facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ ๓๑ บาทบริจาริกา

ชื่อตอน : บทที่ ๓๑ บาทบริจาริกา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 29

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 เม.ย. 2564 08:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ ๓๑ บาทบริจาริกา
แบบอักษร

๓๑ 

บาทบริจาริกา 

 

ตลับงาช้างสีขาวสลักลวดลายกนกสอดรัดพัวพันเป็นที่น่าสะกดมอง บรรจุผงแป้งดินสอพองสีขาวมิต่างจากภาชนะ ข้างเคียงเป็นแท่งดินสอดำทำจากผงถ่านมีขนาดเท่าปากกาหนึ่งด้ามวางไว้ ใกล้กันคือขวดแก้วบรรจุน้ำอบและแป้งร่ำส่งกลิ่นหอมฟุ้งแม้ยังมิได้เปิดออก ชวนให้บรรยากาศแวดล้อมน่าใหลหลงเคลิบเคลิ้ม พจน์จับจ้องสิ่งของสามอย่างอยู่ชั่วครู่จนกระทั่งเวฬุเอ่ยเตือนจึงได้สติ

“ภัทรพจน์เจ้า ไฉนจึงมิจัดแจงตระเตรียมแต่งโฉมให้เพียบพร้อม ศุภฤกษ์งวดใกล้เข้ามาแล้วจักเสียการ” เด็กหนุ่มร่างอวบสะกิดไหล่กระซิบ แล้วฉับพลันเหมือนสำนึกรู้อย่างหนึ่งผุดขึ้นในใจก็รีบเสริมว่า “เอ่อ เช่นนั้นเห็นควรข้าคงจักต้องเป็นพนักงานช่วยอีกแรง เคยลอบเห็นนางข้างในลองแต่งบ้างเป็นครั้งคราว”

“ต้องทำอะไรบ้าง ผมไม่รู้วิธี” พจน์เปรย เหลือบมองชายหนุ่มอีกคนผู้หนึ่ง นั่งอยู่บนเตียงนอนปูฟูกขาว ฉงนสนเท่ห์มิต่างจากพจน์ นายกองคชบาลสบสดับสนทนาอยู่ก็ซักด้วยอารมณ์เย็น

“พวกเจ้าทั้งสองจักทำการใด ฤๅ จึ่งพึมพำงึมงำมิรู้ความ” บัดนี้ธวัชฉัตรได้ถูกนำตัวไปชำระล้างอาบน้ำเนื้อตัวหอมฟุ้งนุ่งแต่เพียงผ้าหยักรั้งสีขาวเท่านั้น อาการมึนเมาจากฤทธิ์สุราจางหายโดยสายน้ำชโลมกายเสียสิ้น สติประกอบตัวจึงคืนเต็มกำลัง

“เหตุไรนายสุริยะผู้หยาบหยามจึ่งออกคำสั่งประหลาด แนะให้เจ้าทั้งสองพาดแขนกุมตัวข้ามายังห้องหับแห่งนี้ หากมิเกินกำลังจะแจ้งแล้วจงวานบอกเถิด ด้วยบัดนี้สับสนมึนงง มิอาจครองสติเหมือนเดิมได้”

ภัทรพจน์รู้ตื้นลึกหนาบางไม่ผิดต่างนายกองธวัชฉัตรเช่นกัน จึงผินหน้าขอความกรุณาจากเวฬุซ้ำอีกคน

“เอ่อ...” ท่าทีกระอักกระอ่วนของเวฬุสำแดงโจ่งแจ้ง ทั้งหลุกหลิกเหมือนสำลักคำพูดเป็นที่ขบขันหนึ่ง และผิวหน้าขึ้นสีแดงมิรู้ว่าเพราะฤทธิ์สุราหรือความอายอีกหนึ่ง ทำให้พจน์อดลักลอบยิ้มมิได้ “ก็แหละนายกองธวัชฉัตรท่านมิได้ขัดขืนในการ...ล่วงล้ำก้ำเกินของสุริยะวาณิช อีกทั้งยินยอมในอ้อมกอดหลังจากถูกนายข้าเวียนจูบหนักมืออยู่หลายหน ล้วนมิพ้นเป็นสัญญาณว่าสุริยะนายข้าประสงค์รักจากตัวท่าน แลท่านมิได้ผลักไสแต่อย่างใด จึ่งเป็นเหตุให้เราสองจำต้องพานายกองมายังห้องแห่งนี้”

เวฬุเล่าเท้าความได้อ้อมค้อมมาก ทั้งจะพูดโดยซื่อตรงว่า เหตุอันนายกองคชต้องถูกนำมาก็เพราะพระมหาอุปราชสุริยะประสงค์ในตัวก็มิอาจพูดได้เต็มปากเต็มคำ ในชั้นแรกพจน์คาดเดาไม่ถูกครั้นลำดับเหตุการณ์หน้าหลังแล้วเห็นมิพ้นว่า ค่ำคืนนี้ธวัชฉัตรคงต้องตกเป็นของพระอุปราชาแน่แท้ก็เข้าใจรูปการณ์ แม้ตนผิดใจไม่ลงรอยกับอุปราชหนุ่มมาโดยตลอด แต่ลึกซึ้งแล้วพจน์สัมผัสความอ่อนโยนภายใต้อาการไบโพลาร์แข็งกระด้าง ความห่วงหาเป็นภาพตรึงตราคราวระลึกชาติกินนร คือ สายตาอาทรของทหารราชองครักษ์ในพระเจ้าพัชรพรรดิ อดีตชาตินาม สัปะวามิต จึงสำทับว่า

“หรือนายกองท่าน ไม่ประสงค์ยินดีด้วยนายเรา ก็แจ้งมาแต่เนิ่น ๆ เถิด”

ดวงหน้าวางเฉยของธวัชฉัตรชั่วครู่เห่อร้อนแดง แต่ก็ระงับอาการให้สงบคืนดังเดิม พลางว่า

“กิริยาข้าแต่เท่านั้น ก็มีอันทำให้ตีเป็นเอนเอียงโน้มลงว่า หมายยอมทอดกายสู่นายของเจ้าแล้วกระนั้น ฤๅ ทั้งข้ามิได้ออกปากยินยอมสมรู้ร่วมคิดแม้สักถ้อยหนึ่งเป็นหลักฐาน หมู่ท่านจึ่งริอ่านตีขลุมว่ายินดีร่วมการด้วย ยังจักถูกอยู่หรือ”

“หามิได้ก่อน ด้วยมีสักขีพยานทั้งกลางลานสุรานั้นเป็นข้อหนึ่ง อันพึงยกมาสำแดงให้นายกองท่านใคร่ครวญซ้ำ ว่ากิริยาอาการจุมพิตของนายข้า แลท่าทางทอดกายในอ้อมแขนเป็นไปโดยยินยอมหามีการผลักไสหรือขัดขืนแต่อย่างใดไม่ ซ้ำท่านยังโต้ตอบจุมพิตนายเรามิพักออมแรงเสมอกัน หากมันผู้ใดแลเห็นก็มิอาจสันนิษฐานตีความเป็นอื่นได้นอกกว่าท่านทั้งสองประสงค์ร่วมสมัครใจผูกรักกันแน่แท้ ถึงแม้มิเอ่ยคำยอมปลงไว้เป็นหลักฐาน กิริยาทั้งนั้นนั่นแลคือข้อสำคัญ” เวฬุหว่านล้อมยกเหตุผลโต้แย้งละล่ำละลัก พจน์ไม่เห็นหนทางอื่นก็รีบพยักหน้าเห็นด้วย นายกองธวัชฉัตรตวัดมองพจน์แล้วทอดถอนใจใหญ่

“เอ่อ นายกองท่าน แท้จริงแล้วคิดสิ่งใดอยู่ ได้โปรดแจ้ง หากพวกเราคิดผิดตีความไม่ตรงกับใจท่านก็ให้บอกเถอะ” พจน์รุกถาม ด้วยความไม่สมยอมประจักษ์ชัด

“อนึ่งความจริงในใจ บัดนี้มาตรว่าตัวข้าก็มิอาจอรรถาธิบายร้อยเป็นถ้อยความให้พวกท่านล่วงรู้ หะแรกต้นบังเกิดความปลื้มปีติยินดีที่ยังหลงเหลือคนดีมีฝีมือแลน้ำใจ อาสาเข้าช่วยคนสิ้นไร้ถูกลอบแกล้งหนึ่ง จึ่งชักชวนมาร่ำสุราเป็นสิ่งตอบแทนน้ำใจเสมือนได้เกลอผู้มีจิตใจกล้าหาญแลภักดีต่อผืนแผ่นดินอีกหนึ่ง ครั้นระหว่างสนทนาประจักษ์เห็นว่าในหมู่คณะ ปรากฏมีคนสำแดงอิริยาบถ ทั้งวาจา แลรูปลักษณะเป็นที่ดึงดูดสะกิดให้พินิจมอง แลเมื่อลองใคร่ครวญจึงยกเหตุมาล้างว่า คนผู้นั้นเห็นจะเป็นเพราะมีคุณอย่างสูงช่วยชีวิตตัวจึ่งน่าพิศ ซ้ำไม่ค่อยพูดจานั่งนิ่งเสมอรูปปั้นเทวาฉะนั้น ใคร่ต่อคำสนทนาด้วย แต่บังเกิดเห็นว่า แท้จริงแล้วคนผู้นั้นไม่เพียงครองตัวสมฐานะ ทั้งองอาจสมชาติชาตรีแล้ว แววตานิ่งเฉยกลับแฝงเร้นความนัยมากมายไว้” ธวัชฉัตรส่งยิ้มอ่อนให้พจน์ “ข้าเคยบอกว่ามีทักษะในการอ่านสายตาคนออก ก็แหละท่าทีเข้มแข็งแต่นัยน์ตาอ่อนโยนขัดกันจนดึงดูดให้ข้าสงสัยใคร่รู้ ครั้นหยั่งสอบถามแลลอบสังเกตก็ค้นพบเหตุของกิริยาประหลาด ก็พลันเจ็บปวดใจแทน อีกทั้งรู้สึกตลก ทั้งหงุดหงิด ทั้งเศร้า ทั้งอยากปลอบโยน ผสานกันให้วุ่นวาย บัดนี้ผลของการพิเคราะห์กลับกลายทำให้ข้าต้องถูกพวกท่านพามาสู่ห้องนี้ แลท่านถามความในใจว่าข้ารู้สึกเช่นไร คือสับสนวุ่นใจเหลือประมาณ”

“แหละเช่นนั้น ท่านยอมปลงใจด้วยนายข้าหรือหาไม่ นายกองคชสาร” เวฬุรีบซักต้อน

“เราเป็นชายและนายเจ้าก็เป็นชายครองเพศเสมอกันเช่นนี้ ถึงวิถีประเพณีแห่งชาวเราแต่โบราณมิเห็นผิดประหลาด แต่ข้าเป็นถึงนักรบสนองคุณแผ่นดิน มีผู้ใต้บังคับบัญชาหลายพันกรมกองรองรับอยู่ เพียงข่าวลือปรักปรำว่าข้ามีวิสัยร่วมเสพสังวาสในเพศเดียวกันถ่ายทอดจากปากสู่ปาก จากหูสู่หูไปก่อนล่วงแล้ว ยังถูกเดียดฉันท์หมิ่นแคลนแลได้รับผลหย่อนความเกรงไม่เคารพเชื่อฟังของไพร่พลนับแต่ชั้นทหารเลวจวบแม่ทัพนายกองเซ่นคำทั้งนั้น หะนี้ตัวกำลังโผเข้าปฏิบัติสมดังคำลือให้เป็นหลักฐานหนักแน่นซ้ำอีก ชาตินี้ธวัชฉัตรจักหลงเหลือเหล่าโยธาใดพร้อมรับสั่งความอีก กิจมุ่งมั่นอาสาจู่โจมต่อสู้อริราชศัตรูภัยพาลในเบื้องหน้าจักระดมพลต้านทานได้เยี่ยงไร หากไม่มีผู้ใดเชื่อฟังนับถือ ทั้งสิ้นความสมานสามัคดีพังพินาศโดยดีเพราะประพฤติของขุนพลเป็นเหตุ”

เจ้าหนุ่มภัทรพจน์ยินถ้อยเจรจาขึ้นหน้าทุกข์ตรมแล้วสุดอัดอั้นตันอกแทน ความสวามิภักดิ์ต่อผืนแผ่นดินหนึ่ง แลความซื่อตรงในใจอีกหนึ่งขัดแย้งจนสร้างแววตาเจ็บปวด

“แลอีกประการหนึ่ง นายของเจ้าแท้จริงประสงค์รักในตัวข้าก็หาไม่ เป็นแต่เพียงปฏิบัติไปโดยมุทะลุคึกคะนองเท่านั้น หากผ่านพ้นราตรีแล้วคงเสียใจที่ออกคำสั่งใดไปมิผิดจากนี้ ผู้ใดเลยจักยอมมอบใจให้กับคนผู้ซึ่งพบเจอกันได้ยังไม่ถึงหนึ่งวัน มิเคยพบ”

