email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่32 : กระจ่าง

ชื่อตอน : ตอนที่32 : กระจ่าง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 14 เม.ย. 2564 12:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่32 : กระจ่าง
แบบอักษร

ตอนที่32 : กระจ่าง

 

 

"หึ อึดสมกับเป็นนักมวยจริงๆเลยนะมึง อัดมันต่อ...ถ้ามันยังไม่สลบพวกมึงก็ห้ามหยุด" คิมหันต์ยิ้มเยาะเมื่อเห็นธันวายังมีสติอยู่ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเอ่ยปากสั่งให้ลูกน้องลงมือต่ออีกครั้ง ส่วนตัวเองก็เดินกลับไปนั่งเก้าอี้ตัวเดิมแล้วมองธันวาโดนซ้อมต่ออย่างสบายใจ

 

ปัง! ปัง! ปัง!

แต่แล้วอยู่ๆเสียงปืนก็ดังขึ้น ทำให้ชายฉกรรจ์ที่กำลังจะเข้าไปซ้อมธันวาล้มลงไปกับพื้นทีละคนตามจำนวนนัดของกระสุน คนที่เหลือต่างวิ่งหนีหาที่หลบเพราะเกรงว่าตนจะเป็นรายต่อไป กรเองก็รีบวิ่งเข้าไปบังคิมหันต์ไว้ เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร

 

"ใครวะ!" คิมหันต์ลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนถามออกมาด้วยความโมโห ใบหน้าหล่อดูอารมณ์เสียไม่น้อยที่อยู่ๆก็มีแขกไม่ได้รับเชิญ

"กูเอง มึงจะทำไม" และแล้วเจ้าของเสียงปืนก็แสดงตัว เขาเดินถือปืนจ่อไปทางกรกับคิมหันต์อย่างไม่เกรงกลัว ก่อนจะเดินเข้าไปหาธันวาที่นอนหมดสภาพอยู่ที่พื้น ดวงตากลมฉายแววโรจน์เมื่อเห็นสภาพของคนรัก พลางตวัดสายตามองคิมหันต์ด้วยความโกรธแค้น

ธันวายิ้มออกมาบางๆเมื่อเห็นหมอไป๋ เขาคิดไม่ถึงเลยว่าสุดท้ายแล้วตัวเองก็ไม่สามารถปดปิดความลับกับอีกคนได้

 

"คิดว่าใคร ที่แท้ก็คุณหมอนี่เอง เก่งมากนะครับที่กล้าบุกมาคนเดียวแบบนี้" คิมหันต์บอกพร้อมกับเดินออกมาจากหลังกร แต่ยังไม่ทันได้ก้าวไปไหนก็ถูกเลเซอร์สีแดงส่องมาที่หัวแล้ว กรก็โดนด้วย รวมถึงลูกน้องคนอื่นๆที่เดินออกมาจากที่หลบต่างก็โดนสไนเปอร์เล็งเป้าไว้ที่หัวเช่นกัน

 

"ใครบอกล่ะว่าพี่กูมาคนเดียว" เสียงทุ้มต่ำน่าเกรงขามดังขึ้นหลังจากนั้น ตามด้วยการปรากฏตัวของมาเฟียหนุ่มที่เดินนำบอดี้การ์ดหลายสิบคนเข้ามา ท่าทางของพวกเขาอย่างกับมาเฟียในหนังอย่างไงอย่างงั้น

 

"ไอ้ธัน! นี่มึงกล้าตุกติกกับกูเหรอฮ่ะ!" คิมหันต์ตวาดถามด้วยความโมโห ก่อนจะหยิบปืนพกจากข้างหลังเพื่อจะยิงใส่โตมร

 

ปัง!

"อ๊ากกกก!"

เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ตามด้วยเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดของคิมหันต์ เขาเข่าทรุดเพราะถูกสไนเปอร์ยิงเข้าที่ข้อมือ

 

"เล่นทีเผลอแบบนี้ไม่สมเป็นลูกผู้ชายเลยนะ" เฟยหยางเหยียดยิ้มมองคิมหันต์อย่างนึกสมเพช ก่อนจะเดินเข้าไปแกะเชือกที่มัดปากให้ว่าที่พ่อตากับแม่ยายของตน ส่วนอี้จางเป็นคนแกะเชือกที่มัดแขนและขาให้ทั้งคู่ บอดี้การ์ดที่เหลือก็ไปจัดการกับชายฉกรรจ์ทั้งหมด พวกมันโดนบอดี้การ์ดของเฟยหยางจัดการจนหมดสภาพทุกคน

