email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ปฐมบทแห่งการไม่หวนคืน

ชื่อตอน : ปฐมบทแห่งการไม่หวนคืน

คำค้น : #ย้อนยุค #แอฟริกา #อิงประวัติศาสตร์ #ดราม่า #ยุโรป

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 70

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 เม.ย. 2564 21:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ปฐมบทแห่งการไม่หวนคืน
แบบอักษร

ทิวทัศน์ยามบ่ายช่างงดงาม นภาไร้เมฆตัดกับผืนน้ำที่ขอบฟ้า เกลียวคลื่นสีครามสาดซัดโขดหินจนแตกฟอง ธรรมชาติรังสรรค์เกาะนี้เป็นดั่งสรวงสวรรค์ หากผู้คนมองไปยังมหาสมุทรที่ไกลออกไป พวกเขาจะรู้สึกราวกับเวลาหยุดนิ่ง ท้องฟ้า สารธาร และผืนทรายคือทั้งหมดของที่นี่ โลกภายนอกเป็นเพียงสถานที่วุ่นวาย หากแผ่นดินผืนน้อยมีลมหายใจเป็นของตัวเอง มันคงเลือกที่จะตัดขาดจากโลกทั้งใบ สถานที่ที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ ความเห็นแก่ตัว และความผิดบาปวนเวียนไม่จบสิ้น 

ทว่าแผ่นดินไม่มีชีวิต ไม่สามารถเลือกอนาคตของตัวเอง เช่นเดียวกับชาวเกาะบีร์ ดุน หรือที่คนขาวคนแรกที่ย่างเท้าบนแผ่นดินนี้ขนานนามว่า เกาะโกเร... 

แรกเริ่มเดิมที เกาะแห่งนี้ร้างผู้คน แม้ว่าเกาะสวรรค์จะงดงามเพียงใด แต่มันก็ไม่ต่างกับผืนดินไร้ค่าหากปราศจากแหล่งน้ำจืด ชาวประมงท้องที่แวะเวียนผ่านมา แต่ไม่มีผู้ใดลงหลักปักฐานอย่างจริงจัง จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อคนต่างถิ่นเดินทางสำรวจเส้นทางการค้าทางทะเล พวกเขาค้นพบที่นี่โดยบังเอิญ นักเดินเรือเรียกที่แห่งนี้ว่าโกเร เป็นคำในภาษาของพวกเขาที่ไม่มีใครเข้าใจ และก่อนที่ผู้คนจะรู้ตัว คนต่างถิ่นก็ใช้โกเรเป็นจุดขนถ่ายสินค้าจากแผ่นดินใหญ่เพื่อส่งต่อไปยังที่ที่จากมา พวกเขานำสินค้าทุกอย่างมาไว้บนแผ่นดินนี้ ไม่เว้นแม้แต่มนุษย์ที่เป็นเหมือนตน 

ภายในเวลาไม่กี่ปี โกเรกลายเป็นศูนย์กลางการค้าทาสแห่งกาฬทวีป ทุกๆ วันทาสผิวดำนับร้อยจากแผ่นดินใหญ่ถูกจับมาบนเกาะ พวกเขาถูกนำตัวไปยัง “บ้านทาส” คฤหาสน์บนเกาะที่สร้างขึ้นโดยคนขาว ทว่าเนื่องจากคนต่างถิ่นไม่คุ้นชินกับภูมิประเทศและอากาศ พวกเขาจึงใช้เวลาที่โกเรไม่กี่เดือนในแต่ละปี แต่ในเมื่อธุรกิจค้าทาสต้องดำเนินต่อไป พวกเขาจึงวานให้ “ซินญาร์” ดูแลกิจการแทนตน 

ซินญาร์คือกลุ่มสตรีทรงอิทธิพลบนเกาะ พวกนางมีสถานะเทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับคนขาว เดิมทีสตรีเหล่านี้คือทาสที่ถูกจับมา ทว่าด้วยรูปโฉมโนมพรรณต้องตา กลุ่มหญิงสาวจึงรอดพ้นจากการถูกส่งขาย พวกนางกลายเป็นชู้รักและหุ้นส่วนธุรกิจคนขาว เหล่าซินญาร์คบค้าแต่กับพวกเดียวกัน ทุกคนแต่งตัวกรุยกรายตามแบบตะวันตก พวกนางเริงใจกับสถานะของตน บางครั้งระหว่างเดินกรีดกรายบนถนน เมื่อพวกนางเห็นทาสสักคน กลุ่มสตรีจะยกมือป้องจมูกอย่างรังเกียจ ซินญาร์ปฏิบัติต่อทาสอย่างเลวร้าย หลายคนมีทาสในครอบครองเสียเอง จึงไม่แปลกที่สตรีซินญาร์จะถูกเหล่าทาสมองว่าทรยศต่อเผ่าพันธุ์ 

