email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ปัจฉิมบทแห่งการไม่หวนคืน

ชื่อตอน : ปัจฉิมบทแห่งการไม่หวนคืน

คำค้น : #แอฟริกา #ย้อนยุค #ดราม่า #ซึ้งกินใจ

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 89

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 เม.ย. 2564 21:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ปัจฉิมบทแห่งการไม่หวนคืน
แบบอักษร

หญิงสาวจ้องมองขวดแก้วใบเล็กในมือสลับกับดวงอาทิตย์ที่เปลี่ยนเป็นสีเลือด แสงสุดท้ายของวันกำลังจะหมดลง ทว่านางยังคงอยู่ที่เดิม นั่งพิงกรอบประตูบานน้อย ครุ่นคิดถึงบทสนทนากับบุตรชายคนโตที่เพิ่งจากไป 

อิซซากาต้องการให้นางสังหารเลส์ปินาสส์ เขาให้เหตุผลว่าเป็นเพราะนางคือผู้ใกล้ชิดชายผู้นั้นที่สุด บุตรชายคิดไม่ผิดในเรื่องนั้น เลส์ปินาสส์ดำรงยศพลเอกในกองทัพราชอาณาจักร เขามีทหารผู้น้อยติดตามอารักขาเสมอ เวลาเดียวที่เขาคลายความระวังคือยามที่ใช้เวลาร่วมกับนาง หลังผ่านไปสิบปี ชายวัยกลางคนไม่ได้ใช้กำลังขืนใจนางอีกต่อไป สิ่งที่เขาต้องการมีเพียงการปรนนิบัติจากจากสตรีเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการนวดเฟ้น อาหารเลิศรส หรือแม้แต่การเป็นที่ปรึกษา ดิอานน์รู้ว่าเลส์ปินาสส์ไว้ใจตนยิ่งกว่าผู้ใดบนเกาะ ด้วยเหตุผลที่ว่า นางจึงเป็นผู้เดียวที่สามารถวางยาพิษเขาจนถึงแก่ความตายในคืนนี้ 

อิซซากาสัญญาว่าหากนางทำสำเร็จ เขาจะพาโดมินิกกลับมาอย่างปลอดภัย ทว่าดิอานน์ยังคงลังเลในเรื่องนั้น นางให้เหตุผลกับบุตรชายว่าหากเลส์ปินาสส์ที่ดำรงยศสูงในกองทัพเสียชีวิต พวกเขาจะแต่งตั้งนายพลคนใหม่เพื่อดูแลโกเรพร้อมกองกำลังติดอาวุธ คนขาวจะสังหารคนพื้นเมืองและทาสทุกคนบนเกาะเพื่อเป็นบทเรียนของการก่อกบฏ รวมถึงเขาและนางเช่นกัน เลส์ปินาสส์อาจไม่ใช่พ่อพระในหมู่ทาส แต่เขาก็ไม่โหดร้ายนักหากเทียบกับนายทาสคนอื่น ดิอานน์จึงวอนขอให้บุตรชายพินิจดูใหม่ เพราะการสังหารนายพลจะไม่ทำให้เขาได้อะไรนอกจากภัยมาถึงตัว 

ทว่าอิซซากาบอกปัดคำเตือนของนางอย่างไม่ไยดี เขาเชื่อว่าดิอานน์พูดเช่นนั้นเพราะเสพติดชีวิตหรูหราของซินญาร์ที่เลส์ปินาสส์มอบให้ เขาต้องการชีวิตคนขาวไม่ว่าต้องแลกมาด้วยสิ่งใด และเขาไม่ลังเลที่จะจับโดมินิกลงเรือไปเป็นทาสเหมือนที่ตนเคยประสบ 