ตอนนี้จึงเหลือเพียงคิมหันต์ที่นั่งโอดครวญกับอาการบาดเจ็บที่ข้อมือของตัวเอง กับกรที่รีบวิ่งเข้าไปช่วยเจ้านายห้ามเลือดเพราะแผลที่ข้อมือของคิมหันต์มีเลือดไหลออกมาเยอะมาก

 

 

"พ่อ! แม่! ไม่เป็นไรใช่มั้ยครับ" เวลที่เพิ่งเดินทางมาถึงพร้อมกับเจตวิ่งร้องไห้หน้าตาตื่นเข้ามาหาพ่อกับแม่ เขาโผล่เข้ากอดผู้เป็นแม่ด้วยความเป็นห่วงอย่างสุดซึ้ง น้ำตาแห่งความดีใจและเสียใจหลั่งไหลออกมาพร้อมๆกัน

"แม่ไม่เป็นไรลูก ไม่ต้องร้องนะไม่ต้องร้อง" คุณหญิงนรินทิพย์เอ่ยบอกลูกชายพร้อมกับลูบหลังปลอบอย่างอ่อนโยน

 

"ธัน" ส่วนโตมรเมื่อได้รับอิสระก็รีบวิ่งไปดูอาการของธันวาทันที เพราะนาทีนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงไปมากกว่าอาการบาดเจ็บของธันวาแล้ว

 

"ไอ้ธัน มึงอย่าเพิ่งเป็นอะไรนะ มึงคุยกับกูสิ...ธัน!" หมอหนุ่มประคองคนรักขึ้นมาหนุนบนตัก ใบหน้าหวานน้ำตาคลอที่เห็นสภาพของคนรักเป็นแบบนี้ น้ำเสียงที่เคยอ่อนหวานตอนนี้สั่นเครืออย่างห้ามไม่อยู่

"กูไม่...ปะ...เป็น...ไร" ธันวาเอ่ยบอกเสียงแผ่วเบา พร้อมกับเผยรอยยิ้มจางๆให้คนรัก ก่อนจะค่อยๆสลบและแน่นิ่งไป

"ม่ายยย!! ไอ้ธัน! ตื่นสิ ตื่นขึ้นมา! กูบอกให้มึงตื่นไง...ฮื่ออ" หมอหนุ่มร้องตะโกนออกมาด้วยความเจ็บปวด เขาทั้งตกใจและเสียใจที่ร่างสูงแน่นิ่งไปต่อหน้าต่อตา ดวงตาหวานเอ่อล้นไปด้วยน้ำสีใส น้ำตาแห่งความเสียใจหลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย ทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นมองภาพตรงหน้าด้วยความสะเทือนใจ

 

"ไม่น่าเลยธัน เป็นเพราะพ่อแท้ๆ" โตมรเอ่ยออกมาอย่างรู้สึกผิด เพราะที่ลูกชายต้องเจอเรื่องแบบนี้ สาเหตุมันเป็นเพราะเขาแท้ๆ

"ผมว่าเรารีบพาพี่ธันไปส่งโรงพยาบาลก่อนเถอะครับ ดูแล้วอาการพี่เขาน่าจะหนัก" มาเฟียหนุ่มเอ่ยบอกเสียงเครียด เพราะสภาพของธันวาตอนนี้ดูย่ำแย่มาก เวลและคุณหญิงนรินทิพย์เองก็ต่างน้ำตาซึม พวกเขาได้แต่มองดูร่างสูงและร่ำไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด

"ฮื่อ...ธันลูก...ลูกต้องไม่เป็นอะไรนะ"

"พี่ธัน...ฮึก...พี่ธันอย่าเป็นอะไรนะ"

 

"รถฉุกเฉินมาแล้วครับ เดี๋ยวผมจะพานายไปส่งโรงพยาบาลเอง" เจตที่เดินเข้ามาพร้อมกับพยาบาลเอ่ยบอก

"ไม่ต้อง! เดี๋ยวฉันไปเอง" แต่หมอไป๋กลับขัดขึ้น เขาเช็ดน้ำตาลวกๆแล้วเดินตามพยาบาลชายสองคน ที่ยกร่างของธันวาขึ้นเตียงและเข็นออกไปด้วยความร้อนรน

 

"แล้วไอ้สองคนนี้ล่ะครับ เราจะจัดการยังไงดี" อี้จางที่ยืนใช้ปืนจ่อคิมหันต์กับกรเอ่ยถามขึ้น ทำให้ทุกคนหันกลับมาสองใจพวกเขาสองคนแทน

"ส่งตัวให้ตำรวจเลย" มาเฟียหนุ่มเอ่ยบอกเสียงเข้ม บอดี้การ์ดคนอื่นๆจึงเดินเข้ามาเพื่อจะช่วยจับทั้งสอง แตก็ถูกโตมรขัดขึ้นซะก่อน

