ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 5 ...มังกรดำผงาดฟ้า...

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 ...มังกรดำผงาดฟ้า...

คำค้น : อสรพิษเล่ห์รัก JackBam GOT7 fic

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 15 พ.ค. 2559 18:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 ...มังกรดำผงาดฟ้า...
แบบอักษร

...มังกรดำผงาดฟ้า...

 

ครั้งแรกที่ได้ยินเรื่องของ จูเนียร์จากพวกเด็กๆในแก๊งคือเมื่อหลายเดือนก่อน คนในแก๊งเอาไปเล่าลือกันว่าเป็นแมวน้อยที่เสี่ยวเอินเก็บมาเลี้ยงจากข้างถนน ทั้งหางานให้ทั้งเอามาอยู่ในโรงแรมด้วย

 

 

แต่ความเป็นมาที่ไม่ชัดเจนนั้นเองที่ทำให้หวังเจียเอ๋อร์ไม่ค่อยจะพอใจนัก พอลองถามดูก็ถูกบอกปัดและเปลี่ยนเรื่องพูดไปซะทุกครั้ง ซึ่งนั่นยิ่งกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเขามากขึ้นเป็นเท่าตัว

 

คนอย่างพวกเขาหากต้องการแค่คนไว้นอนกอดคลายเหงาชั่วครั้งชั่วคราวน่ะจะหาเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่เห็นจำเฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นคนเดิมเลยนี่นา หมอนั่นถึงกับพาขึ้นห้องส่วนตัวที่โรงแรมที่มีชื่อเขาเป็นเจ้าของด้วยแล้วนั่นแสดงว่า จูเนียร์นั่นต้องไม่ธรรมดา

เสี่ยวเจียคิดเสมอว่าคนเรานั้นต่างก็มีความโลภและจิตใจสกปรกด้วยกันทั้งนั้น ยิ่งพวกหน้าเงินด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตลอดเวลาที่เขาอยู่ข้างกายเสี่ยวเอินก็เจอมานักต่อนักแล้ว ผู้หญิงมักเข้าหาเสี่ยวเอินเพราะเขาดูเป็นคนสุภาพ หนำซ้ำยังหล่อเหลาเอาการ แต่เพราะไม่ค่อยจะช่างพูดและมักเก็บทุกอย่างไว้กับตัวเองจึงทำให้ผู้หญิงเบื่อหน่ายเร็ว และคนที่อยู่ข้างกายเสี่ยวเอินตลอดอย่างเขาก็เป็นเป้าหมายรอง ผู้หญิงพวกนั้นพร้อมพลีกายให้ขอเพียงแค่เขากระดิกนิ้วเรียก ไม่มีใครสักคนที่จริงใจกับเรา ยอมอยู่ข้างกายเราจนถึงที่สุดโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนสักคน....ไม่มีจริงๆ....

 

และเพื่อพิสูจน์ในเรื่องนั้นเขาจึงต้องวางอุบายเพื่อล่อ จูเนียร์ออกมาพบโดยการเข้าไปป่วนในสำนักงานของเสี่ยวเอินแล้วแอบขโมยมือถือของเขาออกมาส่งข้อความหาจูเนียร์ จากนั้นก็บล็อคเบอร์ของฝ่ายนั้นทุกสายให้โอนเข้าที่หมายเลขเครื่องของเขา

 

ทำแบบนี้เมื่อส่งข้อความสำเร็จจึงแอบเอามือถือไปคืนที่เดิมและรอเวลา ซึ่งไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ได้รับเมล์ติดต่อกลับ เขาบอกให้จูเนียร์เจอกันที่โรงแรมเดิมโดยส่งคนเข้าไปจัดสถานที่ให้เรียบร้อย เมื่อถึงเวลาจึงได้ตามเข้าไปสมทบ

 

ทันทีที่เปิดประตูห้องเข้าไปก็เห็นว่าที่สุดทางเดินนั้นมีร่างเล็กๆยืนหันหลังให้ จูเนียร์สวมเสื้อฮู๊ดสีดำเก่าๆกับกางเกงยีนส์ ดูจากสภาพแล้วไม่นึกเลยว่าเสี่ยวเอินจะตาต่ำคว้าคนข้างถนนพรรค์นี้มาเล่น สภาพย่ำแย่เสียยิ่งกว่าพวก Homeless หรือขอทานด้วยซ้ำ

 

อีกฝ่ายรับรู้ถึงการเข้ามาได้อย่างรวดเร็ว เขายังไม่ทันเดินประชิดตัวก็หันกลับมามองเขาด้วยสายตาแวววาว

 

“คุณต้วนอยู่ที่ไหน?” ทันทีที่เห็นเขา อีกฝ่ายก็นิ่วหน้าเปลี่ยนท่าที

 