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ซินญาร์ทุกคนที่รักการเข้าสังคม ดิอานน์เป็นหนึ่งในคนกลุ่มน้อยที่รักชีวิตสันโดษ หญิงสาวใช้ชีวิตในฐานะซินญาร์แห่งโกเรมากว่าสิบปี น้อยครั้งที่นางร่วมสังสรรค์กับสตรีสถานะเดียวกัน ตรงกันข้าม ดิอานน์ใช้เวลาที่เหลือจากการดูแลกิจการของชู้รักไปกับการดูแลสารทุกข์เหล่าทาสในปกครอง คฤหาสน์ของนางไม่ใหญ่โต อองตวน เดอ เลส์ปินาสส์ ผู้ปกครองของนางใช้เวลาส่วนใหญ่ที่ฐานทัพฝรั่งเศสภาคพื้นทวีป น้อยครั้งที่เขาส่งทาสมาที่โกเรหรือมาเยือนด้วยตัวเอง ดูเหมือนว่าเลส์ปินาสส์จะวุ่นวายกับที่ดินและครอบครัวของตนที่นั่น ซึ่งก็เป็นเรื่องดี ดิอานน์ไม่ได้โกรธเกลียดเขา... ไม่รู้สึกเช่นนั้นอีกต่อไป แต่นางก็ไม่ได้พิศวาสในการแต่งตัวสะสวยคอยต้อนรับเขาเช่นกัน 

วันนี้เป็นเหมือนทุกวันที่นางใช้เวลาเพียงลำพังในยามบ่าย เลส์ปินาสส์ส่งข่าวว่าจะมาถึงโกเรช่วงค่ำ พักหลังเขามาเยือนคฤหาสถ์บ่อยกว่าที่เคย อาจเป็นเพราะโดมินิก ลูกชายของเขาและนางเติบโตอย่างรวดเร็ว ดอมเพิ่งอายุครบสิบปีไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้เป็นบิดาที่ไม่เคยมาใยดีต้องการพาบุตรชายกลับแผ่นดินใหญ่ ดิอานน์ไม่ขัดข้องในเรื่องนั้น เธอรู้ดีว่าสถานะเลือดผสมระหว่างคนพื้นเมืองกับคนขาวจะทำให้ดอมได้สิทธิ์สืบทอดกิจการบนเกาะต่อไป ไม่มีบุตรคนใดของเลส์ปินาสส์กับภรรยาหลวงต้องการยุ่งเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ไม่ใช่เพราะสำนึกผิดชอบชั่วดี แต่พวกเขามองว่าชนชั้นผู้ดีไม่ควรเอามือมาแปดเปื้อนธุรกิจวาณิชย์ใดๆ ด้วยเหตุนี้ดิอานน์จึงเตรียมบุตรชายให้พร้อมในฐานะผู้สืบทอด หญิงสาวพร่ำสอนบุตรชายด้วยทุกสิ่งที่ตนมี นางไม่เชื่อในการเปลี่ยนแปลงโลก แต่หากนางปลูกฝังความรักและความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์แก่บุตรชาย สักวันเขาจะเติบโตขึ้นอย่างมีเมตตา และจะไม่ปฏิบัติต่อทาสในปกครองอย่างเลวร้ายเช่นเดียวกับบิดาของตน 

ดิอานน์เปิดสลักบานประตู นางก้าวเข้าไปในห้องมืดด้านล่างของบ้าน ปกติที่นี่ถูกใช้เป็นที่สุดท้ายในการขนย้ายทาส ห้องแคบเพดานต่ำมีประตูอีกบานด้านในสุด มันถูกเรียกว่าประตูแห่งการไม่หวนคืน ชื่อที่ตั้งขึ้นในหมู่ทาสสมเหตุสมผลในแบบของมัน เมื่อเรือขนทาสทอดสมอริมฝั่ง กะลาสีจะพาดไม้กระดานจากดาดฟ้าเรือมาที่ทางออกประตูเพื่อใช้เป็นสะพานชั่วคราว ทาสชาย หญิง และเด็กในโซ่ตรวนจะถูกต้อนให้เดินผ่านประตูขึ้นเรือใหญ่ ไม่มีทาสคนใดที่ผ่านประตูไปและได้กลับมา วินาทีที่พวกเขาถูกขนย้ายลงเรือ ชีวิตที่เคยรู้จักจะจบลง คนเหล่านั้นจะนำพวกเขาไปสู่แผ่นดินใหม่ โลกใบใหม่ที่โหดร้ายเกินกว่าจินตนาการใดจะเท่าเทียม 

โชคดีที่ไม่มีทาสรอส่งขายในวันนี้ หญิงสาวคิดอย่างโล่งอก บางทีเลส์ปินาสส์อาจนำทาสกลุ่มใหม่มาพร้อมกับตน ดิอานน์เจ็บปวดหัวใจทุกครั้งที่คิดถึงสิ่งนั้น ในฐานะซินญาร์ นางมีส่วนร่วมกับการค้าทาสโดยไม่อาจปฏิเสธได้ ทว่าทุกครั้งที่ความรู้สึกผิดเต็มตื้นขึ้นในใจ นางจะมาที่นี่ นั่งพิงกรอบประตูบานน้อย เฝ้ามองมหาสมุทรสีครามแผ่กว้างสุดลูกหูลูกตา 

ครั้งหนึ่งในชีวิตก่อนหน้า... หญิงสาวไม่เคยรู้จักมหาสมุทร แหล่งน้ำเดียวที่นางรู้จักคือลำธารใกล้หมู่บ้าน ชนเผ่าของนางตั้งถิ่นฐานในพื้นที่แห้งแล้งที่สุดของแผ่นดิน ทุกคนที่นั่นรู้ดีว่าน้ำสะอาดมีค่ามากกว่าทองคำ แม้จะมีช่วงเวลายากลำบากในบางครั้ง แต่พวกตนก็มีความสุข พ่อแม่ตั้งชื่อนางว่ากาโล คำภาษาดั้งเดิมที่แปลว่าดวงจันทร์ พวกท่านบอกว่านัยน์ตาหลุบต่ำของนางแสนเศร้าไม่ต่างจากคืนจันทร์เต็มดวง คืนที่พระจันทร์ต้องอยู่เดียวดายโดยปราศจากแสงดาว 

กาโลเติบโตในบ้านหลังน้อยของตระกูล บิดายกนางให้กับชายจากหมู่บ้านข้างเคียงเมื่ออายุสิบห้า นางวิวาห์กับอิซซา ชายหนุ่มที่อายุมากกว่าไม่กี่ปี เขาไม่ใช่นักล่าที่เก่งกาจ เขาเป็นเพียงคนเลี้ยงสัตว์ธรรมดาที่มีรอยยิ้มน่าขัน กาโลหลงรักรอยยิ้มของเขาตั้งแต่แรกพบ ทั้งคู่ช่วยกันสร้างกระท่อมหลังใหม่ใกล้กับบ้านเดิมของอิซซา มันก่อด้วยดินเหนียวและมุงหลังคาหญ้าแห้ง ชายหนุ่มช่างฝันวาดภาพสรรพสัตว์และเทพเจ้าในปกรณัมบนผนังดิน พวกเขาไม่รู้หนังสือ ศิลปะจึงถูกใช้เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดจินตนาการและความคิด อิซซาเชื่อว่าวันหนึ่งลูกน้อยของเขาจะดูภาพเหล่านี้และซาบซึ้งกับลำนำที่แต่ครั้งโบราณกาล ทว่ากาโลกลับหัวเราะแล้วบอกว่า ฝีมือวาดภาพของเขาอาจทำให้ลูกมองเห็นวีรบุรุษเป็นอสุรกาย พวกเขาหยอกล้อกันในคืนนั้น เช่นเดียวกับคืนต่อๆ ไป จนกระทั่งวันสุดท้ายในชีวิตแต่งงานของพวกตน 

หลายเดือนต่อมาเด็กสาวได้ให้กำเนิดทารกน้อย พวกเขาตั้งชื่อบุตรชายว่าอิซซากาเพื่อเป็นเกียรติแก่บิดา เด็กน้อยนำพาความสุขมาให้ครอบครัว อิซซากาที่ไร้เดียงสามอบรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับทุกคน ครอบครัวเล็กๆ อาศัยร่วมกันอย่างผาสุก อาจมีบ้างที่กาโลขัดแย้งกับสามีในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทว่าพวกตนก็ปรับความเข้าใจกันทุกครั้ง อิซซากาผู้ร่าเริงเติบใหญ่อย่างรวดเร็ว เขาชอบวิ่งเล่นในทุ่งกว้างตั้งแต่เล็ก เมื่ออายุครบเจ็ดปี เขาก็ติดตามกลุ่มนักล่าเพื่อเรียนรู้การตามรอยสัตว์ เด็กชายมีทักษะในการล่าดีกว่าบิดาหลายเท่า ยังความภูมิใจมาสู่พ่อแม่เป็นอย่างมาก ทั้งคู่ชื่นชมบุตรชายอยู่เสมอ พวกเขาหวังว่าเมื่ออิซซากาโตเป็นหนุ่ม เขาจะกลายเป็นนักล่าฝีมือดี ไม่ก็นักรบผู้ชาญศึก แต่ไม่ว่าเด็กน้อยจะเลือกทางเดินใด อิซซาและกาโลก็จะสนับสนุนเขาอยู่ดี 

ชีวิตใต้ดวงตะวันดำเนินไปอย่างเรียบง่าย หมู่บ้านของกาโลไม่เคยเผชิญการรุกรานจากต่างเผ่า ทุกคนเชื่อว่าหากหยิบยื่นไมตรีแก่เพื่อนบ้าน พวกเขาจะได้รับสิ่งเดียวกันตอบแทน ทว่าชาวเผ่าไม่รู้แม้แต่น้อยว่าอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามา บรรดาหัวหน้าเผ่าเปิดศึกกับเพื่อนบ้านเพียงเพื่อได้มาซึ่งทาสเชลย พวกเขาถูกมอมเมาด้วยสมบัติล้ำค่าจากต่างแดน เหล่าคนขาวที่รุกรานกาฬทวีปต้องการแรงงานมหาศาลเพื่อสร้างอารยธรรมบนโลกใหม่ ทว่าด้วยกำลังกายและกำลังคนที่ด้อยกว่า พวกเขาจึงเอาสิ่งของหลอกล่อผู้นำเผ่าให้ส่งคนมาให้ตน ทาสเชลยที่ถูกจับหลังการศึกถูกนำตัวส่งคนขาวเพื่อแลกกับสินค้าฟุ่มเฟือย เมื่อความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น พวกเขาจึงก่อศึกและลักพาตัวคนต่างเผ่าเพื่อให้ได้มาซึ่งของเหล่านั้น เกิดเป็นวงจรอุบาทว์ไม่จบสิ้น และสิ่งนี้เองที่ทำให้ความสุขเล็กๆ ของกาโลต้องจบลง 