"ไม่ต้อง! เดี๋ยวเรื่องนี้ฉันจะจัดการเอง หยางรีบพาเวลกับแม่ไปดูอาการของธันที่โรงพยาบาลนะ ถ้าเสร็จธุระแล้วพ่อจะรีบตามไป" ชายวัยกลางคนเอ่ยบอกเสียงเข้ม ก่อนจะหันไปพูดคุยกับลูกเขยต่อ

"ครับพ่อ ป่ะเวล..ไปครับคุณแม่" เฟยหยางจึงพยักหน้ารับและพาเวลกับแม่เดินออกไป เหลือไว้เพียงบอดี้หลายสิบคนกับอี้จางและเจตที่ยืนรอฟังคำสั่งจากโตมร

 

"หึ...เอาเลยสิ จะฆ่าก็ฆ่าเลย" คิมหันต์ที่กำลังบาดเจ็บตะโกนออกมาด้วยความโกรธแค้น ถึงตอนนี้จะตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะเกรงกลัวต่อความตายเลยสักนิด

"อย่าครับนาย...นายกำลังบาดเจ็บอยู่นะครับ" กรที่เป็นห่วงผู้เป็นนายรีบร้องห้าม เขาจับแขนทั้งสองข้างของคิมหันต์ไว้เพื่อไม่ให้อีกคนเข้าไปทำร้ายโตมร เพราะตอนนี้พวกเขาตกเป็นผู้ถูกกระทำแล้ว

 

"คินน์ อาไม่รู้นะว่าคินน์ไปได้ยินอะไรมา แต่เรื่องที่คินน์บอกว่าอาหักหลังพ่อคินน์มันไม่ใช่ความจริงเลย" โตมรเอ่ยบอกน้ำเสียงจริงจังพร้อมกับเดินเข้าไปหาคิมหันต์ช้าๆ

"โกหก! มึงไม่ต้องมาแก้ตัวอะไรทั้งนั้น เพราะยังไงกูก็ไม่มีวันเชื่อคนอย่างมึง!" คิมหันต์ตอกกลับด้วยความโมโห เขายังคงหลับหูหลับตาเชื่อในสิ่งที่ตนได้ยินมา เพราะคนที่คอยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นและบอกให้ตนกลับมาแก้แค้นคนพวกนี้ก็คือแม่บังเกิดเกล้าที่เสียไปตอนตนอายุสิบห้านั่นเอง

 

"อาไม่ได้โกหก แต่พ่อของคินน์เป็นคนหักหลังอาและยักยอกเงินบริษัทจริงๆ อาเลยจำเป็นต้องแจ้งตำรวจเพื่อให้พ่อของคินน์ได้รับโทษในสิ่งที่เขาทำ" โตมรอธิบายต่อ เพราะถึงคิมหันต์จะไม่ยอมเชื่อ เขาก็ต้องอธิบายทุกอย่างให้กระจ่าง เพราะทุกสิ่งที่เขาพูดล้วนเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น

 

"ไม่จริง! แม่บอกกูว่ามึงหักหลังพ่อกูเพื่อหวังจะฮุบบริษัท มึงใส่ร้ายพ่อกูเพื่อที่มึงจะได้ครอบครองบริษัทเพียงคนเดียว" คิมหันต์เถียงกลับ เขายังคงไม่ลดทิฐิและความโกรธแค้นที่มีต่อโตมร

"แสดงว่าแม่ของคินน์เข้าใจผิด เพราะอามีทั้งหลักฐานและพยานว่าพ่อของคินน์เป็นคนทำ" โตมรตอบกลับสีหน้าจริงจัง

"มึงก็พูดได้สิ เพราะทุกอย่างมันเป็นสิ่งที่มึงวางแผนไว้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ" คิมหันต์ยังคงไม่ยอมเชื่อ เขายังคงค้านหัวชนฝาว่าพ่อตนไม่ได้ทำ

"ถึงอาจะพูดอะไรไปคินน์ก็คงไม่เชื่อ อาเลยเอาหลักฐานจากกล้องวงจรปิดและคำสารภาพของคนที่ร่วมมือกับพ่อคินน์มา เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่อาพูดทั้งหมดเป็นความจริง หลักฐานทุกอย่างอยู่ในโทรศัพท์ของอานั่นแหละ ถ้าคินน์อยากรู้คินน์ก็เปิดดูที่ไฟล์วิดีโอได้เลย" โตมรเอ่ยบอกลูกชายเพื่อนด้วยความใจเย็น เพราะถึงเขาจะโกรธที่คิมหันต์ทำกับลูกชายตนขนาดนี้ แต่ยังไงเขาก็รู้สึกผิดต่อคิมหันต์อยู่ดี เพราะไม่ว่าจะเอาเหตุผลอะไรมาหักล้าง เขาก็คิดว่าตนเป็นต้นเหตุที่ทำให้เพื่อนต้องตายอยู่ดี