“ผมเคย” พจน์เผลอพูด

“เจ้า...กระนั้นหรือ”

“แปลกใจเหมือนกันที่อยู่ ๆ ก็รู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะทั้งที่ไม่เคยพบกันมาก่อน เพียงเจอะครั้งแรกครั้งเดียวก็ทำให้รู้สึกเหมือนเคยเจอกันมานานมากแล้ว ผมเคยเป็นแบบนั้น” พจน์ยิ้มกว้าง

“เจ้ารู้ ฤๅ ไม่ สิริโฉมเยี่ยงนี้ หามีใครในพิภพจักครอบครองไว้ประดับตัว เพียงข้าสบมองก็พลันกระตุกวูบในอกมิต่างจากใครอื่น คือทั้งมีคุณแลทุกข์ในคราวเดียว เจ้าจะรู้หรือหาไม่ว่ารูปสมบัตินี้ผูกพันใครไว้บ้าง”

พจน์สั่นศีรษะไม่อยากรู้

“คนเราจะรักกันคงไม่ใช่เพราะตัวเองเป็นเพศไหน หัวใจต่างหากที่บอกว่า คนทั้งคู่คิดตรงกันหรือเปล่า ไม่ทราบหัวใจท่านนายกองตอนนี้รู้สึกอย่างไรกับนายของเรา หากมองข้ามปัญหานอกกาย เหลือเพียงใจสองดวงแล้ว ท่านพิจารณาเถอะว่า ความรัก แท้จริงก็มีเพียงเท่านี้” เจ้าหนุ่มโฉมสะคราญพูดจากใจจริง นายกองคชจ้องตอบเจ้าของคำราวกับกำลังค้นหาบางอย่างในดวงตาสีน้ำตาล แล้วว่า

“อุปกรณ์เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งซึ่งนางในไว้ใช้ตกแต่งกายคราวถึงเพลาต้องสละพรหมจารีต่อผู้สืบเชื้อสายสมมติเทพ” ธวัชฉัตรจ้องเวฬุสลับพจน์ “นายของเจ้าทั้งสองคงมิใช่สามัญชนเช่นสายตาข้าคาดคะเนเป็นแน่ เช่นนั้นจักทำสิ่งใดก็จงปฏิบัติเถิด ข้าพร้อมแล้วทั้งกายแลใจ”

ห้องบรรทมในราตรีนี้เป็นเรือนฝากระดานหนาแน่น หน้าต่างประดับกรงลูกมะหวด ตั้งอยู่ในละแวกริมคูเมือง ทั้งพระที่บรรทมก็กว้างขวางขาวสะอาด กลิ่นเทียนหอมผสานดอกลีลาวดีลอยในอ่างน้ำซึ่งเวฬุสืบเสาะสรรหามา ธวัชฉัตรนายกองคชบาลชันเข่าอยู่ปลายพระแท่น เบื้องหน้ามีพานธูปเทียนแพพร้อมกรวยใบตอง ใบหน้าทาแป้งสีขาวสว่างต่างจากปกติ เขียนคิ้วและหนวดเป็นลายกนกอย่างภาพวาดเทวดาตามฝาผนังโบสถ์วิหาร เช่นเดียวกับเนื้อตัวนวลกระจ่างกระทบตะเกียงไฟสองดวงข้างพระที่ นุ่งผ้าหยักรั้งสีขาวเพียงชิ้นเดียว กล้ามเนื้อบึกบึนสมชายทแกล้วทหารเผยชัดสมวัย ผ่อนลมหายใจสม่ำเสมอ จวบกระทั่งบานประตูห้องถูกเปิดออก พจน์ซึ่งนั่งชันเข่าอยู่ก็รีบก้มลงโดยเร็ว พระมหาอุปราชสุริยะทรงฉลองภูษาผืนยาวสีขาว เนื้อตัวท่อนบนเปลือยเปล่า เสด็จพระราชดำเนินผ่านพจน์แล้วหยุดยั้ง

“เจ้าจงคอยเฝ้าอยู่ภายในห้องนี้ตามหน้าที่แต่ดั้งเดิม” อุปราชหนุ่มตรัสสั่ง พจน์รีบเงยหน้ามองพระพักตร์ด้วยไม่เข้าใจ “ตามกฎมนเทียรบาลจำต้องมีข้าราชบริพาร ฤๅ มหาดเล็กคอยรอบสังเกตเพื่อให้กิจกามมีสักขีพยานรู้เห็นประหนึ่งทวยเทพร่วมรับรู้”

เจ้าภัทระรีบส่ายหน้าไม่เห็นด้วย

“เวฬุ ๆ” พจน์หันไปขอความช่วยเหลือจากหนุ่มร่างอวบนอกห้อง เจ้านั่นรีบสั่นหน้า “โกสินทร์” เจ้าคนผิวสีเข้มนัยน์ตาเหมือนแขกจามก็ส่ายหน้ายกยิ้มทันควัน ไม่เห็นวี่แววของมาตะหรือกฤษณะ ทำไงดีล่ะทีนี้

“หามีผู้ใดเหมาะสมยิ่งกว่าเจ้า มหาดเล็กฝ่ายภูษา” ตรัสจบเด็ดขาด เวฬุก็เอื้อมมือมาปิดประตูพร้อมทั้งคล้องโซ่ลั่นกุญแจสำทับ พจน์ไม่อยากเป็นสักขีพยานอะไรนั่นเลย แต่หนทางออกหนึ่งเดียวถูกปิดจากภายนอกแล้ว ลองหาวิธีข้ามพิภพกลับสู่โลกปัจจุบัน อำนาจซึ่งนำพาก็ไม่ปรากฏช่วยเหลือ รีบก้มหน้ามองพื้นหาเศษเสี้ยนไม้ วนนับรอยขีดวงไม้ตามแต่สมองจะทันคิดออก

“ยืนขึ้นเถิด” พระมหาอุปราชตรัสสั่งบาทบริจาริกาหนุ่ม พระพักตร์เรียบเฉย ธวัชฉัตรพนมมือแล้วยืนตามคำสั่งเงยหน้าสบพระเนตร ลำตัวแลส่วนสูงของทั้งคู่ทัดเทียมกัน พจน์อยากตาบอดหูหนวกในบัดเดี๋ยวนี้ พยายามนึกเรื่องตลกขบขันเกี่ยวกับไอ้โบท ไอ้กี ไอ้ต่อ เคยเล่าว่านัดบอดสาวสวยที่พวกมันคุยฟุ้งมาก่อนตั้งหลายเดือนว่าสวยนักหนา จวบกระทั่งนัดแนะพี่เค้าไปยังโรงแรม ปรากฏว่าแทบวิ่งหนีออกมาไม่ทัน เพราะพี่สาวเหล่านั้นเป็นสาวประเภทสองแต่สวยยิ่งกว่าผู้หญิง พวกมันงดเรื่องควงสาวอยู่หลายเดือนด้วยกลัวเข็ดขยาดอีกนาน