“อะไรกัน? พอเห็นหน้าฉันก็เสียงแข็งขึ้นมาเลยหรอ? หรือว่าถ้าไม่มีเสี่ยวเอินเข้าร่วมวงด้วยนายจะไม่โอเค? 3P ดีกว่าจริงอ่ะ? ฉันเก่งนะ...ต่อให้ไม่มีเสี่ยวเอินฉันก็เอานายอยู่ จะจ่ายให้อย่างงามเลย...ขายตัวไม่ใช่หรอ?” หวังเจียเอ๋อร์เดินเข้าไปกลางห้อง ปรายตามองอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า จูเนียร์ดูเด็กกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก อายุอานามไม่น่าเกิน 18 ด้วยซ้ำ แต่กลับใจแตกซะแล้ว

 

“ผมไม่มีธุระอะไรกับคุณ ถ้าคุณต้วนไม่มาผมก็หมดธุระแล้ว” เด็กนั่นตั้งใจจะกลับแต่ถูกเขาฉวยแขนเอาไว้

 

เขารวบเอวอีกฝ่ายไว้แล้วใช้มืออีกข้างจับปลายคางบังคับให้เงยหน้าเพื่อจะมองหน้าอีกฝ่ายชัดๆ

 

ดวงตาสีดำสุกใสจ้องเขาตอบโดยไม่เกรงกลัว พอลองมองใกล้ๆจะพบว่าใต้ตาข้างซ้ายของอีกฝ่ายมีไฝเม็ดเล็ก พอมาอยู่บนใบหน้าที่ยังดูโตไม่เต็มที่ของเด็กนี่ทำให้อีกฝ่ายดูมีเสน่ห์แปลกๆ เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมเสี่ยวเอินถึงได้เอาเด็กนี่มาเลี้ยงดู

 

แววตาใช้ได้นี่! แต่ดูเด็กไปหน่อย คล้ำไปนิด ผอมแห้งเหมือนเด็กขนาดสารอาหาร แต่สะโพกฟิตใช้ได้!” ทันทีที่เขาพูดจบก็ถูกมือเล็กๆนั่นเหวี่ยงกำปั้นใส่ทันที

 

ช่างเป็นหมัดขวาตรงที่แรงใช่ย่อย เหนือสิ่งอื่นใดคือเจ้าเด็กนี่ไวพอจะทำให้เขาไม่ทันตั้งตัว ที่ได้ชื่อว่าจูเนียร์นี่คงจะเป็นเพราะเล็กพริกขี้หนูอย่างนี้หรือเปล่า?

 

ถ้าเป็นอย่างนั้นเด็กนี่ก็น่าสนใจ นับว่าเสี่ยวเอินตาแหลมจริงๆที่เก็บเรื่องสนุกนี่ไว้เล่นคนเดียว เดี๋ยวได้รู้กันว่าจะแน่สักแค่ไหน มีไม่กี่คนหรอกที่หาญกล้าต่อต้านเขา

 

แม้จะนึกชมชอบในใจ แต่ก็นั่นแหละ...คนที่ขายได้แม้กระทั่งตัวเองไม่เหมาะที่จะอยู่ข้างกายใครทั้งนั้น วันนี้ขายตัวเอง....ต่อไปก็ขายเราได้

 

เลิกเกาะเขากินเป็นปลิงแล้วไสหัวไปซะทีเถอะ!” เขาเกลียดที่สุดก็คือคนที่ไม่ซื่อสัตย์ และคนที่ซื้อได้ด้วยเงิน เด็กนี่เข้าข่ายทั้งสองประเภท

 

“สบายใจเถอะ....เพราะผมก็กำลังคิดจะเขี่ยเขาทิ้งพอดี บอกให้เขาเลิกยุ่งเลิกติดต่อผมด้วยล่ะ มันน่ารำคาญ!” เด็กนั่นยิ้ม

 

นึกไม่ถึงว่าตัวแค่นั้นจะร้ายกาจขนาดนี้ เสียแรงที่เสี่ยวเอินอุตส่าห์ช่วยออกมาจากข้างถนน พอได้ดีแล้วก็ถีบหัวส่งไม่สำนึกบุญคุณ

 

เดี๋ยว! เสี่ยวเอินไม่ดีตรงไหน? เขาดีกับนายทุกอย่าง แต่ทำไมนายถึงทิ้งเขาไปง่ายๆแบบนี้!” เสี่ยวเจียโกรธจนควันออกหู

 

ฉันเปลี่ยนใจแล้ว! ฉันจะซื้อนายต่อเอง!” เขาปาเงินปึกหนึ่งใส่หน้าเด็กนั่นจากนั้นก็จับเจ้าตัวดีเหวี่ยงไปที่เตียง

 

เดี๋ยวก่อน! คุณต้วนบอกว่าถ้าผมไม่ยอมก็ไม่จำเป็นต้องนอนกับใคร!