 

กรเอาโทรศัพท์ของโตมรที่คิมหันต์ให้เก็บไว้ออกมาจากกระเป๋ากางเกง ก่อนจะเปิดเข้าที่ไฟล์วิดีโอตามที่อีกฝ่ายบอก และเลือกเปิดคลิปสุดท้ายที่อยู่ในคลัง ทำให้คิมหันต์ที่ไม่คิดจะเชื่อตั้งแต่แรกต้องหันไปสนใจวิดีโอนั้นด้วย

 

'คุญนนท์ครับ ครั้งนี้เราจะเอาสักกี่ล้านดีครับ' ชายคนหนึ่งที่อยู่ในคลิปที่คาดว่าน่าจะเป็นลูกน้องเอ่ยถามขึ้น

'ยี่สิบล้าน ครั้งที่แล้วฉันว่ามันน้อยไปหน่อย เดือนนี้บริษัททำกำไรได้เยอะมาก ฉันคิดว่ายี่สิบล้านกำลังพอดีเลย อีกอย่างพวกนายก็จะได้รับส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นด้วย โอเคมั้ย' ชายวัยกลางคนที่เป็นเหมือนเจ้านายตอบกลับ

'โอเคครับ...แล้วผมจะจัดการทุกอย่างให้นะครับ รับรองว่าไม่เกินหนึ่งอาทิตย์เงิน 20 ล้านต้องเป็นของคุณนนท์แน่นอน" ชายผู้เป็นลูกน้องตอบกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

"ดี งั้นเดี๋ยวฉันกลับบริษัทก่อนนะ ออกมานานเดี๋ยวคนอื่นจะสงสัยเอา" อานนท์ยกยิ้มพอใจเมื่อได้ยินแบบนั้น ก่อนจะจัดเสื้อสูทของตัวเองให้เข้าที่แล้วลุกเดินออกมาจากตรงนั้น

 

 

ซึ่งจังหวะที่ลุกออกมาทำให้กล้องสามารถจับใบหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน จึงทำให้คิมหันต์รู้ว่าคนที่อยู่ในคลิปคือพ่อของตนนั่นเอง

"พะ...พ่อ..." คิมหันต์พูดไม่ออกเมื่อได้ดูวิดีโอตั้งแต่ต้นจนจบ เขาทั้งอึ้งทั้งคิดไม่ถึงว่าสิ่งที่โตมรพูดทั้งหมดมันจะเป็นความจริง ตอนนี้เขาไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไงแล้ว เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนเคยทำมันเลวร้ายมากสำหรับครอบครัวของโตมร โดยเฉพาะธันวาที่ถูกเขาทำร้ายถึงสองครั้งสองครา

 

"ทีนี่เชื่ออาได้รึยัง? ว่าพ่อของเราเป็นคนหักหลังอาจริงๆ" โตเอ่ยถามออกมาอย่างเห็นใจ

"ผะ...ผม...ผม" คิมหันต์ไม่รู้ว่าควรจะตอบยังไงดี เพราะตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างมันกลับตาลปัตรไปหมดและเป็นตัวเขาเองที่เข้าใจผิดมาตลอด

 

"อาเข้าใจความรู้สึกของคินน์นะ แต่คินน์ต้องยอมรับความจริงเรื่องนี้ให้ได้ อายอมรับว่าอาผิดที่มีส่วนทำให้พ่อของคินน์ต้องตาย แต่เรื่องที่เกิดขึ้นมันก็เป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นหรอก จริงมั้ย?" โตมรพูดต่อ

 

"ละ...แล้วทะ...ทำไมแม่ต้องบอกว่าคุณหักหลังพ่อผมล่ะ" คิมหันต์เอ่ยถามออกมาเสียงสั่นๆ เพราะตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างมันตีเข้ามาจนเขาแทบจะเสียสติแล้ว

"เรื่องนั้นอาไม่รู้หรอกนะ แต่อาอยากให้คินน์รู้ไว้ว่าอาไม่เคยคิดที่จะทำร้ายคินน์กับครอบครัวเลย อายังรักและเป็นห่วงคินน์เสมอนะ" โตบอกพร้อมกับเดินเข้าไปหาคิมหันต์อีกนิด ชายวัยกลางคนยิ้มให้ลูกชายเพื่อนอย่างอ่อนโยนจนชายหนุ่มเริ่มรู้สึกละอายใจ

 

"คะ...คุณ...คุณ" คิมหันต์พูดไม่ออก เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ควรรู้สึกยังไงกับผู้ชายตรงหน้าดี จะเกลียดก็เกลียดไม่ลงเพราะความจริงได้กระจ่างแล้ว

ใบหน้าหวานเลอะไปด้วยคราบน้ำตา ตอนนี้ดวงตากลมที่เคยสดใสฉ่ำไปด้วยน้ำสีใสจนมองไม่เห็นสิ่งรอบข้างแล้ว ร่างโปร่งเริ่มโอนเอียงไปมาช้าๆ ภาพตรงหน้าพร่าเลือนหาย ก่อนที่เขาจะค่อยๆล้มและหมดสติไป

 

"นายย!!"

"คินน์!"

โตมรกับกรร้องตะโกนออกมาพร้อมกับ พวกเขาต่างตกใจที่อยู่ๆคิมหันต์ก็สลบไป กรมี่ยืนอยู่ข้างรีบเข้าไปรับร่างของเจ้านายไว้ เพราะถ้าขืนช้ากว่านี้อีกนิดร่างของคิมหันต์คงล้มกระแทกพื้นไปแล้ว

"นาย! นายครับ นาย" กรเขย่าเรียกเจ้านายสีหน้ากังวล

"สงสัยคินน์คงจะเสียเลือดไปเยอะ นายรีบพาคินน์ไปที่รถเจตนะ เดี๋ยวฉันจะพาเขาไปโรงพยาบาล" โตมรบอกพร้อมกับเดินนำกรออกไป เจตจึงรีบวิ่งนำทุกคนไปที่รถ และเปิดประตูให้กรได้อุ้มเจ้านายไปนั่งเบาะหลัง ส่วนตัวเองไปประจำที่คนขับ และมีโตมรนั่งอยู่ข้างๆ

 

"รีบไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ก่อนที่คินน์จะเสียเลือดเยอะไปกว่านี้" โตมรเอ่ยบอกสีหน้าเคร่งเครียด เจตพยักหน้ารับคำสั่ง ก่อนจะสตาร์ทรถแล้วมุ่งตรงไปยังโรงพยาบาลใกล้ๆทันที

 

เมื่อเห็นว่าทุกอย่างคลี่คลายแล้ว อี้จางจึงนำบอดี้การ์ดที่เหลือและสไนเปอร์กลับออกไป เหลือไว้เพียงร่างของชายฉกรรจ์นับสิบที่นอนสลบอยู่ทั่วห้อง

 

 

 

 

ทางฝั่งของโรงพยาบาล ตอนนี้ทุกคนกำลังนั่งหน้าเครียดรอฟังอาการของธันวาอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน โดยเฉพาะหมอไป๋ที่นั่งไม่ติดเก้าอี้เดินไปเดินมาตั้งแต่มาถึง เวลมีเฟยหยางนั่งอยู่ข้างๆ ส่วนคุณหญิงนรินทิพย์ก็นั่งหน้าเครียดเฝ้ามองประตูอยู่ทุกวินาที

"เฮีย ผมว่าเฮียนั่งพักก่อนเถอะ พี่ธันถึงมือหมอแล้วนะ" มาเฟียหนุ่มเดินไปบอกพี่ชายที่เดินไปมาไม่หยุด

"ก็เฮียเป็นห่วงเขา แกไม่เห็นสภาพเขาเหรอ" หมอหนุ่มบอกเสียงเครียด

"มานั่งพักก่อนเถอะลูก เจ้าธันมันไม่เป็นอะไรง่ายๆหรอก มันแข็งแรงจะตายไป" คุณหญิงนรินทิพย์พูดปลอบ เธอเดินเข้ามาหาหมอหนุ่มและพาอีกฝ่ายไปนั่งข้างๆ

"ไอ้ธันมันไม่น่าทำแบบนี้เลยนะครับ มันไม่รู้บ้างรึไงว่าทำคนอื่นเป็นห่วงขนาดไหน" หมอหนุ่มพูดบอกเสียงสั่น น้ำตาที่เหือดแห้งก่อนหน้านี้ค่อยๆรินไหลออกมาอีกครั้ง เขาทั้งโกรธทั้งเสียใจที่ธันวาทำแบบนี้ เพราะถ้าอีกฝ่ายบอกกันสักนิด อย่างน้อยคงไม่ต้องมาเจ็บหนักขนาดนี้

 

วันนี้ถ้าเจตไม่ไปหาที่บ้านเพื่อเอาเอกสารไปให้เซ็นเขาคงไม่รู้ว่าธันวาไปไหน เจตเองก็คิดว่าเจ้านายกลับบ้านแล้วเลยเอาเอกสารซื้อขายมาให้เจ้านายเซ็น

ทั้งคู่รู้สึกทะแม่งๆว่าทำไมธันวาต้องโกหก เจตจึงโทรไปหาคนที่เจ้านายใช้ให้ไปรับนายใหญ่กับภรรยา จึงทำให้ทั้งคู่ได้รู้ว่าพวกท่านยังมาไม่ถึง ทั้งที่ธันวาบอกว่าพวกท่านไปทำธุระ หมอหนุ่มจึงโทรไปหาเเฟนหยางและปรึกษาเรื่องนี้กับอีกฝ่าย จนในที่สุดพวกเขาก็แกะรอยจากสัญญาจีพีเอสจนทำให้รู้ว่าทุกคนอยู่ที่ไหน

มาเฟียหนุ่มวางแผนทุกอย่างให้รอบคอบและเรียกบอดี้การ์ดเก่งๆและสไนเปอร์หลายสิบคนให้ไปกับตน ส่วนหมอไป๋กับเจตนำไปก่อนเพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของทั้งสามคน จนทุกอย่างก็เป็นอย่างที่เห็น

 

"พี่หมออย่าโกรธพี่ธันเลยนะครับ ผมรู้ว่าพี่ธันทำไปเพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของพี่หมอ" เวลขยับมานั่งข้างๆหมอไป๋และกุมมือให้กำลังใจ

"ใช่ลูก อย่าไปโกรธเจ้าธันมันเลยนะ แม่รู้ว่าธันมันรักและเป็นห่วงลูกมากแค่ไหน" คุณหญิงนรินทิพย์พูดเสริม ทำให้หมอหนุ่มสะอื้นไห้หนักกว่าเดิม

"ฮึก..ฮื่อ...ไอ้ธัน ไอ้บ้า...ฮื่ออ..."

 

พลัส!

และแล้วประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออก ตามด้วยการปรากฏตัวของหมอ ทุกคนจึงรีบกรูเข้าไปหาและถามอาการของธันวาทันที

"คุณหมอครับ คนไข้เป็นยังไงบ้างครับ" หมอหนุ่มเอ่ยถามพลางเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มไปด้วย ตามด้วยคุณหญิงนรินทิพย์และเวลาที่ถามออกมาพร้อมๆกัน

"คุณหมอคะ ลูกชายฉันเป็นยังไงบ้างคะ"

"พี่ชายผมเป็นยังไงบ้างครับหมอ"

 

"ใจเย็นๆก่อนนะครับ ตอนนี้คนไข้ไม่เป็นอะไรแล้ว จากผลเอ็กซ์เรย์ก็ไม่พบอะไรแตกหัก แค่แขนเดาะน่ะครับ หมอเลยต้องให้คนไข้นอนรอดูอาการที่นี่สักหนึ่งสักอาทิตย์ เนื่องจากมีบาดแผลช้ำในเยอะมาก นอกเหนือจากนี่ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วครับ" คุณหมอร้องห้ามทุกคนที่แย่งกันถาม ก่อนจะอธิบายอาการของธันวาให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด

 

"ฟู่...โล่งอกไปที ขอบคุณคุณหมอมากเลยนะคะ" คุณหญิงนรินทิพย์ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะเดินไปหาหมอไป๋ที่ตอนนี้เผยรอยยิ้มดีใจออกมาแล้ว

"เห็นมั้ย แม่บอกแล้วว่าเจ้าธัญมันต้องไม่เป็นอะไร"

"ครับแม่" หมอหนุ่มตอบกลับด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม

 

 

"ขอทางหน่อยค่ะ ขอทางหน่อย" แต่แล้วก็มีเตียงฉุนเฉินเข็นเข้ามาอีกครั้ง ทำให้ทุกคนต้องหลีกทางให้พยาบาลเข็นผู้ป่วยเข้าไปข้างใน กรที่ช่วยเข็นมาด้วยถูกพยาบาลกันไว้ไม่ให้เข้าไป

"ญาติผู้คนไข้รอข้างนอกนะคะ"

"ไอ้คิม" หมอหนุ่มสบถออกมาเบาๆเมื่อเห็นว่าคนที่ถูกเข็นเข้าไปคือคิมหันต์ เป็นจังหวะเดียวกับที่ธันวาถูกเข็นออกมาพอดี ทุกคนจึงเลิกสนใจคิมหันต์และเดินตามเตียงของธันวาไปที่ห้องพัก ซึ่งห้องที่หมอไป๋เลือกเป็นห้องพิเศษที่ดีที่สุดของโรงพยาบาลนั่นเอง

 

 

ร่างสูงนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง ตามใบหน้าและลำตัวมีบาดแผลจากการถูกทำร้ายเต็มไปหมด แขนข้างขวาก็ใส่เฝือกไว้เพราะแขนเดาะ ดวงตากลมมองสำรวจคนรักด้วยความเจ็บปวด ถ้าเลือกได้เขาก็อยากเป็นคนที่เจ็บแทน เพราะการเห็นคนที่เรารักเจ็บ มันทรมานกว่าที่ตัวเองเจ็บหลายสิบเท่าเลย

 

"คุณ ลูกเป็นยังไงบ้าง" และแล้วโตมรก็มาถึง เขาเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับเอ่ยถามภรรยาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"ลูกไม่เป็นไรแล้วคุณ หมอบอกแค่แขนเดาะกับช้ำในอ่ะ ใส่เฝือกสักเดือนกับกินยาแก้ช้ำในก็คงหาย" คุณหญิงนรินทิพย์เอ่ยบอก ทำให้ชายวัยกลางคนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เพราะตอนแรกเขาคิดว่าลูกจะเป็นอะไรไปมากกว่านี้ซะแล้ว

"โล่งอกไปที" โตมรว่าออกมายิ้มๆ ก่อนจะเดินไปหาหมอหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย โดยมีเวลกับเฟยหยางยืนขนาบข้างอีกที

 

"ไป๋ หยาง พ่อขอบคุณมากเราสองคนมากนะ ถ้าไม่ได้เราสองป่านี้พ่อกับแม่และธันคงแย่ไปแล้ว" โตมรเอ่ยขอบคุณหมอไป๋กับเฟยหยางด้วยความซาบซึ้ง ทั้งคู่เองก็ก้มหัวให้ชายวัยกลางคนแล้วยิ้มตอบกลับไปอย่างนอบน้อม

"ไม่เป็นไรครับ ยังไงมันก็เป็นหน้าที่ผม" หมอหนุ่มตอบ

"ใช่ครับ ยังไงซะเราก็ครอบครัวเดียวกัน แค่นี้ถือว่าเล็กน้อยครับ" มาเฟียหนุ่มพูดเสริม ทำให้โตมรและภรรยาที่ยืนอยู่ข้างๆยิ้มออกมาด้วยความประทับใจ แค่นี้ทั้งคู่ก็พิสูจน์ให้พวกเขาได้เห็นแล้วว่าทั้งคู่เหมาะสมและคู่ควรกับลูกชายทั้งสองของเขามากแค่ไหน

 

"เอ่อ...คุณพ่อครับ แล้วไอ้คิม...เอ่อ..คิมหันต์มันเป็นอะไรเหรอครับ" หมอหนุ่มถามออกมาอย่างกล้าๆกลัวๆ เพราะไม่รู้พวกเขาได้เคลียร์ปัญกากันเรียบร้อยหรือยัง

"เขาเสียเลือดเยอะจนเป็นลมไปน่ะ พ่อเลยพามาส่งโรงพยาบาล" โตมาตอบกลับอย่างไม่คิดอะไร

"ทำไมมันต้องทำแบบนี้ด้วยอ่ะพ่อ มันแค้นอะไรครอบครัวเรานักหนาเหรอ" เวลที่ไม่รู้เรื่องความแค้นระหว่างครอบครัวตนกับคิมหันต์เอ่ยถามขึ้น ใบหน้าหวานขมวดคิ้วมุ่นเพราะอยากรู้เหตุผลว่าทำไมคิมหันต์ถึงทำแบบนี้

 

"เรื่องเข้าใจผิดน่ะ แต่พ่อเคลียร์ทุกอย่างกับเขาเรียบร้อยแล้ว แกไม่ต้องไปอะไรกับเขาแล้วนะ เข้าใจมั้ย" โตมรตอบพลางยีหัวลูกชายคนเล็กอย่างเอ็นดู

"ทำไมล่ะพ่อ มันจับตัวพ่อกับแม่ไปนะ แล้วอีกอย่างมันก็ทำร้ายพี่ธันปางตายขนาดนี้ พ่อจะให้อภัยมันง่ายๆแบบนี้เลยเหรอ" เวลเอ่ยถามออกมาอย่างไม่เข้าใจ เพราะสิ่งที่คิมหันต์ทำมันดูเลวร้ายมากสำหรับเขา

"พี่เขาน่าสงสารมากนะเวล พ่อเขาตายตั้งแต่เขาอายุห้าขวบ แล้วเขาก็เข้าใจผิดและอยู่กับความแค้นมาเป็นสิบๆปี พ่อไม่อยากให้แกไปอาฆาตแค้นพี่เขานะ เพราะถึงยังไงครอบครัวเขากับครอบครัวเราก็เคยสนิทกัน" โตมรอธิบายให้ลูกชายคนเล็กฟังยาวๆ

"เคยสนิท? หมายความว่าไงอ่ะ" เวลเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัยเมื่อได้ยินประโยคหลัง เพราะตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยได้ยินเรื่องราวของคิมหันต์หรือครอบครัวของมันเลยด้วยซ้ำ อยู่ๆพ่อมาบอกว่าเคยสนิทกันเลยทำให้เขารู้สึกงงไม่น้อย

 

"มาเวล เดี๋ยวแม่จะเล่าให้ลูกฟังเอง" เมื่อเห็นลูกชายยังถามไม่ยอมหยุด คุณหญิงนรินทิพย์จึงเป็นคนอาสาเล่าเรื่องทั้งหมดให้ลูกชายฟัง เธอเดินจูงมือเวลแยกออกไปคุยกันสองคน ปล่อยให้คนที่เหลือได้พูดคุยกันเรื่องคิมหันต์ต่อ

 

"คุณหมอด้วยนะ อย่าไปโกรธไปเกลียดเจ้าคินน์มันเลย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะความเข้าใจผิด พ่ออยากให้เขาหลุดพ้นจากความเจ็บปวดนี้สักที คืนเข้าใจใช่มั้ย" โตมรเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ เพราะเขารู้สึกสงสารชีวิตของคิมหันต์จริงๆ ยิ่งมารู้เรื่องการตายของแม่คิมจากกรบนรถเขาก็ยิ่งสงสาร เพราะชีวิตเด็กคนนึงไม่ควรมาเจออะไรแบบนี้เลย

 

"แต่มัน..."

"ถือว่าพ่อขอร้อง" ไม่ทันที่หมอไป๋จะได้พูดอะไร โตมรก็ขัดขึ้น สีหน้าของชายวัยกลางคนดูอ้อนวอนจนหมอหนุ่มต้องยอมใจอ่อน

"ครับ ก็ได้ครับ"

โตมรยิ้มออกมาเมื่อได้ยินแบบนั้น ก่อนจะเอื้อมมือไปบีบไหล่หมอป๋อแล้วยิ้มบางๆให้อย่างรู้สึกขอบคุณ หมอหนุ่มเองก็ยิ้มตอบกลับไปเช่นกัน เพราะเรื่องราวมันก็ผ่านมาแล้ว เขาเองก็ไม่อยากอาฆาตแค้นใครเหมือนที่คิมหันต์ทำ เพราะแค้นไปก็มีแต่ทุกข์ สู้ให้อภัยแล้วอยู่ใครอยู่มันดีกว่า

 

"พยาบาลๆ ช่วยประกาศรับบริจาคเลือดให้หน่อย คนไข้ห้องฉุกเฉินต้องการเลือดด่วน" ในขณะที่ทุกคนกำลังนั่งเฝ้าธันวาอยู่นั้น อยู่ก็มีเสียงโวยวายดังขึ้นหน้าห้อง พยาบาลหลายคนต่างวิ่งวุ่นไปทั่ว เพื่อหาคนที่มีเลือดกรุ๊ปเดียวกับคนป่วย

 

"ขออนุญาตประกาศค่ะ ตอนนี้ทางโรงพยาบาลต้องการเลือกรุ๊ป AB-Rh Negative ด่วน ใครมีเลือดกรุ๊ปนี้รบกวนติดต่อที่ห้องฉุกเฉินด่วนเลยค่ะ ประกาศย้ำอีกครั้งนะคะ...." เสียงประชาสัมพันธ์ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ทุกคนในห้องได้ยินกันทุกคน หมอหนุ่มรีบลุกขึ้นยืนเมื่อเสียงประกาศจบ จนโตมรที่เดินออกมาจากห้องน้ำต้องเอ่ยถามขึ้น

"มีอะไรเหรอคุณหมอ"

"ผมเลือดกรุ๊ป AB-Rh Negative ครับ" หมอหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงตื่นๆ ก่อนจะหันหลังเตรียมจะเดินออกไปจากห้อง แต่ก็ต้องชะงักเพราะกรเปิดประตูเข้ามาพอดี

 

"ช่วยด้วยครับ ช่วยด้วย...คุณคิมกำลังช็อกเพราะเสียเลือดครับ ช่วยด้วย..."

 

 

 

To be continued...

เอาแล้ว ดูเหมือนอาการของคิมหันต์จะหนักกว่าที่คิดนะคะ ส่วนเรื่องทุกอย่างได้กระจ่างแล้ว ต้องมาลุ้นตอนหน้าว่าจะเป็นยังไงต่อไป...อิอิ

มาต่อให้แล้วนะ หวังว่าทุกคนคงจะชอบกันนะคะ ห่างหายจากงานเขียนไปนานเลยทำให้รู้สึกขัดๆบ้าง หากไม่ถูกใจใครก็ขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วยนะ รักทุกคนนะ จุ้ป 😍😘😘

 

 

 

 

ความคิดเห็น