ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะ:)

ชื่อตอน : 5:33 PM

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 52

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 มิ.ย. 2564 17:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
5:33 PM
แบบอักษร

นี่มันก็มื้อสุดท้ายของวันที่ 3 แล้วที่พวกเขาทั้ง 7 คน พี่กาล พี่โซ พี่ภูมิ พี่สณ ภาค เพ และเพรา นั่งกินข้าวด้วยกัน ไปไงมาไงถึงนั่งด้วยกันได้วะ นี่คือสิ่งที่ภาคสงสัยอยู่ในใจแต่ก็ไม่ได้ทักท้วงออกไปเพราะตนเองก็มีผลประโยชน์ร่วม บางทีอาจจะเป็นเพราะเพกับพี่กาลเป็นรูมเมตกัน เพสนิทกับพวกเขา ส่วนพี่กาลก็สนิทกับพวกพี่โซ ไป ๆ มา ๆ ก็กลายเป็นมานั่งด้วยกันซะงั้น เรียกได้ว่าเจอหน้ากันตลอด 3 มื้อเลยทีเดียว แต่สิ่งที่น่าแปลกใจไปกว่าการมานั่งด้วยกันแล้วก็คือบรรยากาศรอบ ๆ กาลกับเพดูสนิทกันก็ยังพอว่า แต่เพรากับพี่โซนี่สิ 2 คนนี้ดูสนิทกันแปลก ๆ ขนาดเขาที่นอนด้วยกันยังไม่สนิทกันขนาดนี้เลย ถามให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยดีกว่า  

“พี่โซกับมึงทำไมสนิทกันจังวะ” ภาคพูดกับเพรากลางวงอาหารซึ่งมีองค์ประชุมครบถ้วน พี่โซเองก็อยู่ในวงสนทนานั้น 

“มึงถามอะไรตอนนี้เนี้ย” เพราเริ่มเลิ่กลั่กข้าวแทบสำลัก พี่โซมองการกระทำนั้นด้วยความเอ็นดู เจ้าตัวเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าผู้ถูกสอบสวนจะตอบกลับว่าอย่างไร 

“เรื่องของพวกกู มึงไม่ต้องรู้หรอก” ภาคได้รับคำตอบที่ไม่มีประโยชน์ในการแก้ข้อสงสัยเลยแม้แต่น้อย 

“ถ้ามึงไม่บอก กูจะฟ้องพี่โซว่ามึงชอบแอบหนีเที่ยว ตอนเย็น ๆ ไม่เคยอยู่ห้องเลยสักวัน” ภาคกระซิบกับเพรา 

“เหอะ” เพราหลุดเสียงหัวเราะน้อย ๆ พร้อมท้าทายภาค “พี่โซไม่ใช่พ่อกูนะ อยากฟ้องก็เอาเลย”  

“ได้!” ภาครับคำท้า 

“พี่โซ ไอเพราอ่ะ ช่วงเย็นมันแอบหนีไปเที่ยวไหนไม่รู้ ไม่เคยกลับห้องเลย” พี่โซเผยรอยยิ้มพร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ 

“จริง ๆ นะพี่ ทิ้งผมอยู่คนเดียวตลอดเลย” 

“งั้นช่วงที่เพราไม่อยู่ ภาคมานั่งเล่นห้องพวกพี่ก่อนก็ได้น-” ประโยคของโซสะดุดพราะภูมิสะกิดขาโซอย่างรุนแรง โซหันไปมองและพยักหน้าอย่างมีนัยให้แก่ภูมิ 

“อยู่คนเดียวมันไม่ค่อยดีนะ ยิ่งหอที่พวกเราอยู่มีเรื่องเล่าอยู่ด้วย ใช่ไหมภูมิ”  

“อะ เออ ใช่ ๆ แต่พวกพี่ไม่อยากจะเล่ากันเดี๋ยวเจ้าของเรื่องเขาจะมาฟังด้วย… แต่ถ้าภาคไม่กลัวก็ไม่เป็นไรนะ” หลังจากฟังคำบอกเล่าภาคก็หน้าซีดลงทันที  

“ยิ่งช่วงโพล้เพล้ ๆ ด้วยนะ... ยิ่งเจอง่ายเลย” ภูมิพูดย้ำ 

“ไปครับ ๆ” ภาครีบตอบรับข้อเสนอ ภาคและโซมองหน้ากันอย่างมีเลศนัย  

“แล้ว... สรุปมึงไปไหนตอนเย็น ๆ อ่ะ” ภาคเปลี่ยนอารมณ์หันมาถามเพราอย่างรวดเร็ว ความกลัวนั้นแพ้ความใคร่รู้ 

“เรื่องของกู” เพราไม่ได้ตอบข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่การไขข้อสงสัยอีกเช่นเคย 

“เอออออ กูไม่อยากรู้แล้วก็ได้” 

“ดี”  

“…มึงจะไม่บอกกูจริงอ่ะ” ภาคแสดงสีหน้าผิดหวัง 

“เออ กูไปล่ะ” เพราบอกลา พี่โซเองก็เดินออกไปตาม ๆ กัน 

“ไปกันภูมิ ไปห้องพี่กัน” ภูมิเชิญชวน 

“ครับ” ชายหนุ่มทั้ง 3 เดินขึ้นไปยังห้อง 236 ส่วนเพและพี่กาลก็เดินแยกออกไปกลับห้องของตัวเอง 

. 

. 

. 

  

“เรียนมาจะอาทิตย์นึงแล้ว เป็นไงบ้าง” พี่ภาคถามรุ่นน้องที่เข้ามาอาศัยในห้องชั่วคราวเนื่องจากรูมเมทสุดที่รักหนีหายไปไหนไม่รู้ในช่วงเย็น 

“ก็ดีแหละพี่” 

“อ่า... แล้วนี่ยังเล่นบาสอยู่ป่ะ” 

“ก็เล่นอยู่นะ นี่ผมเพิ่งเข้าชมรมบาสไปเอง แล้วพี่อ่ะ” 

“ก็ไม่ค่อยแล้วล่ะ” 

“ผมถามได้ไหมว่าทำไม” 

“ก็แค่ยุ่งแหละ ไม่มีอะไร ปีหน้าพี่ต้องสอบเข้ามหาฯลัยแล้วด้วย” 

“แล้วนี่พี่อยู่ชมรมอะไรอ่ะ” 

“พี่อยู่ชมรมกล้องถ่ายภาพอะไรก็ไม่รู้ของสณมันน่ะ สณมันมาขอร้องให้พี่เข้า เพราะถ้ามีคนน้อยกว่า 5 คน ชมรมมันจะโดนยุบ” 

“อะไร กูไม่ได้ขอร้องมึง มึงแหละมาเกาะกูอยู่เพราะมึงขี้เกียจทำกิจกรรมชมรม” สณผู้ที่เป็นบุคคลที่สามในการสนทนาตอกหน้าภูมิเข้าอย่างจัง 

“เออออ คล้าย ๆ กันแหละ ตอนนั้นมึงก็มาบ่นกับกูเถอะว่าชมรมจะโดนยุบ” ภูมิแก้ตัว 

“กูไม่ได้ขอร้อง มึงเสือกช่วยกูเอง” สณเถียงกลับ 

เมื่อภาคได้ยินบทสนทนาโต้เถียงไปมา ก็พยายามห้ามปรามด้วยท่าทีเก้ ๆ กัง ๆ 

“ฮะ ฮ่า ไม่เป็นไรหรอกภาค นี่เป็นบทสนทนาปกติของพวกพี่ สณมันปากเสียไปแค่นั้นเอง” ภูมิพูดแก้ไขความเข้าใจผิดของภาค ภูมิค่อย ๆ โน้มตัวเข้ามาใกล้ภาคแล้วกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหู  

“แต่จริง ๆ มันใจดีนะ” ภูมินินทาเพื่อนระยะเผาขน 

“กูไปข้างนอกนะ” สณพูด 

“ไปไหน?” ภูมิถาม 

“ไม่ต้องเสือก” สณตอบกลับอย่างรุนแรง และปีกตัวออกจากห้องไป  

“ผมมารบกวนพี่หรือเปล่า” ภาคถามด้วยสีหน้ากังวลใจ 

“ไม่หรอก สณมันอินดี้ ปกติก็เป็นงี้แหละ” 

“ผมไม่ได้มากวนจริง ๆ หรอ” 

“ไม่กวน ๆ เอางี้ถ้าภาคไม่สบายใจให้พี่ไปอยู่ที่ห้องเป็นเพื่อนแทนไหม” 

“ไม่เป็นไรพี่ พี่ไม่ต้องมาอยู่เป็นเพื่อนผมหรอก แต่...ไปเป็นอย่างอื่นก็ได้” 

“…” ภูมินิ่งไปชั่วขณะ 

“พี่ผมพูดเล่นนนน ทำหน้าซะจริงจังเลย” ภาครีบเฉลยก่อนที่ภูมิจะคิดไปไกลกว่านี้ 

“อะ อ๋อ เอ่อแล้วสรุปให้พี่ไปอยู่เป็นเพื่อนที่ห้องแทนไหม หรือภาคจะมานี่เหมือนเดิม” ภูมิรีบเปลี่ยนบรรยายกาศ 

“เดี๋ยวผมมาเองล่ะกันพี่” 

“โอเค ๆ อ่า... ละ เล่นบอร์ดเกมกันไหม” ภูมิรีบเปลี่ยนบทสนทนาให้กลับมาอยู่ในสภาพปกติ 

“เอาดิพี่” 

“เล่นไรดี ห้องพี่มีเยอะเลย” 

“อันนี้เราเล่นแค่สองคนได้ไหมอ่ะ” 

“ได้ ๆ มา ๆ” 

. 

. 

. 

  

“วันนี้ลองทำข้อสอบชุดนี้ดูนะ” พี่โซยื่นข้อสอบให้กับอีกฝ่ายที่อยู่นั่งอยู่ในห้องศิลปะ พร้อมเดินเข้ามาวาดรูปรอรุ่นน้องทำข้อสอบเสร็จ เมื่อน้องทำข้อสอบเสร็จแล้วก็ตรวจดูความถูกต้องพร้อมอธิบายข้อผิด ทั้งสองคนทำเช่นนี้มาตลอดหลายวัน อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันสอบคัดแล้ว คะแนนในการทำข้อสอบแต่ละครั้งของเพราก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนภาพวาดของพี่โซก็ค่อย ๆ สมบูรณ์ขึ้นเช่นกัน ทั้งสองอยู่ในห้องด้วยกันภายใต้ความเงียบ ใครว่าช่วงเย็น ๆ ช่วงโพล้เพล้น่ากลัวถ้าได้มาอยู่ในห้องนี่ก็คงได้เปลี่ยนความคิดนั้นแน่ เพราะในห้องนี้แม้จะเงียบแต่ก็เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสบาย ไม่มีความกลัวหรืออึดอัดใจเลยแม้แต่น้อย... 

. 

. 

. 

  

ทางฝั่งของเพกับพี่กาลก็ราบรื่นดี เพเองก็ทำข้อสอบได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน อีกนิดเดียวก็จะพร้อมสำหรับการสอบแล้ว พยายาม พยายามไปเรื่อย ๆ แค่ตั้งใจและพยายามก็ไม่มีอะไรยากเกินความสามารถของเราหรอก นี่คือคติประจำใจของเพ และเพราะคติประจำใจนี้ที่ผ่านมาเพจึงได้ทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนแทบจะทั้งหมด เป้าหมายสูงสุดของเพก็คือการเป็นหมอ เพราะฉะนั้นจึงได้พยายามมากขนาดนี้ 

“อีกไม่กี่วันเอง สู้ ๆ” พี่กาลให้กำลังใจเพที่กำลังทบทวนความรู้ 

“ค่ะ!” เพตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและรอยยิ้ม แต่ในตากลับว่างเปล่า 

“เพ... พี่ถามอะไรหน่อยได้ไหม” 

“ได้ค่ะ” 

“ทำไมเพถึงอยากเข้าชมรมวิชาการหรอ” 

“หนู...อยากเป็นหมอค่ะ หนูไม่อยากเสียเวลากับอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเรียนน่ะค่ะ” 

“แล้วทำไมถึงอยากเป็นหมอล่ะ” 

“เรื่องนั้น...” 

“น้องเพเรียนได้เกรด 4 หมดเลยเก่งจังเลยนะคะ อย่างนี้โตขึ้นเป็นหมอแน่เลยใช่ไหม” คุณป้าที่เป็นญาติห่าง ๆ ชมเพในวัย 8 ขวบ 

“ก็คงอย่างงั้นแหละค่ะ” แม่ของเพยิ้มชอบใจที่มีคนชื่นชมลูกของตน 

“โตขึ้นเพอยากเป็นหมอไหม” คุณแม่ของเพหันมาถาม 

“อยาก... ค่ะ” ในตอนนั้นเพได้แต่พูดตามน้ำคุณแม่ของตนเองไป ทั้งที่จริง ๆ ยังแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหมอคืออะไร  

“เพอยากเป็นหมอใช่ไหม”  

“ม.6 จะสอบเข้าหมอใช่ไหม”  

“จะเรียนหมอใช่ไหม” 

“อยากจะสอบหมอใช่ไหม” 

เพถูกถามคำถามแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา จนลืมไปแล้วว่าจริง ๆ ตัวเองอยากจะเป็นอะไร... 

“หมอเพ”  

“หมอเพ”  

“หมอเพ”  

“หมอเพ”  

“หมอเพ”  

“หมอเพ” 

“…เพ” 

“เพ” 

“เพ!” 

“คะ พี่กาล” เสียงเรียกของพี่กาลปลุกเพออกจากความทรงจำเก่า ๆ 

“ถ้าอยากจะระบายอะไร คุยกับพี่ได้นะ พี่พร้อมรับฟังเสมอ แต่ถ้าไม่พร้อมก็ไม่เป็นอะไร” 

“ขอบคุณค่ะ…” 

“เรียนเก่งแบบนี้จะเป็นหมอใช่ไหม ดูเป็นคำพูดติดหูดีเนอะ เพคิดงั้นไหม” 

“…” 

“ตัวพี่ได้ยินบ่อยมากเลยล่ะ” 

“หนูเองก็ได้ยินมาตลอดเลยเหมือนกัน...” 

“ตัวพี่...จริง ๆ แล้วอยากเป็นครูล่ะ พี่ชอบเวลาที่ได้สอนคนอื่นมากเลย” 

“จริงหรอคะ? หนูว่า...” 

“มันดูลำบากใช่ไหมล่ะ พี่บอกใครใครเขาก็พูดกันอย่างงี้ แล้วก็ต่อด้วยคำว่าเป็นหมอได้เงินเยอะกว่านะอะไรทำนองนั้นตลอดเลยล่ะ” 

“ไม่ใช่ หนูจะบอกว่า หนูว่ามันเหมาะกับพี่มากเลย พี่สอนเก่งมาก ๆ เลยนะคะ” หลังจากได้ฟังพี่กาลก็อดยิ้มไม่ได้ นี่คงเป็นคำที่อยากจะได้ยินมาโดยตลอดเลยล่ะมั้ง 

“...ขอบคุณนะ ลูกศิษย์คนแรก” พี่กาลลูบหัวเพด้วยความเอ็นดู 

“หนูเป็นลูกศิษย์คนแรกเลยหรอ” 

“ใช่ พี่สอนจริง ๆ จัง ๆ ก็เพนี่แหละคนแรกเลย” 

“จริงหรอ พี่สอนครั้งแรกก็สอนดีมาก ๆ เลย” 

“เพไม่ใช่แค่ลูกศิษย์คนแรกนะ เพเป็นลูกศิษย์คนโปรดด้วย” เมื่อเพได้ฟังคำว่าคนโปรดก็ยิ้มกว้างเชียว  

“เพราะฉะนั้นลูกศิษย์คนโปรดของพี่ต้องรีบกลับไปทำข้อสอบได้แล้วนะ’ 

“โห่ๆๆๆ” รอยยิ้มกว้าง ๆ เมื่อกี้กลายเป็นหน้ามุ่ยไปซะแล้วสิ 

. 

. 

. 

 

และแล้วก็มาถึงวันตัดสิน นักเรียนต่างมากันที่ห้องชมรมในช่วงเย็นตามกำหนดนัดหมายวันสอบคัดเลือกสมาชิกของชมรมวิชาการ รุ่นพี่ชมรมอย่างพี่โซกับพี่กาลทั้งคู่ทำหน้าที่เป็นคนจัดการและคุมการสอบคัดเลือกในครั้งนี้ เมื่อการสอบเริ่มขึ้นทั้งคู่จ้องมองและส่งกำลังใจให้กับลูกศิษย์ของตนที่พยายามมาตลอดหลายวัน ดูจากท่าทางลักษณะขณะที่ทำข้อสอบ ดูเหมือนทั้งคู่จะสามารถทำได้อย่างราบรื่น ไม่มีอะไรติดขัด เห็นอย่างนี้ อาจารย์ทั้งสองก็โล่งใจ ไม่เพียงแต่อาจารย์เท่านั้นที่โล่งใจ เมื่อลูกศิษย์ทั้งสองเดินออกจากห้องสอบก็โล่งเช่นกัน แต่สิ่งที่โล่งไม่ใช่แค่ใจ สมองเองก็โล่งเช่นกัน ราวกับทิ้งความรู้ที่แบกมาทั้งอาทิตย์ลงกับข้อสอบในวันนี้ เมื่อการสอบเสร็จสิ้นแล้วเพและเพราก็ยืนรออาจารย์ของพวกเขาเพื่อไปกินข้างเย็นด้วยกัน แต่หน้าที่ของพวกรุ่นพี่ยังไม่หมด พวกรุ่นพี่ยังเหลือหน้าที่ในการตรวจข้อสอบอยู่  

“เพกับเพราไปกินข้าวกันก่อนได้เลยนะ ไม่ต้องรอพวกพี่ พี่ยังต้องอยู่ตรวจข้อสอบอยู่” พี่กาลบอกให้รุ่นน้องทั้งสองไปกินข้าวเย็นก่อน 

“แล้วพี่กาลจะกินตอนไหนหรอ” 

“อีกพักนึงพี่ก็ตามไปแล้ว ใช้คอมตรวจเร็วอยู่แล้ว” 

“โอเค~” 

ขณะที่เพและพี่กาลกำลังสนทนากัน เพราก็มองมายังพี่โซที่กำลังเก็บข้อสอบอยู่ พี่โซรู้สึกได้ถึงสายตานั้นและละสายตาจากข้อสอบมาสบตาเพรา เพราส่งสายตาราวกับจะถามว่า วันนี้ไปห้องศิลปะไหม ส่วนคนพี่เมื่อรับสารนั้นได้ผ่านสายตาก็พยักหน้าเป็นการตอบรับ เพรายิ้มตอบเป็นสัญญาณบอกว่า แล้วเจอกันครับ 

. 

. 

. 

  

เวลาประมาณ 6 โมงครึ่ง ในวันนี้ดึกกว่าทุกวันที่เพราเคยมา เพราเดินเข้ามาที่ห้องศิลปะตามปกติ ในวันนี้เขาคงต้องนั่งรอกุญแจจากพี่โซมาเปิดห้องแน่เลย แต่เมื่อไปถึงเขากลับเห็นประตูที่ถูกแง้มไว้เล็กน้อย พี่โซมาถึงก่อนแล้วหรอ เพราค่อย ๆ เปิดประตูเพื่อเข้าไปในห้อง เมื่อเข้าไปถึงเขาไม่พบคนที่กำลังนึกถึง แต่กลับพบผลงานของเขาแทน เฟรมผ้าใบที่พี่โซเคยวาด เฟรมผ้าใบที่เขาได้เห็นเพียงด้านหลังเท่านั้น วันนี้เขาได้เห็นผลงานด้านหน้าแล้ว ภาพที่พี่โซวาดก็คือภาพของเขาเอง ภาพที่เขากำลังตั้งใจทำข้อสอบอย่างขะมักเขม้น ขณะที่เขากำลังมองภาพของตัวเองอยู่เจ้าของผลงานก็ค่อย ๆ เดินเข้ามา 

“พี่วาดเสร็จแล้วล่ะ” 

“วาดสวยมากเลยครับ” 

“สวยแค่ไหนก็ยังสู้ภาพจริงไม่ได้หรอก ภาพจริงที่พี่เห็นงดงามกว่าเยอะ” 

“พี่...” เพราจ้องมองหน้าผู้พูดพร้อมขมวดคิ้ว ตอนนี้ในใจของผู้พูดมีแต่ความสับสนอยู่เต็มไปหมดตลอดเวลาที่ผ่านมาเขารู้สึกดีและสบายใจมากเวลาอยู่กับพี่โซ แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ยังมีอีกหลายอย่างที่เขายังไม่รู้เกี่ยวกับพี่โซ และพี่โซเองก็ยังไม่รู้เกี่ยวกับเขาเช่นกัน 

“อื้อ... ก็เป็นแบบนั้นแหละ พี่รู้ว่าเราคิดยังไง เพิ่งรู้จักกันเองนี่ ค่อย ๆ เรียนรู้กันไปก็ได้เนอะ”  

“ครับ” เพราตอบตกลงที่จะค่อย ๆ เรียนรู้กันและกันให้มากขึ้น  

ทั้งสองต่างมองหน้าของกันและกัน และเริ่มเผยรอยยิ้มของตนเองให้อีกฝ่าย 

. 

. 

. 

 

********* 

  ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้น้า อ่านมาตั้ง 4 ตอนแน่ะ ตัวเราในตอนนี้มีปัญหาเล็กน้อยจึงคงต้องของดอัปนิยายเรื่องนี้เป็นเวลานานมาก ๆ จึงขอขึ้นสถานะว่าจบแล้วแต่จริง ๆ เรายังมีเรื่องราวอีกมากมายเลยที่อยากจะเล่า 

แม้เวลาจะหยุดลง แต่ก็เป็นเพียงการหยุดลงชั่วคราวอย่างยาวนานเท่านั้น ถ้ามีโอกาสเราจะมาทำให้เวลาเริ่มเดินอีกครั้งนะคะ ขอบคุณอีกครั้งที่อ่านมาจนถึงตรงนี้:) 

Twitter : @MonosmileW  

    

ความคิดเห็น