คืนหนึ่งขณะที่ทุกคนกำลังหลับ กาโลได้ยินเสียงโห่ศึกมาแต่ไกล นางปลุกสามีขึ้นมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่นานพวกเขาก็ตระหนักว่าหมู่บ้านถูกโจมตี มันไม่ใช่การจู่โจมเพื่อลักปศุสัตว์อย่างเคย แต่เป็นการสังหารหมู่ ผู้คนในหมู่บ้านพิศวงกับสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขาไม่เคยสร้างความแค้นต่อใคร จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนเหล่านี้จึงเปิดศึกกับตน หลังจากที่นักรบบนหลังม้าเข่นฆ่าผู้คนที่ลุกขึ้นจับอาวุธจนหมด พวกเขาก็สำรวจตามบ้านแต่ละหลัง หากพบผู้ใดพกอาวุธจะสังหารทันที พวกนั้นบอกว่าจะไว้ชีวิตหากคนในบ้านยอมจำนน กาโลอ้อนวอนให้สามีทำตามนั้น นางไม่ต้องการเห็นเขาหลั่งเลือดเพื่อปกป้องตนและลูก อิซซาทำตามภรรยาอย่างเสียไม่ได้ เขาโอบกอดนางและลูกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเปิดประตูเผชิญหน้าผู้รุกราน พวกเขาบังคับให้ทุกคนออกจากบ้าน และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่นางได้เห็นสิ่งปลูกสร้างที่ก่อเกิดจากความรักของพวกตน 

คนต่างเผ่ามัดมือพวกเขาด้วยเชือกหนา เชือกทุกเส้นร้อยเชื่อมกัน เชลยทุกคนจึงเดินเรียงแถวเป็นขบวนยาว กาโลสะอื้นไห้ นางรู้ว่าควรกลั้นน้ำตาไม่อย่างนั้นจะลูกชายจะหวาดกลัว แต่ร่างกายกลับไม่ยอมตามความคิด หญิงสาวพยายามปลอบโยนเด็กชาย ทว่ากลับถูกฟาดด้วยแส้หนังจากผู้คุมที่เชื่อว่านางกระซิบแผนหนี ความเจ็บปวดบนเนื้อหนังทำให้เข่านางทรุด สามีประคองร่างบางอย่างดีที่สุดเท่าที่มือถูกมัดจะทำได้ พวกเขาถูกต้อนให้เดินทางหลายวันโดยไม่หยุดพัก หากผู้ใดทำตัวมีพิรุธจะถูกฆ่าทันที ในที่สุดหลังการเดินทางที่เหนื่อยล้า กาโลก็มองเห็นผืนน้ำที่ปลายฟ้า ประกายของมันงดงามราวอัญมณี มันคือทะเลที่นางเคยได้ยินแต่ในเรื่องเล่า ทว่าแม้ทิวทัศน์เบื้องหน้าจะงดงามเพียงใด แต่นางก็ไม่อาจชื่นชมท้องน้ำสีฟ้าเมื่อตระหนักว่าครอบครัวกำลังอยู่ในอันตราย 

เชลยทุกคนถูกต้อนลงเรือเล็ก กาโลมองเห็นนักรบต่างเผ่ารับเหรียญทองจากชายที่รอบนท่าเรือ พวกตนถูกส่งมอบให้อยู่ในการดูแลของคนกลุ่มใหม่ นางมองชายฝั่งที่ไกลออกไปด้วยความโหยหา ภาวนาต่อเทพยดาให้ตนได้หวนกลับบ้านพร้อมครอบครัว ทว่าหญิงสาวก็ตระหนักว่าความหวังของตนไม่อาจเป็นไปได้ทันทีที่ก้าวเท้าลงจากเรือ ผู้คุมกลุ่มใหม่ฉุดกระชากพวกเขาไปยังสิ่งปลูกสร้างหลังหนึ่ง กาโลไม่เคยเห็นบ้านใหญ่โตขนาดนี้มาก่อน เมื่อพวกเขามาถึงบ้าน เครื่องพันธนาการก็ถูกตัดออก ไม่มีใครมีโอกาสยินดีกับอิสระที่ได้รับ เพราะไม่กี่อึดใจต่อมา เชลยทุกคนก็ถูกล้อมด้วยคนขาวอาวุธครบมือ หญิงสาวไม่เคยเห็นผู้คนผิวพรรณเช่นนี้ เขาเหล่านั้นเพ่งมองร่างพวกตนราวกับกำลังเลือกม้าพ่อพันธุ์ คนขาวตะโกนบางอย่างเมื่อตรวจตราจนพอใจ แล้วผู้คุมก็แยกกลุ่มชาย หญิง และเด็กออกจากกัน อิซซาการ้องไห้จ้าเมื่อถูกลากออกห่างจากพ่อแม่ กาโลเองก็ร่ำไห้เช่นกัน นางสบตาสามีก่อนจะถูกนำตัวไป อิซซายิ้มให้นางครั้งสุดท้าย รอยยิ้มที่นางหลงใหลบัดนี้เจือปนด้วยความเศร้า หญิงสาวไม่รู้ว่าตนและครอบครัวกำลังจะถูกนำตัวไปที่ใด นางต้องการให้สิ่งนี้เป็นเพียงฝันร้าย ในอีกไม่กี่ชั่วยาม นางจะสะดุ้งตื่นในบ้านที่อบอุ่น อิซซาจะหยอกล้อที่นางเผลอหลับตอนกลางวัน และนางจะกุลีกุจอเตรียมอาหารเย็นเพื่อสามีและลูกชาย 