 

โทษทีนะ! แต่ฉันมันแขก VIP ต่อให้นายไม่อยากแต่ก็ต้อง ยอมมันเป็นอาชีพของนายไม่ใช่หรอ?!!

 

เขาจับเจ้าเด็กนั่นกดลงบนเตียงแม้อีกฝ่ายจะพยายามดิ้นสุดแรงแต่ก็สู้แรงเขาไม่ได้ ทำได้เพียงแสดงการต่อต้านที่ไร้ประโยชน์เท่านั้น เสี่ยวเจียก้มหน้าลงฝืนเชยชมอีกฝ่าย รสชาติของการต่อต้านนั้นช่างหอมหวานราวกับไม่เคยต้องมือใครมาก่อน

 

ตื่นตระหนก หวาดระแวงปนเปกันไป ทำเอาเขาเกือบลืมไปว่าอีกฝ่ายนั้นเชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้มากแค่ไหน มีผู้ชายสักกี่คนที่ได้ลิ้มรสชาติสดใหม่นี้ มีกี่คนที่หลงไปกับความดื้อรั้นนี้ พอคิดขึ้นมาเลือดในกายก็สูบฉีดจนเผลอทำรุนแรงจนถูกฝ่ายนั้นกัดลิ้นจนต้องผละออกมา

 

เด็กนั่นขัดขืนราวกับว่ายังบริสุทธิ์ สะดีดสะดิ้งทำเป็นใสซื่อทั้งที่เจนโลกจนน่าโมโห หากวันนี้ไม่ได้กินเด็กนี่คืนนี้เขาคงนอนไม่หลับแน่!!

 

แต่การจับกินไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่ออีกฝ่ายรวบรวมแรงทั้งหมดเพื่อจะหนีเขา ถึงกับใช้ขาถีบหน้าและใช้ขวดแชมเปญฟาดหัว คนที่บ้าดีเดือดถึงขนานทำให้เขาเลือดตกยางออกได้ล่าสุดก็ถูกจับถ่วงทะเลเป็นอาหารฉลามไปแล้ว เด็กเวรนี่เป็นใครมาจากไหนกันแน่ที่เลือกจะสู้โดยไม่คำนึงวิธีแบบนี้

 

สุดท้ายเด็กนั่นถูกจับกลับมา เขาก็สั่งให้ลูกน้องตัวเองจับมัดขณะที่ใช้น้ำแข็งมาประคบศีรษะเพื่อห้ามเลือด แต่กลับไม่ได้ลิ้มรสชาติของเด็กนั่นอย่างที่ควรจะเป็น คราวนี้ถึงกับใช้หัวโขกแผลเขาจนสลบไป เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งกลับพบว่าตัวเองถูกเจ้าเด็กแสบนั่นมัดมือมัดเท้า เอามือถือมาถ่ายรูปแบล็คเมล์ แถมยังขโมยเงินสดและบัตรเครดิตไปต่อหน้าต่อตา ทั้งยังแสดงละครตบตาลูกน้องปัญญาอ่อนข้างนอกจนสามารถเดินลอยนวลออกไปได้ง่ายๆ

 

หวังเจียเอ๋อร์โกรธจนควันออกหู เขากระชากแขนออกจากผ้าที่มักไว้กับเสาเตียงจนเสาด้านหนึ่งหักลงมา เจ้าพวกข้างนอกถึงได้รู้ว่าเขาเสียทีเด็กข้างถนน แถมก่อนจากไปเด็กนั่นยังพูดยั่วเขาทิ้งท้ายไว้ว่าไม่ใช่จูเนียร์ แต่เป็นคนเดียวกับที่ตบกระเป๋าตังค์เขาไปจนต้องพลิกแผ่นดินหา

 

อ๊ากกกก!!” เขาคำรามสุดเสียงก่อนจะไล่ลูกน้องให้ไปหาซื้อเสื้อผ้า แล้วยึดมือถือของเจ้าพวกนั้นมาติดต่อหาเสี่ยวเอิน วันนี้เขาต้องรู้ให้ได้ว่าเด็กแสบนั่นชื่ออะไร แล้วหลังจากนั้นเขาจะตามล่าตัวมัน จับมันมาเป็นทาสชดใช้ให้เขาทั้งชีวิต!!

