ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ห้ามใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 93

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 เม.ย. 2564 08:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ห้ามใจ
แบบอักษร

“ พี่ขอโทษนะ”

ริมฝีปากหนากดแนบริมฝีปากสวยไว้สนิท

ดูเหมือนว่าครั้งแรกพราวจะดูตกใจเล็กน้อย แต่เมื่อได้ริมลองและสัมผัสริมฝีปากที่หวานละมุนนั้น

ผสมผสานกับความเร้าร้อนในกามารมณ์ ริมฝีปากเล็กจึงอ้าปากเปิดรับสิ่งแปลกปลอมเล็กๆเข้ามาทันที

 

‘ สัญญากับจ้านนะ’

 

เสียงสั่นเครือที่คุ้นเคยดังแล่นผ่านเข้าโซนประสาทจนหยุดชะงัก อี้ป๋อกำลังจะทำอะไรอยู่กันแน่

นอกใจงั้นหรอ....

ใบหน้าเรียบนิ่งชะงักค้างกลางอากาศ ฝ่ามือเล็กจับกรอบหน้าของร่างสูงให้หันมาสบตา

พราวค่อยๆขยับกายเข้าหาร่างสูงอย่างช้าๆ

เหมือนซีดีที่กำลังฉายแต่พอถึงช่วงสำคัญกลับสะดุดจนเสียอารมณ์ซะนี้

 

“ เป็นอะไรไปคะ ”

 

หญิงสาวถามเสียงเบาฝ่ามือเล็กลูบไล้อกแกร่ง

พร้อมประทับริมฝีปากบางลงอย่างอ่อนโยน

อี้ป๋อค่อยๆขยับกายห่าง นี้เขากำลังทำอะไรอยู่

อี้ป๋อถามตัวเองซ้ำๆ ก่อนที่จะคว้าข้อมือเล็กไว้แน่น จนพราวเองก็ต้องตกใจ

ที่จู่ๆใบหน้าหล่อเหลาอบอุ่นนั้นกลับกลายเป็นคนละคนในเวลาแค่เสี้ยววิ

 

“ โอ้ย พี่ป๋อคะพราวเจ็บค่ะ ”

 

หญิงสาวพูดพลางบิดข้อมือตัวเองไปมา ใบหน้าหวานบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บเมื่อโดนมือใหญ่กำเอาไว้แน่น

 

“ เดี๋ยวพี่ไปส่งใส่เสื้อให้เรียบร้อย”

 

ใบหน้าเรียวของอี้ป๋อหันหน้าหลบทันที ก่อนที่จะกดข่มอารมณ์ตัวเองเอาไว้ มันไม่แปลกที่ผู้ชายจะมีอารมณ์ทางเพศเมื่อได้อยู่กับผู้หญิง

แถมตอนนี้ผู้หญิงที่ว่าถึงจะมีเสื้อครบแต่ก็ไม่ได้

ปกปิดอะไรไว้เลย แถมเสื้อผ้าพวกนั้นยังกระตุ้นอารมณ์ได้ดีอีกด้วยเมื่อมันถูกเปิดออก

อี้ป๋อขยับตัวห่างเมื่อพราวพยายามเข้ามาใกล้ เขาไม่อยากที่จะผิดสัญญาอีกหรอกนะ

 

“ ทะ ทำไม- ” พูดยังไม่จบประโยคก่อนที่จะโดนคนตรงหน้าพูดดักเอาไว้อย่างรวดเร็วจนต้องชะงัก

 

“ รีบใส่ซะ พราวยังไม่พร้อมหรอก เดี๋ยวพี่จะไปส่งที่บ้านพ่อแม่คงจะเป็นห่วงแย่แล้ว ”

 

อี้ป๋อพยายามใช้เหตุผลเข้าพูด แต่ดูก็รู้ว่ามันคือการแถเห็นๆซึ่งพราวรู้ดี

โอกาสมาถึงขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้

ถึงจะไม่พึงพอใจซักเท่าไหร่แต่พราวเป็นผู้หญิง ถ้าบอกว่าอยากมีอะไรกันกับผู้ชาย ถ้าพ่อแม่รู้เข้าคงจะอายกันทั้งตระกูล