ทว่าเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ใช่ความฝัน สิ่งที่เกิดต่อมาเลวร้ายจนกาโลไม่อยากจำ นางถูกผู้คุมเปลื้องผ้า พวกเขาทำความสะอาดร่างกายและส่วนลับของนาง มือใหญ่ของบุรุษตะโปมโลมลูบเรือนกายบอบบาง น้ำใสๆ ไหลจากนัยน์ตาจนแห้งผาก พวกเขาชโลมน้ำมันหอมทั่วเรือนร่าง บังคับให้นางสวมอาภรณ์บางเบา ผู้คุมนำตัวนางขึ้นไปชั้นบน ห้องนอนหรูหราที่รออยู่ตกแต่งด้วยผ้าปักหลากสีสัน ทว่ากาโลกลับเห็นทุกอย่างเป็นภาพมัวซัว ชายผิวขาวที่นางพบก่อนหน้าก้าวเข้ามาในห้อง ใบหน้าเขาอ่อนเยาว์ราวกับเด็ก ทว่าความไร้เดียงสาบนนั้นหายไปทันทีที่เขากระชากเสื้อให้เปิดออกก่อนจะช่วงชิงทุกสิ่งไปจากนาง ทั้งศักดิ์ศรี ความภาคภูมิ รวมถึงความเป็นมนุษย์ 

กาโลไม่รู้วันรู้คืน ทุกครั้งที่ร่างกายถูกใช้ พวกเขาจะนำนางออกจากห้องไปทำความสะอาด หลายครั้งที่ผู้คุมอาศัยจังหวะอาบน้ำยัดเยียดความเป็นชายให้กับนาง หญิงสาวอ้อนวอนให้พวกเขาหยุด ทว่าคนเหล่านั้นไม่เข้าใจภาษาของนาง หรือต่อให้เข้าใจก็ไม่มีใครหยุดการกระทำเลวทรามกับเรือนร่างบอบช้ำอยู่ดี 

การณ์ดำเนินเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กาโลเริ่มคิดว่าจากนี้จะอยู่หรือตายก็ไม่ต่างกัน และวันหนึ่งผู้คุมก็เข้ามา เขาสวมตรวนเหล็กที่ข้อเท้านางและทาสหญิงทุกคน พวกเขาต้อนสตรีอับโชคออกจากห้องแคบมารวมกับทาสชายและเด็ก หญิงสาวได้พบสามีและลูกอีกครั้งในตอนนั้น อิซซายิ้มให้นางอย่างอ่อนแรง กาโลร่ำไห้เมื่อเห็นร่างกายผ่ายผอมของชายผู้เป็นดั่งดวงใจ ทั้งคู่ขยับปากโดยไม่มีเสียงเพื่อปลอบโยนบุตรชายที่ตัวสั่น นางรู้ว่าสิ่งใดกำลังจะตามมา ทาสหญิงที่เข้าใจภาษาคนขาวเล่าให้ฟังว่าวันนี้เป็นวันที่คนขาวจะพาพวกตนไปยังประตูแห่งการไม่หวนคืน ไม่มีผู้ใดผ่านประตูแล้วจะได้กลับมาอีก กาโลฟังอย่างพรั่นพรึง นางไม่รู้ว่าการไม่หวนคืนคือสิ่งใด ทุกสิ่งที่นางต้องการมีเพียงการกลับไปยังบ้านของตนอีกครั้ง ทว่าทาสหญิงกลับบอกว่าหากผ่านประตูไป โลกทั้งใบที่เคยรู้จักจะจบสิ้นลง วันนั้นเป็นอีกครั้งที่จิตใจอันด้านชาต้องหวาดหวั่น หญิงสาวไม่อยากเดินผ่านประตู ไม่ต้องการให้สามีและลูกเข้าไปในนั้นเช่นกัน นางสวดภาวนาต่อบรรพชน ขอให้วิญญาณพวกท่านช่วยปกปักษ์ครอบครัวอันเป็นที่รัก ทว่าบรรพบุรุษกลับเมินเฉยต่อคำวอน ทุกคนถูกบังคับให้เดินเรียงแถวไปในห้องมืดทีละคน กาโลมองเห็นประตูขนาดเล็กที่สุดทาง ประตูแห่งการไม่หวนคืนดูไม่น่าหวาดกลัวแต่อย่างใด ทว่าเมื่อคนรักและเด็กน้อยที่ตนให้กำเนิดหายลับไปในนั้น บางส่วนในใจนางก็ตายดับ กาโลหลับตา ทำใจเข้มแข็งเพื่อเผชิญชะตาที่รออยู่ ทว่าเมื่อเท้าข้างหนึ่งของนางกำลังจะก้าวเดิน ชายผิวขาวที่ย่ำยีนางก็ร้องขึ้น เขาเจรจาบางอย่างกับผู้คุมอยู่นาน ก่อนที่ผู้คุมจะไขกุญแจตรวน ปลดปล่อยนางเป็นอิสระ 

กาโลไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น เหตุใดพวกเขาจึงไม่ปล่อยให้นางผ่านประตูไปสมทบกับครอบครัว ทว่าไม่นานหญิงสาวก็ได้รู้ ชายผิวขาวที่ชื่อเลส์ปินาสส์อ้างว่ายังไม่พอกับเรือนร่างนี้ เขาซื้อนางมาเพราะต้องการตักตวงจากร่างบอบช้ำต่อไป กาโลที่รู้สึกเหมือนตายทั้งเป็นตัดสินใจอดอาหารเพื่อให้ตัวเองสิ้นลม ทว่าจากนั้นไม่กี่วัน นางก็ตระหนักว่าตนกำลังตั้งครรภ์ ทารกในท้องที่มีเลือดเนื้อของพ่อค้าทาสที่ทำให้ครอบครัวนางแตกแยก อย่างไรก็ตาม สัญชาตญาณมารดากลับอยู่เหนือเหตุผลทั้งปวง แม้ว่านางจะชิงชังเลส์ปินาสส์และโลกทั้งใบ แต่นางก็กลับมากินอาหาร ตั้งใจแน่วที่ที่จะมีชีวิตต่อไป นางจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเด็กคนนี้ จะไม่ยอมให้ใครพรากลูกในไส้ไปจากตนอีก 