 

 

จริงอยู่ที่เขาเคยพูดไว้ว่า เงินทองน่ะเป็นของนอกกายหาเมื่อไหร่ก็หาได้ แต่คนข้างตัวที่เหมาะน่ะหายาก คนที่จะเคียงบ่าเคียงไหล่ รู้จักตัวตนของเรา รถคันหนึ่งแลกกับการได้เห็น ธาตุแท้ ของคนเป็นราคาที่รับได้

 

แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ทุกอย่างก็เปลี่ยน เงินทองที่เด็กเวรนั่นใช้จ่ายจากบัตรเครดิตเขาภายในคืนเดียวยอดพุ่งทะลุเพดานซะยิ่งกว่าตัวเลขในตลาดหุ้นเสียอีก นอกจากจะไม่ได้ตัวแล้ว การหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของเด็กนั่นทำหวังเจียเอ๋อร์ปั่นป่วนไปหมด

 

ในตอนที่ถูกลอกคราบจนหมดเขาก็ถอดใจจะกลับไปหาเสี่ยวเอินอยู่แล้ว แต่ระหว่างทางกลับเจอเด็กนั่นอีกครั้งที่ถนน แต่เนื่องจากคนพลุกพล่านจึงทำให้คลาดกัน แต่ที่ทำให้เขาปวดหัวยิ่งกว่านั้นก็คือ เด็กนั่นได้รับบางเจ็บจากอะไรสักอย่างหลังจากที่แยกจากเขา ความสงสัยของเขาเหมือนน้ำที่กำลังเดือด อุณหภูมิมีแต่จะเพิ่มขึ้น แรงดันและฟองอากาศจำนวนมากดันตัวขึ้นจากผิวน้ำทะลักทลายออกมา

 

เสี่ยวเจียปฏิเสธสายตอบกลับของเสี่ยวเอินแล้วให้คนแยกกันค้นหาเจ้าเด็กนั่น ที่น่าเจ็บใจก็คือ....เขาไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของอีกฝ่าย ตอนที่เด็กนั่นหลุดมือไปเขาพยายามจะร้องเรียก แต่ไม่รู้ว่าจะเรียกอีกฝ่ายว่าอะไร เขาไม่รู้ว่าเด็กนั่นเป็นใคร และบ้านช่องอยู่ที่ไหนและที่ทำให้เขาหงุดหงิดที่สุดก็คือ...ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อแซ่ของอีกฝ่ายนี่แหละ

 

สุดท้ายบางอย่างก็แว่บเข้าสมอง เขาลองวิธีใหม่เพราะนึกขึ้นได้ว่ามือถือของเขาถูกเด็กแสบนั่นฉกไป หากมือถือนั่นยังเปิดอยู่ เขาก็สามารถเช็คที่อยู่จากGPS ได้ การ ตามหาตัวจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

 

เขาใช้มือถือเช็คแล้วมองเห็นพิกัดว่าอีกฝ่ายอยู่ห่างเขาไปไม่ไกลนัก จึงพาลูกน้องเดินย้อนผู้คนไปตามถนนจะเจอกับตรอกแคบๆ สัญญาณไฟสีแดงกระพริบอยู่ที่เดิมไม่ได้ขยับไปไหนแม้แต่น้อย

 

หน๋อย~ไอ้งูพิษตัวนี้!! คิดว่าหลบอยู่ที่นี่แล้วฉันจะหาไม่พบเหรอ? ทำอะไรสิ้นคิดจริงๆ” หวังเจียเอ๋อร์สาวเท้าเข้าไปในความมืดของตอกที่ชื้นแฉะ มองเห็นเงาคนลางๆที่พื้นถนน

 

เสียงครวญครางที่แผ่วเบาและกลิ่นเลือดฉุดกึ๊กทำให้เขาระแวดระวังตัวมากขึ้น กระบอกปืนสีดำที่เหน็บอยู่ข้างเอวถูกดึงออกมาถือไว้อย่างมั่นคง

 

เขาสาวเท้าเข้าไปใกล้พบชาย 2คนกำลังช่วยพยุงเพื่อนขึ้นจากพื้น เท่าที่สังเกตเห็นมีชายคนหนึ่งพันผ้าหนาที่มือข้างซ้าย ที่ผ้ายังมีเลือดไหลซึมออกมาอยู่ตลอด แสดงว่าได้รับบาดเจ็บหนักพอสมควร ชายอีกคนท่าทางเคลื่อนไหวลำบาก

 

ที่ต้นขามีผ้าพันแผลห้ามเลือดลวกๆ พยายามช่วยเพื่อนอีกคนให้ลุกจากพื้นเพราะอีกฝ่ายแทบขยับขาไม่ได้เลยเนื่องจากรองเท้าถูกกรีดเป็นรอยทางยาว มองเห็นเนื้อรุ่งริ่งออกมาจากข้างใน

 

ดูเหมือนคนทั้ง 3 ยังไม่ทันสังเกตว่าเขาเดินเข้ามาในตรอกแล้วเพราะมัวแต่ง่วนกับการเก็บถุงเสื้อผ้า กล่องนาฬิกาและกล่องเครื่องเพชรหล่นกระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้น เสี่ยวเจียมองดูคนพวกนั้นด้วยสายตาเรียบเฉยก่อนจะกดมือถือต่อสายถึงมือถือส่วนตัวของเขาที่เด็กแสบนั่นฉกไป

 

เสียงเรียกเข้าของมือถือดังขึ้นในมือของชายคนหนึ่งที่อยู่ในเงามืด หมอนั่นท่าทางตกใจก่อนจะรีบตัดสายนั้นทิ้ง เสี่ยวเจียหันไปพยักหน้าให้กับลูกน้องทั้งสองที่ยืนรอฟังคำสั่งอยู่เบื้องหลังให้เข้าไปจับคนทั้ง 3

 

“ฉันมีเรื่องจะถามพวกแกหน่อย....เอาตัวไป!” เสี่ยวเจียออกคำสั่ง

 

10 นาทีต่อจากนั้นคนทั้งสามก็ถูกเขาพาตัวมายังเซฟเฮ้าส์ลับ จากการตรวจสอบของลูกน้องอีกกลุ่มที่มีหน้าที่คอยเก็บกวาดในสถานที่เกิดเหตุพบปืน 9 มม หนึ่งกระบอกที่กระสุนถูกใช้ไปหนึ่งนัด และหนึ่งนัดที่ว่าอาจจะฝังอยู่ในตัวเจ้าเด็กนั่น

 

ที่เกิดเหตุยังพบมีดพกปลายแหลมที่ด้านสลักลายเป็นรูปงูหนึ่งอัน มีดพกนี้ไม่ได้อยู่ที่เกิดเหตุ แต่ฝังอยู่ในขาของเจ้าคนผมทองที่ชื่ออึนกวัง เด็กแค่คนเดียวจัดการโจรกระจอกไปถึงสามคนด้วยการแทงเข้าไปในฝ่าเท้าแล้วกรีดเป็นทางยาว เฉือนเอานิ้วเท้าหลุดร่องแร่ง อีกคนถูกเฉือนเอานิ้วมือไปถึงสองนิ้วกับอีกคนที่ถูกมีดปักลงไปในต้นขาลึกถึงกระดูก

 

ไม่รู้เด็กนั่นไปโกรธแค้นอะไรถึงเล่นงานคนปางตายได้ขนาดนี้โดยไม่ห่วงว่าตัวเองถูกยิงไปแล้วหนึ่งนัด ที่สำคัญคือตอนนี้เหลือเวลาไม่มาก เด็กตัวเท่านั้นไม่มีทางหนีไปได้ไกล หากไม่รีบไปเอาตัวไปรักษา อาจช็อคตายเพราะเสียเลือดได้

 

เขาหันไปมองใบหน้าที่ฟกช้ำดำเขียวจากการถูกซ้อมของไอ้หัวทอง ช่วยไม่ได้ที่หมอนี่โผล่มาตอนที่เขาโมโหพอดี ลำพังแค่เด็กคนเดียวเขาจัดการได้อยู่แล้ว เพียงแค่ไม่ต้องการให้ใครสอดมือมายุ่งเรื่องนี้เด็ดขาด หากเด็กนั่นจะตายก็ควรมาตายแทบเท้าเขาไม่ใช่มาตายด้วยมือคนอื่น เสี่ยวเจียเดินเข้าไปกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายแล้วยิงปืนใส่ข้างหูจนหมอนั่นสะดุ้งแล้วกรีดร้องลั่น แก้วหูคนเรานั้นบอบบาง เมื่อได้ยินเสียงปืนในระยะใกล้และปราศจากเครื่องป้องกันแก้วหูจึงแตกลิ่มเลือดไหลทะลักออกมาพร้อมเสียงร้องโหยหวน

 

“เล่ามาให้หมดว่าเด็กนั่นเป็นใคร ชื่ออะไร บ้านอยู่ที่ไหน พูด!!” ในตอนแรกเจ้าหัวทองยังไม่เข้าใจเรื่องที่เขาถาม บวกกับหูที่ไม่ได้ยินไปชั่วขณะจึงทำให้ประติดประต่อเรื่องลำบาก แต่ไม่ช้าเรื่องของ 3 พี่น้องก็พรั่งพรูออกจากปากของหมอนั่น

 

เสี่ยวเจียได้แต่นิ่วหน้า เดินไปเดินมาเหมือนเสือติดจั่น เขานึกสถานที่อื่นที่เด็กนั่นจะไปไม่ออก เด็กนั่นไม่น่าจะไปโรงพยาบาลเองเพราะไม่มีทั้งเงินทั้งบัตรประจำตัวอะไรเลยสักอย่าง และคนที่รู้จักพอจะช่วยได้ก็ไม่มีสักคน ไม่รู้ว่าเด็กตัวแค่นั้นจะไปไหนได้นอกจากที่บ้านเขาจึงได้พาคนไปดักรอที่บ้านของฝ่ายนั้นตลอดทั้งคืนแต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา จนกระทั่งรุ่งเช้าเขาจึงตั้งคนอีกทีมให้สืบเรื่องของครอบครัวนี้ให้ละเอียดอีกครั้ง

 

คนอย่างหวังเจียเอ๋อร์ไม่เคยต้องมานั่งรอใครนานขนาดนี้ คนอย่างเขาไม่เคยมีเรื่องให้ต้องหงุดหงิดงุ่นง่านขนาดนี้มาก่อน แค่เรื่องเด็กนั่นเท่านั้นที่เขาปล่อยวางไม่ได้ไม่รู้ว่าเพราะอะไร

 

แต่อย่างน้อยเขาก็ได้ชื่อมาแล้ว...แบม...ในภาษาเกาหลีแปลว่างู

 

เขาอยากรู้นักอสรพิษน้อยในตอนนี้ไปหลบอยู่ที่ไหนกัน

 

 

----------------------------------------------------------

 

ผมสะดุ้งสุดตัวขึ้นในที่สุด เหงื่อกาฬแตกราวกับเพิ่งขึ้นจากน้ำ เมื่อครู่เป็นเพียงฝันร้ายเท่านั้น ผมพยายามเตือนสติตัวเองก่อนมองไปรอบๆด้วยความกระวนกระวาย ผมอยู่ในห้องที่เหมือนกับโรงพยาบาล กลับมามองตัวเองและพบว่าที่แขนมีสายน้ำเกลือกับแคนนูล่าหรือเครื่องให้ออกซิเจนทางจมูก รู้สึกว่าก่อนที่ผมจะสลบไปได้ไปชนคนแถวนั้นและคงถูกเขาช่วยไว้ แต่ตอนนี้ผมอยู่ที่นี่นานไม่ได้ ผมยังมีที่อื่นต้องไป จูเนียร์ฮยองรอผมอยู่

 

ผมลุกพรวดขึ้นจากเตียงแล้วแกะเครื่องให้ออกซิเจนที่จมูกออก จากนั้นก็ดึงสายน้ำเกลือแล้วยันกายลงจากเตียง

 

แต่ทันทีที่ขาแตะพื้น ผมก็ทรุดฮวบจนต้องใช้มือเกาะขอบเตียงไว้ ร่างกายซีกซ้ายตั้งแต่ท้องลงไปเจ็บจนต้องขบกรามแน่น เจ็บกว่าตอนที่รู้ตัวว่าถูกยิงซะอีก

 

ผมเลิ่กเสื้อขึ้นเห็นผ้าพันแผลสีขาวมีเลือดซึมออกมาจางๆ ผมกัดฟันค่อยๆขยับขาเดินออกจากห้อง

 

“ถ้าเป็นฉันจะไม่ทำอย่างนั้นในตอนนี้” เสียงคนทำให้ผมหันควับไปยังมุมห้อง ผมเพิ่งจะรู้ว่านอกจากผมยังมีคนอื่นอยู่ในห้องอีก

 

“นอนลงซะนายเพิ่งผ่านการผ่าตัดใหญ่มาได้ไม่นาน” ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งปรายตาไปที่เตียง คะเนจากสายตาผมท่าทางของเขาเหมือนนักธุรกิจทั่วไป สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวคลายปมเนคไทไว้หลวมๆ เสื้อสูทสีเทาของเขาเปื้อนเลือดและวางพาดอยู่ที่เก้าอีกสีเดียวกับกางเกง เขาคงเป็นคนที่ช่วยผมไว้และอยู่รอจนกระทั่งผมฟื้น แต่ตอนนี้ผมไม่มีเวลาแล้ว

 

บุญคุณที่ช่วยชีวิต...ผมขอชดใช้ให้ชาติหน้า!” ผมก้มลงคุกเข่าโขกหัวให้เขาหนึ่งครั้งก่อนจะเดินออกจากห้องด้วยความยากลำบาก กว่าจะพาตัวเองออกมาจากลิฟท์ลงมายังด้านล่างได้ก็เหงื่อแตกจนเสื้อชุ่มไปหมด อยู่ดีๆรถเอสยูวีสีดำคันใหญ่ก็ขับเข้ามาปาดหน้า

 

“ขึ้นมา!” ผมไม่รู้ว่าชายที่ช่วยชีวิตผมโผล่มาดักหน้าได้ยังไง อาจจะเป็นเพราะผมยังเจ็บแผลเลยทำให้ออกมาช้ากว่าเขา

 

“จะไปไหน?” ชายหนุ่มคนนั้นถามผมโดยไม่ได้มองหน้าผมด้วยซ้ำ

 

“ตึกร้างแถวอินซาดง”

 

ไม่ช้าเขาก็ขับรถมาถึงย่านอินซาดง แต่ผมไม่รู้ว่าแถวนี้มีตึกร้างที่ไหนบ้างจึงขอให้เขาช่วยขับรถวนไปรอบๆจนกระทั่งพบตึกหนึ่งที่น่าจะใช่ที่เดียวกับที่อึนกวังบอก เสียเพียงแต่ว่าแถวนี้พลุกพล่านไปด้วยเจ้าหน้าที่ รถพยาบาลและรถตำรวจสากล

 

“จอด! จอดตรงนี้!” รถยังไม่ทันจอดสนิทผมก็ผลักประตูรถกระโดดลงไป

 

ผมแหงนหน้ามองดูตึกทรงยุโรปเก่า ด้านนอกก่อด้วยอิฐแดงหน้าต่างของทุกชั้นเป็นกระจกใส มีเพียงชั้นที่สองเท่านั้นที่มีรอยกระจกแตกซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังยืนอยู่แถวๆกระจกสองคน ด้านล่างเป็นรถยนต์ครอบครัวที่หลังคายุบตัวกระจกแตกและถูกกันออกจากบุคคลภายนอกด้วยเทปสีเหลือง

 

ที่นี่เป็นสถานที่เกิดเหตุ ฮยองกระโดดลงมาจากชั้นสองของอาคารจริงๆ ผมสติแตกถลาฝ่าคนที่มุงอยู่รอบๆจะเข้าไปในพื้นที่แต่ถูกคนแถวนั้นและตำรวจกักตัวไว้

 

“คนที่กระโดดลงมาอยู่ที่ไหน? เขายังไม่ตายใช่มั้ย!” ผมคว้าคอของตำรวจนายหนึ่งได้ก็ตะคอกถามเขา

 

“คุณเป็นใคร? เป็นญาติเขาหรือ?” เมื่อถูกถามผมก็ละล่ำละลักตอบไม่ถูก ตอนนี้ชื่อของผมพัวพันอยู่ในคดีลักทรัพย์ไม่น้อย แถมก่อนหน้านี้ผมยังเล่นงานอึนกวังกับลูกน้องไม่รู้ตายไปแล้วหรือยัง ผมจึงไม่สามารถบอกใครได้ว่าผมเป็นใคร

 

“ไม่เป็นไรๆเขาสติไม่ค่อยดีน่ะ” ชายที่เข้ามาขวางตำรวจไว้คือคนที่ช่วยชีวิตผมไว้ เขากันตัวผมออกมาแล้วพาเดินมาที่รถ

 

“โรงพยาบาล! ผมต้องไปโรงพยาบาล!” ผมหันไปเกาะเสื้อเขาแล้วอ้อนวอน

 

“ถ้างั้นก็ขึ้นรถ” เขาพูดเพียงเท่านั้นแล้วสั่งให้ออกรถ จากนั้นก็อธิบายว่าเห็นชื่อโรงพยาบาลจากสัญลักษณ์ที่ข้างรถตู้พยาบาล เขาพาผมมายังโรงพยาบาลอีกแห่งซึ่งใกล้เคียงกันโดยไม่ถามสาเหตุจากผมแม้แต่น้อย ช่วยติดต่อจนรู้ว่ามีผู้ป่วยที่เพิ่งแอดมิต จากการตกตึกด้วยหนึ่งคน

 

จากคำบอกเล่าของหมอพบว่าฮยองตกลงมาจากชั้นสอง ร่างกายภายนอกมีรอยขีดข่วนจากเศษกระจกประกาย มีรอยถูกมัดและร่องรอยการถูกข่มขืน ภายในยิ่งแย่กว่าเพราะผู้ป่วยมีอาการสมองบวม กระดูกสันหลังและกระดูกสะโพกหักและเคลื่อน โชคดีที่ไม่มีกระดูกท่อนไหนทิ่มทะลุอวัยวะภายใน ที่น่าห่วงที่สุดคือภาวะสมองบวม

 

เนื่องจากอุบัติเหตุคราวนี้ทำให้สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เนื้อสมองเกิดการบวมเนื่องจากมีน้ำในเนื้อสมองมากขึ้นทำให้ผนังหลอดเลือดทำงานผิดปกติ ในรายที่คนไข้บาดเจ็บรุนแรงอาจทำให้เซลล์สมองบางส่วนตาย หากเกิดในสมองส่วนที่ควบคุมการทำงานของแขนขาซีกใด ก็จะทำให้คนไข้สูญเสียการควบคุมแขนขาด้านตรงข้าม ที่หนักที่สุดของเคสคือภาวะสมองขาดเลือด อาจทำให้คนไข้ไม่ฟื้นคืนสติอีกเลย  แต่หากฟื้นความทรงจำบางส่วนอาจหายไป

 

พอได้ฟังผมก็แทบไม่มีแรง ได้แต่โทษตัวเองว่าเป็นความผิดของผมที่ไม่ดูแลพี่ให้ดี ครั้งจะแสดงตัวออกไปว่าเป็นญาติก็ไม่สามารถทำได้ในตอนนี้

 

เพราะจะมีนายตำรวจที่คอยอยู่เฝ้าพี่ตลอดเวลา หากผมเข้าไปคงไม่พ้นถูกสอบถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้น หากสาวลงไปลึกหน่อยตำรวจอาจตรวจพบว่าผมเคยมีประวัติถูกจับฐานวิ่งราวทรัพย์มาก่อน หนำซ้ำเรายังไม่มีบัตรประจำตัวอะไรเลยสักอย่างเพื่อยืนยันตัวเองว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

 

ผมได้แต่ยืนมองพี่ที่ยังไม่ได้สติที่หน้ากระจกนอกห้อง นอกจากพี่แล้วยังมียูคยอมอีกคนที่....ยูคยอม....ยูคยอมยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง หากเขากลับบ้านและไม่พบพี่หรือผมคราวนี้เขาต้องสติแตกแน่ ผมต้องรีบกลับไปส่งข่าวยูคยอม ผมรีบหันไปหาชายหนุ่มคนนั้น

 

“ได้โปรด! พาผมไปหาน้องของผมที”

 

เขายอมมาส่งผมที่บ้านอีกครั้ง แต่ทันทีที่เดินขึ้นเนินมาก็พบว่าคนในหมู่บ้านออกมายืนออรอบๆถนน ทุกคนต่างแหงนหน้ามองกลุ่มควันสีดำที่ลอยเหนือท้องฟ้า ยิ่งเดินเข้าใกล้บ้านกลุ่มควันยิ่งหนาแน่น เจ้าของบ้านที่เป็นญาติของอึนกวังเห็นผมก็ตรงเข้ามากระชากคอเสื้อ

 

พวกแกไปทำอะไรไว้ห๊ะ!เมื่อเช้ามีพวกมาเฟียมาที่นี่ พอสายก็ไฟไหม้! บ้านฉันวอดวายหมดแกจะรับผิดชอบยังไง พวกแกมันตัวซวย!" ผมพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนนิ่งปล่อยให้ญาติอึนกวังผลักลงพื้น ดีที่ชายคนนั้นยื่นมือเข้ามาช่วยแล้วจัดการชดใช้เงินให้

 

“ยังมีที่ไหนจะไปอีกมั้ย?” เขานั่งยองๆลงข้างตัวผมแล้วถาม เขายอมให้ผมลากไปโน่นลากมานี่โดยไม่ถามคำถามผมสักคำ

 

“ถ้าไม่มีที่ไป จะมาด้วยกันกับฉันมั้ย?” เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วยื่นมือมาตรงหน้าผมแล้วพูดต่อ

 

“ฉันชื่อต้วน อี๋เอิน แล้วนายล่ะ...บอกได้หรือยังว่านายเป็นอะไรกับจูเนียร์?”

 

ผมมองมือเขาแล้วเบิกตาด้วยความตกใจ นี่มันโชคชะตาหรืออะไรกัน สุดท้ายคุณต้วนของพี่กลับมาอยู่ตรงหน้าผม หนำซ้ำเขายังรู้แล้วว่าผมมีความสัมพันธ์บางอย่างกับพี่ เขารู้ได้ยังไง!!

 

“ถ้าผมยอมไปกับคุณ...แล้วคนข้างหลังผมจะยังได้รับการดูแลหรือเปล่า?” ผมจ้องหน้าเขาตรงๆ

 

“ฉันไม่ใช่คนประเภทที่ปล่อยให้คนของตัวเองต้องลำบาก”

 

“งั้นคุณจะเรียกผมว่าอะไรก็ตามใจคุณเถอะ....คุณต้วน” ผมส่งมือให้เขาฉุดมือผมขึ้นจากพื้นแล้วเปิดประตูให้เข้าไปนั่งข้างในรถ

 

นับตั้งแต่วินาทีที่ผมรับปากเขา เส้นทางชีวิตของผมก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

 

 

-------------------------------------------------

To Be Con

อาจมีคำผิดบ้าง

แต่ขอบคุณที่ติดตามนะคะ

นามิ

 

 

ความคิดเห็น