หญิงสาวพยายามชี้แจงกับเขาเป็นครั้งสุดท้าย นางบอกว่านางเสียใจเพียงใดยามเห็นเขาผ่านประตูไปในวันนั้น ชีวิตนางไม่มีค่าอีกต่อไปในวันที่ไม่มีเขาและสามี ทว่าโดมินิกมอบความหวังในการมีชีวิตให้นางอีกครั้ง ดิอานน์เล่าให้บุตรชายฟังว่านางได้สอนทุกอย่างเกี่ยวกับคนของตนให้เด็กน้อยเลือดผสม นางเล่าถึงพี่ชายที่จากไปก่อนเขาจะลืมตาดูโลก ทั้งหมดนี้เป็นเพราะนางเชื่อว่าโดมินิกจะเติบโตเป็นคนมีเมตตา เพื่อที่สักวันเมื่อเขาได้รับมรดกบ้านทาส เขาจะทำลายธุรกิจบาปและปลดปล่อยทาสทุกคนในโกเร นางขอให้อิซซากาไว้ใจในเรื่องนั้น ขอให้เขาพาโดมินิกกลับมา ดิอานน์สัญญาว่าจะไม่บอกใครเรื่องที่เขาลักพาตัวน้องชาย และสักวันเมื่อทุกอย่างจบลง พวกตนสามแม่ลูกจะกลับไปยังแผ่นดินเกิดอีกครั้งหนึ่ง 

ทว่าชายหนุ่มไม่เชื่อใจมารดาอีกต่อไป เขามองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความแค้นที่มีต่อคนขาวที่พรากชีวิตตน เขายัดขวดยาพิษลงในมือของดิอานน์แล้วกำชับว่า หากเช้าวันรุ่งขึ้นเขาไม่เห็นศพถูกซัดเกยบนชายหาด เด็กชายลูกผสมจะถูกฆ่าทันที และนางควรดีใจที่เขาเลือกวิธีนี้ เพราะความตายเป็นการปราณีกว่าการถูกจับเป็นทาสหลายเท่านัก 

อิซซากาจากไปในตอนนั้น ทิ้งให้ดิอานน์ร่ำไห้จนน้ำตาแห้งเหือด นางไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป ทุกสิ่งที่นางบอกเขาเป็นความจริง นางไม่คิดว่าการฆ่าเลส์ปินาสส์จะหยุดยั้งวัฏจักรค้าทาสที่ทำลายชีวิตพวกตนจนป่นปี้ แน่นอนว่านางดีใจที่ได้พบบุตรชายอีกครั้งหลังก้าวผ่านประตูแห่งการไม่หวนคืน ทว่าหากการพบพานต้องแลกมาซึ่งชีวิตลูกชายอีกคนที่เป็นดั่งดวงใจ หญิงสาวก็ไม่อาจเลือกสละใครสักคนได้ นางต้องการช่วยชีวิตโดมินิก แต่หากนางนำความไปบอกเลส์ปินาสส์หรือผู้ใด อิซซากาจะถูกแขวนคอเมื่อถูกพบทันที ดิอานน์กำขวดแก้วอย่างแรงจนข้อนิ้วซีดขาว เหลี่ยมมุมของมันต้องประกายแสงระยับตา นางยังคงครุ่นคิดหาทางออกที่ทำให้บุตรชายทั้งคู่ปลอดภัยจากชะตากรรมอันโหดร้าย นางคิดถึงอิซซา คิดถึงรอยยิ้มสดใสทุกครั้งที่เขาบอกว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี นางอยากให้เขาอยู่ที่นี่ เดินผ่านประตูกลับมาเพื่อสวมกอดตน ทว่าดิอานน์รู้ดีกว่าใคร อิซซาจากไปเมื่อสิบปีก่อน เช่นเดียวกับที่ทาสหญิงเคยกล่าวไว้ ไม่มีผู้ใดก้าวผ่านประตูแล้วได้กลับมา อิซซากาที่ไร้เดียงสาตายจากนางไปในวันนั้น บุรุษที่กลับมามีเพียงความเกลียดชังเปี่ยมล้นในจิตใจ เขาไม่ใช่ลูกชายตัวน้อยที่นางรู้จักอีกต่อไป 

แสงยวงจากดวงจันทร์อาบผิวกายไร้ราคี ค่ำคืนมาถึงในที่สุด คืนนี้เป็นคืนเดือนเพ็ญ ดิอานน์มองดูดวงไฟสีเงินลอยอยู่บนฟากฟ้า มันช่างโดดเดี่ยวเหลือเกินในความคิดของนาง จันทร์เพ็ญที่งดงามไม่มีโอกาสพบพานกับหมู่ดาว วงกลมนั้นสวยสมบูรณ์เมื่ออยู่ลำพัง แต่ใครเลยจะได้รู้หากพระจันทร์ต้องการดาวสักดวง... ต้องการประกายแสงระยับจากหมู่ดาวเพื่อเติมเต็มความเหน็บหนาวในหัวใจ 

หญิงสาวลุกขึ้นในตอนนั้น นางได้ยินเสียงฝีเท้าม้าอยู่ไกลๆ เลส์ปินาสส์กำลังจะมาถึง ทว่านางไม่สนใจอีกต่อไป ดิอานน์มองดูเกลียวคลื่นกระทบฝั่งผ่านช่องประตู นางหลับตาลง ปล่อยให้สายลมเจือกลิ่นเกลือลูบไล้เรือนกายเหมือนสัมผัสจากคนรัก ตอนนั้นเองที่นางรู้สึกถึงแสงอาทิตย์ที่แผดเผา ทุกสรรพางค์คืนชีวาอีกครั้งเมื่อลมอุ่นจากบ้านเกิดในความทรงจำพัดผ่านผิวกาย 

หญิงสาวก้าวเท้าออกไปข้างหน้าเช่นเดียวกับเมื่อสิบปีก่อนที่เคยถูกต้อนออกจากประตู ทว่านางไม่จำเป็นต้องปลุกใจเรียกความเข้มแข็งอีกต่อไปในวันนี้ สิ่งเดียวที่นางต้องการคือการเปลี่ยนแปลง อนาคตที่จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อนางไม่นึกหวนกลับ 

ดิอานน์กระโจนออกไป ท่ามกลางสายลมและแสงจันทร์ สู่จุดจบของชีวิตที่ไม่อาจหวนคืน... 

........................................................... 

อิซซาการีบรุดไปยังหาดทรายเมื่อคนของเขาแจ้งว่าพบศพถูกคลื่นซัดมาในยามเช้า ชายหนุ่มพาน้องชายต่างบิดามากับตน เขาใช้เศษผ้ายัดปากและผูกเชือกที่ข้อมือเด็กชายเพื่อให้ง่ายต่อการลากจูง เขามองดูเด็กน้อยน้ำตาคลอเบ้าอย่างสมเพช เขาอายุเท่าเด็กนี่ตอนสังหารคนขาวคนแรก เห็นได้ชัดว่ามารดาผู้ทรยศประคบประหงมน้องชายเป็นอย่างดี ผิวกายสีอ่อนดูราวกับไม่เคยต้องแสงอาทิตย์ ชายหนุ่มยิ้มหยันเมื่อคิดถึงสิ่งนั้น เขาลากโดมินิกมากับตนเพราะต้องการให้เด็กชายเห็นศพพ่อตัวเอง เขาไม่คิดจะฆ่าเด็กนี่ตั้งแต่ต้น แต่หากเป็นไปได้เขาก็อยากให้น้องชายที่เกิดมาบนกองเงินได้รับความเจ็บปวดแบบเดียวกับตน ตลอดเวลาหลายปี เขาสังหารพ่อค้าทาสนับครั้งไม่ถ้วน เขาเชื่อว่าหากคนบาปหายไปทั้งหมด จะไม่มีเด็กคนใดต้องมีชะตากรรมแบบเดียวกับตนอีก แม่ผู้มองโลกในแง่ดีของเขากำลังหวังลมๆ แล้งๆ นางเชื่อได้อย่างไรว่าเด็กขี้แยจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดบนเกาะนรก เลือดคนขาวในตัวจะแสดงธาตุแท้ออกมาให้นางประจักษ์ในวันหนึ่ง ทว่านางอาจไม่รังเกียจสิ่งนั้นก็เป็นได้ เมื่อคิดถึงความจริงที่ว่า นางคือซินญาร์แห่งโกเร ชู้รักที่ถูกคนขาวยืมมือมาทำธุรกิจบาปเสียเอง 

เด็กชายล้มลุกคลุกคลานบนพื้นทรายเมื่อชายหนุ่มกระชากเชือก เขากระเดาะลิ้นไม่พอใจเมื่อเห็นท่าทีงุ่มง่ามเช่นนั้น เขาต้องการเห็นศพเลส์ปินาสส์โดยไว ต้องการเห็นเบ้าตาของมันกลวงโบ๋จากปลาที่ตอดกิน ต้องการได้ยินเสียงกรีดร้องของน้องชายที่ถูกเลี้ยงดูเหมือนไข่ในหิน ผิวกายของเขาเต้นยิบด้วยความตื่นเต้น หัวใจกระหน่ำแรงอยู่ในอก อีกไม่นาน... อีกไม่นานเขาจะได้เห็นร่างไร้ชีวิตของคนที่ฆ่าพ่อ ได้เห็นสีหน้าตระหนกของมันยามรู้ว่าถูกชู้รักทรยศ เท้าทั้งสองวิ่งบนผืนทรายอย่างรวดเร็ว และนั่น... เขาเห็นร่างที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาวอยู่ตรงนั้น ชายหนุ่มแปลกใจที่ร่างของเลส์ปินาสส์เล็กกว่าที่เขาจำได้ แต่เขาไม่มีเวลามาใส่ใจ อิซซากาไม่ฟังเสียงทัดทานของลูกน้องที่ยืนล้อม ณ ที่นั้น เขากระชากผ้าออก เพ่งมองไปที่ศพอย่างเต็มตา... 

ทว่านั่นไม่ใช่ร่างของเลส์ปินาสส์... มันไม่ใช่ฆาตกรที่พรากชีวิตพ่อของเขา... 

มันเป็นร่างเล็กซีดเซียวของสตรี... ร่างของมารดาผู้ให้กำเนิดตัวเขาเอง... 

เข่าทั้งสองของชายหนุ่มทรุดลงบนทราย เขาปล่อยเชือกที่กำไว้ เอื้อมมือออกไปสัมผัสใบหน้าที่คุ้นเคย เมื่อเย็นวานเขาโกรธจนไม่ได้เพ่งพิจดวงหน้างาม บัดนี้เขามองเห็นอย่างชัดเจน มารดาของเขายังคงสะสวย เส้นสายบางๆ ปรากฏที่มุมปากและหางตา ร่องรอยแห่งกาลเวลายามที่พวกตนแยกจาก ดวงตาของนางปิดสนิท ขนตายาวไม่สั่นไหว ไม่มีลมหายใจอุ่นที่เคยสัมผัสใบหน้ายามถูกนางสวมกอด อิซซาการ้องเรียกมารดา เขย่าตัวซ้ำๆ หวังให้นางลุกขึ้นมาจุมพิตหน้าผากของตน เขาเอนกายหนีจากสัมผัสนางเมื่อวานด้วยความรังเกียจ ทว่าบัดนี้เขากลับต้องการสิ่งนั้นยิ่งกว่าอะไร เขาไม่ต้องการแก้แค้น ไม่ต้องการชีวิตคนขาวคนใดอีกต่อไป บัดนี้เขาต้องการแค่นางเท่านั้น ต้องการให้นางบอกเขาว่ารักเขา ครั้งหนึ่งเขาเคยสูญเสียบิดาให้กับท้องทะเล เขาไม่ต้องการสูญเสียมารดาไปอีก ไม่ต้องการให้นางจากไปโดยรู้ว่าทั้งหมดเป็นความผิดของเขาแต่เพียงผู้เดียว 

อิซซาการ้องโหนหวน เขาไม่เคยเสียน้ำตานับจากวันที่บิดาเสียชีวิต เขาเสียใจ... เสียใจกับทุกคำที่พูดกับแม่ก่อนหน้า เขาคือผู้ผลักนางไปสู่ความตาย เขาบีบให้นางเลือกระหว่างตนและน้องชาย ใช้นางแทนเครื่องมือชำระแค้น เขารู้ว่าแม่ฆ่าตัวตายเพราะอะไร นางไม่ต้องการให้เขาหรือใครถูกแขวนคอโดยกองทัพฝรั่งเศสหากเลส์ปินาสส์เสียชีวิต นางไม่ต้องการจับกุมเขาเพื่อช่วยลูกคนเล็กเช่นกัน แม่ยอมสละชีวิตเพื่อยุติเพลิงแค้นของเขา นางทำทุกอย่างเพื่อเตือนสติไม่ให้เขาพาตัวเองไปสู่จุดจบ ทว่าแทนที่จะรับฟัง เขากลับดูแคลนนาง เรียกนางว่าผู้หญิงหากิน เขาต้องการให้นางฟื้นกลับมา ต้องการชีวิตที่สูญเสียไปหลังก้าวผ่านประตูบานนั้นหวนกลับคืน... 

ระหว่างที่อิซซากาคร่ำครวญราวกับคนเสียสติ เด็กน้อยเลือดผสมมองดูร่างไร้วิญญาณของมารดาอย่างเงียบงัน เขาก้าวไปข้างหลัง ถอยห่างจากโศกนาฏกรรมไปสู่อนาคตที่รออยู่... 

........................................................... 

เกาะโกเร สิบห้าปีต่อมา 

โดมินิกยืนพิงกรอบประตูมองดูทาสคนสุดท้ายถูกลำเลียงขึ้นเรือใหญ่ เขาย่นจมูกเมื่อเห็นทาสชายผู้นั้นหวาดกลัวจนปัสสาวะราด เขาเรียกให้คนทำความสะอาดพื้นห้องจนหมดจด สุขอนามัยเป็นเรื่องที่ดี มันทำให้ทาสไม่ล้มตายก่อนเวลาอันควร หากพวกมันแข็งแรงพอ มันจะถูกขายราคาดีเพื่อให้เขามีเงินซื้อหาทาสมาส่งขายต่อไป 

ชายหนุ่มมองเรือบรรทุกทาสแล่นจากไปอย่างพอใจ วันนี้เขาขายทาสไปกว่าร้อยคน กิจการของเขารุ่งเรืองเทียบเท่ากับบ้านทาสของอานน์ เปแปง สตรีซินญาร์ที่มั่งคั่งที่สุดในโกเร บิดาของเขาต้องภูมิใจในเรื่องนั้น เลส์ปินาสส์ส่งมอบกิจการให้โดมินิกเมื่อห้าปีที่แล้ว นายพลชราเดินทางกลับฝรั่งเศสเพื่อใช้เวลาบั้นปลายกับครอบครัว โดมินิกไม่เคยถูกนับรวมในนั้น พี่น้องต่างมารดามองดูเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม ทว่าตราบใดที่ตนสร้างกำไรและส่งเงินที่ได้ให้คนเหล่านั้น พวกเขาก็ยินดีเพิกเฉยให้โดมินิกจัดการธุรกิจบนเกาะโดยไม่เข้ามายุ่ง ชายหนุ่มพอใจในเรื่องที่ว่า เขาใช้ชีวิตตามลำพังเป็นเวลานาน เขาไม่เคยขาดตกสิ่งใดในโกเร หากต้องการอาหาร เขาจะเรียกคนใช้ให้หุงหา หากต้องการไออุ่น เขาจะเรียกสตรีสักคนบนเกาะมากกกอด อย่างไรก็ตาม เขาไม่เหมือนกับพ่อของตนที่ชอบใช้กำลังข่มเหงทาสหญิงในปกครอง ไม่ใช่เพราะเขาสงสารหรือเห็นใจสตรีเหล่านั้น แต่เป็นเพราะเขารังเกียจพวกทาสเกินกว่าจะร่วมสมสู่ 