สิ่งที่กาโลไม่คาดคิดก็คือ เลส์ปินาสส์พอใจมากหลังทราบข่าวการตั้งครรภ์ เขาต้องการลูกผสมเพื่อดูแลกิจการสกปรกของตนต่อไป เขาจึงเลื่อนสถานะของกาโลจากทาสกามมาเป็นชู้รัก นางกลายเป็นหนึ่งในซินญาร์ผู้ทรงอิทธิพลภายในชั่วข้ามคืน เลส์ปินาสส์เปลี่ยนชื่อนางเป็นดิอานน์ นามของราชินีพระจันทร์ในภาษาเขา หญิงสาวแน่ใจว่าเขาไม่ทราบความหมายชื่อเดิมของตน ทว่าเมื่อถูกเรียกขานเช่นนี้ กาโล... ดิอานน์จึงคิดว่าชื่อใหม่เป็นตลกร้ายของพระผู้สร้าง เช่นเดียวกับชะตากรรมที่พลิกผันของตน 

ทุกอย่างหลังจากนั้นเป็นเพียงภาพปะติดของความทรงจำ ดิอานน์ใช้ชีวิตในฐานะซินญาร์มาสิบปี ช่วงเวลาเดียวที่นางมีความสุขคือการอยู่กับโดมินิก เด็กน้อยลูกครึ่งมีผิวสีอ่อนคล้ายผืนทราย เขาไม่มีอะไรคล้ายคลึงกับลูกชายที่นางสูญเสียไป ในขณะที่อิซซาการักกิจกรรมกลางแจ้ง ดอมกลับชอบหมกตัวอยู่กับหนังสือ เขาเป็นเด็กขี้อายที่มีจิตใจงาม เด็กชายทำให้ดิอานน์มีความหวังอีกครั้ง ความหวังว่าสักวันโดมินิกจะเปลี่ยนแปลงอนาคตของเกาะแห่งนี้ 

ดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำ ดิอานน์เพิ่งตระหนักถึงเวลาที่ล่วงเลย นางไม่มีเวลารำลึกความหลัง เลส์ปินาสส์กำลังจะมาถึง นางต้องเตรียมตัวเองและโดมินิกให้พร้อมต้อนรับเขา หญิงสาวไม่เห็นบุตรชายทั้งวัน นางคิดว่าเขาคงเที่ยวเล่นอยู่ที่ชายหาด นางคิดจะส่งคนไปตามเขา ทว่าขณะที่เฝ้ามองมหาสมุทรเป็นครั้งสุดท้าย ดิอานน์ก็ได้ยินเสียงเรียกจากด้านหลัง 

“นายพลเลส์ปินาสส์ไม่อยู่ที่นี่อย่างนั้นหรือ” เสียงนั้นเป็นเสียงของบุรุษที่ดิอานน์ไม่เคยได้ยินมาก่อน คำถามของเขาเป็นภาษาฝรั่งเศสแปร่งปร่า นางคิดว่าอาจเป็นคนส่งสารจากคู่ค้าสักคน จึงตอบกลับโดยไม่หันมอง 

“เขาจะมาถึงในคืนนี้ แต่เราไม่รับแขกยามราตรี ได้โปรดกลับมาพรุ่งนี้เถิด” 

“ไม่รับแขก...” เสียงนั้นทวนคำ “ไม่แม้แต่กับข้าอย่างนั้นหรือ มิเนอะ 

หญิงสาวหันกลับทันที ทั้งร่างเย็นเยียบราวกับเลือดในกายกลายเป็นน้ำแข็ง ไม่มีใครเรียกนางเช่นนี้นับแต่วันนั้น... วันที่นางมองดูเด็กชายตัวน้อยเดินผ่านประตูแห่งการไม่หวนคืน มิเนอะ... คำๆ นี้ในภาษาดั้งเดิมหมายถึงมารดา แต่จะมีใครที่เรียกนางเช่นนั้นนอกจากเด็กคนนั้น... 

ดิอานน์มองดูบุรุษเบื้องหน้า เขาเป็นชายร่างสูง เนื้อตัวมอมแมมสกปรก เสื้อผ้าที่ใส่ขาดรุ่งริ่ง ร่างของเขาไม่ผอมเพรียวเหมือนอดีตสามี ไม่อ้วนฉุเช่นเดียวกับเลส์ปินาสส์ มันคือร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อราวกับนักรบ นางพิจารณาใบหน้าเขา หนวดเคราและเส้นสายบนนั้นบดบังความอ่อนเยาว์ที่เคยมี แต่กระนั้นนัยน์ตาของเขายังคงเหมือนเดิม แม้จะเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและเหนื่อยล้า แต่นางก็แน่ใจ ดิอานน์รู้ดีว่าชายผู้นี้เป็นใครไม่ได้นอกจากลูกน้อยที่พลัดพรากของตน 

“อิซซู... นั่นลูกหรือ” ดิอานน์ถามทั้งน้ำตา “เป็นลูกจริงๆ ใช่ไหม ลูกยังมีชีวิตอยู่ ขอบคุณสวรรค์ ขอบคุณจริงๆ” 

“คนเดียวที่ข้าจะขอบคุณคือตัวของข้าเอง ท่านแม่” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ หญิงสาวอยากเข้าไปกอดเขา ต้องการปลอบโยนบุตรชายเช่นเดียวกับก่อนที่ชีวิตได้ถูกช่วงชิง ทว่านางกลับรู้สึกถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไป สายตาที่อิซซากามองมาไม่มีความรู้สึกใดในนั้น แม้กระทั่งคำว่าแม่ที่เคยเรียกด้วยความรัก บัดนี้กลับดูคล้ายคำเหยียดหยามอย่างน่าประหลาด 

“เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า อิซซู” หญิงสาวยื่นมือหวังสัมผัสใบหน้าบุตรชาย แต่เขากลับหันหนี นางเก็บซ่อนความเสียใจก่อนเอ่ยต่อ “แม่ดีใจที่เจ้ากลับมา แม่ไม่คิดว่าจะได้พบเจ้ากับพ่ออีกหลังเดินผ่านประตูบานไป ขอให้แม่ได้กอดเจ้าอีกครั้งได้หรือไม่” 

“เก็บอ้อมกอดของท่านเอาไว้ให้ท่านนายพลดีกว่า ข้ามีเรื่องต้องสะสางกับมัน แต่ในเมื่อท่านยังอยู่ดีในคฤหาสถ์หรูหรา ท่านอาจช่วยให้ธุระของข้าง่ายขึ้นก็เป็นได้” คำพูดนั้นทำให้ดิอานน์เจ็บปวด นางเข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร บุตรชายที่ถูกขายเป็นทาสกลับมาพบแม่ที่พลัดพรากอีกครั้ง ผู้เป็นมารดาในตอนนี้มีฐานะเป็นซินญาร์แห่งโกเร เขาคงคิดว่านางทรยศเผ่าพันธุ์อย่างน่าละอายที่สุด 

“แม่เข้าใจว่าลูกชิงชังแม่ในฐานะซินญาร์” หญิงสาวเอ่ยขึ้นช้าๆ “แต่ได้โปรดเล่าให้แม่ฟังได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น พ่อของลูกยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า และลูกกลับมาที่เกาะนี้ได้อย่างไร” 

“หลังจากวันที่ชู้รักของท่านส่งข้ากับพ่อลงเรือ” เขาเริ่มเล่า “พวกข้าก็เหมือนตายทั้งเป็นในตอนนั้น ใต้ท้องเรือคือนรกที่แท้จริง ในนั้นมืดสนิท ไม่มีแสงสว่างใดๆ พวกเขาเชื่อมตรวนข้อเท้าทุกคนติดกัน พื้นที่ด้านในแคบจนเราต้องนอนทับกันเพื่อให้อยู่ได้ บรรยากาศที่นั่นไม่ต่างอะไรกับคอกสัตว์ พวกเราดื่มกินและขับถ่ายในที่เดียวกัน หลายคนเริ่มป่วยหลังเรือออกไม่นาน ท่านรู้หรือไม่ว่าพวกเขาทำอย่างไรกับคนเหล่านั้น เพื่อไม่ให้โรคร้ายระบาดในหมู่ทาส พวกเขาโยนคนป่วยลงทะเล ทุกคนที่ถูกสงสัยว่าป่วยหมดหวังในการรอดชีวิต ไม่มีใครถูกช่วยขึ้นมา พวกเขาต้องลอยคอรอสัตว์น้ำกัดกินร่างจนเหลือแต่กระดูก 

“ความเป็นอยู่ที่เลวร้ายกว่าเดรัจฉานทำให้พวกเราก่อกบฏ วันหนึ่งขณะที่คนขาวลากทาสชายขึ้นมาเต้นรำบนดาดฟ้า พวกเขาก็ฉวยอาวุธผู้คุมก่อนสังหารคนเหล่านั้น พวกเขาใช้ขวานตัดตรวนจากเท้าของทุกคน เกิดการนองเลือดทั่วลำเรือ ใครบางคนปล่อยข้าและพ่อให้เป็นอิสระ ข้าฉวยเศษไม้ชิ้นหนึ่งและปักลงบนคอคนขาว ข้าแปลกใจเหลือเกินที่เลือดของเขาเป็นสีแดงเหมือนกับเรา เพราะข้าแน่ใจในตอนนั้นว่าคนที่ปฏิบัติต่อเราราวกับสัตว์ต้องมีเลือดสีดำสนิทไม่ต่างกับปีศาจในนิทาน 

“พวกเราสังหารคนขาวบนเรือทั้งหมด ทว่าการยึดเรือกลางมหาสมุทรไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย ไม่มีใครในหมู่เรารู้ว่าต้องบังคับมันอย่างไร ไม่นานพายุก็โถมเข้ามา เรือที่ลอยเคว้งกลางทะเลถูกซัดเข้าโขดหินจนไม้กระดานแตกออก เรือของเราจมอย่างรวดเร็ว พ่อพาข้าว่ายน้ำฝ่าคลื่นมายังชายฝั่ง ทว่าคลื่นยักษ์ลูกหนึ่งสาดซัดเข้ามา กลืนกินเขาลงไปในท้องน้ำทั้งเป็น และข้าก็ไม่เห็นพ่ออีกเลยนับแต่นั้น 

“ข้าหมดสติหลังจากนั้น เมื่อรู้สึกตัวก็มาอยู่บนเรือลำใหม่ พวกที่เก็บข้ามาคือกลุ่มโจรสลัด บางคนเป็นคนขาว บางคนมีผิวสีราตรีเหมือนกับเรา พวกเขาบอกว่าจะไม่ขายข้าให้พ่อค้าทาสหากข้าตกลงเป็นหนึ่งในพวกเขา แน่นอนว่าข้าตอบรับ ข้าเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดที่เลวร้ายกว่าเรือลำนั้นอีกแล้ว และข้าก็อยู่กับกลุ่มโจรตั้งแต่นั้นมา คอยทำงานสกปรกตามคำสั่ง พวกเขาชอบทักษะการล่าของข้า สิ่งที่ข้าเรียนรู้ที่บ้านเกิดเป็นประโยชน์ในการตามรอยและลอบสังหาร ข้าใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่หลายปี ก่อนได้รู้จากกัปตันเรือลำหนึ่งที่ร้องขอชีวิตว่าชายที่ส่งข้าขึ้นเรือยังมีชีวิตอยู่ และกิจการค้าทาสของเขาถูกดูแลโดยอดีตทาสกาม ข้าคิดจะกลับมาชำระแค้น แต่สิ่งที่ทำให้ข้าแปลกใจที่สุดคือชู้รักของเขาคือท่าน ข้ากับพ่อสวดภาวนาให้ท่านปลอดภัยในเรือลำนั้นทุกคืน ข้าไม่เคยคิดมาก่อนว่าระหว่างที่พ่อต้องมาตายในทะเลบ้าคลั่ง ท่านกลับนอนอ้าขาให้ชายกักขฬะบนเตียงกำมะหยี่ ตัวข้าคนก่อนคงจะเสียใจ แต่ข้าในตอนนี้ไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว ท่านมีชีวิตที่ดีในฐานะโสเภณี ข้าคงทำได้เพียงแสดงความยินดีเท่านั้น” 

“แม่เสียใจ อิซซู” ดิอานน์เอ่ยพลางสะอื้น หัวใจของนางปวดแปลบ ไม่ใช่เพียงเพราะถ้อยคำเกลียดชังยามเขาเอ่ยถึงนาง แต่เป็นเพราะนางเสียใจกับชะตากรรมของเขาและอดีตสามี อิซซาจากไปโดยที่นางไม่มีโอกาสได้บอกลา และบัดนี้บุตรชายคนโตก็ชิงชังนางเข้ากระดูกดำ “แม่เสียใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น แม่เคยคิดจะฆ่าตัวตายตามพ่อกับเจ้าไป แต่แม่ก็มีเหตุผลที่ทำเช่นนั้นไม่ได้...” 

“ข้ารู้ว่าเหตุผลนั้นคืออะไร” อิซซากายิ้มหยัน “ข้าเจอเด็กคนหนึ่งที่ชายหาดก่อนมาที่นี่ แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นลูกของเลส์ปินาสส์ เด็กนั่นมีใบหน้าของท่านและดวงตาของเจ้าคนน่ารังเกียจ ท่านคิดว่าข้าจะลืมมันอย่างนั้นหรือ” 

“เจ้าพบโดมินิกอย่างนั้นหรือ” ชายหนุ่มมองดูสีหน้าตื่นตระหนกของมารดาอย่างพอใจก่อนเอ่ยต่อ 

“โดมินิก นามของผู้เข้ารีต... ทำไมข้าไม่แปลกใจกันนะ” อิซซากาหัวเราะ “คำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ว่าข้าเจอเขาแล้วหรือไม่ แต่เป็นคำถามที่ว่า ท่านจะทำอย่างไรเพื่อรักษาชีวิตเขาต่างหาก” 

“ล้อเล่นใช่ไหม ดอมเป็นน้องชายของลูก! ลูกจะทำร้ายเขาไม่ได้นะ!” เข่าทั้งสองของดิอานน์ทรุดลงกับพื้น น้ำตาของมารดาไหลอาบแก้ม นางคว้ามืออิซซากาแนบหน้าผากพลางอ้อนวอนบุตรชาย “ปล่อยเขาไป ให้เขากลับมาหาแม่ แม่รู้ว่าลูกเกลียดแม่ที่เป็นคนทรยศ แต่โดมินิกไม่รู้อะไรด้วย เขาอายุแค่สิบปีเท่านั้น หากลูกต้องการอะไรก็เอาไปจากแม่ได้เลย แต่ขออย่างเดียว ได้โปรดอย่าทำร้ายน้องชายของลูก” 

“สิบปีหรือ ข้าอายุสิบปีตอนถูกจับไปเป็นทาส ข้าจำไม่ได้ว่าท่านทำอะไรเพื่อหยุดยั้งเลส์ปินาสส์แบบเดียวกับที่ทำตอนนี้” อิซซากายักไหล่ “แต่ท่านเข้าใจถูกแล้ว ข้าต้องการบางสิ่งจากท่าน และข้าก็ไม่ได้อำมหิตขนาดจะฆ่าน้องชายเลือดผสม หากท่านตกลงช่วยข้าละก็ ข้าจะปล่อยเด็กนั่นเป็นอิสระ” 

“บอกมาว่าลูกต้องการสิ่งใด แม่พร้อมจะยกให้แม้แต่ชีวิตไร้ค่าของแม่เอง” หญิงสาวมองบุตรชายด้วยความหวัง ทว่ารอยยิ้มเย็นเยียบบนในหน้าเขากลับทำให้นางตัวสั่น 

“ข้าต้องการตัวเลส์ปินาสส์” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น นัยน์ตาของเขาวาวโรจน์ด้วยเพลิงแค้น “ข้าต้องการเห็นร่างไร้วิญญาณของมัน และท่านจะเป็นคนทำสิ่งนั้นเพื่อชดใช้บาปกรรมที่ทำลงไป” 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว