email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Chapter 1 ตอนที่ 9 คนหนีไม่ได้หนี 2/2

ชื่อตอน : Chapter 1 ตอนที่ 9 คนหนีไม่ได้หนี 2/2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 5

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 เม.ย. 2564 11:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 1 ตอนที่ 9 คนหนีไม่ได้หนี 2/2
แบบอักษร

แม็คยังนอนซมด้วยความเกลียดชังอยู่บนเตียง พิษไข้กำลังทำให้เขารู้สึกตายทั้งเป็น

เจนลากเก้าอี้มาตั้งในห้องน้ำ เธอมีกรรไกรเล็มผมและสเปรย์ฉีดน้ำในมือพร้อมจะตัดแต่งทรงผมให้ เธอออกปากเตือนเขาก่อนว่ามันคงไม่ได้ออกมาดีนักแต่มิคก็ไม่หืออืออะไร เขาถอดเสื้อเปลือยท่อนบนออกเผยให้เห็นแนวซี่โครงบางๆ ปรากฏอยู่ใต้ราวนม มิคนั่งนิ่งอยู่กับที่ขณะที่ละอองน้ำจากสเปรย์ถูกฉีดพ่นลงบนหนังศีรษะ สายตาจับจ้องใบหน้าของตนเองในเงากระจกที่เปลี่ยนไปทีละเล็กละน้อยเมื่อผมเผ้าอันรุงรังค่อยๆ หายไป

“ทำไมพี่กลับมาบ้าน”

“อะไรนะ” เจนทวนคำถามเพราะเธอไม่คิดว่ามิคจะเป็นฝ่ายเปิดปากพูด “พี่กลับมาทำงานวิจัยไง ที่นี่เป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์เหมาะกับการสังเกตพฤติกรรมสัตว์”

“พี่มีความสุขไหม”

“ทำไมถามอะไรอย่างนั้นล่ะ ก็สุขบ้างทุกข์บ้างแหละ”

“แต่ผมไม่มี”

เจนนิ่งงันไปครู่หนึ่งแล้วเริ่มกลับมาเล็มผมต่อ “ทำไมถึงไม่มีล่ะ บอกพี่ได้ไหม”

“ผมรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัว”

“พี่นี่ไง พี่อยู่กับเธอ” เจนยิ้มน้อยๆ “จำได้ไหมตอนเด็กๆ เราสองคนแทบจะตัวติดเป็นปาท่องโก๋เลย ไปไหนก็ไม่เคยทิ้งกัน”

“แล้วทำไมทิ้งผมไป หายไปไหนตั้งสามปี”

คราวนี้เจนหยุดเงียบไปนานกว่าครั้งแรกก่อนจะพูดโดยหลบตาคู่สนทนา “พี่งานยุ่งน่ะ เธอเข้ามหาลัยฯ แล้วจะรู้ว่ามันวุ่นวายมาก แต่ละวันหมดไปกับการเตรียมงานนำเสนอ อ่านหนังสือ ทำกิจกรรมเยอะแยะเต็มไปหมด”

“ผมไปอยู่กับพี่ได้หรือเปล่า”

“เธอว่าไงนะ.....”

“ผมสอบได้มหาลัยฯ เดียวกันกับพี่ อาจจะอยู่หอพักเดียวกับพี่ได้”

“โอ้.....นั่น ดีเลยล่ะมิค.....แล้วคุณป้าว่ายังไงบ้าง”

เจนหยุดหายใจไปสามวินาทีตอนที่เขาบอก เธอไม่ได้ใจหายตรงที่รู้ว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แต่เป็นตรงที่เขาบอกว่าอาจจะอยู่หอพักเดียวกันกับเธอ มันอาจดูเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะรู้สึกหนักใจเมื่อมีญาติเนื้อเชื้อไขมาอาศัยอยู่ใกล้ๆ กันถ้าญาติคนนั้นไม่ใช่มิค.....เธอไม่ได้รังเกียจเขาเลยแม้แต่น้อย แต่เจนไม่คิดว่าจะมอบสิ่งที่เขาต้องการได้ จากที่พูดคุยกันมา เธอพอหยั่งรู้ว่ามิคเป็นคนที่โหยหาความอบอุ่นมากกว่าใคร ที่สำคัญคือเขาต้องการสถานที่ที่อยู่แล้วให้ความรู้สึกเหมือนบ้านและรายล้อมด้วยผู้คนที่สามารถเรียกว่าครอบครัวได้ ซึ่งดูเหมือนว่าคนคนนั้นอาจจะเป็นเธอ เจนไม่อยากรับภาระหรือความคาดหวังของคนอื่นเข้ามาในชีวิตอีกแล้ว.....เธออึดอัดเต็มทนกับการรับผิดชอบต่างๆ นานา ที่แทบจะแบกไว้ไม่ไหว ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องอนาคตที่ยังมองไม่เห็นแสงสว่างเบื้องหน้า

“ยังไม่มีใครรู้” มิคตอบเสียงแผ่ว

“เธอบอกพี่เป็นคนแรกเหรอ”

“ใช่”

“มิค แต่จะย้ายไปอยู่ในเมืองมันมีเรื่องให้คิดเยอะมาก ไหนจะเรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องการเดินทาง”

“ผมรู้ ผมเลือกแล้ว ตอนนี้ที่ไหนก็ดีกว่าที่นี่ทั้งนั้น”

“โอเค พี่จะไม่ห้ามแต่เธอต้องรับผิดชอบตัวเองนะ”

“ผมอยากอยู่กับใครสักคนที่เหมือนคนในครอบครัวจริงๆ .....เหมือนพี่”

“เสร็จแล้วล่ะ” เจนตัดบทเพราะยังไม่อยากรับปากตอนนี้ เธออาจจะรับเขามาอยู่ในหอพักเดียวกันหรือใกล้เคียงก็ได้ แต่แค่ไม่มั่นใจว่าจะทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่กับคนในครอบครัวได้หรือเปล่า เพราะตลอดเวลาสามปีที่จากกัน สภาพแวดล้อมในสังคมทำให้เธอเปลี่ยนแปลงไปมากจนแทบจะลืมไปแล้วว่าเธอเคยเป็นคนอย่างไร เจนปัดเศษผมออกจากหน้าตักและเชิงไหล่ของเขาก็เป็นอันเรียบร้อย

“หน้าผมเปลี่ยนไป” มิคลูบคลำเส้นผมของตนเอง มันสั้นลงชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขามองเงาสะท้อนในกระจกก่อนก้มลงมองพื้นกระเบื้องในห้องน้ำที่ปูพรมหนาแน่นด้วยเส้นผมของเขาเอง

“หน้าทุกคนล้วนเปลี่ยนพอตัดผมเสร็จ โดนเฉพาะคนที่ไม่ได้ตัดผมมานานอย่างเธอ” เจนปาดหวีจัดทรงผมเขาให้เข้าที่เข้าทางมากขึ้น ทำให้มิคดูเหมือนเป็นคนใหม่

“อวยพรให้ผมด้วย” มิคกล่าวหลังจากที่เขาลุกขึ้นยืนแล้วสวมเสื้อยืดของแม็คให้เรียบร้อย เขากำลังจะก้าวออกจากห้องน้ำแต่เจนก็ยื้อแขนเขาไว้

“เธอแน่ใจเหรอว่าจะทำแบบนี้ เธอไม่จำเป็นต้องทำก็ได้นะ” เจนพยายามพูดให้เขาเปลี่ยนใจเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งมันหยุดความตั้งใจของมิคไม่ได้

“แน่ใจ ผมจะไป” มิคยิ้มน้อยๆ ให้เธอด้วยความมั่นใจ “ไม่มีทางอื่นแล้ว”

ชั้นล่างของบ้าน ภูกับไพลินกระจายตัวกันเดินไปรอบๆ พลางสอดส่องผ่านหน้าต่างทุกบานที่พวกเขาเดินผ่าน ภูอยู่ในห้องครัวที่มีคราบฝุ่นสีน้ำตาลแดงจากภายนอกมาเกาะเคลือบเต็มหน้าต่างซึ่งทำให้มองเห็นได้ไม่ค่อยดีนัก ไพลินประจำอยู่หน้าบ้าน เธอคอยดูว่าจระเข้จะกลับมาแทะศพชายหัวล้านต่อไหม มีพวกมันแอบอยู่กอผักตบชวาบ้างหรือเปล่า ทั้งคู่ส่งเสียงถามไถ่กันอยู่เป็นระยะว่า “เห็นมันบ้างไหม” และคำตอบที่ได้ก็คือ “ไม่” ทุกครั้ง จระเข้ไม่แม้แต่จะโผล่ปลายจมูกอันน่ารังเกียจขึ้นมาเหนือน้ำให้เห็นด้วยซ้ำ ราวกับมันรู้ตัวว่ากำลังถูกถ้ำมองอยู่ ไพลินเพ่งเล็งกระเป๋าเดินทางของเจนมากกว่าผืนน้ำรอบด้านอย่างห้ามไม่ได้เพราะโทรศัพท์มือถือของเธออยู่ในนั้น ความกระวนกระวายในใจตั้งคำถามให้โดยอัตโนมัติว่า มีใครจากที่บ้านโทร.มาบ้างหรือเปล่านะ น้องสาวของฉันโทร.เข้ามากี่สิบกี่ร้อยสายแล้ว ทุกคนที่บ้านคงเป็นห่วงแย่แน่ๆ

แม็คเดินลงบันไดมาหลังจากที่ยาเริ่มออกฤทธิ์ อาการปวดหัวตุบๆ ถูกระงับไว้ชั่วคราว อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมลายหายไป.....เขากลับมากระปรี้กระเปร่าได้อีกครั้ง

“ทำอะไรกันน่ะ” แม็คเอ่ยปากถามเมื่อเห็นไพลินกับภูทำท่าด้อมๆ มองๆ อยู่ริมหน้าต่าง

“กำลังดูว่ามีไอ้เข้เพ่นพ่านอยู่หรือเปล่า” ภูตอบโดยไม่ละสายตาจากหน้าต่าง “นายหายดีแล้วใช่ไหม”

“ดีขึ้นแล้ว แต่คงอีกไม่นานก็กลับไปนอนสั่นเหมือนเดิม”

แม็คย่างเท้าเข้าไปหาไพลินช้าๆ เธอกำลังสอดส่องสายตาผ่านกระจกหมองมัวในห้องครัวด้วยความตั้งใจ ถึงแม้ว่าเขาเห็นเธอจากข้างหลังก็สามารถบอกได้ว่าไพลินกำลังใช้สมาธิอยู่ เขาจึงเรียกด้วยเสียงที่เบาเพื่อไม่ให้เธอตกใจ

“ลิน”

“แม็ค” ไพลินขานรับด้วยเสียงที่เบาพอกัน “ว่ายังไง”

“ขอโทษนะ เมื่อตอนบ่ายเราไม่ได้ตั้งใจตะคอกใส่ลินเลย”

“ไม่เป็นไร ลืมมันไปเถอะ” ไพลินตอบปัดๆ เธอยังไม่อยากพูดถึง ไม่ใช่เพราะว่าเธอกำลังขุ่นเคืองหรือน้อยใจแต่เป็นเพราะว่าเธอรู้จักนิสัยใจคอของแม็คดี ไม่ว่าจะอธิบายข้อเสียให้ฟังกี่สิบกี่ร้อยครั้งมันก็ไม่เคยเข้าหูเขา ครั้งหนึ่งไพลินกับแม็คเคยนั่งจับเข่าคุยกัน เธออยากให้เขาปรับปรุงตัวซึ่งแม็คก็รับปากและให้คำสัญญาเสียดิบดี ส่วนที่เลวร้ายที่สุดไม่ได้อยู่ตรงที่เขาผิดคำสัญญาอีกครั้ง มันอยู่ตรงที่เขาจำไม่ได้ว่าเคยให้คำสัญญาเอาไว้ต่างหาก แม็คยังคงเป็นคนใจร้อนและฉุนเฉียวอยู่วันยังค่ำเมื่อไม่ได้ดังใจ เวลานั้นเขาจะไม่สนใครทั้งสิ้นนอกจากตัวเอง แต่ไพลินก็ยังคงหวังลึกๆ ว่าคงจะมีวันที่เขาโตพอและรับฟังเหตุผลแบบผู้หลักผู้ใหญ่ เธอยังไม่หมดหวังในตัวเขาตอนนี้

เสียงเจนดังมาจากด้านบน “ทุกคน! เราพร้อมแล้ว! มีใครอยากไปจากที่นี่บ้าง!”

สมาชิกทุกคนมาอยู่กันพร้อมหน้าที่ห้องรับแขกโดยมีเจนชี้แจงรายละเอียดของแผนให้ฟัง มิคเป็นคนไต่สายไฟไปลงที่หลังคาโรงจอดรถ จากนั้นเขาจะกระโดดลงเรือแล้วขับกลับมารับทุกคน ไพลินกับแม็คอยู่กับคุณป้า คอยพยุงและรออยู่หน้าประตูบ้านเพื่อให้ขึ้นเรือได้อย่างว่องไวเมื่อมิคขับมาถึง ภูจะอยู่บนระเบียงชั้นสองคอยยึดสายไฟไว้ถ้าเกิดมันหลุดขึ้นมา และอย่างสุดท้ายที่อาจจะอันตรายมากพอๆ กับการไต่สายไฟ นั่นคือการล่อจระเข้ให้มาอยู่ที่หลังบ้านเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากมิค เจนไม่คิดว่าจะมีหน้าที่ไหนที่เหมาะกับเธอไปมากกว่านี้แล้ว เธอรู้จักธรรมชาติและพฤติกรรมพื้นฐานของมันมากกว่าใครในบ้านหลังนี้ ถ้าจะมีใครสักคนต้องรับมือกับมัน คนคนนั้นควรเป็นเธอ

ขณะที่ทุกคนเตรียมตัวแยกย้ายไปตามจุดต่างๆ ที่วางแผนไว้ เหลือเจน ไพลิน แม็คและคุณป้าในห้องรับแขก เจนนั่งชันเข่าลงข้างๆ โซฟาที่คุณป้านอนอยู่ เธอกุมมือคุณป้าไว้แน่น “อดทนอีกหน่อยนะคะ.....พวกเราจะพาป้าออกไปจากที่นี่เอง แข็งใจเข้าไว้” คุณป้าลืมตาขึ้นช้าๆ แล้วเริ่มหายใจถี่ขึ้นอีกทั้งพยายามเปล่งเสียงพูดผ่านลำคออันแหบแห้งแต่ไม่มีใครฟังรู้เรื่อง

“ป้า ไม่ต้องพูด ยิ่งพูดยิ่งเหนื่อยนะ” แม็คทำให้เธอสงบลง เขาใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเม็ดเหงื่อบนหน้าผากให้

“เราต้องรีบแล้วค่ะ” ไพลินว่า

ภารกิจเสี่ยงตายเพื่อออกจากนรกกลางน้ำจึงได้เริ่มต้นขึ้น

มิคกลืนเม็ดยาประจำตัวหนึ่งเม็ดลงคอไปพร้อมกับน้ำหนึ่งอึก เขาเชื่อมาตลอดว่ายาจะทำให้เขานิ่งและมีสติมากขึ้น มิคก้าวออกสู่ระเบียงแล้วมองสายไฟเส้นเล็กสีดำที่ต่อไปถึงหลังคาโรงรถ เขาสูดหายใจเข้าให้เต็มที่ เอื้อมมือทั้งสองข้างไปจับสายไฟก่อนดึงตัวเองขึ้นไป มิคเกร็งหน้าท้องเพื่อส่งพลังทั้งหมดในการโยกตัวให้สามารถยกเท้าทั้งสองข้างขึ้นไปพาดบนสายไฟ เขาเกร็งตัวหลายต่อหลายครั้งกว่าจะยกขาขึ้นไปได้สำเร็จ ซึ่งแต่ละครั้งทำให้ปวดหน้าท้องเป็นอย่างมากจนแทบจะหมดแรงคาสายไฟเสียให้ได้.....ตามปกติแล้วมิคไม่ใช้วิธีการไต่แบบนี้ ถึงแม้ว่าจะดูผอมกะหร่องเป็นกุ้งแห้งแต่เขาก็มีแรงเหลือล้น มิคสามารถไต่เชือกโดยใช้มือเพียงสองมือและปล่อยขาทั้งสองข้างให้ทิ้งน้ำหนักลง.....นั่นคือวิธีโหนเชือกที่เขาเคยชิน แต่ไม่ใช่กับสถานการณ์ที่อาจมีจระเข้รอเขมือบอยู่ด้านล่าง มิคจึงต้องเก็บขาขึ้นมาอยู่บนสายไฟให้ได้

“นายไหวนะ” ภูได้แต่มองด้วยความเป็นห่วงเพราะในสายตาเขา มิคเหมือนแมงมุมตัวเล็กที่เกาะอยู่บนเพดานซึ่งพร้อมจะร่วงหล่นลงไปได้ทุกขณะ

“ไหว.....” มิคที่หน้าแดงก่ำตอบแล้วเริ่มไต่ไปช้าๆ

มือซ้ายสลับขวา.....

เท้าซ้ายสลับเท้าขวา.....

มองท้องฟ้าเข้าไว้.....มองท้องฟ้าเอาไว้.....อย่ามองลงไปข้างล่าง.....

ถุงเนื้อสีแดงสดห้อยต่องแต่งอยู่ในมือของเจน เธอเพิ่งเอามันออกจากห้องแช่แข็งในตู้เย็น เนื้อเหล่านั้นถูกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้ว ส่วนมืออีกข้างถือราวตากผ้าสเตนเลสที่ตกอยู่บนชานบ้านมาใช้ ตอนนี้เธออยู่บนชานหลังบ้านและกำลังกวาดตาช้าๆ ให้เห็นทุกซอกทุกมุมที่อาจจะเป็นผ้าพรางตัวสำหรับพวกจระเข้ แต่พื้นน้ำนิ่งสนิทแทบไม่มีแม้แต่เกลียวคลื่นหรือฟองอากาศที่ผุดมาจากด้านใต้ให้เห็นเลย เจนจึงเริ่มใช้ราวสเตนเลสเคาะที่พื้นชานบ้านเบาๆ โดยเปิดประตูในครัวทิ้งไว้เป็นทางหนีทีไล่หากจระเข้โผล่ขึ้นมางับเหมือนที่เคยงับคุณป้า การที่ชานหลังบ้านมีพื้นที่น้อยกว่าชานหน้าบ้านมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่น่ากลัว ข้อดีคือเธอสามารถถอยกลับเข้าบ้านได้ทันที และข้อเสียคือเธอจะมีพื้นที่หลบหลีกได้น้อยมากถ้าหากจำเป็นต้องหลบ

เสียงน้ำดังต๋อมแต๋มอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล เจนเงยหน้ามองไม่ทันว่ามันดังมาจากตรงไหน เธอจึงเคาะต่อไปด้วยจังหวะความถี่ที่ช้าลงและเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นเพราะหลังบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่แผ่ร่มเงาปกคลุมพื้นดินแทบทุกกระเบียดนิ้วทำให้มองเห็นอะไรได้น้อยลงโดยเฉพาะวัตถุสีทึบ.....มาสิ โผล่หัวของแกขึ้นมา

ที่หน้าบ้าน มิคยังไต่สายไฟต่อไปโดยมีภูคอยยืนมองอยู่ไม่คลาดสายตา

“ทำดีแล้วไอ้หนุ่ม ไต่ต่อไป ใกล้จะครึ่งทางแล้ว” ภูตะโกนบอกอยู่เป็นระยะ “มีกิ่งไม้อยู่ข้างหน้านะ ระวังด้วย”

ส่วนที่ยากที่สุดมาถึงเมื่อมิคไต่มายังส่วนที่มีก้านต้นไม้ยื่นเข้ามาเพิ่มความระเกะระกะ เขาต้องช้าลงและเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น มิคจึงเปลี่ยนจากการแหงนหน้ามองท้องฟ้ามาเป็นการมองไปตามสายไฟข้างหน้าแทนซึ่งทำให้เขาปวดคอ เสียงกระดูกข้างในดังกรอบจนเกือบสะดุ้ง เขามองเห็นแต่ใบไม้สีเขียวหนาทึบซึ่งแทบจะลูบคลำสายไฟต่อไปไม่ได้ มิคหรี่ตาลงเพื่อไม่ให้ใบไม้ทิ่มบาดดวงตาของเขา กิ่งไม้เหนียวหยาบฟาดถูกแก้มเป็นทางยาวตั้งแต่หน้าผากจนถึงปลายคาง เขาได้แต่หวังว่ามันจะเป็นแค่แผลถลอก มิครู้สึกใจชื้นขึ้นเมื่อไต่มาถึงจุดที่ศีรษะของเขาพ้นจากกิ่งก้านอเวจีเสียที แต่เขาไม่รู้สึกเลยว่ายังมีกิ่งไม้อีกกิ่งหนึ่งที่ยังเกี่ยวกับชายเสื้ออยู่ มิครู้ตัวเมื่อจะสลับขาไต่ต่อไป

“โอ๊ย!” มิคร้องเสียงดัง

“มีอะไรเหรอ” ภูถาม

“เสื้อผมติดอยู่กับกิ่งไม้”

“เอาออกได้ไหม”

มิคเอื้อมมือดึงชายเสื้อแบบสุ่มสี่สุ่มห้าเพราะมองไม่เห็น เขาทำแบบนั้นอยู่ได้ไม่นานก็ต้องชักมือกลับมายึดสายไฟตามเดิมเนื่องจากการห้อยด้วยสองเท้ากับอีกหนึ่งแขนไม่สามารถรับน้ำหนักเขาได้

“เกิดอะไรขึ้นน่ะ” ไพลินได้ยินเสียงภูคุยโต้ตอบกับมิค เธอกับแม็คพยุงคุณป้ารออยู่ที่ประตูหน้าบ้านพร้อมขึ้นเรือ พอชะโงกหน้าผ่านหน้าต่างจึงเห็นมิคติดแหง็กอยู่ข้างบนไม่ขยับเขยื้อน “แม็ค เหมือนจะมีปัญหาอะไรสักอย่าง เขาหยุดไต่”

เจนได้ยินคำที่พวกเขาสนทนากันเป็นเสียงอู้อี้แต่เธอละความสนใจตรงหน้าไม่ได้ ปลายจมูกสีน้ำตาลอ่อนแกมดำปรากฎขึ้นเหนือน้ำอยู่ไกลๆ ใต้เงามืดของต้นไม้ จระเข้พ่นละอองน้ำออกจมูกหนึ่งฟอดแล้วมุดกลับลงไปตามเดิม เจนตื่นตัวมากขึ้นเพราะเธอรู้ว่ามันกำลังมา มือข้างที่จับราวตากผ้าสเตนเลสชุ่มไปด้วยเหงื่อ ขาทั้งสองข้างเริ่มสั่นระริกเป็นผลมาจากความกลัว.....ในบรรดาสัตว์ทั้งหมด เจนคิดว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีพฤติกรรมซับซ้อนซึ่งสังเกตเห็นได้ง่าย สวนทางกับสัตว์เลื้อยคลานเหล่านี้ พฤติกรรมของมันไม่ซับซ้อนแยบยลเลย หากแต่สังเกตได้ยากกว่ามากเพราะพวกมันชอบหลบซ่อนจากสายตาของผู้สังเกตเสียส่วนใหญ่ การทำงานร่วมกับมันจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ.....เช่นเดียวกับที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ ไม่ว่าหน้าบ้านจะเกิดอะไรขึ้น เธอต้องไม่เผลอเด็ดขาด

“พี่เห็นมันแล้ว” เจนร้อง มือควานหาถุงเนื้อแล้วเตรียมแกะออกมา

มิคดึงชายเสื้อด้วยความร้อนรนที่มากขึ้นจนเหมือนเป็นการกระชากเสียมากกว่า สติส่วนหนึ่งของเขาเริ่มแตกกระเจิง “บ้าเอ๊ย! ผมเอาไม่ออก! มองไม่เห็น!”

“เฮ้! เฮ้! มิค! ใจเย็นๆ นายทำได้.....นายทำได้!” ภูเรียกสติเขา

มันเกือบจะได้ผล สติของมิคกลับมา.....อยู่ได้แค่ครู่เดียว เมื่อเขาลองเอียงตัวข้างหนึ่งเพื่อดูว่ากิ่งไม้เจ้ากรรมนั่นเกี่ยวชายเสื้อตรงไหนก็ต้องร้องเสียงดัง ปลายกิ่งอันแหลมเรียวที่นอกจากจะทิ่มทะลุเสื้อแล้ว มันยังทิ่มเนื้อบริเวณหลังของมิคด้วย และยิ่งเขาขยับมากขึ้นเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งกรีดลึกลงไปมากขึ้นเท่านั้น

“โอ๊ย! ผมเจ็บ!” มิคร้องเสียงดัง “กิ่งไม้ทิ่มผม!” สติสัมปชัญญะที่รวบรวมกลับมาได้แตกสลายไม่เหลือชิ้นดี

“อย่าขยับตัว ไอ้หนุ่ม!”

“ช่วยด้วย! ช่วยผมด้วย!” มิคกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เลือดหยดหนึ่งร่วงหล่นลงสู่ผิวน้ำสีขุ่นข้างล่าง ทั้งแขนและขาตอนนี้เริ่มอ่อนล้าและปวดอย่างรุนแรง เขาห้อยอยู่สายไฟบ้านี่นานเกินไปและอีกไม่นานก็กำลังจะหมดแรงยึด มิคสะบัดตัวหวังให้ปลายกิ่งเคลื่อนหลุดออกจากหนังหุ้มกระดูกแห้งๆ แต่ไม่เป็นผล แผลที่เอวของเขาถูกเฉือนให้กว้างและลึกขึ้นกว่าเดิม

หายนะขั้นกว่ามาเยือน ปลายสายไฟข้างที่ยึดกับระเบียงเริ่มหลุดออกจากผนังคอนกรีต ฝุ่นสีเทามวลจิ๋วฟุ้งจากตรงนั้น ภูเหลือบตาขึ้นมองแล้วรีบกระโดดจับมันไว้ด้วยความว่องไวโดยไม่ต้องคิด “มิค! นายต้องหยุดสะบัดตัวเดี๋ยวนี้! ไม่งั้นปลายสายไฟจะหลุด! ได้ยินไหม!”

แม็คที่ช่วยไพลินพยุงคุณป้าอยู่ประเมินว่าสถานการณ์ไม่น่าจะดี เขาจึงปล่อยให้ไพลินดูแลคุณป้า ส่วนตนเองวิ่งกระทืบเท้าขึ้นไปข้างบนเพื่อช่วยภูยึดสายไฟอีกแรง

สัตว์เลื้อยคลานยักษ์ปรากฏตัวขึ้นเหนือน้ำอีกครั้งในตำแหน่งที่ใกล้กว่าเดิม มันเผยอส่วนปากขึ้นเหนือน้ำให้เห็นฟันอันแหลมคม ขากรรไกรบนและล่างแยกตัวออกจากกันเล็กน้อยเตรียมงับเหยื่อ เจนเห็นช่องปากสีเหลืองเข้มข้างในที่มีคราบสีแดงติดตามซอกฟัน จระเข้สะบัดหางบังคับทิศทางให้ตรงมาหาเธอ จากร่มไม้สู่แสงแดดรำไร เจนวางราวสเตนเลสลงแล้วถือก้อนเนื้อสีชมพูสดแทน เธอเลือกชิ้นที่เล็กที่สุดโยนออกไปก่อน จระเข้อ้าปากรับได้อย่างแม่นยำก่อนจะกลืนลงคอทันทีโดยไม่ผ่านการบดขยี้ของฟัน จากนั้นตัวที่สองก็โผล่มาร่วมงานเลี้ยง เจนโยนชิ้นเนื้อให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้

“มันอยู่กับพี่ทั้งสองตัวเลย!” เจนตะโกน “มิคไปถึงไหนแล้ว! เขาถึงเรือหรือยัง!”

“ไม่ค่ะ เขายังไม่ถึงหลังคาโรงรถด้วยซ้ำ” ไพลินตอบ

“เหลือเนื้อไม่มาก! เขาต้องรีบ!”

จระเข้เริ่มเข้ามาใกล้มากขึ้น คางของมันแตะชานบ้านแล้ว เจนต้องเว้นระยะห่างเพื่อความปลอดภัย

“มิค! ตั้งสติ! ดึงตัวให้สูงขึ้น!” ภูกัดฟันร้องในขณะที่ตนเองกับแม็คช่วยกันยึดสายไฟเอาไว้ เขามองไม่เห็นว่ามิคกำลังทำอะไรอยู่เบื้องหลังหมู่ไม้สีเขียวที่สั่นไหว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเสียงที่เปล่งออกไปจะเข้าหูผู้ฟังหรือไม่

สำหรับมิคแล้ว ทุกเสียงที่ได้ยินในตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากเสียงแมลงหวี่แมลงวัน ด้วยความตึงเครียด ความเจ็บปวดและความหวาดกลัวถึงขีดสุดบังคับให้สมองของเขาสั่งการแค่เรื่องเอาตัวรอดตรงหน้าเท่านั้น ในเมื่อการสะบัดตัวช่วยให้รอดหลุดไม่ได้ เขาจึงเลือกดันทุรังไต่ต่อไป มิคได้ยินเสียงผ้าฉีกขาดพร้อมๆ กับจังหวะที่กิ่งไม้กรีดแผลเป็นทางยาวตั้งแต่ส่วนท้ายของหลังไปจนถึงเอว เขาร้องลั่นสุดเสียงขณะที่ปลายไม้แหลมๆ ขูดไปตามเนื้อหนัง จนในที่สุดก็ผ่านแนวกิ่งไม้มาได้สำเร็จ

ภูกับแม็คถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่พวกเขาก็ยังคงยึดสายไฟไว้เช่นเดิม

“มิคหลุดมาได้แล้วค่ะ เขาหลุดแล้ว!” ไพลินยิ้ม

“ดีเลย! เก่งมาก!” เจนก็พลอยดีอกดีใจไปด้วย เธอโยนหนึ่งในชิ้นเนื้อห้าชิ้นสุดท้ายลงตรงกลางระหว่างจระเข้ทั้งสองให้พวกมันแย่งกันเอง จระเข้เริ่มวางเท้าที่เต็มไปด้วยเกล็ดหยาบลงบนชานบ้านแล้วดันตัวขึ้นมา เจนจึงลองโยนชิ้นที่สองกลับไปยังผืนน้ำด้านหลังโดยหวังว่ามันจะตามไปกิน เธอจะได้ล่อมันได้นานขึ้น ทว่าจระเข้ดูเหมือนไม่สนใจเนื้อชิ้นนั้นเลย มันมองเหยื่อล่อตกกระทบผืนน้ำก่อนหันกลับมาหาเจนเหมือนเดิม จระเข้ทั้งสองอ้าปากกว้างรอชิ้นเนื้อชิ้นต่อไปตกเข้าปาก เจนอ้ำอึ้งเบิกตาโตเพราะปกติจระเข้ที่เธอเห็นในฟาร์มไม่แสดงพฤติกรรมเช่นนี้ มันมักจะว่ายตามไปเก็บอาหารที่ลอยผ่านเหนือหัวไป จระเข้ในธรรมชาติที่อุทยานเขาใหญ่ก็มีพฤติกรรมไม่ต่างจากจระเข้ในฟาร์มมากนัก

ดูท่าแล้ว เจนอาจจะไม่ได้ใช้ชิ้นเนื้อที่เหลือ.....จระเข้เข้าใกล้เธอมากเกินไปแล้ว ไม่เหลือพื้นที่ให้ถอยอีกต่อไป เจนต้องกลับเข้าห้องครัวแล้วดันประตูปิดใส่หน้าพวกมันก่อนจะล็อกกลอน

“พี่ล่อมันต่อไปไม่ได้! มันเข้ามาใกล้เกิน!” เจนหายใจหืดหอบพิงประตู “บอกพี่ทีว่าตอนนี้มิคไปถึงเรือแล้ว!”

“เขากำลังจะถึงหลังคาค่ะ” ไพลินตอบ

เจนพรวดพราดไปยังหน้าต่างฝุ่นเกรอะในครัว จระเข้สองตัวกำลังว่ายน้ำเลียบชานบ้านกลับไปยังด้านหน้า

“ไม่ทันแน่!”

ความคิดเห็น