 

“ แต่พี่ป๋อก็รู้นิ่คะว่าพ่อกับแม่พราวอนุญาตให้พราวไปกับพี่ป๋อที่ไหนก็ได้ พวกท่านไว้ใจพี่ป๋อนะคะ

พ่อแม่พราวท่านคงไม่ห่วงหรอก ”

 

พราวพูดถูกทุกอย่าง ไม่มีอะไรจะต้องห่วงเพราะถึงยังไง อี้ป๋อกับพราวก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคาเดียวกันอยู่ดี

 

“ ก็เพราะพวกท่านไว้ใจไงพี่ถึงไม่กล้าทำให้พวกท่านเสียหน้า พี่ให้เกียรติน้องพราวนะคะ ”

ฝ่ามือหนายกขึ้นจับกรอบหน้าสวยเอาไว้ ใบหน้าเรียบนิ่งปรากฏรอยยิ้มจางๆตรงมุมปากอาจจะดูอ่อนโยน

แต่ทะว่าหาความจริงใจจากรอยยิ้มนั้นไม่ได้เลย

“ ก็ได้ ~”

พราวตอบเสียงหง๋อย ก่อนที่จะยิ้มรับ

 

“ ขอบคุณที่พี่ป๋อให้เกียรติพราวนะคะ เมื่อก่อนไม่เคยมีผู้ชายคนไหนให้เกียรติพราวมากเท่าพี่ป๋อเลยค่ะ

ทั้งชีวิตพราวเจอแต่คนโกหก.....”

 

คนตรงหน้าเว้นระยะ สายตาเรียบนิ่งจดจ้องคำพูดต่อไปของหญิงสาว

 

“ แต่พอพราวได้มาเจอพี่ป๋อ พราวก็คิดว่าพราวเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลกเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ”

 

เสียงเจื้อยแจ้วพูดพลางยิ้มแก้มปริก่อนที่จะเดินเข้ามาคว้ามือหนามือเล็กทั้งสองข้าง จับมือใหญ่ทั้งสองมือเอาไว้

สายตาเรียบนิ่งจดจ้องมือเล็ก ไม่มีคำพูดอื่นเพราะมันไหลย้อนกลับไปจุกอยู่ที่อกไม่สามารถเอ่ยมันออกมาได้

“ พราวกลับก็ได้ค่ะ ไว้วันหน้าพี่ป๋อพาพราวไปหาตาหลานที่อยู่บ้านพี่ด้วยนะคะ พราวอยากจะเจอน้องค่ะ นะคะ ”

พราวมองตาแป๋วพลางกระพริบตารัวๆก่อนที่อี้ป๋อจะพยักหน้าเบาๆ ฝ่ามือหนาลูบไล้ผมยาวสวยอย่างน่าเอ็นดู

ความรักและความเอ็นดูให้หญิงสาวตรงหน้า มันไม่ใช่ความรักระหว่างชายหญิง แต่มันกลับกลายเป็นความรักระหว่างพี่น้องเพียงแค่นั้นเอง

อี้ป๋อรักพราวเสมือนน้องสาวที่น่ารักเพียงคนนึงเท่านั้นเอง

ส่วนความรักแบบหญิงชายที่มันกลับกลายเป็นชายชาย อี้ป๋อมอบให้เพียงคนเดียวคือบุคคลที่มีนามว่าเซียวจ้านเพียงเท่านั้น

พราวไม่ใช่ผู้หญิงที่โชคดีที่สุด แต่พราวเป็นผู้หญิงที่โชคร้ายที่สุดต่างหากล่ะ ที่เจอคนอย่างอี้ป๋อ

และยังไม่รู้ตัวว่าโดนหลอกขายอีกด้วย พราวไม่ต่างอะไรจากอี้ป๋อเลยด้วยซ้ำไป

อี้ป๋อเกือบที่จะทำให้ผ้าขาวผื้นเล็กแปดเปื้อน คนที่สมควรได้รับคือ กฤษฎาพ่อของ พราวเองต่างหาก

ที่เข้ามาโกงได้แหมกระทั่งบริษัทของเพื่อนรักของตัวเองที่คอยช่วยเหลือกันมาตลอด

อี้ป๋อไม่ได้โง่ แต่คนที่โง่คือคนคอยตบหน้าและด่าเขาซ้ำๆต่างหากล่ะ

แค่โกงเงินยังไม่เพียงพอ ยังจะขายลูกสาวคนเดียวของตัวเองเพื่อแลกกับทุกอย่าง

ไม่ผิดเลยที่สองคนที่จะมาเป็นเพื่อนกันได้ ไม่ผิดเลยจริงๆช่างเหมาะสมกันอะไรอย่างนี้

อีกคนนึงก็โลภมากไม่รู้จักพอ อีกคนนึงจะทำตัวเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาลแถมยังให้เพื่อนรักปั่นหัวเล่นอีกด้วย น่าตลกสิ้นดี

จะหารู้หรือไม่ว่าคนที่ตัวเองหยิบยื่นให้มาเป็นคนสนิทกลับกลายเป็นนกสองหัวคาบข่าวไปซะงั้น

ป่านนี้ก็คงลอยนวล อี้ป๋อได้แค่เพียงส่ายหน้าให้กับคนฉลาดเพียงเท่านั้น

 

เพราะถึงอย่างไรคนโง่มันก็คือคนโง่......

 

 

 

 

 

 

“ อาโต้ง บินนน!!! ”

 

ปั่นจั่นในวัยสามขวบขึ้นนั่งบนไหล่ของโต้งที่กำลังวิ่งด้วยท่าทางที่เหมือนกับเครื่องบิน

อีกแขนพยุงคนตัวเล็กที่กำลังปรบมือเราะอยู่บนไหล่ อย่างน้อยๆโต้งก็ได้รับตำแหน่งงานอีกตำแหน่ง

ที่ดูท่าแล้วจะเหนื่อยกว่าตำแหน่งเดิม

 

“ ปั้นจั่นลงมาได้แล้วลูก อาโต้งเหนื่อยแล้วนะ

พักก่อนเด็กดี ”

 

ผมที่กำลังคุยงานกับทีมงานอยู่ก็ได้ผละตัวออกมาอุ้มเอาเจ้าตัวแสบที่นั่งหัวเราะบนไหล่ของเพื่อนใหม่

จนเหนื่อย

 

“ โห้ยยย พี่จ้าน!! ลูกพี่นี้ฤทธิ์เยอะได้แม่มันจริงๆ”

 

ไอ้โต้งพูดพลางส่ายหน้าก่อนที่จะโค้งตัวเหนื่อยหอบเพราะวิ่งรอบสตูตั้งแต่เช้า จนตอนนี้ก็ใกล้จะเที่ยงแล้ว ผมก็เผื่อจะจัดฉากถ่ายโฆษณาเสร็จ

ก็เหนื่อยแทบลมจับกันเลยทีเดียว พี่นนท์เลยออกปากให้ไอ้โต้งรับหน้าที่ตำแหน่งเป็นเป็นพี่เลี้ยงเด็กทันที

เพราะงานนี้สำคัญมากแถมยังเป็นงานด่วน

ทุกคนในที่นี้เลยรนกันเป็นพิเศษ..

 

จนผมไม่มีเวลาที่จะเหลียวดูแลลูกเลยด้วยซ้ำไป ปั้นจั่นในวัยนี้เข้าวัยกำลังวิ่งซน คนเป็นแม่อย่างผมจึงพยายามไม่ให้ปั้นจั่นคาดสายตาไปไหน

ผมไม่อยากให้สิ่งที่ผมคิดเกิดขึ้นกับดวงใจดวงน้อยเพียงหนึ่งเดียวของผม

“ อื้อ ขอบใจมากนะที่ดูแลปั้นจั่นให้ ไปพักเถอะ”

 

ผมพูดพลางอุ้มปั้นจั่นไว้แนบอก วันนี้เจ้าตัวเล็กยังไม่งอแงกินนมเลยด้วยซ้ำ เป็นอะไรไปนะ

 

“ ไม่หิวนมหรอลูก กินนมมั้ยเอ่ย~ ”

 

เด็กน้อยส่ายหน้าปฏิเสธ ปกติปั้นจั่นจะชอบงอแงกินนมตลอดไม่ใช่หรอทำไมวันนี้ถึง.....

 

“ ทำไมล่ะครับ หรือว่าหนูเบื่อม่ำๆแล้วหรอ~”

 

ผมพูดพลางบูยปากก่อน หน้าเล็กจะส่ายหน้าให้ผมเพื่อเป็นการปฏิเสธ ก่อนรอยยิ้มที่แสนน่าฟัดจะปรากฏขึ้น

// อยากฟัดให้แก้มหายซะจริง//

 

“ รอก่องค้าบบ หนูยังกิงไม่ด้าย ”

 

ปั้นจั่นพูดพลางใช้นิ้วเล็กป้อมๆส่ายไปมา นั้นทำให้ผมยิ่งงง ไปกันใหญ่ทำไมถึงต้องรอ

อะไรคือกินไม่ได้ผมสับสนไปหมดแล้วเนี่ย!!

 

“ รออะไรครับ หนูจะรอใคร?”

 

ผมรู้สึกเสียวสันวาบรอใครวะเนี่ย หรือจะเป็นผีกันแน่ ผมยิ่งไม่ถูกชะตากับห้องที่อาศัยอยู่ด้วย

ไม่แน่เขาอาจจะสื่อสารกับลูกของผมก็เป็นไปได้

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆผมคงจะต้องไปเช่าหลวงพ่อซักองค์มาแล้วล่ะ

“ พี่จายบอกหนูว่าจะกิงด้วยไม่ให้หนูกิงก่องค้าบ”

 

อี้ป๋อไอ้ลูกหมาตัวแสบคนทะลึ่งพูดแบบนี้กับลูกได้ยังไง อย่าให้เจอนะผมจะฟาดให้หลังแอ่นเลยคอยดู

ผมบ่นงุบงิบในใจ ก่อนที่เสียงเรียกของพี่นนท์จะดังขึ้นพร้อมกับเจ้าตัวที่มายืนอยู่ด้านหลังตอนไหนก็ไม่รู้

“ ไปกินข้าวกัน พาลูกไปด้วย ”

 

พี่นนท์พูดพลางยื่นมือมารับปั้นจั่นจากผมก่อนจะพูดทิ้งท้าย

 

“ พวกเราสามคนไปกินข้าวข้างนอกกันมีเรื่องจะคุยด้วยหน่อยน่ะ ”

 

 

 

 

ร้านอาหารที่นี้อากาศปลอดโปร่งดีจัง เมื่อสี่ปีที่แล้วผมจำได้ว่ามานั่งที่นี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

ครั้งสุดท้ายที่ผมมาที่นี้คือมาเจอกับคุณไหควานพี่ชายของอี้ป๋อ พูดง่ายๆก็คือลุงของปั้นจั่นนั้นเอง

ผมสั่งเค้กชิ้นเล็กไว้ให้ปั้นจั่นกินถึงจะไม่อยากให้กินมากก็เถอะ แต่ถึงอย่างไรลูกก็ไม่เคยที่จะได้กินของดีๆอร่อยๆในเมือง

ผมจึงไม่ขัดลูกและอยากหามาให้กินตลอดแต่ถึงอย่างไรก็ต้องดูแลเรื่องสุขภาพของเจ้าตัวเล็กด้วย

“ เลอะปากหมดแล้วครับคนเก่ง ”

 

ปากเล็กๆเปื้อนครีมขาวจนน่าเอ็นดู ไม่มีเพียงแค่ปากแต่มีทั้งจมูกและแก้มกินยังไงลูกเอ้ย~

ผมใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดเบาๆไปที่แก้มและปากเล็ก ทำงานมาทั้งวันเพียงแค่ได้เห็นลูกยิ้ม ลูกกินอิ่ม อยู่สบาย ความเหนื่อยมันก็ได้หายไปอย่างปริทิ้ง

อดใจไม่ไหวที่เห็นแก้มนุ่มนิ่มนั้นอดไม่ได้ที่จะฟัดแก้มย้วยน่ารักแรงๆ

ฟอดดด~

 

 

“ แก้มหนู~~ ”

เด็กแสบหัวเราะร่า ผมฟัดแก้มเจ้าลูกกระต่ายจนพอใจก่อนที่จะเห็นคนตรงข้ามนั่งยิ้มอยู่

“ พี่มีเรื่องอะไรจะคุยกับฉันหรอ”

 

ผมพูดพลางตักเค้กป้อนลูก เพราะไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องสำคัญอะไร พี่นนท์คงจะนัดมาคุยเรื่องงานหรือแค่พาหลานมากินของอร่อยเพียงแค่นั้น

ในความคิดของผม

 

“ พี่ยังจำเด็กปีหนึ่งที่ขี้อายคนนั้นได้เลยนะ เค้าไม่กล้าพูดกับใครเลยด้วยซ้ำ ”

 

จู่ๆพี่นนท์ก็พูดเรื่องอดีตขึ้นมา เด็กขี้อายคนนั้นคือผมเองเพราะอย่างที่ว่าผมเป็นเด็กชนบทหรือเด็กบ้านนอกนั้นเอง พอได้เข้ามาเรียนในเมืองใหญ่

ไม่มีเพื่อน คนรอบกายมีเพียงคนแปลกหน้า

ผมจึงเลือกที่จะแยกตัวเพื่อมาอยู่คนเดียวไม่สุงสิงกับใคร เมื่อเรียนจบผมจะรีบกลับบ้านทันที

นั่นคือความคิดผมในช่วงนั้นจนมีคนมาเปลี่ยนแปลงความคิดของผม

 

 

 

 

- รับน้องวันสุดท้าย-

 

เสียงร้องเพลงนันทกานต์ดังเซ็งแซ่เสียจนน่ารำคาญผมผละตัวมานั่งเหม่อตัวคนเดียวที่ม้าหินอ่อน

ผมท่องวนไปมาในใจว่าวันนี้คือวันรับน้องวันสุดท้ายแล้วต่อไปคงจะไม่ได้มานั่งฟังเสียงน่ารำคาญแบบนี้อีก

ผมนั่งเหม่อรอเวลาหมดไปก่อนที่จะโดนสะกิดจากทางด้านหลัง

 

“ น้องครับ ทำไมไม่ไปร่วมร้องเพลงกับเพื่อนเขาล่ะ มานั่งทำไมตรงนี้ ”

 

ชายร่างสูงขาวจ้องมองมาทางผม จนผมต้องหลุบตาลงต่ำชุดนักศึกษาขาวล้วนกางเกงยีนขาดเข่า

ดูท่าทางแล้วน่าจะเป็นรุ่นใหญ่เลยทีเดียว

 

“..............ครับ ”

 

ผมตอบเสียงสั่นก่อนที่จะก้มหน้าเขี่ยมือถือต่อไปแต่สติกลับไปตกอยู่กับคนด้านหลังซะงั้นน่ากลัวชะมัด

 

“ พี่ถามว่าทำไมไม่ไปร่วมกิจกรรมครับ!!”

 

ผมสะดุ้งเฮือกเมื่อน้ำเสียงถูกเพิ่มเข้ามาอีกจากดังอยู่แล้วทำให้มันดังยิ่งขึ้นจนผมต้องลุกยืนขึ้นก่อนที่จะก้มหน้าแล้วรีบเดินออกไปจากเขตอันตราย

เดินไปได้ไม่ถึงสองก้าวด้วยซ้ำคอเสื้อของผมก็เหมือนถูกดึงกระชากจากด้านหลังจนเกือบหงายท้อง

“ ถ้าไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป ”

 

ผมทำได้เพียงพริบตาปริบๆจ้องมองคนตรงหน้าด้วยท่าทางไม่เข้าใจ แต่ผมก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรต่อ

 

“ พี่ชื่อนนท์นะ อยู่ปี3 คณะเทศศาสตร์ เราล่ะ"

 

ชายตรงหน้ามีใบหน้าที่เข้มแต่ก็มีความตี๋อยู่ในตัว

ถือว่าหล่อเพอเฟคระดับหนึ่งเลยทีเดียว

 

“ ผะ ผมชื่อเซียวจ้านครับ ”

 

ผมตอบเสียงสั่นก่อนที่จะโดนมือหนาของคนเพิ่งรู้จักตบไหล่เบาๆ

 

“ ยินดีที่ได้รู้จักนะ มีอะไรคุยกับพี่ได้ถือว่าพวกเราเป็นพี่น้องร่วมคณะฯกันแล้ว มีอะไรให้พี่ช่วยมาหาพี่ได้เสมอ "

 

ผมยิ้มอ่อนพลางพยักหน้ารับอย่างน้อยๆผมควรจะมีเพื่อนบ้าง แต่ผมจะไว้ใจเขาได้อย่างไร

ผมสะบัดหน้าเบาๆก่อนจะขอตัวเดินออกห่างจากคนด้านหน้า

 

“ น้องจ้าน งั้นพี่ขอไลน์น้องเอาไว้ได้ไหม เผื่อมีอะไรให้ช่วยไงจะได้บอกพี่ ”

 

ความไม่ประสีประสาทำให้ผมให้ไลน์กับรุ่นพี่แปลกหน้าไป ทีแรกก็นึกกลัวที่พี่นนท์ชอบทักมา

รบกวนบ่อยๆ ใช้เวลาได้ไม่นานผมกับพี่นนท์ก็สนิทกัน

สนิทกันขนาดที่ผมให้พี่นนท์เข้ามานอนในห้อง

พี่นนท์แยกตัวออกจากเพื่อน เพื่อที่จะมาอยู่กับผมเชื่อมั้ยว่าที่ผ่านมาผมไม่เคยมีเพื่อนเลยซักคน

เพราะผมไม่เคยเปิดใจคุยกับใครเลย.....

หลายๆครั้งที่พวกเราสองคนอยู่ตัวติดกัน ไม่ว่าจะเล่นเกม นอน เที่ยว หรือแม้แต่อาบน้ำ

เพราะช่วงวัยนั้นผมไม่รู้จักความรักแบบชายๆผมรู้แค่ว่าผู้ชายต้องคู่กับผู้หญิงและมีความรู้สึกกับเพศตรงข้ามไม่ใช่เพศเดียวกัน

ุผมจึงไม่เอะใจเลยซักนิดเดียวเวลาที่พี่นนท์ชอบมากอดและมาหอม คิดแค่เพียงว่าเล่นกันเพียงเท่านั้นเอง

 

 

จนมาถึงปี 3 พี่นนท์ก็ได้แยกตัวไปทำงานและผมก็จะได้เตรียมตัวเช่นกัน ผมเปลี่ยนใจที่ว่าเรียนจบจะกลับบ้าน ผมทำงานพาร์ทไทม์ทุกช่วงเลิกเรียน

หรือวันว่างโดยไม่หยุดพักเพื่อที่จะเก็บเงิน ที่จะเช่าคอนโดอยู่เพราะไหนๆจะได้ไปฝึกงานแล้ว

ที่หอนี้มันก็ดูอึดอัดจนเกินไป ซึ่งผมไม่ชอบ

ผมคบหาผู้หญิงมากมายแต่ไม่มีใครไปรอดเลยแม้แต่คนเดียว จนผมต้องถอดใจและตั้งเป้าหมายใหม่ว่าผมจะต้องตั้งใจทำงานหาเงิน

เพราะพ่อกับแม่ของผมท่านก็ไม่เห็นด้วยที่ผมจะมีแฟนเวลานี้

 

 

ผมกับพี่นนท์ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาจนถึงบั้นปลายอายุ30กว่าปี คอนโดที่ผมอยู่ก็อัพราคาขึ้นเรื่อยๆ ตามเงินเดือน

ผมอยู่ดีกินดีโดยที่ไม่คิดถึงบ้านตามความคิดที่วาดเอาไว้ครั้งสมัยยังหัวอ่อน

แต่ก็ส่งเงินให้ที่บ้านไม่เคยขาด พี่นนท์ช่วยเหลือจุนเจืออยู่ตลอด ผมรักพี่นนท์เพียงแค่พี่

หรือผู้มีพระคุณคนหนึ่งที่ผมจะไม่มีวันลืมเด็ดขาด

แต่วันนี้เขาคนนั้นกลับพูดจนทำให้ความสัมพันธ์ครึ่งชีวิตสั่นคลอน

 

 

 

“ พี่รักจ้านนะ ”

 

 

 

 

ประโยคสั้นๆทำเอามือที่ตักเค้กหยุดชะงัก

บรรกาศที่ว่าปลอดโปร่งในตอนแรก พอมาตอนนี้มันช่างอึดอัดเหลือเกิน

 

“ .......พี่นนท์ ”

 

ผมพูดเสียงแผ่ว อยากจะบอกเหมือนกันว่าผมก็รู้สึกเหมือนกัน แต่คำว่าผู้มีพระคุณมันค้ำคออีกทั้งผมยังมีอี้ป๋ออยู่แล้วแถมยังมีลูกติดอีก

แต่ผมเชื่อว่าปั้นจั่นไม่ใช่ปัญหาของพี่นนท์ แต่คนที่เป็นปัญหาคืออี้ป๋อ ผมรักอี้ป๋อและผมเชื่อว่าผมไม่สามารถมอบหัวใจให้ใครได้อีกแล้ว

“ พี่ขอโทษ พี่ห้ามใจตัวเองไม่ได้ ”

 

เสียงคนตรงหน้าสั่นเครือ พร้อมกับรอยยิ้ม ไม่นี้ไม่ใช่ความผิดของพี่นนท์เลยซักนิด

ไม่ใครห้ามใจตัวเองไม่ให้ไปรักใครได้หรอกและผมก็บังคับใจตัวเองไปรักใครไม่ได้เช่นกัน

 

“ ขอบคุณทุกอย่างที่ผ่านมา แต่พี่นนท์ฉันห้ามพี่ให้รักฉันไม่ได้ แต่ฉันรักพี่ไม่ได้จริงๆ ”

 

ผมใช้มือประสานเข้ากับมือใหญ่เอาไว้แน่น ไม่หลบตาเหมือนแต่ก่อนแล้ว ผมรู้ว่ามันคงตัดใจยาก

แต่ผมเชื่อว่าซักวันนึงพี่นนท์จะต้องเจอคนที่ดีกว่าผมเป็นแน่ ไม่ว่าจะเป็นเพศไหน

ผมเชื่อว่าซักวันนึงพี่นนท์จะได้พบเจอกับคนๆนั้น

 

“ พี่เข้าใจฉันนะพี่นนท์ ขอโทษนะพี่ ”

 

ความรู้สึกผิดตีขึ้นเต็มอก หรือที่พี่นนท์ช่วยเหลือผมตลอดเพราะชอบผมงั้นหรอ

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพี่นนท์จะชอบผมได้นานมากขนาดนี้ ถ้าเกิดว่าผมรู้สึกตัวเร็วกว่านี้

ผมอาจจะได้เป็นคนโชคดีคนหนึ่งเลยก็เป็นได้

 

ผมกับพี่นนท์พูดคุยกันพักใหญ่ จนเจ้าตัวเล็กเริ่มงอแงเพราะตอนนี้มันถึงเวลานอนของปั้นจั่นแล้ว

พออิ่มหนังตาก็หนักกันเป็นธรรมดา

เมื่อพูดคุยกันลงตัวก็พากันกลับสตูอิโอ เด็กน้อยโดนคุณลุงอุ้มพาดบ่ากล่อมเสียจนหลับ

งานในช่วงบ่ายไม่ค่อยมีนักผมจึงได้มีเวลามาเฝ้าดูปั้นจั่นเวลานอน

ผมลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ มีความสุขเหลือเกินที่ได้มองยามลูกหลับ มองเท่าไหร่ก็ไม่รู้เบื่อ

มีความสุขที่คอยเห็นลูกน้อยเติบโตขึ้นในแต่ละวัน

เป็นช่วงเวลาที่ลำบากและมีความสุขที่สุด.....

 

 

 

 

 

วันนี้เลิกงานเร็วกว่าปกติ พี่นนท์ขับรถมาส่งผมที่หน้าอพาทเมนท์ ก่อนที่จะหมุนรถกลับอย่างเร็ว

ผมไม่ได้ขัดอะไร แต่ก็ว่าล่ะนะจะให้ตัดใจคราเดียวก็คงไม่ได้ทุอย่างต้องใช้เวลา

ผมจึงไม่รบเร้าอะไรเพราะซักวันนึงพี่นนท์คงจะกลับมาเป็นพี่นนท์คนเดิม...

ตั้งแต่กลับมาจากทานข้าวถึงจะเคลียร์กันเรียบร้อยแต่ดูท่าทางพี่นนท์น่ากำลังจะหลบหน้าผมอยู่

ผมเลือกที่จะไม่หลบหน้าพี่นนท์กลับ เพราะขืนทำอย่างนั้นอาจจะทำให้ความสัมพันธ์แย่ขึ้นไปอีก

ไม่เข้าใกล้และจะไม่หลบหน้าอาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว...สำหรับคนตัดใจ

 

 

 

 

ภายในห้องสลัวๆเสียงหัวเราะร่าของเด็กน้อยกับไอ้ลูกหมาดังทั่วจนผมต้องดุเป็นรอบที่ 3 ตั้งแต่อี้ป๋อเปิดประตูเข้ามา

สองพ่อลูกรวมหัวกันเข้าขากันได้ดีมากดีจนแทบทำให้ผมเป็นประสาท !!!

 

“ มานอนกินม่ำๆได้แล้วครับ ”

 

ผมตบเบาๆบนเตียงก่อนที่เจ้ากระต่ายแสบจะรีบคลานเข้ามาอย่างไว ผมเปิดชายเสื้อขึ้นให้พ้นเนินอกก่อนที่ใช้แขนโอบกอดเด็กน้อยเอาไว้และจัดท่าให้อยู่

ในท่าที่สบาย

 

“ ขอม่ำๆด้วยคนสิ ปั้นจั่นครับให้พี่ม่ำๆด้วยได้มั้ย "

ผมขึงตาใส่ไอ้ลูกหมาที่มันกำลังทำหน้าอ้อน

ก่อนที่จะล้มตามมานอนเบียดลูกจนสนิท

“ ออกไป ลูกจะอึดอัดนายนี้น่าตีจริงๆเลย!!”

 

ผมพยายามผลักไหล่คนหัวรั้นออกไป แต่ดูเหมือนยิ่งออกแรงผลักอี้ป๋อก็ยิ่งแทรกตัวเข้ามาเรื่อยๆ

//มันน่าโมโหซะจริงๆ//

“ ปั้นจั่น ขอแม่ให้พี่หน่อยได้มั้ยครับ ”^^

 

เด็กน้อยพยักหน้าหงึกๆ มันน่าตีทั้งพ่อทั้งลูกจริงๆเชียว ก็จริงที่ผมอาจจะน้ำนมเยอะแต่ไม่ไหวหรอกนะที่จะให้เจ้าเด็กแสบอีกคนนึงกิน

มีหวังหมดเต้ากันพอดี...แล้วอีกอย่างมันใช่เรื่องมั้ยเล่า!!!

 

 

“ แต่ฉันไม่อนุญาต !!”

 

 

 

จ๊วบ

 

 

 

ผมสะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ๆก็โดนจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว

ฝ่ามืออรหันต์บรรจงฟาดไปที่ต้นแขนเจ้าลูกหมาทันที ก่อนที่เสียงหัวเราะเล็กๆจะดังขึ้น

แสบกันทั้งคู่เลย!!!

 

“ โอ้ยยยยฉันเจ็บนะ!! อี้ป๋ออ ”

 

แขนอีกข้างก็กอดเจ้าตัวแสบด้านล่างเอาไว้อีกข้างนึงก็ผลักไอ้ลูกหมาตะกละออก

ก่อนที่ผมจะถอดใจ ยิ่งไล่ก็เหมือนยิ่งยุในที่สุดลูกชายทั้งสองคนของผมก็ได้หลับคาเต้ากันทั้งสองคน

นี้ล่ะหนาที่เขาว่ากันว่า...

 

 

 

 

 

 

“ มีผัวก็เหมือนมีลูก ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น