“ข้าต้องเรียกท่าน...เอ่อ...พระองค์”

“เรียกเราว่า สุริยะ แต่เท่านี้ แลหาจำเป็นต้องใช้คำราชาศัพท์”

เสียงสนทนาในห้องขัดแทรกเรื่องตลกของพจน์จนความนึกคิดกลับคืนสู่เหตุการณ์ปัจจุบันในห้องบรรทม พยายามนึกถึงเรื่องอื่นซ้ำก็ไม่พบว่ามีสิ่งใดน่าสนใจเท่าคำสนทนาระหว่างอุปราชและธวัชฉัตรอีกแล้ว

“จงรับธำมรงค์วงนี้ไว้แลสวมใส่ในนิ้วนางข้างซ้าย” พจน์ลอบมองทางหางตาเห็นสุริยะอุปราชปลดแหวนทองคำบนพระดัชนีสวมให้นายกองคช “รักษาไว้ให้จงดี

นับแต่นี้เจ้าถือว่าเป็นคนของข้าแลห้ามอย่างเด็ดขาดที่จะไปทอดกาย ฤๅ มีลูกเมียได้อีกชั่วชีวิต”

“สุริยะเอย จงรู้ไว้ ข้ายอมถวายตัวต่อท่านมิใช่สนิทเสน่หาเพียงเพราะรสจูบสัมผัส แต่เป็นเพราะนัยน์เนตรแฝงเร้นนั้นต่างหากที่ข้าสวามิภักดิ์วางศักดิ์ศรีให้ท่านเหยียบย่ำเสี่ยงเสื่อมเกียรติสมน้ำหน้าสืบไป อีกทั้งถ้อยคำของคนผู้หนึ่งได้แจกแจงว่า ความรักนอกกว่าหทัยสองดวงแล้ว มิจำเป็นต้องหาเหตุอื่นมาคัดค้านอีก และหัวใจข้าพบว่า ยินยอมมอบให้สุริยะท่านดูแล แม้นหทัยท่านจะมิหลงเหลือไว้ให้ข้าเข้าสถิต...” ยังไม่ทันนายกองธวัชฉัตรจักกล่าวความในใจจบ พระมหาอุปราชสุริยะก็ประกบโอษฐ์กล้ำกลืนถ้อยคำที่เหลือสู่พระวรกายพระองค์เอง พร้อมทั้งผลักอกให้นายกองล้มลงบนพระแท่นบรรทม มือหนาก็ลูบโลมคนใต้ร่างขึ้นลงปลุกอารมณ์ให้ลุกโชนดุจแสงไฟในตะเกียง

สำเนียงคร่ำครวญกระหายในรสกามาดังสนองตอบถี่กระชั้นแผ่วเบา สักพักก็เริ่มรุนแรงแลโหยหาทุกครั้งยามโอษฐ์ของอุปราชหยอกเย้าลำคอ ลุกลามถึงหน้าอกทั้งสอง เสียงดูดสัมผัส เสียงพระแท่นบรรทมขยับไหวสอดประสานเป็นจังหวะที่ทำให้ใจพจน์เต้นครึกโครม รีบเอานิ้วชี้อุดหูโดยเร็ว ภูษาฉลองพระองค์ถูกเหวี่ยงมากองอยู่ตรงพจน์นั่งหมอบคู้อยู่ ฝ่ายนายกองคชมิเคยถูกเล้าโลมลูบสัมผัสด้วยมือชายด้วยกันมาก่อน ครั้นถูกบุรุษผู้สืบเชื้อสายสมมติเทพกระตุ้นแนบสัมผัสวาบหวามเช่นนั้นบังเกิดสะดุ้งสั่นสะท้านสุดอดกลั้นเสียงครวญไว้ได้ก็ปลดปล่อยแล้วแต่อารมณ์นำพา พระมหาอุปราชมิได้ตรัสสิ่งใด มุ่งกระทำโอ้โลมตามพระหทัยปรารถนา กลกามสูตรใดผุดขึ้นในห้วงพระดำริก็ขุดขึ้นมาใช้บำเรอบาทบริจาริกาหนุ่มให้ถึงรสถึงขนาดอย่างหาที่สุดมิได้ ครั้นปฏิโลมจนถึงขั้นสูงสุดก็เกี่ยวกระหวัดขา อ้าออกเป็นท่วงท่าล่อแหลมเตรียมพร้อม เมื่อสบโอกาสแลจังหวะเหมาะสม ดวงพระเนตรก็เหลือบแลมองเจ้าหนุ่มภัทรพจน์ผู้ซึ่งคุดคู้อยู่หน้าประตู แล้วสอดส่ายประกบแนบแก่นกายผสานกับเจ้าหนุ่มคชบาลสนิทแน่น ความเจ็บปวดแลสุขสำราญประดังพรั่งพร้อมในคราวเดียวกัน

ทรงโยกขยับพระโสณี [1] กระแทกถี่ระรัว ธวัชฉัตรก็หลุดเสียงร้องเป็นที่ต้องพระหทัย เบื้องพระปฤษฎางค์ก็เกร็งเป็นกล้ามเนื้อชัดเจนกระทบแสงตะเกียง พระกรหน่วงเหนี่ยวเกี่ยวลำตัวนายกองคชไว้แนบแน่น

เหตุการณ์หลังจากนั้นพจน์ไม่รู้ว่าท่วงท่าแลลีลาของพระมหาอุปราชและนายกองคชบาทบริจาริกาดำเนินต่อไปอีกยาวนานแค่ไหน ด้วยหัวใจเต้นระทึกและสติกำกับตัวเองไม่อาจทานทนศัพท์สำเนียงวาบหวามนั้นได้ก็หมดสติสมประดี หน้าที่อันได้รับมอบหมายให้เป็นสักขีพยานแห่งการถวายตัวก็จบสิ้นแต่เพียงเท่านั้น

 

 

สัมผัสมืออ่อนโยนปลุกเปลือกตาพจน์เผยอเปิด เดือนดาวเต็มท้องฟ้านอกชายคา ลมเย็นพัดโชยผ่านมาเคล้ากลิ่นหญ้าสดผสมสมุนไพรจำพวกข่า ตะไคร้ และเถาย่านาง ปลุกสติเลือนรางให้ตื่นขึ้นเต็มกำลัง หยัดกายนั่งบนตั่งไม้ ใกล้เคียงมีตะเกียงไฟให้แสงสว่างอบอุ่น และหม้อดินเผาต้มยาสมุนไพร

บุคคลคุกเข่าบีดนวดมือพจน์ไว้แน่น เป็นเจ้ามาตะคนซื่อหน้าเศร้า ครั้นเห็นคนรักลุกนั่งเป็นปรกติดีก็รีบรินยาหม้อใส่จอกถ้วยลายครามมาให้ดื่ม พจน์ส่ายหน้า บริเวณนี้จำได้ว่าเป็นเพิงโถงยื่นออกไปทางจั่วเรือน หรือที่เรียกว่า พาไล ของเรือนพักแรมซึ่งพระมหาอุปราชาใช้เป็นห้องสำหรับบรรทมเสพสมด้วยบาทบริจาริกาคชบาลหนุ่ม ปลูกเป็นเรือนคล้ายบ้านทรงไทยแปดห้องเสาสูง มีรั้วรอบขอบชิด เจ้าบ้านเป็นนายโรงสุราซึ่งเปิดกิจการหาเลี้ยงชีพอยู่ริมคูน้ำใกล้เคียง สถานที่เดียวกับพวกเขาร่วมวงร่ำสุรากันก่อนหน้า แลแบ่งเรือนพักตัวเป็นห้องพักแรมแก่ผู้เดินทางสัญจรเป็นรายได้อีกชั้นหนึ่ง

ครั้นสำนึกได้ว่าก่อนตัวจะสิ้นสติได้ร่วมเป็นทิพยพยานในการใด หัวใจก็เต้นครึกโครมซ้ำ พาลให้หน้าแดงร้อน ทั้งเสียงและภาพร่วมรักของพระมหาอุปราชากับธวัชฉัตรนายกองแจ่มกระจ่างในห้วงคำนึง

“ท่านหมดสติแลฟุบไปเกือบครึ่งชั่วยามเห็นจะได้ ข้ายินพระราชดำรัสตรัสสั่งให้เข้าห้องบรรทมแลเร่งนำพาเจ้ามายังสถานที่มีลมพัดอากาศถ่ายเท คาดคะเนว่าน้องท่านคงเป็นลมเวียนชั่วขณะ” มาตะลำดับความ พจน์นึกตามก็ให้รู้สึกสมเพชในตัวเอง มิใช่ว่าไม่เคยกระทำการดั่งว่า แต่ครั้นเป็นฝ่ายบุคคลที่สามสังเกตกิริยาร่วมหอลงโรงของผู้อื่นเป็นหนแรกก็ให้รู้สึกขวยอายสั่นสะเทิ้นยิ่งกว่าตัวกระทำเสียซ้ำ สติอันกล้าแข็งมีหรือจะทานทนได้ก็วูบไหวในทันที

“กรุณาเอ่ยสักคำหนึ่งเถิดเจ้า ว่าหะนี้อารมณ์แลกายเป็นปรกติดีแล้ว ฤๅ”

พจน์ไม่อยากหลงกลแววเว้าวอนก็หันเบือนจดจ้องแสงเดือนแสงดาว มาตะเห็นกิริยาคนคู่พิศวาสขึงขังเมินเฉยเกิดวนเป็นหลายหนก็ตันอก แต่ความพยายามมีมากล้นจึงไขว่คว้ากุมมือไว้แน่น

“มาตะชั่วช้าเกินกว่าน้องท่านจะสนทนา ฤๅ เอื้อนเอ่ยให้เป็นคุณสาสมความผิดตัวแล้ว มิขอเซ้าซี้แลวอนให้ท่านกระทำการฉีกใจตน แต่จักขอพร่ำรำพันความในใจฝากสายลมทับถมไปถึงห้วงจิตน้องท่านสักความหนึ่ง” ว่าพลางก้มหน้าพลาง

“โทษในครานี้มาตะปฏิบัติต่อท่านเป็นข้ออุกอาจฉกรรจ์นัก จักมิให้ท่านอภัยแต่โดยง่าย ความตั้งมั่นเคืองกริ้วโกรธพิโรธมาตะ จงครองไว้แลอย่าใจอ่อนเป็นเด็ดขาด เพราะคราวใดมาตะพินิจนัยน์ตาช้ำของภัทรพจน์ท่านคราใด ก็ประดุจใจถูกคมดาบเฉียดตัดนับเป็นหนหนึ่ง จักทรมานยิ่งกว่าถูกอริราชศัตรูตวัดเอาผิวกายตัวก็มิอาจเปรียบได้ ด้วยเจ็บยิ่งกว่าการนั้นหลายเท่าพันทวี สติปัญญาอันมีประดับตัวทั้งมากด้วยความรู้สรรพวิชาซึ่งคนกล่าวยกย่องว่าหากบรรลุพระเวท [2] ครบทั้งสิ้นจากสำนักพราหมณ์โกสินธพพฤฒาจารย์แล้วนับยิ่งว่าเลิศปัญญาหาผู้ใดเปรียบในพิภพ แต่คำคนทั้งนั้นกล่าวด้วยความชื่นชมแลมองเห็นแต่ในทางราชการดอก หากพิจารณาแล้วภูมิวิชาศิลปะอาวุธนอกจากนำไปใช้ป้องกันบ้านเมือง ก็มิอาจนำมาสู้ศึกปราบทุกข์เข็ญในห้วงใจที่มีแต่รักแลภักดีได้”

เมื่อได้ฟังเหมือนตนเป็นตัวการสร้างทุกข์แก่มาตะกระนั้น ก็ขืนดึงมือจากการกอบกุม ไม่อาจฝืนทนฟังความรันทดใจกลัดกลุ้มก็ผุดลุกหนี แต่ถูกมาตะคว้าข้อเท้าดึงรั้งไว้

“น้องท่านจงประทับนั่งเป็นเช่นมหาเทวรูปอันผู้คนเซ่นกราบไหว้ด้วยเถิด คราวผู้ใดทุกข์ถึงขนาดมิอาจหาหนทางดับลง ก็อาศัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวให้คลายทุกข์ฉันใด น้องท่านจงครองตัวเป็นหลักชัยให้มาตะได้ปลดภาระสักกึ่งหนึ่งเป็นคุณเช่นว่าฉันนั้น”

กระทำยื้อยุดพัลวัน ปรารมภ์แน่วแน่ไม่หลงคารมแววอ้อนอีกเป็นหลักประจำใจ จึงงัดแงะมือคว้าไขว่ออกจากตัว

“อันน้ำใจมหาเทวรูปนั้นจักเคยปฏิเสธผู้มาฝากทุกข์ก็หาไม่ มีแต่จะนั่งนิ่งฟังความระบายไปไม่ผลักไส หากท่านมิเมตตาสัตว์โลกผู้นี้ มาตะเห็นควรตรอมใจตายต่อหน้าต่อตาเป็นแน่” เมื่อเห็นพจน์นั่งคืนดังเดิมก็ได้กำลังใจขึ้น แล้วเสริมว่า

“ครั้งหนึ่งมาตะบังเอิญตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องเก็บพระตำราหลวง

ร่วมบวงสรวงอัปสรเทพ ประสงค์เสพหาความรู้แลข้อกังขาให้พ้นหนทางออก แต่มิเคยคาดคิดว่าวันนั้นจักเป็นวันที่มาตะจะจดจำไปชั่วชีวิตตัว ด้วยเงาสลัวบางเบาอันตนพบในห้องพระตำรา ปรากฏเป็นกายาของบุคคลหนึ่ง ซึ่งเพียงพินิจมองหนแรก หัวใจพลันเต้นแปลกผิดวิถี แล้วก็มีอันหยุดระงับราวกับจะวางวายแต่เพียงเท่านั้น ครั้นพิจารณาโฉมเหมาะงามพร้อมตาวามสีสมันซ้ำ ใจก็เต้นกระหน่ำจนกลบเสียงเบื้องพิภพเงียบสงัด ความทรงจำผุดชัดย้อนกลับเรียง ดั่งภาพจิตรกรรมริมระเบียงมหาวิหารเทวาลัยเป็นฉากฉายชัดต่อเนื่องมิรู้จบ จวบกระทั่งเผลอตัวตบตวาดคำหนึ่งจึ่งได้สติ ถ้อยศัพท์สำเนียงตอบสนองคืนมิเพียงกระทำให้ใจมาตะเต้นระทึกหวั่นไหวใกล้แตกดับ วาจาไพเราะหวานสดับหาใดเปรียบ ประดุจมีสายน้ำเย็นเฉียบหลั่งลงรดตัว เช่นคำขรัวพระอาจารย์เคยกล่าว มิเคยประจักษ์รู้ก็ได้สัมผัสคราวห้วงเพลานั้นทันท่วงที จักว่ามีภาพเหตุการณ์นี้ซ้อนทับ อุปมาเคยเกิดขึ้นเวียนกลับอยู่หลายหน นั่นคือความรู้สึกตนเมื่อแรกพบ”

พจน์สั่นหน้าปิดกั้นความคิด ไม่อยากได้ยินถ้อยวาจาแก้ต่างของมาตะอีก แต่พอประสบเล่าความย้อนหลังคราวคนทั้งสองเจอกันก็เผลอตัวหวนคิดตาม แล้วให้รู้สึกปวดใจซ้ำกว่าเดิม

“ต่อมาจึ่งสำนึกได้ว่าบุคคลที่ตัวเจอนั้นมีลักษณะบางอย่างผิดต่างจากชนบนพิภพ ทั้งกิริยาวาจาท่าทาง แลการหายไป ฤๅ มาถึง เป็นข้อสงสัย คราวปรากฏตัวครั้งใด ใจมาตะก็พลันเต้นระทึกยิ่งกว่าหนแรก แต่คราใดลาจากก็ให้รู้สึกปริ่มจะขาดใจเช่นนั้นมิเคยเกิดกับอกตัว กลายเป็นความทรมานใคร่คะนึงหา อยากพบปะหน้าจนมิอาจครองสติให้อยู่นิ่งเฉยเป็นปรกติ ต่อเมื่อครั้งหนึ่งน้องท่านเจ็บปวดทรมานด้วยอิทธิฤทธิ์เวทวิทยาจึ่งพบว่า ใจตัวมิได้อยู่กับตัวแล้ว บัดนั้นถูกท่านครอบครองเสียสิ้นก็เจ็บประหนึ่งท่านดุจเดียวกัน โชคช่วยพระอาจารย์พราหมณ์ใช้เวทย์แลสมุนไพรเยียวยากลับคืนได้ จนผุดคำถามขึ้นในใจเป็นข้อทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส หากวันหนึ่งท่านจากไปมิหวนคืนกลับ มาตะจักเป็นเช่นไร เพียงนึกถึงก็ครุ่นคลั่งมิอาจคิดให้จบได้แล้วคือคำตอบของคำถาม จึ่งส่งให้มาตะผลีผลามตัดสินใจกระทำการยั้งคิด ด้วยพะวงห่วงจะผูกพันท่านไว้ชิดตัวให้จงได้ คือ ทั้งฝากใจฝากตัวไว้แก่กันแลกัน จากนั้นจะหามีอำนาจใดพรากเราไกลห่าง ตริเช่นนั้นจึ่งข่มเหงท่านมาเป็นของตัว

ครั้นน้องท่านยินยอมร่วมผัวเมียผูกสมัครสมานเป็นหนึ่งเดียว มาตะเคี่ยวเข็ญคำหนึ่งว่า กายท่านเป็นของมาตะ แต่หทัยท่านยังจักยินยอม ฤๅ หาไม่ เพลานั้นมาตะกลัวเหลือล้ำเกรงตนคงข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า [3] ได้ครอบครองเพียงนอกแต่หาได้ในไม่ ก็เพราะท่านปฏิเสธการไปสู่ขอมาร่วมเรียงเคียงหมอน

“แต่หักใจว่าการทั้งนี้มาตะบ้าบิ่นกระทำผิดขนบประเพณีหนึ่ง แลรวบรัดตัดตอนหมายจักได้ยินคำมั่นให้แน่แก่ใจอีกหนึ่ง จึ่งปฏิบัติข้ามขั้นกฎมนเทียรบาลบัญญัติตามฐานะพระราชบุตรบุญธรรม ความด่วนได้เผลอเอาแต่ใจตัวเป็นที่ตั้ง คิดอ่านฝืนขนบมิสนว่าจะล่วงละเมิดธรรมเนียม ส่งให้ผลกรรมทั้งนั้นผิดพลาดไม่ราบรื่นนับแต่ต้นจวบ ณ บัดนี้ เพราะมิอาจกล่าวได้เต็มปากว่า น้องท่านเป็นของมาตะโดยชอบด้วยจารีต ยามใดใครถามว่าน้องท่านมีความเกี่ยวข้องกับมาตะเช่นไร อาการอ้ำอึ้งก่อเกิดท่วมท้นมิอาจกล่าวได้เต็มปาก ด้วยเกรงจักเป็นข้อครหาตกฝากแก่ตัวน้องท่านเป็นคำนินทา หากย้อนเวลาได้แล้วไซร้ มาตะคงประพฤติตามข้อบาทบริจาริกาให้ทวยเทพได้ร่วมสำราญยินดีเช่นพระมหาอุปราชาทรงประพฤติเป็นแบบอย่าง แต่เหตุการณ์นั้นล่วงผ่านพ้นแล้ว คำว่าน้องท่านเป็นของมาตะ จักประกาศทั่วหน้าสาธารณชนก็มิอาจทำได้ด้วยตัวประพฤติผิดอารยะ ประหนึ่งมิให้เกียรติหยามหมิ่นท่านไม่สมฐานะ

ครั้นมาประสบเห็นข้อปฏิบัติของพระมหาอุปราชาผู้เชษฐา จักทำสิ่งใดก็ยึดหลักถูกต้อง คือจักรับคนรักเข้ามาสู่ตัวได้ก็ให้เกียรติคนผู้นั้น แลสืบพิธีเข้าหอสมยศถา ต่อไปภายหน้าผู้คนจึงกล่าวได้ว่า นายกองธวัชฉัตรเป็นคนรักแลบาทบริจาริกาใต้เบื้องพระบรมโพธิสมภารองค์สุริยะอุปราช โดยมิมีใครคัดค้านหรือแย้งได้ แต่มาตะปฏิบัติต่อท่านประดุจคนไม่มีหัวนอนปลายเท้า ไม่เพียงย่ำยีท่าน ยังฉุดท่านลงให้ด้อยค่า แม้นจะนำเชิดหน้าชูตา ว่าตัวท่านเป็นของมาตะก็มิอาจทำได้ ด้วยละแบบแผนแต่ดั้งเดิมเป็นที่น่าละอาย จึ่งขอมอบธำมรงค์วงนี้ เป็นประเพณีสืบต่อหมั้นหมาย แสดงสมฐานะผูกพันกาย จวบเราสองล้มตายพรากจากกัน วานน้องท่านโปรดยื่นยกมือซ้าย ให้มาตะสวมถวายเจ้าเฉิดฉัน เป็นสัญญาผูกเสกเมฆคู่จันทร์ มาตะวันใต้ภัทระทุกชาติไป

วาจาผสมบทกลอนนับแต่ตอนร่วมพิศวาสกระทั่งเป็นเหตุให้มาตะเก็บมาคิดเป็นข้ออัดอั้นกลั่นพรั่งพรู จนพจน์คลายกิริยาเบือนหน้าหนี เพ่งเล็งเรือนแหวนทองคำสลักลายเป็นพญานาคหางยาว ปากนาคอันควรมีบางอย่างประดับยอดแหวนวางเปล่า แต่มิได้ลดความสวยสง่าให้ทอนลง พจน์ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะรับดีหรือไม่ จนมาตะจำต้องประคองมือซ้ายของพจน์ แล้วสวมสุวรรณธำมรงค์เข้าสู่นิ้วนางพอเหมาะพอเจาะ เวียนจูบซับหลังมือเนิ่นนานจนข่มใจถอน แลว่า

“นอกจากแหวนประจำตัวมาตะ ไม่เห็นมีสิ่งใดมีค่าพอจักแทนใจได้ โปรดรักษาประหนึ่งมาตะติดตามท่านไม่ห่างกาย แม้นเราสองมิได้ผูกพิธีสมฐานะ ก็แหละมาตะแก้ชดเชยความไม่ควรนั้นเพียงเศษเสี้ยวแล้ว หวังน้องท่านจะเอ็นดูถนอมไว้ต่างหน้าเถิดหนา”

พจน์พยักหน้ารับคำ หากจะว่ามาตะผิดเพราะไม่ได้ปฏิบัติตามวิถีขนบแต่ดั้งเดิม จนพาลให้ไม่อาจบอกใครต่อใครได้ว่า พจน์เป็นอะไรกับมาตะ ตนก็เป็นฝ่ายผิดเช่นกัน หากมีสักเสี้ยวเวลาหนึ่งห้ามปราม มีหรือเรื่องราวจะกลายเป็นแบบนี้ ทั้งตัวพจน์เองเป็นคนสั่งห้ามไม่ให้มาตะแพร่งพรายความสัมพันธ์ซ้ำอีก พิธีถวายตัวเป็นบาทบริจาริกาของนายกองธวัชฉัตรคงเหมือนหนามแหลมทิ่มแทงความรู้สึกกลัดหนองในใจมาตะให้แตกออก ด้วยลึก ๆ แล้วมาตะคงประสงค์ให้ทุกอย่างดำเนินตามขนบประเพณีเช่นกัน

“มิหนำแม้อกตัวมีท่านครองอยู่เต็มทรวง แต่จักประกาศตัวเป็นคู่ควงก็หละหลวมไร้ความเฉียบขาด ก่อเป็นเหตุให้บุหลันคิดข้างว่า ไร้พันธะตัวผู้เดียวจึ่งจู่มาฝากตัวฝากใจเป็นข้อบาดตาน้องท่าน ก่อให้ทุกขเวทนาจนเกิดเป็นน้ำตาสายโลหิต ควรอยู่หรือที่มาตะจักครองชีวิตเป็นคนอยู่ได้ เพียงแค่เห็นน้ำตาท่านเป็นแดงฉาน ก็ทรมานราวตกขุมนรกหมกไหม้ มาตะมิปรารถนาให้น้องท่านอภัยแต่โดยง่าย แต่ประสงค์ให้ล่วงรู้ความนัยทั้งนี้ไว้เป็นข้อหลักชัยอย่างหนึ่ง มาตรว่าเกิดเหตุเภทภัยไม่คาดคิดแล้วไซร้ โปรดจงจำคำไว้ให้แน่นเถิดหนาเจ้า ว่ามาตะนี้มิได้ประสงค์ให้ภัทรพจน์ต้องเจ็บเศร้าด้วยความรักแม้แต่เพียงนิด”

สิ้นกระแสความแล้วพจน์ก็นิ่งอึ้งไม่อาจเจรจาโต้กลับด้วยตื้นตันในอก ทุกถ้อยคำสำแดงความบริสุทธิ์ของมาตะโดยไม่จำเป็นต้องให้ตนซักไซ้สิ่งใดอื่น พยักหน้ารับแต่เพียงเล็กน้อย อยากจะพูดคุยกลับแต่ทิฐิในใจมีสูงกว่าก็ได้แต่ทอดสายตามองต่ำ

“ชาตินี้มาตะทำท่านชอกช้ำน้ำใจล้ำประมาณยากจะรักษาเยียวยาได้แล้ว ไม่ขอคำอภัยอีก แต่จักขอทนสู้ชูหน้าระคายตาสืบไปตราบชีวิตจะหาไม่ ด้วยไม่อาจละทิ้ง ฤๅ จากไปให้ไกลห่าง คือพะวงห่วงหาเจ้าสุดดวงใจ ครั้นหรือหลบหลีกก็ขัดกับหัวอกตัวกล้ำกลืน เชิญน้องท่านจงทำดั่งมาตะคนซื่อสุจริตเป็นธาตุลมอากาศ อย่ากล่าวคำผลักไสให้ซูบหมองเลยเจ้า นับแต่นี้จงยิ้มหน้าชื่นตาบานตามวิสัยปรกติเถิด ความใดอยู่ในใจมาตะถูกถ่ายทอดเป็นเครื่องรบกวนหูท่านผ่านพ้นสิ้นแล้ว”

มาตะเงยหน้าพยายามสะกดพจน์ แต่เจ้าหนุ่มนัยน์ตาสวยกลับก้มมองมือของตัวแล้วทอดถอนใจ มาตะเห็นกิริยาพจน์เช่นนั้น น้ำใจกล้าเมื่อครู่ก็มีอันท้อถอยลง แล้วว่า

“บัดนี้ลองหวนนึกตรึกตรองหากจะดำรงตัวให้ยืนนาน กริ่งเกรงจะยิ่งสร้างรอยชังน้ำหน้า แม้นความเจ็บในใจตัวมีมากเท่าไรย่อมฝืนทนได้ ทว่าก่อให้น้องท่านเจ็บช้ำซ้ำอีกมีหรือมาตะจะทนฝืนนั่งอยู่ จักขอลาไปแต่บัดเดี๋ยวนี้”

ว่ากล่าวเออเองสรุปตามความคิดตัวเสร็จก็ละมือจากข้อเท้า ก้มหน้าชันเข่าถอยห่างจากพาไลนั้น ส่วนปากพจน์ก็หนักดั่งมีหินถ่วง ไม่สามารถกล่าวคำรั้งหน่วงไว้ได้ ทำเพียงแต่จ้องมองร่างกายล่ำสันขยับถอยผละหนีด้วยสีหน้าเจ็บช้ำเสมอใจตน

“เจ้ารู้ ฤๅ ไม่ ยาสมุนไพรหม้อนี้” โกสินทร์เดินออกมาจากเงาหลังเสาเรือนสู่แสงไฟ ทรุดตัวลงตักน้ำยาสีเข้มใส่ถ้วยกระเบื้องแล้วยกมาให้พจน์ “มาตะตระเวนหาส่วนประกอบด้วยตัวคนเดียว ทั้งเพลานี้จักมีผู้ใดค้าขายอยู่ก็หาไม่ จำต้องเที่ยวท่องตามบ้านเรือนชาวเมือง ใช้วาจานอบน้อมขอพืชสมุนไพรมาต้มเป็นยาให้เจ้า ครั้นจะจ่ายเป็นเงินทองราษฎรครัวเรือนนั้นก็ยิ้มแย้มยินดีด้วยอัธยาศัยไมตรีของผู้มาขอสำแดงแจ้ง ทั้งท่าทีวาจาเคารพไปมาลาไหว้น่าเอ็นดู คนคนนี้ประกอบขึ้นด้วยลักษณะที่แม้แต่เด็กเล็ก ๆ จวบวัยเฒ่าชราภาพต่างพากันเอ็นดูนิยมชมชอบ เพลาเสาะหาสมุนไพรตำรับยาอันควรนานจึ่งร่นระยะได้เร็วปานชั่วเคี้ยวหมากแหลก เจ้าจงตรองเถิดว่า มาตะสหายเราแท้จริงแล้วมีความผิดติดตัว จนแม้แต่ท่านจักมิยินยอมให้อภัยสักคราหนึ่งเลยกระนั้นหรือ”

พจน์รับถ้วยยามาถือ ไอร้อนลอยจากผิวน้ำดำเข้มเป็นละอองไอ ทั้งที่ตั้งมั่นในใจจะทำโทษมาตะให้ยาวนานกว่านี้ พอสบยินคำพูดของโกสินทร์แต่เพียงเท่านั้น หัวใจที่ตนบังคับให้เข้มแข็งมาได้นับตั้งแต่มาตะเจรจาความก็ประหนึ่งร่ำไห้เต้นกระพือรุนแรง พจน์ยกถ้วยยาแก้ลมเวียนขึ้นจิบด้วยหน้าเฉย แต่ภายในไหนเลยจักสงบ

“ขอบใจนะ โกสินทร์” ส่งคืนถ้วยกลับ เจ้าโกสินทร์ขยับกายสีเข้มขึ้นนั่งเคียง

“แลข้ามีความอย่างหนึ่งมาเตือนท่าน” โกสินทร์ยกยิ้มไม่อยากเห็นภัทรพจน์มีทุกข์โศกก็ยกความอื่นมากล่าว “พระราชพิธีถวายตัวบาทบริจาริกา จักหาสิ้นสุดโดยครบถ้วนไม่ จวบกระทั่งพนักงานผู้ได้รับมอบหมายต้องเข้าสำรวจตรวจดูพระยี่ภู่ลาดพระแท่นบรรทม”

“ทะ ทำไมล่ะ” พจน์รีบตวัดหน้าถามกลับรู้สึกไม่สู้ดี

โกสินทร์หัวเราะเสียงห้าว พลางว่า

“เจ้าต้องหาร่องรอยว่า พิธีถวายตัวมีหลักฐานยืนยัน”

“ร่องรอยอะไรเหรอ”

“เลือด...อย่างไรเล่าเจ้า” โกสินทร์ยังคงวาดรอยยิ้มกลั้วหัวเราะ

ฉับพลันพจน์ก็ก้มหน้างุด นึกออกแล้วว่าโกสินทร์กำลังบอกใบ้ถึงเรื่องอะไร เมื่อใคร่ครวญลำดับขั้นตอนก็ล่วงรู้เจตนาของอีกฝ่ายชัดเจน

“ไม่ ไม่เข้าไปไม่ได้เหรอ”

พจน์อยากจะชกแขนล่ำเจ้าโกสินทร์ให้ระงับเสียงหัวเราะ เพราะกิริยาขบขันยิ่งทำให้ความกล้าในการกลับไปเก็บ หลักฐาน ต้องมีอันย่ำแย่ลง ไอ้เจ้าบ้าเอ๊ย

 

 

[1] พระโสณี : สะโพก

[2] พระเวท : คัมภีร์หลัก แบ่งออกเป็น ๔ คัมภีร์ ได้แก่ ฤคเวท ยชุรเวท สามเวท และ อถรรพเวท

[3] ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า : ขืนใจให้ทำตามที่ตนต้องการ

ความคิดเห็น