ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 บทที่ 9 สังหรณ์ใจ

ชื่อตอน : ภาค 2 บทที่ 9 สังหรณ์ใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 16

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 เม.ย. 2564 16:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 บทที่ 9 สังหรณ์ใจ
แบบอักษร

ภาค 2 บทที่ 9 สังหรณ์ใจ 

ลูซีดึงแขนเด็กหนุ่มวิ่งหลบแรงระเบิดกลับทางเก่าโดยมีเพื่อนร่วมชาติตามมาติดๆ เธอหยุดมองมนุษย์ทดลองหน้าร้านเบเกอรี่และพบว่ามันไม่ได้สนใจพวกเธอ หากแต่มุ่งไปฝั่งตรงข้ามตามทางที่คนอื่นไป 

" เอาไงดี" จิมมีถาม หน้าอกกระเพื่อมถี่ตามจังหวะการหายใจ 

" เราคงต้องตามไปสมทบทีหลัง" 

" ผมขอหาอะไรกินก่อนได้ไหม" เควินมองผ่านกระจกหน้าร้าน กลืนน้ำลายอึกใหญ่ 

" ฉันเอาด้วย หิวแทบบ้า" 

จิมมีผลักบานประตูเดินเข้าหลังเคาน์เตอร์เปิดตู้แช่ คว้าแซนวิชทูน่ามากัดคำโต ก่อนจะหันหลังคว้าแก้วกระดาษซึ่งตั้งซ้อนเรียงสูงมากดเครื่องดื่มจากตู้พลาสติกใสอย่างกระหายหิว 

เควินเห็นตัวอย่างจึงถลาเข้าหาครัวซ็องผักโขม ยัดเข้าปากแล้วจึงเดินไปต่อคิวกดน้ำ 

ลูซีกวาดตามองรอบสถานที่จนมั่นใจว่าไม่มีอันตรายใดๆ ตรวจสอบอาวุธก่อนจะสะพายเข้าไหล่ เดินไปหาของชอบใส่ปากบ้าง 

" เควิน เธอรู้ทางไปหอดูดาวใช่ไหม" เธอกัดพายชิ้นขนาดครึ่งฝ่ามือ ตระหนักได้ว่ามันคือพายไก่ซึ่งรสชาติเค็มกำลังดี 

" ครับ ผมรู้ แต่ยังอีกไกลพอสมควร ถ้าต้องเดินไปผมคงหนาวตายก่อน" แค่คิดเด็กหนุ่มก็ขนลุกชันหันหาเครื่องดื่มร้อน 

เสียงปืนรัวเป็นตับดังจากนอกร้าน พวกเขาชะงักพร้อมกัน ลูซีก้าวไปมองผ่านบานประตูกระจก " อาจเป็นคนในทีม พวกเราต้องไปแล้ว มาเร็ว" 

เธอผลักบานประตูกลับออกไปรับลมหนาวอีกครั้ง จับปืนในท่าเตรียมพร้อม สาวเท้าไปตามเสียง 

ชาวบ้านซาดากระจายตัวอยู่รอบรถดับเพลิงขนาดสิบล้อ เบนเตะร่างแมงมุมยักษ์ร่วงลงจากหลังคาโดยมีแฟนสาวยืนอยู่ข้างตัว ส่วนคลิฟหดตัวกลับเข้าทางบานหน้าต่าง 

" โชคดีอะไรขนาดนี้" จิมมีรำพึงมองรถสีแดงคันโต 

เสียงแปะๆ ราวเท้าขนาดเล็กย่ำบนพื้นน้ำ ลูซีหันมองเห็นแมงมุมขนาดเท่ากำปั้นมือมนุษย์โผล่ออกจากท่อระบายน้ำหลายตัวตรงเข้าหากลุ่มคนซึ่งอยู่ใกล้ซากพวกเดียวกันก่อนจะกระโจนใส่ เธอสาบานได้ว่าเห็นตัวหนึ่งพยายามใช้ขาทั้งแปดช่วยกันง้างปากหญิงวัยกลางคนซึ่งเม้มสนิทครางฮือหลังพิงรถ มือที่ขยับหวังดึงออกกลับต้องชะงักเนื่องจากถูกทิ่มตำ และเมื่อความกว้างมากพอสัตว์มีหนามก็มุดเข้าลำคอหายไปเหลือเพียงรอยแผลขูดเท่านั้น 