โดมินิกไม่เคยปล่อยทาสให้อดตายในห้องขัง แต่ก็ไม่เคยปราณีพวกมันเช่นกัน เขามองว่าทาสไม่ต่างกับสัตว์ พวกมันไม่ใช่มนุษย์ที่มีสำนึกชั่วดี เขายังจำทุกคำที่แม่สอนได้ขึ้นใจ นางพร่ำบอกให้เขามีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นทาสหรือคนขาวก็ตาม ทว่าเขาได้รู้ในที่สุดว่าแม่เข้าใจผิดไป นางได้รับบทเรียนแสนสาหัสจากความเมตตากลุ่มคนต่ำชั้น บทเรียนที่นางต้องแลกมาด้วยชีวิต หลายปีก่อนหน้านี้ หลังจากที่เขาถูกบุรุษที่อ้างว่าเป็นพี่ชายต่างบิดาจับตัวไป เขาคิดอะไรไม่ออกในตอนนั้น แม่บอกเสมอว่าหากเขาเป็นเด็กดี ทุกคนจะรักและเอ็นดูเขา แต่ชายผู้นั้นกลับสำรากแต่คำหยาบคาย สาปแช่งบิดาของโดมินิก ดูแคลนแม้กระทั่งมารดาของตัวเอง และเช้าวันต่อมาที่เขาลากตัวเด็กชายไปที่ชายหาด โดมินิกก็เห็นร่างไร้ชีวิตของแม่... สตรีผู้ไม่เคยคิดร้ายต่อผู้ใดตลอดชีวิตของตน 

เด็กชายจดจำบทเรียนในวันนั้น หากคนพื้นเมืองเหล่านี้ประหัตประหารแม้แต่มารดาผู้ให้กำเนิด เขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องปราณีพวกมันอีกต่อไป หลังพิธีศพแม่ เขาติดตามบิดาไปยังแผ่นดินใหญ่ ร่ำเรียนภาษาและกิริยาของคนขาว พ่อปลูกฝังว่าแม้จะเป็นลูกครึ่ง แต่เขาก็สูงส่งกว่าพวกมัน พระเจ้าสร้างพวกเขาให้มีอารยะไม่เหมือนกับสัตว์ผิวสีเหล่านั้น พวกมันขายคนของตัวเองให้คนขาว พวกเขาที่ซื้อขายทาสอย่างถูกต้องจึงมีสิทธิ์ทำทุกอย่างกับพวกมันตามต้องการ 

โดมินิกแตะมือที่ขอบประตู พวกทาสเรียกที่นี่ว่าประตูแห่งการไม่หวนคืน เขายิ้มเยาะกับชื่อนั้น คนรับใช้บอกว่ามารดาของเขาจบชีวิตที่นี่ นางแลกวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อให้คนบาปที่เรียกว่าลูกชายมีชีวิตต่อไป เขามองไม่เห็นความสมเหตุสมผลในการตัดสินใจของนาง โดมินิกไม่ทราบชะตากรรมพี่ชายต่างบิดาหลังจากนั้น ทั้งหมดที่เขาทำได้มีเพียงดำเนินกิจการต่อไป ทำให้แน่ใจว่าพวกป่าเถื่อนที่เดินผ่านประตูนี้ไปจะไม่มีวันพบชีวิตสงบสุขอีกเป็นครั้งที่สอง 

ชายหนุ่มมองทิวทัศน์ผ่านประตูเป็นครั้งสุดท้าย สีหน้าของเขาเรียบเฉย ไม่มีความรู้สึกปรากฏบนนั้น เมื่อรับลมทะเลจนพอใจ เขาก็หันหลังกลับไปยังคฤหาสถ์ มีงานมากมายที่ต้องสะสาง เขาจะส่งขายทาสกลุ่มใหม่ในวันรุ่งขึ้น โดมินิกคำนวณผลกำไรในใจ เขาลงกลอนประตู ก่อนเดินหน้าไปสู่ชีวิตที่เดียวดายของตนอีกครั้ง 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว