ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : HONGTAE-13-

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 09 เม.ย. 2564 16:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
HONGTAE-13-
แบบอักษร

-13- 

“พี่จะนั่งอยู่ที่โต๊ะข้างๆ ถ้ามีอะไรเรียกหรือส่งสัญญาณมานะ” 

“ได้ครับ”  

ฮ่องเต้กับพายุที่มาถึงร้านกาแฟขนาดใหญ่ซึ่งเป็นสถานที่นัดหมายก่อนเวลาจับจองพื้นที่โซนในเอาไว้หลายโต๊ะ หนึ่งคือโต๊ะตัวที่ฮ่องเต้ใช้นัดคุยงาน สองคือโต๊ะด้านข้างที่พายุจับจองเอาไว้พร้อมหนังสือเล่มหนึ่งที่พกมาอ่าน ส่วนที่เหลือเป็นโต๊ะของการ์ดที่กระจายกันนั่งทำนั่นทำนี่อย่างเป็นธรรมชาติราวกับเป็นเพียงผู้ที่เข้ามาใช้บริการทั่วไป 

ร้านกาแฟแห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวางตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของพวกเขานัก และเปิดให้คนทั่วไปเข้ามานั่งเล่นคุยงานได้โดยไม่จำกัดเวลา เนื่องจากมีบรรยากาศเป็นธรรมชาติ อีกทั้งพื้นที่แถบนี้ยังมีร้านนั่งเล่นไม่มากนักเพราะเป็นเขตรีสอร์ทที่พักเสียมากกว่า คนจึงมาใช้บริการค่อนข้างเยอะในช่วงบ่าย นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ฮ่องเต้เลือกนัดตั้งแต่เช้า เขากลัวว่าตอนบ่ายจะอึดอัดวุ่นวายมากเกินไป 

ส่วนทำไมไม่นัดให้ไปที่บ้าน... หากให้พูดตามตรงนั่นเป็นความต้องการส่วนตัวของเขาเองที่ไม่อยากให้คนนอกครอบครัวไปหาถึงบ้านพัก อีกอย่างผู้มาเยือนที่เป็นหญิงสาวอายุยังไม่มากก็คงจะอึดอัดไม่แพ้กันที่ต้องไปหาถึงพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่น แม้พวกเขาจะทำงานร่วมกันแต่ก็ไม่ได้สนิทสนมมากขนาดนั้น 

“พี่ยุสั่งอะไรมากินที่โต๊ะก่อนเลยนะ ผมคงต้องรอกินพร้อมคุณพัชรินทร์ แล้วถ้างานเสร็จไวเดี๋ยวเราค่อยซื้ออาหารกลางวันกลับไปกินที่บ้านพร้อมมุข” 

พายุพยักหน้ารับคำพูดของคนรักที่ยังคงเป็นห่วงเขาที่สุดในทุกช่วงเวลา หลังจากลูบกลุ่มผมนุ่มเบาๆ ครั้งหนึ่งจึงแยกตัวออกไปนั่งอีกโต๊ะแล้วสั่งอาหารโดยการชี้มือไปยังเมนูที่ต้องการโดยไม่พูดอะไรกับใครทั้งสิ้น  

พัชรินทร์เดินทางมาถึงในช่วงเวลาไม่นานหลังจากนั้น เธอทักทายฮ่องเต้แล้วจึงสั่งอาหารมากินกันเป็นมื้อเช้า ยังไม่ทันได้สอบถามเรื่องราวในชีวิตประจำวันเพื่อสร้างความสนิทสนม คนที่ค่อนข้างรีบก็ตัดบทพาเข้าเรื่องงานจนหญิงสาวไปแทบไม่เป็น พวกเขาพูดคุยเรื่องราวเครียดๆ หลายอย่างเป็นภาษาไทยที่พายุซึ่งสองตามองหนังสือแต่สมาธิจดจ่ออยู่กับโต๊ะข้างๆ ฟังไม่ออก  

เวลาผันผ่านไปนานเกือบสี่ชั่วโมงในที่สุดข้อตกลงและรายละเอียดงานต่างๆ ก็ลงตัว พัชรินทร์ลอบถอนหายใจแล้วเงยหน้ามองเพื่อนร่วมงานของเธออย่างเต็มตาเป็นครั้งแรก ใบหน้าสุภาพอ่อนน้อมกับรอยยิ้มมีมารยาทที่ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป เมื่อประกอบกับดวงตาคู่สวยและผิวพรรณสว่างสะอาดสะอ้านล้วนทำให้ชายหนุ่มดูหล่อเหลาน่ามองเป็นอย่างยิ่ง  

หากไม่เห็นความเข้มงวดละเอียดยิบของเขาในช่วงเวลาที่พูดคุยงานไปเมื่อครู่ เธอคงหลงเสน่ห์ของชายตรงหน้าได้ไม่ยาก และอีกอย่าง... 

“เรียบร้อยแล้วเหรอ”​  

“เรียบร้อยแล้วครับ”  

ท่าทางสุภาพมีมารยาทที่ดูเปลี่ยนไปเป็นออดอ้อนรักใคร่ยามเดินไปหาชาวต่างชาติที่สวมฮู้ดดำมองไม่เห็นหน้าโต๊ะข้างๆ มองอย่างไรก็ไม่ใช่ท่าทางของคนรู้จักทั่วไป ไม่ต้องคิดให้มากความพัชรินทร์ก็พอจะรับรู้ได้ว่าสถานะของทั้งคู่คืออะไร และเธอก็เข้าใจความหวังดีของฮ่องเต้ที่ก่อนหน้านี้ทำเหมือนไม่สนใจโต๊ะข้างๆ เพื่อไม่ให้เธออึดอัดกับการคุยงาน  

หลังจากจัดเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้วเธอจึงหันไปหาคนทั้งคู่แล้วค้อมศีรษะให้ครั้งหนึ่ง ก่อนออกมาทันได้เห็นชาวต่างชาติถอดฮู้ดคลุมศีรษะออกแล้วหันมาพยักหน้าให้ตามมารยาทอย่างพอดิบพอดี หญิงสาวแทบจะกรีดร้องในใจกับออร่าความหน้าตาดีของชายหนุ่ม เร่งรีบหยิบโทรศัพท์เดินออกไปนอกร้านแล้วทักไปพูดคุยกับกลุ่มเพื่อนร่วมงานด้วยความตื่นเต้นว่าการเดินทางมาถึงที่นี่ของเธอคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม 

นอกจากจะได้ร่วมงานกับคนที่มีความสามารถ เธอยังได้เจอหนุ่มหล่อถึงสองคน แถมพวกเขายังเป็นคู่รักกันอีก! 

ฮ่องเต้มอบตามร่างบอบบางของหญิงสาวที่เขาเพิ่งคุยงานด้วยจบไปอย่างขบขัน ค่อนข้างจะถูกชะตากับเธออยู่ไม่น้อย ไม่ใช่เพียงทำงานเก่งแต่ยังดูมีความพยายามและขยันขันแข็งอยู่มาก เขาชื่นชอบการทำงานกับคนแบบนี้ หากไม่ได้อยู่ในช่วงเร่งรีบคงจะพูดคุยกับเธอต่ออีกหน่อย 

“มุขส่งข้อความมาบอกให้ซื้อไอศกรีมในห้างกลับไปให้ เราคงต้องแวะที่นั่นก่อนกลับ” ฮ่องเต้โชว์ข้อความที่ประมุขส่งมาหาตั้งแต่เมื่อสองชั่วโมงก่อนให้คนรักดู “ไม่ใช่ยี่ห้อไหนก็ได้ แต่อยากกินยี่ห้อนี้เท่านั้นด้วยนะ” 

“น้องอยู่เฉยๆ กับเรามาหลายวัน คงต้องตามใจหน่อย” 

“พี่ยุเคยไม่ตามใจเวลามันขอให้ช่วยด้วยเหรอ" 

“มุขไม่เคยขออะไรพี่” พายุนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม “มีแต่มาหลบข้างหลัง ขอให้ช่วยเวลาเต้โมโห” 

“แล้วพี่ยุก็ช่วย ไม่ยอมให้ผมเตะมันสักที” 

พวกเขาพูดคุยหยอกล้อกันไปตลอดทาง ตั้งใจว่าจะแวะไปซื้อไอศกรีมกับอาหารกลางวันที่ห้างไม่นานก็กลับ แต่ไม่รู้เพราะอะไรรถถึงได้ติดกว่าที่คิด อีกทั้งร้านไอศกรีมยังมีคนเยอะพอควร กว่าจะถึงคิวก็กินเวลานานเกือบครึ่งชั่วโมง ถ้าไม่ใช่เพราะพายุคอยลูบหลังปลอบอยู่ตลอด เห็นทีคนใจเย็นอย่างฮ่องเต้ที่หมดอารมณ์หัวเราะไปนานแล้วคงหงุดหงิดที่เวลารีบร้อนทุกอย่างกลับยิ่งเชื่องช้าตั้งแต่ตอนรถติด 

“มุขไม่รับสาย”​ ฮ่องเต้ขมวดคิ้วมุ่นขณะพยายามโทรหาน้องชายไม่หยุดตั้งแต่กลับขึ้นมานั่งบนรถ สุดท้ายเมื่อเห็นว่าไม่ได้ผลจึงหันไปพูดกับการ์ดที่นั่งอยู่เบาะหน้าแทน “ช่วยติดต่อการ์ดที่บ้านให้ไปดูหน่อยครับว่ามุขเป็นอะไรหรือเปล่า” 

 “คนทางนั้นก็ไม่รับสายเหมือนกันครับ” 

เมื่อได้ยินคำตอบคนฟังก็ขมวดคิ้วมุ่น ความเป็นห่วงและหวาดหวั่นพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนพายุที่เริ่มมีสีหน้าจริงจังเช่นกันต้องโอบกอดเอาไว้ตลอดเวลา 

พวกเขาฝ่าถนนที่มีรถติดจนกลายเป็นโล่งว่างเมื่อกลับเข้าสู่เส้นทางธรรมชาติโดยใช้เวลานานหลายสิบนาที กว่าจะตรงไปถึงตัวบ้านกินเวลาเกือบชั่วโมง ตลอดระยะเวลานั้นฮ่องเต้ยังคงพยายามติดต่อไปหาน้องชายอยู่ตลอดแต่ก็ไม่ได้ผล กระทั่งเข้าใกล้บ้านมากขึ้นเรื่อยๆ และพบเห็นกลุ่มควันดำที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนจากระยะไกลสีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นซีดเซียว 

กลุ่มควันดำขนาดนั้นเขาจะมองไม่เห็นตั้งแต่ก่อนหน้านี้ได้ยังไง... แต่เป็นเพราะไม่อยากยอมรับจึงฝืนไม่สนใจมันมาโดยตลอด ยิ่งเข้าใกล้บ้านมากเท่าไรความเป็นจริงก็ยิ่งตอกย้ำจนสองมือกำแน่น ฮ่องเต้แทบไม่คิดระวังอะไรทั้งนั้นยามพุ่งลงจากรถตรงไปยังรถยนต์สีดำสนิทที่มีกลุ่มคนคุ้นหน้ายืนห้อมล้อมมองภาพบ้านอันแสนอบอุ่นกำลังมอดไหม้ลงไปต่อหน้าต่อตา 

“มุข!” 

“เต้!” ประมุขที่ถูกบีบบังคับให้เข้าไปนั่งในรถรีบเปิดประตูลงมาแล้ววิ่งเข้าหาพี่ชาย สองพี่น้องโอบกอดกันแน่นจนไร้ช่องว่าง ความตื่นตระหนกในใจถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้พบหน้า “เมื่อกี้ทุกอย่างวุ่นวายมาก แต่มีชาวบ้านแถวนี้เรียกรถดับเพลิงให้แล้ว” 

ฮ่องเต้ผละตัวออกแล้วจ้องมองน้องชายที่อยู่ในชุดนอนและมีเขม่าควันดำเปรอะเปรื้อนตามใบหน้าและลำตัวเล็กน้อยด้วยความปวดใจ หลังพลิกร่างของน้องไปมาอยู่หลายรอบจนแน่ใจว่าไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนจึงถอนหายใจโล่งอก ข้างกายคือพายุที่กำลังมองไปรอบๆ ด้วยสายตาคมกริบ 

พื้นที่บริเวณนี้ค่อนข้างห่างไกลจากบ้านคนอื่นไฟจึงไม่ได้ลามไปหาใคร แต่ที่น่ากลัวก็คือการที่พื้นที่ฝั่งหนึ่งติดกับผืนป่า หากรถดับเพลิงมาช้าอาจจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง สิ่งที่น่าสงสัยที่สุดก็คือการที่บ้านหลังนี้ถูกไฟรุกไหม้อย่างรวดเร็วจนน่ากลัว ไม่มีทางมองว่าต้นเพลิงเกิดจากการลืมปิดเตาหรือเกิดจากความขัดข้องของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านได้เลย 

มันเร็วเกินไป... 

ฮ่องเต้กับประมุขที่ถูกสั่งให้ขึ้นไปนั่งรออยู่บนรถเกาะกระจกมองภาพบ้านที่เคยสวยงามถูกเผาไหม้ไปต่อหน้าต่อหน้าด้วยใบหน้ายากจะบอกอารมณ์ โดยเฉพาะฮ่องเต้ที่ตอนนี้ว่างเปล่าไปหมด สายตาจับจ้องบ้านได้เพียงไม่นานก็เปลี่ยนไปมองคนรักที่มีสีหน้าเย็นชาดุดันกำลังยืนคุยกับการ์ดอยู่นอกรถ 

เขาเพิ่งเคยเห็นพี่ยุแสดงสีหน้าน่ากลัวราวกับกำลังอยู่ในสนามรบออกมาเป็นครั้งแรก มือใหญ่ที่แนบอยู่ข้างลำตัวกำแน่นจนมองเห็นเส้นเลือดปูดโปนได้อย่างชัดเจน ต่อให้ควบคุมอารมณ์ได้ดีมากเพียงใดก็ยังดูรู้ว่ากำลังโกรธมากขนาดไหน ฮ่องเต้ไม่ดีใจเลยสักนิดที่ได้เห็นพี่ยุในมุมที่ไม่เคยเห็นเป็นครั้งแรก  

ทั้งที่ควรดีใจที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แต่บ้านหลังนั้น... 

“กูขึ้นไปนอนเล่นที่ห้องหนังสือชั้นสาม ตอนที่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นไฟก็ลามไปทั่วแล้ว การ์ดที่เข้ามาพากูออกไปบอกว่าคนที่ลอบวางเพลิงไม่ได้วางกับดักไวไกลๆ เพื่อลากเพลิงมาที่บ้านแค่อย่างเดียว แต่อาศัยจังหวะชุลมุนเข้ามาราดน้ำมันในเขตบ้านแล้วจุดไฟเพิ่มจนรุกลามหยุดไม่ได้ ตอนที่กูกำลังจะถูกพาออกไปจากที่นี่มึงก็มาถึงพอดี ช้ากว่านี้คงคลาดกันแล้ว” 

ฮ่องเต้พยักหน้าแล้วโคลงหัวน้องชายที่ดูมีสติไร้ซึ่งความหวาดกลัวเพื่อปลอบประโลม ในใจคิดจะพูดอะไรสักอย่างเพื่อให้ประมุขสบายใจมากขึ้น แต่กลับกลายเป็นตัวเขาเองที่ต้องนิ่งฟังยามถูกดึงมือไปจับไว้แล้วบีบเบาๆ 

“ทุกอย่างจะต้องโอเค” ประมุขที่ดูจริงจังทั้งสีหน้าและน้ำเสียงแบบนี้ มองยังไงคนเป็นพี่ชายก็ไม่ชิน แต่อาจเพราะอ่อนล้ามากเกินกว่าจะพูดอะไรออกไป เขาจึงทำได้เพียงพยักหน้าแล้วมองออกไปด้านนอกอีกครั้ง  

พายุกับการ์ดต้องการให้ฮ่องเต้กับประมุขไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยก่อน แต่ทั้งสองคนปฏิเสธเด็ดขาดเนื่องจากไม่ต้องการแยกเป็นสองกลุ่มอีก พวกเขาทั้งหมดจึงยังคงอยู่ด้วยกัน และในไม่ช้าการ์ดส่วนหนึ่งที่แยกตัวออกไปได้พักใหญ่ก็เดินกลับออกมาจากชายป่าพร้อมลากตัวคนกลุ่มหนึ่งมาด้วย 

“พี่ยุ...” ฮ่องเต้เรียกชื่อคนรักเสียงแผ่วเมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินตรงเข้าไปหาคนกลุ่มนั้นที่พยายามดิ้นหนีให้หลุดออกจากการจับกุม ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีที่เห็นได้ชัดว่าไม่หยุดคิดเลยแม้แต่น้อยล็อกแขนของชายคนหนึ่งไปด้านหลังอย่างไม่ออมแรงจนเสียงร้องโหยหวนดังก้องมาถึงด้านในรถ ส่วนฝ่าเท้าถีบชายอีกคนที่กำลังจะวิ่งหนีจนล้มลงไปกองอยู่กับพื้นและแน่นิ่งไปในทันที 

การตัดสินใจเฉียบคมและการลงมืออันเด็ดขาดสร้างความหวาดหวั่นให้กลุ่มคนที่ถูกจับตัวมาจนก้าวเท้าเดินต่อแทบไม่ออก กระทั่งการ์ดที่ถูกฝึกมาโดยเฉพาะก็ยังชะงักไปครู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่าสัญชาตญาณของคนที่เคยเป็นทหารและอยู่ในหน่วยรบพิเศษ ทำงานเสี่ยงตายมามากยังคงอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่มันถูกกักเก็บไว้เมื่อไม่จำเป็นและถูกใช้งานโดยอัตโนมัติยามถึงเวลา 

พายุไม่ได้เป็นผู้ถามไถ่เรื่องราวจากกลุ่มคนที่ถูกจับตัวมาด้วยตัวเอง แต่เป็นการ์ดคนหนึ่งที่พูดไทยได้จัดการให้ ใช้เวลาเพียงไม่นานพวกเขาก็ได้ข้อมูลทั้งหมดที่ต้องการ เมื่อตำรวจมาถึงพร้อมรถดับเพลิง พวกเขาจึงส่งต่อตัวผู้กระทำความผิดที่แท้จริงเป็นบุคคลธรรมดาในพื้นที่ให้แก่ตำรวจแต่โดยดี มีการ์ดคอยดูสถานการณ์ต่อสองสามคน ส่วนที่เหลือกลับขึ้นรถและพากันเดินทางไปยังที่พักชั่วคราวที่เพิ่งถูกจับจองเมื่อไม่กี่นาทีก่อน 

“เต้โอเคใช่ไหม”​ พายุที่ขึ้นมานั่งเคียงข้างคนรักลูบแก้มขาวอย่างอ่อนโยน น้ำเสียงที่ดูนุ่มนวลมากเป็นพิเศษปลอบประโลมหัวใจที่มีความเศร้าหมองอยู่ไม่น้อยของฮ่องเต้จนสีหน้าของเขาดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

“โอเคครับ แล้วพี่ยุล่ะ” 

“พี่ไม่เป็นไร”  

“แต่ว่าบ้านของเรา...” ฮ่องเต้เงียบเสียงลงไม่พูดอะไรต่อ ถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้จะไม่ได้ทำให้เขาหวาดกลัวอะไรเพราะรู้ดีว่าตัวเองจะต้องปลอดภัย และตอนนี้น้องชายที่เป็นห่วงมากก็นั่งอยู่เคียงข้างกันแล้ว แต่เรื่องที่ได้เห็นบ้านที่ตัวเขากับคนรักตั้งใจสร้างขึ้นมาด้วยกันถูกเผาไปต่อหน้าต่อตาก็ยังทำให้จุกในอกจนสองตาร้อนผ่าวอยู่ดี 

“รอจบเรื่องนี้เราค่อยสร้างใหม่”​ พายุดึงมือที่จับแขนเขาไว้มากอบกุมอยู่บนตัก ก่อนจะออกแรงนวดคลึงไปมาเพื่อให้คนรักผ่อนคลาย สีหน้าเจ็บปวดอ่อนล้าของฮ่องเต้ที่ใจเย็นมาโดยตลอดทำให้เขาปวดใจมากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด 

“กลุ่มคนที่ถูกตำรวจจับนั่น...” 

“อืม เป็นคนในพื้นที่ แค่ชาวบ้านธรรมดาที่ถูกจ้างวานมา” 

“ถูกจ้างมาเผาบ้านคนอื่นแล้วพวกเขาก็ยอมทำเนี่ยนะ” ประมุขที่นั่งฟังเงียบๆ อดถามขึ้นมาไม่ได้ “เมื่อกี้มีคนที่ถูกจับได้ห้าคน พวกเขามีมากกว่านั้นใช่ไหมครับ” 

“ใช่ มีส่วนหนึ่งที่หนีไปได้ แต่ทั้งหมดเป็นชาวบ้านธรรมดาที่ถูกว่าจ้างมา”  

สองพี่น้องรับฟังข้อมูลทั้งหมดที่คนพวกนั้นสารภาพจึงสรุปได้สั้นๆ ว่าชาวบ้านกลุ่มนั้นไม่ได้รู้เรื่องอะไรมากมาย ผู้ว่าจ้างสั่งการทางโทรศัพท์และดูเหมือนจะเป็นชาวต่างชาติเพราะพูดไทยไม่ชัด พวกเขาได้รับคำสั่งให้จุดไฟเผาบ้านแลกกับเงินก้อนใหญ่ ผู้ว่าจ้างรับผิดชอบวางแผนให้ทั้งหมดราวกับรู้ทุกจุดบอดของบ้าน ตอนแรกชาวบ้านไม่กล้าทำเพราะกลัวฆ่าคนตาย แต่ทางนั้นยืนยันว่าบ้านไม่มีใครอยู่นอกจากการ์ดด้านนอกที่ต้องระวังให้ดี พอพวกเขาซุ่มดูเห็นมีรถออกไปแล้วจริงๆ จึงยิ่งมั่นใจและลงมือตามแผนแบบไม่คิดอะไรอีก 

ชาวบ้านกลุ่มนั้นส่วนใหญ่เป็นพวกติดการพนันที่มีหนี้สินมากมาย พอถูกล่อด้วยเงินก้อนโตก็อดใจไม่ไหว ลืมเลือนกระทั่งเหตุผลที่ควรมี ร่วมกันลงมือโดยไม่ได้ไตร่ตรองให้รอบคอบ อาศัยคนกลุ่มหนึ่งแยกการ์ดที่เหลือน้อยไปดับต้นเพลิงหลังบ้าน ส่วนที่เหลือรอบข้ามรั้วไปราดน้ำจุดไฟให้ยิ่งโหม สุดท้ายก็ทำตามแผนได้สำเร็จ 

“ที่บอกว่าบ้านไม่มีใครอยู่ คนว่าจ้างรู้มาก่อนว่าผมกับพี่ยุจะออกไปข้างนอกจริงๆ หรือแค่หลอกชาวบ้าน” 

“พวกนั้นคงไม่รู้ว่าพี่กับเต้จะออกไปข้างนอก คิดว่าน่าจะตั้งใจหลอกให้ชาวบ้านวางเพลิงทั้งที่พวกเรายังอยู่ข้างใน” พายุตอบคำถามของคนรักด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง จากนั้นจึงมองเลยไปยังประมุขที่ตั้งใจฟังอยู่ด้านข้าง “วางโทรศัพท์ทิ้งไว้ใช่ไหม” 

“ใช่ครับ ทิ้งไว้ที่ห้องรับแขก” ประมุขถอนหายใจเฮือกใหญ่ “พี่ยุกับเต้คงติดต่อมาใช่ไหม ตอนนั้นทุกอย่างวุ่นวายมาก ผมลืมเรื่องโทรศัพท์ไปเลย ส่วนพวกการ์ดก็ทำหน้าที่กันทุกคนคงไม่มีเวลาสำหรับการติดต่อไม่ว่าจากทางไหนก็ตาม” 

“รีบติดต่อไปหาเกรย์ก่อนเถอะ” ฮ่องเต้เอ่ยเตือนน้องชายแล้วยื่นโทรศัพท์ของตัวเองให้ เมื่อคิดว่าการ์ดที่ขับรถคันอื่นคงจะรายงานเรื่องทั้งหมดให้เจ้านายรู้เรียบร้อยแล้ว 

หากถามว่าในที่นี้คนที่รู้จักเกรย์ดีที่สุดคือใคร แน่นอนว่าทุกคนต้องตอบเป็นชื่อเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย และประมุขที่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าควรจะติดต่อไปหาเกรย์ให้เร็วที่สุดก็เบิกตากว้าง รับโทรศัพท์มากดอย่างคล่องแคล่วว่องไว ทว่ายิ่งพูดคุยสีหน้ากลับยิ่งเจื่อนลงเรื่อยๆ ท้ายที่สุดเมื่อวางไปแล้วยังถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ 

“เกรย์บอกว่าจะขึ้นเครื่องมาที่นี่พร้อมพี่จักรวันนี้เลย” 

“แล้วงาน?” 

“เขาบอกว่าไม่ทำแล้ว” ประมุขยิ้มแห้งแต่ดวงตากลับเป็นประกายวาววับเมื่อคิดว่าจะได้เจอคนที่แยกห่างกันมานานเสียที “แล้วนี่เราจะเอายังไงกันต่อ ของอยู่ในบ้านหมดเลย ไม่รู้เสียหายขนาดไหน” 

“ไปพักที่รีสอร์ทข้างๆ ก่อนแล้วค่อยคุยรายละเอียดกันอีกที” พายุกล่าวสรุปพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง ที่พักที่ใกล้ที่สุดย่อมต้องเป็นรีสอร์ทของป้าแสงเดือน ยังไงพวกเขาก็คงต้องเข้าพักที่นั่นก่อนเนื่องจากมีบ้านพักว่างพอดี ส่วนจากนี้ไปจะเลือกที่ไหนเป็นที่พักอาศัยระยะยาวอาจจะต้องรอพูดคุยกับคนที่กำลังเดินทางมาดูอีกครั้ง 

“เรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นคงไม่มีใครกล้าเข้ามาหาเรื่อง อีกอย่างแถวนี้ถูกตำรวจควบคุมพื้นที่ไว้แล้ว ต่อให้ไม่กลัวหรือจัดการใต้โต๊ะได้ก็คงต้องใช้เวลาพอควร” ฮ่องเต้อธิบายให้น้องชายฟังต่อ เพราะเข้าใจดีว่าทำไมการ์ดถึงเลือกถามถึงบ้านพักจากรีสอร์ทของป้าแสงเดือนเป็นที่แรก​ “เหตุการณ์วางเพลิงที่ไม่มีผู้บาดเจ็บคงเรียกความสนใจจากสื่อได้ไม่มาก แต่ก็น่าจะดีกว่าไม่ทำอะไรเลย” 

“มึงจะติดต่อนักข่าวเหรอ” 

“อือ ให้ออกข่าวสักวัน อย่างน้อยก็น่าจะทำให้พวกนั้นอยู่เฉยๆ ได้สักพัก” เผลอๆ ยังไม่ทันได้ทำอะไรต่อคงถูกจัดการไปก่อนแล้ว เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวพันแค่กับเขาหรือพี่ยุอีกต่อไป แต่มันเกือบจะทำให้ประมุขที่เป็นคนของเกรย์ตกอยู่ในอันตราย พวกที่อยู่เบื้องหลังยังไงก็ไม่มีทางรอดแน่ๆ 

ฮ่องเต้ติดต่อไปหาคนรู้จักที่ทำงานอยู่ในวงการโทรทัศน์ พูดคุยเพียงไม่นานทางนั้นก็รับปากอย่างรวดเร็ว ไม่เกินคืนนี้ข่าวเรื่องที่ชาวบ้านกลุ่มใหญ่ร่วมกันวางเพลิงบ้านหลังใหญ่ในพื้นที่คงปรากฏบนหน้าจอ 

พวกเขาเข้าพักที่บ้านพักหลังใหญ่ของรีสอร์ทโดยไม่ได้หยุดแวะพูดคุยกับป้าแสงเดือนที่ดูเหมือนจะรู้ข่าวเรื่องไฟไหม้อยู่แล้วจึงส่งยิ้มให้กำลังใจเงียบๆ เพียงอย่างเดียว ฮ่องเต้เห็นเช่นนั้นจึงเดินเข้าไปจับมือท่านไว้แล้วบอกว่าถ้ามีเวลาจะมาพูดคุยด้วยอีกครั้ง จากนั้นถึงได้แยกตัวไปพร้อมคนอื่นๆ  

“ข้าวของในบ้านไม่รู้ว่ามีอะไรเหลืออยู่บ้าง ตอนนี้คงยังกลับไปตรวจสอบไม่ได้ คงต้องหาซื้อเท่าที่จำเป็นมาใช้งานก่อน”​ ฮ่องเต้ถอนหายใจอย่างอ่อนล้าแล้วยกมือนวดขมับที่ปวดตุบเบาๆ “จดรายชื่อของที่ต้องใช้ในวันสองวันนี้แล้วให้คนไปซื้อแล้วกัน” 

“โอเค” ประมุขพยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วย 

พวกเขาช่วยกันเขียนรายการของใช้ที่จำเป็นลงในกระดาษแล้วมอบให้การ์ดนำไปจัดการต่อ เมื่อเรียบร้อยแล้วถึงได้เริ่มพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น 

“ชาวบ้านที่ถูกจ้างมาอยู่ในมือตำรวจแล้ว คงต้องให้ตำรวจจัดการต่อเอาเอง” ฮ่องเต้ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจก่อนจะหันไปหาคนรัก “ผมจะให้ทนายจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด เอาผิดมากเท่าที่จะมากได้ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะปล่อยผ่านได้” 

“เอาตามที่เต้ว่า... ส่วนเรื่องคนที่อยู่เบื้องหลัง พี่คิดว่ายังไงก็สาวไปไม่ถึง สุดท้ายคงสรุปออกมาว่าชาวบ้านร่วมกันลงมือเผาบ้านเพื่อปกปิดหลักฐานปล้นทรัพย์หรืออะไรสักอย่าง” 

ผู้อยู่เบื้องหลังที่พวกเขาต่างรู้ดีว่าคือใครไม่ได้อยู่ที่นี่ หรือต่อให้มาก็คงไม่มีใครเอาผิดได้ การจะเอาคืนมีแต่ต้องใช้วิธีที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่ก็ดำเนินการตามแผนเดิม ลากเอาความผิดทั้งหมดออกมาประจานให้ได้รับโทษตามกฎหมายโดยไม่มีโอกาสดิ้นหลุด 

“เดี๋ยวผมไปคุยกับเกรย์อีกรอบก่อนนะ เขาคงเป็นห่วงมาก” ประมุขที่เห็นสายตาห่วงใยของพายุยามมองไปยังพี่ชายของตัวเองเอ่ยขึ้นพร้อมลุกขึ้นยืน คว้าเอาโทรศัพท์ของพี่หนีเข้าไปในห้องโดยไม่รอคำตอบ พื้นที่รับแขกของบ้านพักจึงเหลือเพียงคู่รักที่ฝั่งหนึ่งมีสีหน้าห่วงใย ส่วนอีกฝั่งดูเศร้าหมองอยู่ไม่น้อย 

พายุค่อยๆ แกะมือที่กำแน่นของคนรักออกอย่างเบามือ เมื่อฮ่องเต้เงยหน้ามองก็จับกุมมือนั้นไว้แล้วจูงให้เดินตามหลังเข้าไปในห้องพักส่วนตัวของพวกเขา ดันร่างของคนที่ดูอ่อนล้าเป็นอย่างมากให้นอนลงบนเตียงกว้างแล้วเท้าแขนกับแก้มนอนตะแคงอยู่ด้านข้าง ใช้มือที่ว่างลูบไล้ใบหน้าขาวด้วยความอ่อนโยน 

“เต้ดูอ่อนล้ายิ่งกว่าน้องที่เพิ่งหนีไฟออกมาจากบ้านอีก รู้ตัวหรือเปล่า” 

“รู้ครับ แต่ผมหมดแรงจริงๆ ฝืนทำเหมือนไม่เป็นไรไม่ไหวแล้ว” ฮ่องเต้ถอนหายใจยาวเหยียด สีหน้าอ่อนล้ายิ่งกว่าตอนที่ต้องอดหลับอดนอนหลายเท่า “น้องตกอยู่ในอันตราย บ้านถูกเผา จนถึงตอนนี้ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าน่าจะปฏิเสธเรื่องงานไปตั้งแต่แรก ต่อให้ถูกต่อว่าก็ยังดีกว่าต้องมาเจอเรื่องแบบนี้” 

“ไม่มีใครรู้ว่ามันจะเกิดขึ้น อีกอย่างต่อให้เราอยู่ด้วยสถานการณ์ก็คงไม่ได้ต่างกันนัก จำนวนคนที่หนีไปได้ไม่ใช่น้อยๆ ต่อให้การ์ดอยู่กันครบก็ใช่ว่าจะหลีกเลี่ยงได้อยู่ดี” 

พวกเขารู้ดีว่าเรื่องนี้จะโทษการ์ดก็ไม่ถูกนัก เพราะเห็นได้ชัดว่าทางฝั่งนั้นมีแผนการและจงใจใช้คนเป็นจำนวนมากเพื่อให้งานสำเร็จ แค่การ์ดพาตัวประมุขออกมาได้โดยไร้รอยขีดข่วนก็ควรจะขอบคุณแล้ว 

ผู้ว่าจ้างทำทุกอย่างโดยไร้ซึ่งความหวาดกลัวเพราะมั่นใจว่ายังไงก็จับตัวเองไม่ได้ อเล็กซานเดอร์คิดว่าพายุไร้ซึ่งอำนาจ ไม่มีความสามารถมากพอจะเอาคืนจึงทำได้เพียงหลบเลี่ยงและจ้างการ์ดทั่วไปมาคุ้มครองตัวเองกับคนรัก หากไม่นับจำนวนของการ์ด พายุก็เปรียบเสมือนเป้านิ่งที่ทำอะไรไม่ได้ 

น่าเสียดายที่อเล็กซานเดอร์คาดเดาผิดไปหลายเรื่อง 

หนึ่งคือพายุไม่ได้ไร้ซึ่งอำนาจ อย่างน้อยคนที่คอยช่วยเหลือเขาก็ไม่ได้ไร้อำนาจแน่ๆ 

และสองคือเขาไม่ใช่เป้านิ่ง... ต่อให้เกลียดชังเพียงใดก็ควรจะยอมรับความจริงเรื่องที่เขามีความสามารถมากถึงขนาดที่สามารถจัดการลูกน้องที่อเล็กซานเดอร์ส่งมาได้ด้วยตัวคนเดียว 

ไม่สิ... 

หากไม่ยอมรับคงจะส่งคนเข้ามาเล่นงานกันตรงๆ ตั้งแต่แรก อเล็กซานเดอร์ก็เป็นแค่คนคนหนึ่งที่ไม่อยากยอมรับความจริง แต่จิตใต้สำนึกและสัญชาตญาณคอยย้ำเตือนให้รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาก็เท่านั้น 

“พี่ยุ” ฮ่องเต้กระตุกมือที่กำอกเสื้อของคนรักอยู่เบาๆ เป็นเชิงเรียก 

“หืม” 

“บ้านน่ะ...เราจะสร้างกันใหม่ได้จริงๆ ใช่ไหมครับ” 

พายุก้มลงมองคนที่เริ่มตาปรือเพราะสมองและร่างกายอ่อนล้าจนเกินไป จากนั้นจึงถามกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ปลายนิ้วขยับจากข้างแก้มขาวลงมาแตะที่มุมปากบางแล้วลูบไล้ไปมาอย่างนุ่มนวล 

“เต้ชอบที่นี่หรือเปล่า” 

“ชอบครับ” ฮ่องเต้ตอบทันควันโดยไม่หยุดคิด หากไม่ชอบที่นี่เขาคงไม่ยึดมันเป็นสถานที่ที่อยากมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันกับพี่ยุตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน “แต่ไม่อยากสร้างบ้านใหม่ที่นี่แล้ว สร้างออกมาเหมือนเดิมขนาดไหน ตอนเข้าไปอยู่ก็คงรู้สึกแปลกๆ อยู่ดี” 

พอคิดว่าต้องอยู่ในบ้านที่เคยมีเหตุการณ์เพลิงไหม้ แถมยังเป็นเพลิงไหม้ที่เกิดจากความตั้งใจของคนที่เกลียดชัง ฮ่องเต้ก็รู้สึกแย่จนไม่อยากจะคิดถึงมันต่อแล้ว 

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่อื่น” 

“พี่ยุไม่ชอบที่นี่เหรอ” 

“พี่ชอบทุกที่ที่ได้อยู่กับเต้” พายุพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังเหมือนกำลังรายงานผลการปฏิบัติงาน ทำเอาคนที่เฝ้ามองอยู่หลุดหัวเราะออกมาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้น 

“จริงๆ ผมก็ชอบทุกที่ที่มีพี่เหมือนกัน” 

“เราสร้างบ้านขึ้นมาใหม่ เปลี่ยนให้มันกลายเป็นบ้านพักตากอากาศ นานๆ มาอยู่ที แบบนี้ดีไหม” 

“อื้อ ก็ดีเหมือนกัน”​ ฮ่องเต้พยักหน้าเห็นด้วย นานๆ ครั้งเขาก็อยากทำตามใจตัวเองแบบไม่ต้องคิดอะไรมากบ้างเหมือนกัน ไหนๆ เรื่องเงินก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเขาทั้งคู่ อยากทำอะไรก็ทำไปเลยน่าจะดีกว่า “แล้วบ้านถาวรของเราเอายังไงดี” 

“เต้อยากอยู่ที่ไหนก็ไปที่นั่น” 

“พูดเหมือนมันตัดสินใจง่ายเลย”  

“ถ้ามีเงินจะย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ไม่ได้ถือว่ายากอะไร” 

พอได้ยินคำพูดที่เป็นสัจธรรมจากปากคนรัก ฮ่องเต้ก็ทำได้เพียงหัวเราะขบขัน ยินยอมพยักหน้าแล้วบอกว่าจะปรึกษาพี่ชายกับน้องชายอีกทีตอนที่ได้อยู่พร้อมหน้า หลังจากเกิดเรื่องพวกนี้ขึ้นมา เขามั่นใจว่าตัวเองคงไม่ได้รับอิสระในการเลือกที่อยู่อาศัยที่ไกลหูไกลตาครอบครัวอีกต่อไป 

“พรุ่งนี้ก็ได้เจอพี่จักรแล้ว”  

“เตรียมตัวตอบคำถามด้วยว่าทำไมไม่พาน้องไปตรวจที่โรงพยาบาล”  

“ผมจะบอกว่ามันดื้อ” ฮ่องเต้ที่คิดไว้แล้วว่าจะตอบเรื่องนี้ตามความเป็นจริงพูดพร้อมรอยยิ้มกว้าง “มุขมันอ้อนบอกว่าอยากอาบน้ำพักผ่อน ไม่อยากไปโรงพยาบาลเพราะไม่ได้เป็นอะไรเลย ถามหน่อยว่าใครจะปฏิเสธลูกอ้อนของมันได้” 

“พี่ปฏิเสธได้ แต่เต้ห้ามเอาไว้เพราะอยากตามใจน้อง” 

ถึงประมุขจะถูกพี่ชายใช้สายตาตรวจทุกตารางนิ้วจนการ์ดต้องมายืนยันให้ว่าเจ้าตัวไม่ได้รับแผลหรือบาดเจ็บตรงไหนเลยจริงๆ แต่ตามใจก็ยังหมายถึงตามใจอยู่ดี 

“ผมงีบสักหน่อยดีกว่า เดี๋ยวค่อยอาบน้ำทีหลัง”​ ฮ่องเต้เปลี่ยนเรื่องแล้วปิดเปลือกตาในทันทีคล้ายไม่ต้องการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อ เห็นดังนั้นพายุจึงยกยิ้มจาง ดึงผ้าห่มมาคลุมร่างคนรักโดยไม่ได้พูดอะไรอีก  

ความอ่อนล้าบนใบหน้าและน้ำเสียงของฮ่องเต้ แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เขาปวดใจได้ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ยิ่งเห็นฮ่องเต้ที่ตอนแรกแค่อยากแกล้งหลับกลายเป็นหลับสนิทไปจริงๆ ในเวลาไม่ถึงสิบนาที เขาก็ยิ่งเจ็บปวดและเกลียดชังต้นเหตุที่ทำให้ฮ่องเต้เป็นแบบนี้  

พายุไม่ได้โทษตัวเองเพราะเขารู้ดีว่าฮ่องเต้ไม่ได้คิดว่าเขาคือต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด ดังนั้นเมื่อนึกถึงต้นเหตุที่แท้จริง คนที่ต่อให้หลีกเลี่ยงและหนีมาไกลเพียงใดก็ยังกัดไม่ปล่อย ดวงตาคู่คมพลันเปล่งประกายเย็นเยียบ 

มั่นใจได้เลยว่าหากอเล็กซานเดอร์ยืนอยู่ตรงหน้าและตั้งท่าจะทำร้ายฮ่องเต้แม้เพียงนิด เขาคงหักคออีกฝ่ายโดยไร้ความลังเล 

เมื่อนึกถึงสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ พายุจึงคิดได้ว่าการรอคอยเวลาอยู่เฉยๆ ไม่ใช่เรื่องที่ดีเสมอไป อย่างน้อยเขาก็ควรจะตักเตือนคนพวกนั้นที่เฝ้าดูกันอยู่ตลอดเวลาเสียหน่อย 

“พี่จะไม่ปล่อยให้พวกมันมีโอกาสได้ทำร้ายเต้หรือครอบครัวอีก” พายุกระซิบคำสัญญาข้างใบหูของคนที่กำลังหลับ จากนั้นจึงประทับจูบอ่อนโยนลงบนเปลือกตาที่ปิดสนิท หวังให้เมื่อตื่นขึ้นมาคนของเขากลับมาสดใสดังเดิม 

ส่วนเรื่องสุนัขที่คอยเฝ้ามองและมักจะคาบข่าวไปบอกเจ้านาย รวมถึงรับคำสั่งทุเรศทุรังให้ทำเรื่องเลวร้ายมากมาย เขาจะเป็นคนจัดการด้วยตัวเอง 

พวกมันควรจะคิดได้เสียทีว่าสิ่งที่ควรปกป้องที่สุดไม่ใช่เจ้านายที่ชอบใช้ให้ทำเรื่องสกปรก 

…แต่เป็นชีวิตตัวเอง 

  

 

  

ความคิดเห็น