เหยื่อทรุดตัวลงคุกเข่าไอเสียงดัง โก่งคอคล้ายจะอาเจียน หากแต่ไม่เกิดอะไรขึ้นจนกลับมาเป็นปกติ เธอลุกขึ้นยืนสีหน้าไม่เชื่อในสิ่งที่ตนเองประสบและรอดพ้น ก่อนจะได้ยินเสียงร้องโวยวายจึงได้สติวิ่งหลบหนีทั้งที่ไม่มีแมงมุมตัวใดสนใจเธออีก 

ลูซีสับสนในสิ่งที่เห็น เธอต้องคอยจับตามองผู้หญิงชุดดำเป็นพิเศษ แต่ตอนนี้ที่สำคัญกว่าคือช่วยเหลือคนอื่น เธอลั่นกระสุน 9มม. ใส่ตัวสิงร่างแปดขาซึ่งอยู่บนตัวของช่างไฟฟ้าหนุ่ม จากทิศทางทำได้เพียงยิงเฉี่ยวครึ่งซีกซ้าย มันพลิกตะแคงลงพื้น เธอจึงซ้ำอีกนัดตรงๆ 

คลิฟชะโงกหน้าออกหน้าต่าง นึกวิตกว่าตัวลูกจะหนังเหนียวเหมือนแม่หรือไม่ เขาเล็งที่ส่วนหัวและได้ผลดีกว่าที่คาด ตัวอ่อนกะโหลกบางกว่า ถ้าเล็งถูกจุดสามารถกำจัดได้ด้วยกระสุนนัดเดียว 

" คลิฟ" 

" อะไร" หนุ่มผิวละสายตาจากลูกแมงมุมตัวสุดท้ายที่ถูกเบนจัดการ 

" มีพวกมันอีก แต่ตัวนี้ใหญ่เกือบเท่าลูกฟุตบอล" ทอมชะโงกหน้าออกนอกหน้าต่าง " ผมเห็นมันมุดเข้าใต้ท้องรถ"

คลิฟยื่นหน้าร้องบอกคนบนหนังคา " เบน มีพวกมันอยู่ใต้ท้องรถ นายเห็นมันโผล่ออกมาไหม" 

เขารอจนอีกฝ่ายมองรอบด้านจนแน่ใจ 

" ผมกับแซนดราช่วยกันมองแล้วนะ แต่ไม่เห็นเลย" 

" นายแน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาดใช่ไหม" คลิฟถามย้ำคนขับ 

" ผมภาวนาให้ตัวเองตาฝาด" ทอมลูบใบหน้าด้วยความกังวล " เพราะตัวที่ผมเห็นเดินกะเผลกซ้าย ขาซ้ายหลังมันขาด" 

" ก็คงโดนกระสุนใครสักคนเข้านั่นแหละ แปลกตรงไหน" คลิฟยักไหล่ ไม่เข้าใจว่าจะวิตกอะไร 

" ถึงผมจะไม่ได้เชี่ยวชาญด้านอาวุธหรือสู้รบอะไร แต่ผมก็รู้ว่าแผลใหม่จะต้องมีเลือด และแผลของมันแห้งแล้วไม่ใช่เพิ่งถูกยิงแน่นอน" ริมฝีปากของทอมแห้งผาก เลียริมฝีปากบ่อยครั้ง เขากระหายน้ำเหลือเกิน 

" นายจะบอกอะไรแน่" 

" ผมสงสัยว่าแมงมุมตัวนั้นคือตัวที่คุณยิงที่สถานีดับเพลิงเมื่อสี่สิบนาทีก่อน แต่ที่น่ากลัวก็คือ ภายในเวลาสี่สิบนาทีมันตัวใหญ่ขึ้นขนาดนั้นได้ยังไง" ทอมมือสั่น ล้วงเข้ากระเป๋าเสื้อนอก ดึงบุหรี่กับไฟแช็กออกมาจุดสูบ ไม่สนใจสายตาตำหนิของหญิงชรา 

คลิฟเองก็วิตกไม่แพ้กัน ถ้าคนที่เผชิญเหตุการณ์เดียวกันมาตาไม่ฝาด พวกเขาต้องลำบากมากแน่ 

" ลูซี คุณช่วยดูใต้ท้องรถหน่อยว่ายังมีพวกมันหลงเหลือไหม เห็นว่าตัวนี้ใหญ่ประมาณลูกฟุตบอล ระวังตัวด้วย ส่วนคนอื่นขึ้นรถได้แล้ว" 

สาวไต้หวันส่งปืนเบอเร็ตตาให้เพื่อนถือ ล้วงไฟฉายออกจากเป้หลัง ดึงปืนสั้นเข้ามือ ก้าวเท้าช้าตาจับจ้องไปยังช่องว่างใต้ท้องรถ 

" ถ้ามันไม่มุดหนีไปทางอื่นนะ" 

" ผมจะคอยดูอีกด้าน" เบนอาสา 

" งั้นฉันดูท้าย" แซนดราผละไป 

" ฉันดูหัวก็ได้" จิมมีสะพายเบอเร็ตตาเข้าไหล่ กำปืนกลในมือ 

ลูซีก้มต่ำ ค่อยๆ กวาดไฟฉายและปากกระบอกปืนจนทั่วทั้งคันก็ยังไม่พบอะไร 

 " ไม่เห็นอะไรเลย ฉันจะลองมุดเข้าไปดู" ลูซีทิ้งตัวลงนอนหงาย ค่อยๆ ขยับร่างเข้าทีละนิด 

 

 

แคลร์พาจอห์นเดินหลบเหล่าซากเน่าเป็นระยะทางกว่าสามไมล์เพื่อกลับไปยังบ้านของเธอบนถนนแมคคิน สองข้างทางเงียบสงัดจนนึกว่าความวุ่นวายไม่สามารถกร่ำกรายผู้คนแถวนี้ได้ ยกเว้นรถซึ่งปกติจะจอดอยู่ในรั้วมองเห็นง่าย บัดนี้หายไปเกือบทั้งหมด 

แคลร์เปิดประตูรั้วหน้าบ้านของเธอ โล่งอกที่รถเก๋งสีขาวยังอยู่ในที่ของมัน แสดงว่าพ่อแม่ไม่ได้หนีไหน แล้วก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่าถ้าพวกท่านอยู่ทำไมถึงไม่ยอมรับสาย 

เธอสาวเท้าตรงเข้าบ้านโดยไม่สนว่าคนที่ตามหลังมาจะปิดประตูคืนหรือไม่ ไฟด้านในถูกเปิดทิ้งไว้ ข้าวของส่วนใหญ่ยังอยู่ที่เดิมยกเว้นแก้วน้ำใบโปรดของคุณนายเทอเนอร์พลิกตะแคงบนพรมสีเข้มใกล้ขาเก้าอี้โยกหน้าเตาผิง และกุญแจรถของพ่อตกอยู่ใต้โต๊ะไม้ตัวยาวชิดผนังซ้ายมือ 

แคลร์ก้มลงเก็บพวงกุญแจรถพลางตระหนักถึงสิ่งผิดปกติ พ่อของเธอเป็นคนเจ้าระเบียบ ไม่มีทางปล่อยให้แม่ทำแก้วน้ำหล่นโดยไม่เก็บเด็ดขาด 

" พ่อคะ แม่คะ" เธอร้องเรียกบุพการี เดินหาทั่วทั้งชั้นล่าง ห้องครัว ห้องน้ำ ห้องเก็บของชั้นใต้ดิน ก่อนจะขึ้นชั้นบนตรวจตราทุกที่ 

" ว่าไง เจอไหม" จอห์นถามเมื่อหญิงสาวกลับลงมา 

แคลร์ส่ายหน้าวิตก เหตุการณ์ที่เจอมาตลอดคืนยังไม่บั่นทอนจิตใจเท่าตอนนี้ 

 " คุณล้างหน้าทำแผลเถอะ ผมจะลองไปถามเพื่อนบ้านดู อาจมีใครรู้เห็นอะไรบ้าง" 

" ค่ะ" 

สมองหญิงสาวตื้อจนคิดอะไรไม่ออก แข้งขาอ่อนแรงทิ้งตัวลงบนโซฟามุมโปรดของพ่อ มุมที่พ่อมักชอบเวลาดูข่าวเด็ดกีฬาดัง 

เธอจะมัวแต่ทุกข์ใจไม่ได้แคลร์ คนที่ทุกข์คือคนที่หมดหวัง และต่อให้พ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ที่บ้านก็ไม่ได้หมายความว่าพวกท่านถูกกัดกินแล้วเสียหน่อย เลือดไม่มี สภาพบ้านก็ไม่ใช่สถานที่เกิดเหตุ พวกท่านอาจติดรถใครเพื่อหนีออกจากเมืองเท่านั้น แต่ 

แต่บริษัทอีอาร์ปิดทางเข้าออกเมืองแล้ว พวกท่านยังติดอยู่ในนรกซาดานี้ เธอต้องหาพวกท่านให้เจอ ใช่ เธอต้องหาให้เจอ และ 

นั่นสิ ต่อให้เธอเจอแล้วจะพาพวกท่านออกจากขุมนรกนี้ยังไง ลำพังแค่สู้กับซากเน่า หมาปีศาจ และยังมนุษย์หนังก็ยากมากแล้ว แต่กับฝูงคนติดอาวุธล่ะ จะผ่านไปได้ยังไง 

 โธ่เอ๊ย! ยัยแคลร์ จะมัวแต่คิดตัดกำลังใจตัวเองทำไม จะรอดถึงตอนนั้นหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ เอาปัญหาเฉพาะหน้าก่อนเถอะ เริ่มจากอาบน้ำอาบท่าทำแผลหาอะไรรองท้องเพื่อจะได้มีแรงตามหาพวกท่านดีกว่า 

 เธอเดินขึ้นชั้นบนหยิบผ้าขนหนูผืนใหม่และเสื้อผ้าของพ่อพร้อมเข็มขัดกลับลงมาชั้นล่างเพื่อเตรียมให้อดีตแฟนหนุ่มอาบน้ำเปลี่ยนชุด เป็นจังหวะเดียวกับที่เขากลับมา 

" ได้อะไรบ้างไหม" 

จอห์นส่ายหน้า " ไม่มีใครอยู่เลย" 

แคลร์ส่งผ้าในมือให้ " เรามาจัดการตัวเองกันเถอะ" 

 

 

ในที่สุดโคลินก็มองเห็นอาคารศูนย์วิจัยของบริษัทอี อาร์ คอเปอเรชั่นเป็นรูปทรงโดมต่อด้วยอาคารสี่เหลี่ยมติดกับป่าขนาดสิบห้าเอเคอร์บนถนนทางแยกซ้ายหลังจากที่ขับรถหลบหลีกเส้นทางจากฝูงซากเน่าอยู่หลายสิบนาที แต่เป้าหมายตอนนี้ของเขาคือพาชาวซาดาไปหลบซ่อนที่หอดูดาวซึ่งต้องเลี้ยวขวา 

" นั่นไงประตูรั้ว" อัลเบิร์กชี้นิ้วไปทางบานประตูรั้วสูง เขาเห็นซอมบี้โงกเงกอยู่ด้านนอกสามตัว แต่ไม่เห็นด้านหลังซี่กรง 

" ฉันจัดการเอง" ชายหนุ่มดึงมีดเล่มยาวเข้ามือ ไม่อยากให้เกิดเสียงดังเรียกตัวใดมาเพิ่ม 

อัลเบิร์กลงจากรถ สาวเท้าเข้าหาก่อนปักมีดลงขมับทั้งสามตัวอย่างรวดเร็วแล้วเดินไปมองที่ประตูรั้ว นึกขอบคุณพระเจ้าที่เข้าข้างเมื่อเห็นว่าไม่ได้ล็อกกลอน เขาเปิดอย่างระมัดระวัง ไม่อยากเจอเซอร์ไพรส์อะไรอีก 

เขาเดินช้า กวาดตามองทั่วจนสะดุดเข้ากับแสงไฟซึ่งลอดออกจากอาคารสูง ด้านในมีคนอยู่หรือไม่ก็ถูกเปิดทิ้งไว้ตั้งแต่กลางวัน อัลเบิร์กโบกมือให้เพื่อนขับเข้ามาก่อนจะปิดประตูรั้วตามหลัง 

โคลินดับเครื่อง ก้าวลงจากรถนึกสังหรณ์ใจประหลาด กวาดตามองรอบบริเวณโดยอาศัยแสงจากเสาไฟฟ้า ถึงจะไม่ชัดแต่ก็พอดูออก ไม่มีคราบเลือด ไม่มีร่องรอยการถูกทำร้าย แต่ก็ไม่ใช่หน้าที่ของเขา สิ่งที่ต้องทำคือไปศูนย์วิจัยของบริษัทอี อาร์ หาหลักฐานมัดตัวคนร้ายที่อยู่เบื้องหลัง 

" คนพวกนี้ปลอดภัยในนี้แล้ว ถึงเวลาที่เราต้องไปต่อซะที" โคลินสบตาเพื่อนเก่า เอ่ยแทบไม่ดังไปกว่าเสียงกระซิบ 

" แต่ฉันอยากจะตรวจให้แน่ใจก่อนว่าที่นี่ปลอดภัยจริงๆ " สีหน้าอัลเบิร์กจริงจัง " ช่วยฉันเคลียร์พื้นที่ก่อน แล้วเราจะไปด้วยกัน อย่างน้อยคนพวกนี้ก็เป็นพยานบอกให้ชาวโลกรับรู้" 

" ฉันไม่คิดว่าคนพวกนี้จะรอดออกจากนรกขุมนี้ได้น่ะสิ" โคลินเลียริมฝีปาก เขาไม่ได้ดื่มน้ำอย่างเต็มที่มาหลายชั่วโมงแล้ว 

" อะไรทำให้นายมั่นใจแบบนั้น" 

" เกาะนรกหนึ่งร้อยแปดสิบแปดตารางไมล์นั่นไง พวกนั้นสามารถทำลายไม่หลงเหลือซากหลักฐานได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แล้วนับประสาอะไรกับเมืองเล็กๆ เมืองเดียว ฉันคิดว่าหลังจากที่พวกมันได้ในสิ่งที่ต้องการแล้วก็คงจะกำจัดที่นี่ทิ้งเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราควรทำธุระที่ตั้งใจจะทำแต่แรกให้เรียบร้อยแล้วรีบเผ่นดีกว่า" 

อัลเบิร์กชะงัก ความคิดในสมองเริ่มตีรวน " แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเหลือเวลาเท่าไหร่ก่อนที่นี่จะถูกตี" 

โคลินมองจนแน่ใจว่าพลเรือนซาดาไม่ได้เข้าใกล้รัศมีการได้ยิน " ฉันไม่รู้ แต่ถ้าให้เดาพวกนั้นคงอยากรู้ประสิทธิภาพของมนุษย์หนัง เหมือนกับที่เคยหลอกล่อทีมคุ้มกันไปเกาะนรก" 

" ยังไง" เจ้าหน้าที่อเมริกันยื่นหน้าเข้าใกล้ด้วยความอยากรู้ 

 " ฆ่าให้หมด" โคลินมองสีหน้าวิตกหนักของเพื่อนเก่า แต่เขายังบอกไม่หมดในสิ่งที่กังวล 

มนุษย์ทดลองอีกตัว! 

ความคิดเห็น