ขอบคุณสำหรับทุก ๆ กำลังใจนะคะ ผู้เขียนสัญญาว่าจะพัฒนาผลงานของตัวเองเรื่อย ๆ ค่ะ

ดวงใจอคิราห์ ๑๑

ชื่อตอน : ดวงใจอคิราห์ ๑๑

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 14 เม.ย. 2564 23:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ดวงใจอคิราห์ ๑๑
แบบอักษร

“โถ…ตะวันเพื่อนรัก ยอมให้กูลงแข่งเถอะนะ น้า” จัมพ์ส่งเสียงเว้าวอนหลังทำผิดมหันต์ วันนี้เขาเดินตามชายหนุ่มเจ้าของฉายาเจ้าชายน้ำแข็งทั้งวันแม้กระทั่งเข้าห้องน้ำเจ้าตัวยังยืนพิงหน้าประตูหวังให้เพื่อนสนิทยอมใจอ่อนสักนิด ส่วนคนถูกวอแวยังคงใช้ชีวิตตามเดิม นิ่ง เงียบ ไร้ความรู้สึกเหมือนเดิม

ตั้งแต่วันนั้นที่จัมพ์เอ่ยชวนฟ้าโปรดขับรถโดยขาดการไตร่ตรองดูความเหมาะสม เขาจึงถูกเจ้าของสนามHeaven speedway ตัดสิทธิ์การแข่งขันรถบิิ๊กไบค์ภายใต้สังกัดHeaven เป็นการลงโทษ

“ตะวันกูว่ามึงพิจรณาใหม่อีกครั้งเถอะ ไอ้จัมพ์อุตส่าห์หมั่นซ้อมกูเสียดายเวลาของมัน” ฟิล์มเสนอแนวคิดขณะที่พวกเขาทั้งหมดกำลังนั่งสูบบุหรี่บริเวณเขตอนุญาต

“ใช่ ๆ ๆ” คนถูกลงโทษรีบพยักหน้ากระพริบตาปริบ ๆ พยายามทำตัวน่าสงสารที่สุดหวังให้เพื่อนสนิทใจอ่อน ด้านครามได้เพียงแต่ยิ้มเอาใจช่วยเพราะเขาเองก็มีความผิดฐานสมรู้ร่วมคิด

อคิราห์เงยหน้าจากโทรศัพท์มือถือของตน ดวงตาคมตวัดมองฟิล์มด้วยสายตาเรียบเฉย “ไม่จำเป็น” เขาตอบก่อนจะก้มหน้าเล่นโทรศัทพ์ฆ่าเวลาต่อไป

คำตอบเดิมประโยคเดิมที่ได้จากปากของอคิราห์ทำเอาจัมพ์ลอบถอนหายใจเป็นครั้งที่เท่าไหร่ของวันก็ไม่รู้ ในใจพึงคิดอยากย้อนเวลา ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องมานั่งเสียดายเงินรางวัลตั้งสิบห้าล้านบาทหากเป็นผู้ชนะในการแข่งขับรอบนี้หรอก แถมการแข่งรอบนี้มีเพียงแต่เขาคนเดียวที่ลงแข่งเปรียบเสมือนตัวแทนของสังกัดอีกด้วย

ใคร ๆ ก็รู้กันทั้งนั้นอคิราห์หากได้พูดอะไรเขาไม่เคยคืนคำเลยสักครั้ง ดั่งสุภาษิตคำพังเพยว่า กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ

บุหรี่มวนสุดท้ายถูกทิ้งลงกระถางสำหรับใส่ก้นบุหรี่ อคิราห์หยิบลูกอมดับกลิ่นปากขึ้นมาพร้อมกับแกะมันเข้าปากก่อนจะหยัดตัวลุกขึ้น

“อ้าว ไปไหนวะ ที่เดิมอ่อ?” ครามรีบเอ่ยถาม ที่เดิม หมายถึงโต๊ะม้าหินอ่อนโต๊ะประจำลานเกียร์วิศวะของพวกเขา

“อืม” ชายหนุ่มตอบเพียงเท่านี้เพื่อนต่างก็เข้าใจดี สงสัยถึงเวลาเลิกของหนุ่มสถาปัตย์ตัวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มอคิราห์จึงทิ้งบุหรี่ที่ยังสูบไม่หมดมวนทิ้งแถมยังลุกขึ้นไม่บอกสักคำ

“เหี้ยเอ้ย กูไม่น่าไปชวนฟ้าโปรดเล้ย” เมื่อเพื่อนสนิทเดินออกไปจนลับตา คนถูกลงโทษยกมือขึ้นกุมขมับทันที “ทำไงดีวะพวกมึง”

“จะทำไงได้มึงก็รู้ไอ้ตะวันเคยพูดคืนคำซะที่ไหน ทำใจเหอะว่ะค่อยแข่งรอบหน้านัดนี้ไม่ได้เป็นนัดสำคัญซักหน่อย” ครามบอกอย่างจนปัญญา ขึ้นชื่อว่าไอ้เจ้าชายน้ำแข็งต่อให้ชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูดก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจอยู่ดี

“มึงให้จันทร์เจ้าช่วยคุยให้กูหน่อยดิ”

“ไอ้จัมพ์ ไอ้เวร! หาตีนให้กูอีกขืนถ้าจันทร์ช่วยพูดความกูแตกพอดี ขนาดฟ้าโปร…” ยังกล่าวไม่ทันจบประโยค จู่ ๆ แผนการบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว “ใช่! ฟ้าโปรด” ครามดีดนิ้วทันทีเมื่อคิดแผนออก

“ฟ้าโปรดอะไรของมึงอีก”

“โว้ย! ไอ้จัมพ์ทำไงมึงโง่จังวะ คนเดียวที่จะช่วยมึงได้ตอนนี้คือฟ้าโปรดเว้ย”

“ยังไงวะ” จัมพ์ขมวดคิ้วถามต่ออย่างไม่เข้าใจ

“ถ้ามึงยังอยากลงแข่ง มึง กู ไอ้ฟิล์ม ไปดักรอฟ้าโปรดที่คณะกัน จากนั้นก็…” หนุ่มสามคนชะโงกหน้าเข้าใกล้กันโดยครามเป็นคนวางแผนการส่วนฟิล์มและจัมพ์ฟังเพื่อทำตามแผน

วางแผนกันเสร็จเรียบร้อยไม่รอช้าให้เสียเวลา สามหนุ่มลุกขึ้นทิ้งบุหรี่ใส่ในกระถางหรือโถใส่ก้นบุหรี่จากนั้นจึงสาวเท้าเดินไปดักรอตัวช่วยหน้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ โชคดีที่มหาวิทยาลัยจัดสถานที่สูบบุหรี่ไว้บริเวณลานกว้างหลังอาคารเก่ามีลมโชยเบา ๆ จึงทำให้พวกเขาไม่ค่อยมีกลิ่นบุหรี่ติดตัวเท่าไหร่หากแต่คนจมูกดีเท่านั้นที่จะได้กลิ่น

 

“นักศึกษาคนไหนสนใจโครงการที่อาจารย์บอกพรุ่งนี้มาลงชื่อได้เลยนะคะ หรือจะลงชื่อวันนี้ก็ได้ค่ะ” อาจารย์สาววัยกลางคนประชาสัมพันธ์ช่วงท้ายคาบให้เหล่านักศึกษาฟังเกี่ยวกับโครงการจิตอาสาช่วยน้องบนดอยสูง

กิจกรรมจิตอาสาช่วยน้องบนดอยสูงจัดขึ้นทุกปีแต่ละปีจะมีโครงการของเหล่าอาจารย์ร่วมกับนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งของแต่ละคณะเพื่อช่วยเด็กด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดาร เฉกเช่นเดียวกับปีนี้คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จับมือร่วมกันจัดทำโครงการที่ โรงเรียนบ้านบุญเลอน้อย ตำบล แม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ขึ้นชื่อว่าวิศวะและสถาปัตย์ก็ไม่พ้นจากการช่วยกันออกแบบซ่อมแซมอาคารเรียนซ่อมแซมอุปกรณ์ต่าง ๆ ทว่ารายละเอียดโครงการในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากคณะแพทยศาสตร์เช่นเดิม อีกทั้งเหล่านักศึกษาแต่ละคณะที่เข้าร่วมโครงการล้วนแล้วแต่เป็นนักศึกษาจิตอาสากันทั้งนั้น ใครอยากร่วมก็ลงชื่อใครไม่อยากร่วมก็เป็นสิทธิ์ของคุณ

สิ้นประโยคบอกของอาจารย์สองเพื่อนซี้หันหน้ามาปรึกษากันครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นไปลงชื่อหน้าชั้นเรียน เมื่อเหล่านักศึกษาจิตอาสาลงชื่อเสร็จต่างก็พากันแยกย้ายเช่นเดียวกับผิงผิงและฟ้าโปรด

“มึงกูไม่ได้ไปส่งที่ลานเกียร์นะ ม๊าพึ่งไลน์มาบอกอาม่าลื่นล้มตอนนี้อยู่โรง’บาล” ผิงผิงบอกฟ้าโปรดด้วยความร้อนรน ปกติทุกวันเธอมักเดินไปส่งเพื่อนซี้ที่ลานเกียร์ทว่าวันนี้ดันเกิดเหตุฉุกละหุกกับอาม่าขึ้นเสียก่อน

“จริงหรอ! ให้เราไปด้วยไหม” ฟ้าโปรดตกใจตาโต อาม่าของผิงผิงอายุอานามตั้งเจ็ดสิบสี่ปีกระดูกกระเดี้ยวก็ไม่ค่อยดียิ่งมาลื่นล้มคงสาหัสน่าดู

“ไม่เป็นไรมึง งั้นกูไปก่อนนะ” เธอปฏิเสธเสียงสั่นเครือก่อนจะรีบสาวเท้าออกไปเพื่อมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว

คนร่างเล็กชะเง้อคอมองเพื่อนสนิทที่เดินออกไปจนลับตา ได้เพียงแต่ภาวนาให้อาม่าไม่เป็นอะไรมากมายไม่อย่างนั้นเขาคงเสียใจไม่แพ้ผิงผิงแน่ล่ะ

“จ๊ะเอ๋!”

“เหวอ!!” ฟ้าโปรดตกใจสะดุ้งโหยงจนเกือบล้ม เมื่อจังหวะที่เขาหันหลังกลับก็เจอชายหนุ่มตาตี่เพื่อนสนิทของตะวันโผล่หน้าเข้าใกล้

ป๊าบ!

“โทษทีแทนไอ้จัมพ์นะฟ้าโปรด” เป็นครามที่เดินตามหลังกล่าวขอโทษแทนเพื่อนสนิทและไม่วายจะโบกท้ายทอยของคนขี้เล่นไปหนึ่งที

“ฮะ ๆ ไม่เป็นไรเราไม่ถือ ว่าแต่พวกนายมีอะไรรึเปล่าปกติไม่เห็นมาที่นี่นี่นา” ฟ้าโปรดเอ่ยถามด้วยความสงสัย ปกติสามหนุ่มไม่เคยมาคณะนี้มีเพียงแต่ตะวันเท่านั้นที่บางวันมารับเขาถึงหน้าตึก

ในที่สุดก็เป็นไปตามแผน จัมพ์ขยิบตาใส่ครามหนึ่งทีก่อนจะหันไปยักคิ้วให้ฟิล์มที่ยืนห่างออกไปไม่ไกล

“เราเจอปัญหาหนักหนาสาหัสสากัน อยากให้ฟ้าโปรดช่วย” ไม่เพียงแต่พูด จัมพ์ปั้นหน้าเศร้าทำตัวห่อเหี่ยวราวกับคนหมดอาลัยตายอยาก ซึ่งนั่นก็ได้ผลไม่น้อยฟ้าโปรดมองคนขี้เล่นอย่างจัมพ์เศร้าก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามต่อเพื่อยื่นมือเข้าช่วย

“ได้สิ จัมพ์มีปัญหาอะไรรึเปล่า”

เมื่อตัวช่วยคล้อยตาม ครามกับจัมพ์ไม่รอเวลาพวกเขารีบบอกปัญหาให้คนร่างเล็กฟังทันทีมิหนำซ้ำยังแอบตีไข่ใส่ความจนคนรับฟังปัญหาขมวดคิ้วตาม อารมณ์ขุนโกรธเล็ก ๆ เริ่มตามมา

ตะวันไม่ยุติธรรมเอาซะเลย

“เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละ”

“จัมพ์กับครามไม่ต้องเสียใจนะ เดี๋ยวเราจะไปคุยกับตะวันเอง คนอะไรไม่ยุติธรรมเอาซะเลย” ฟ้าโปรดโบกมือลาหนุ่มสามคนจอมวางแผน เจ้าตัวรีบสาวเท้ามุ่งเดินไปลานเกียร์ทันที

 

“สวัสดีฟ้าโปรด” เสียงหวานใสกล่าวทักทายระหว่างทางทำเอาฟ้าโปรดสะดุ้งเล็กน้อย ครั้นหันไปตามเสียงพบว่าคนที่พึ่งกล่าวทักทายไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นยูรินั่นเอง

“สวัสดียูริ” คนร่างเล็กทักทายตอบตามด้วยรอยยิ้ม ต่อให้ขุ่นเคืองตะวันนิดหน่อยก็ไม่ควรไปลงกับคนอื่น

“กลับบ้านคนเดียวหรอ” เธอถามด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นมิตรแม้ในใจรู้ดีว่ายังไงคนตรงหน้าก็กลับพร้อมคนที่เธอชอบอยู่ดี

“เรากลับกับตะวันน่ะ แล้วยูริล่ะ”

ดวงตากลมโตของคนฟังวูบไหวพลางหลุบตาลงต่ำครู่หนึ่งก่อนจะช้อนสายตามองคนตรงหน้า ตามด้วยการคลี่ยิ้มเล็กน้อย

“อ๋อ เรา…ที่บ้านมารับน่ะ ว่าแต่ฟ้าโปรดจะเดินไปลานเกียร์ไหมเดี๋ยวเราไปส่ง” ยูริเอ่ยถามด้วยความเต็มใจไร้เลศนัยแอบแฝง

“ยูริจะเดินอ้อมไหมนะ”

“ไม่อ้อมหรอก ปกติเราให้ที่บ้านมารับแถวนั้นอยู่แล้ว” เธอตอบตามความจริง ส่วนคนฟังพยักหน้าเข้าใจ

“ถ้าอย่างนั้นเราเดินไปด้วยกันเนอะ” ฟ้าโปรกยกยิ้มจนแก้มเป็นก้อน ไม่แปลกที่ตะวันชอบเพราะฟ้าโปรดน่ารักนี่เอง

“อื้อ เอาสิ”

ท่ามกลางความเงียบระหว่างการเดินไปลานเกียร์ ยูริเดินก้มหน้าจมอยู่กับภวังค์ของตน ฟ้าโปรดกับตะวันเป็นอะไรกันทำไมถึงต้องไปไหนมาไหนด้วยกันด้วย ใจนึงก็อยากคิดเข้าข้างตัวเองว่าพวกเขาเป็นเพื่อนกันแต่อีกใจอดคิดไม่ได้ว่าพวกเขาทั้งสองชอบพอกัน

“ฟ…ฟ้าโปรดรู้จักกับตะวันนานรึยัง” สุดท้ายเธอตัดสินใจเงยหน้าเอ่ยถาม

“อ๋อ เรากับตะวันรู้จักกันได้สามเดือนเอง” ฟ้าโปรดตอบตามความจริง ส่วนหญิงสาวรู้สึกโหวงทันทีเมื่อได้ฟัง ตะวันไม่ใช่คนที่เข้ากับคนอื่นง่ายขนาดนั้น นอกเสียจากว่า…เป็นคนพิเศษ

“ฮะ ๆ ฟ้าโปรดโชคดีจัง ไม่เหมือนเรา” เธอแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อนพลางลอบถอนหายใจ “มีคนเคยเตือนเราหลายครั้งตลอดสามปีที่ผ่านมาว่าคนที่ใช่ไม่ต้องพยายาม แต่รู้ไหมประโยคพวกนั้นเราไม่เอามาใส่ใจสักครั้งเลยนะ”

“…”

“เพราะเราดันเชื่อว่าปลายทางของคนพยายามคือความสำเร็จ ซึ่งสุดท้ายแล้ว…ต่อให้เราพยายามวิ่งตามบางสิ่งบางอย่างมากแค่ไหนถ้ามันไม่ใช่เราก็ไม่มีวันวิ่งตามมันทันอยู่ดี” เธอก้มหน้าพูดตามความคิด “เอ่อ…งั้นเราส่งฟ้าโปรดตรงนี้แล้วกันนะสงสัยที่บ้านคงมารอแล้ว”

ไม่รอให้คนฟังได้ตอบกลับอะไร หญิงสาวลูกครึ่งหันหลังเดินกลับไปอีกทางทันทีปล่อยให้ฟ้าโปรดยืนงงกับคำพูดของเธออยู่แบบนั้น

“งงจัง” ฟ้าโปรดยกมือเกาท้ายทอยก่อนจะเลิกสนใจพร้อมสาวเท้าไปยังลานเกียร์เช่นเดิม

 

“ทำไมมาช้า” เสียงทุ้มเอ่ยถาม วันนี้ฟ้าโปรดเลิกเรียนสามโมงแต่เจ้าตัวดันมาสามโมงครึ่ง ช้าไปสามสิบนาทีทั้ง ๆ ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์เดินมาลานเกียร์ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ

คนถูกถามยกแขนกอดอก “นิสัยไม่ดี” คำทักทายสุดแปลกใหม่ทำเอาอคิราห์เลิกคิ้วสงสัย เขาหยัดตัวลุกขึ้นประจันหน้าคนตัวเล็กที่กำลังกอดอก ทำแก้มพองนิดหน่อยจ้องเขาตาเขม็ง

“ทำไมตะวันไม่ยุติธรรม เราไม่ชอบเลย”

“กูไม่เข้าใจ”

“ทำไมต้องลงโทษจัมพ์ด้วยการตัดสิทธิ์การแข่งขันด้วยเล่า เราก็ผิดเหมือนกันนี่” คนฟังร้องอ๋อในใจทันที เขากัดฟันกรอด ไอ้จัมพ์ไอ้ปากโป้ง

“เรื่องนั้นกูตัดสินใจแล้…” คำพูดจำต้องกลืนลงคอเมื่ออีกฝ่ายพูดขึ้นแทรกเสียก่อน

“ไม่รับรู้ ตะวันลงโทษจัมพ์ได้ก็ต้องลงโทษเราด้วย”

“ลงโทษ?”

“อือฮึ เอางี้เพื่อไม่ให้เราโกรธตะวันไปมากกว่านี้ เราจะไม่มามหาลัยกับตะวันหนึ่งอาทิตย์ตกลงไหม” เป็นข้อตกลงที่ฟังแล้วราวกับโดนต่อยสามร้อยหมัด อคิราห์ในตอนนี้คิ้วขมวดเป็นปมถ้าผูกเป็นโบได้คงได้โบอันใหญ่แน่ล่ะ

ตกลงก็เหี้ย ข้อตกลงบ้าบอคอแตกชิบหาย

“ไม่” เขาปฏิเสธเสียงแข็ง

“จะให้จัมพ์โดนลงโทษคนเดียวได้ไงเล่า ก็เราเป็นคนบอกให้จัมพ์สอนเอง เอางี้เริ่มวันนี้เลยแล้วกันงั้นเรากลับก่อนนะ บาย” ไม่รออีกคนตอบฟ้าโปรดหันหลังหวังเดินหนีทันที

“เฮ้ย! เออแม่ง กูยอมให้ไอ้จัมพ์แข่งก็ได้วะ” สุดท้ายต้องยอมไปตามระเบียบ คนร่างเล็กหยุดเดินพร้อมกับหันมาฉีกยิ้มให้คนร่างหนา นี่มันนางร้ายในละครหลังข่าวชัด ๆ แต่มาในรูปนางร้ายใสซื่อนี่หว่า

“ดี๊ งั้นตะวันรีบโทรบอกจัมพ์เลยเดี๋ยวจัมพ์เสียใจนาน”

“เออ”

“พูดไม่เพราะ”

“ครับ”

ไอ้จัมพ์ไอ้เวร เจอหน้าขอต่อยสักหมัดเถอะแม่ง !

 

—TBC—

 

ความคิดเห็น