facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : MW 11 : Paradise Island

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 08 เม.ย. 2564 07:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
MW 11 : Paradise Island
แบบอักษร

 

 

Paradise Island

 

 

เสื้อผ้าแฟชั่นหลากหลายดีไซน์วางกองข้างกระเป๋าเดินทางสีแดงขนาดยี่สิบสี่นิ้วบนพรมขนนุ่มบริเวณปลายเตียง ผมรูดซิปกระเป๋าก่อนเปิดออกจนเต็มความกว้าง มือทยอยพับเสื้อผ้าและเอาของใช้จำเป็นวางลงข้างในนั้นจนครบทุกชิ้น

 

"เสร็จสักที"

 

ผมมองสำรวจภายในกระเป๋าอีกครั้งก่อนปิดมันลงแล้วรูดซิปล็อกรหัส

 

หลังจากนำเสนองานวิชาการและสอบปลายภาคเรียนแรกเสร็จ คุณมาร์โคก็เอ่ยปากชวนผมไปเที่ยวบ้านของเขา ด้วยความอยากไปเที่ยวเกาะซิซิลีเป็นทุนเดิม ผมก็รีบตกปากรับคำทันที ครั้นพอชวนจีฮุนไปด้วยรายนั้นก็หาเหตุผลข้ออ้างต่างๆ นานามาปฏิเสธยกใหญ่

 

"อื้อ! คุณอย่าเพิ่งกวน"

 

ปลายจมูกโด่งคลอเคลียช่วงต้นคอ ผมยกมือดันหน้าของคุณมาร์โคออกอย่างรำคาญ ตั้งแต่กลับจากฟลอเรนซ์ เขาก็บินเทียวไปมาระหว่างซิซิลีกับโรมแทบทุกวัน จนผมเองก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเขามีเวลาว่างมากนักหรือไงถึงมาหาผมได้ แถมค่าน้ำมันและภาษีสนามบินใช่ว่าจะถูกเสียเมื่อไหร่

 

"เดี๋ยวพี่ก็ต้องออกไปประชุมภาคีแล้ว พี่ขอกำลังใจหน่อยไม่ได้เหรอ"

 

"ประชุมตอนกลางคืนเนี่ยนะ"

 

"อืม ประชุมด่วน"

 

เมื่อได้ยินน้ำเสียงเคร่งเครียดของคุณมาร์โค ผมก็รีบหันตัวกลับไปนั่งมองหน้าของเขาทันที หว่างคิ้วทั้งสองข้างย่นเข้าจนเกือบชิด ปากสวยเม้มลงแน่นราวคิดหนัก

 

"มีเรื่องอะไรหรือเปล่า"

 

"นิดหน่อยครับ"

 

"ขอโทษนะที่ผมให้คำปรึกษาอะไรคุณไม่ได้เลย"

 

นิ้วยาวจับปลายคางของผมเชยขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากหยักค่อยๆ ทาบทับลงมา ทว่าจูบหนักแน่นของเขากลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน

 

"แค่เธอคอยเป็นกำลังใจให้พี่ก็พอแล้วครับ"

 

"งั้นก็เลิกทำหน้าเครียดได้แล้ว เดี๋ยวหน้าแก่ไม่รู้ด้วยนะ"

 

ผมจิ้มนิ้วบนหน้าผากนูนสวยเบาๆ วงแขนแกร่งช้อนร่างผมไปวางลงบนเตียงก่อนดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวของผมตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงช่วงอก

 

"แก่แล้วรักไหม"

 

"ผมง่วงแล้ว ขอนอนก่อนนะ"

 

"อย่างนี้ทุกทีสินะ"

 

จนกระทั่งทุกวันนี้ผมก็ยังไม่ได้ตอบตกลงคบกับคุณมาร์โค ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้สึกอะไร เขาทำให้หัวใจของผมเต้นแรงและรู้สึกถึงความรักอีกครั้ง แต่ผมอยากมั่นใจมากกว่านี้ว่าผมสามารถลืมคนเก่าได้สนิท และรักเพียงแค่เขาได้อย่างหมดหัวใจ เพราะผมกลัวว่าผมจะทำให้เขาผิดหวัง กลัวว่าเขาจะต้องมาแบกรับความเจ็บปวดกับความไม่แน่นอนของผม

 

"พี่นัท..." ปากเรียกชื่อคนแสนดี พลางเอื้อมไปจับมือของเขามากุมเอาไว้ 

 

"รอน้องวินอีกหน่อยได้ไหม"

 

"ครับ กับเธอพี่รอได้เสมอ"

 

ฝ่ามือหนาอีกข้างลูบลงบนกลุ่มผมนุ่มเบาๆ คุณมาร์โคดีกับผมขนาดนี้จะไม่ให้ผมตกหลุมรักเขาได้อย่างไร

 

"เล่านิทานกล่อมผมนอนหน่อยสิ"

 

"เรื่องนางเงือกเหรอ" เขายิ้มขำ

 

ตอนผมยังเป็นเด็กอนุบาลห้าขวบ ผมชอบอ้อนขอให้เขาเล่านิทานเรื่องพระอภัยมณีให้ฟัง เขาก็เอาแต่เล่าแค่ฉากที่มีนางเงือก พระฤาษี และสุดสาคร ผมเลยเปลี่ยนชื่อนิทานพระอภัยมณีเป็นนิทานนางเงือกไปโดยปริยาย

 

"เฮ้อออ คุณเตรียมตัวไปประชุมได้แล้ว เดี๋ยวก็สายหรอก"

 

"ครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่มารับตอนสิบโมงเช้านะ อย่าลืมตั้งนาฬิกาปลุกล่ะ"

 

ผมพยักหน้ารับก่อนคว้าเอาหมอนข้างจากด้านหลังมานอนกอดเอาไว้แน่น ไม่ได้นอนกอดร่างอุ่นของคุณมาร์โคก็รู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้

 

"น้องวินจะรอนะ"

 

 

กริ๊งงงงง! กริ๊งงงงง!

 

เสียงกริ่งหน้าประตูห้องพักดังลากยาวปลุกผมที่กำลังนอนหลับสบายให้สะดุ้งตื่นขึ้น ตาเหลือบมองนาฬิกาดิจิตอลทรงสี่เหลี่ยมบนโต๊ะข้างหัวเตียงกำลังบอกเวลาเที่ยงคืน

 

คุณมาร์โคกลับมาแล้วเหรอ? ไหนเขาบอกกับผมว่าจะมารับตอนสิบโมงเช้า สงสัยคิดถึงผมมากล่ะสิท่า

 

เท้าดันผ้าห่มออกจากร่างกายพลางขยับตัวลุกนั่งจุมปุ๊กกลางเตียงกว้าง แขนทั้งสองข้างยกเหยียดขึ้นฟ้าบิดไปมาขับไล่ความง่วงงุน ก่อนจะหย่อนขาลงข้างเตียงแล้วลุกเดินออกจากห้องนอนตรงไปยังแหล่งกำเนิดเสียง

 

เสียงกริ่งดังจนแก้วหูแทบแตก จีฮุนก็ยังไม่ตื่น ขี้เซาอะไรขนาดนั้นพ่อคุณ

 

"คุณฟาเบียน!"

 

เมื่อประตูหน้าห้องถูกเปิดออกกลับพบคุณฟาเบียนยืนอยู่ข้างหน้าห้อง นัยน์ตาสีหม่นไล่มองสำรวจไปตามร่างกายของผมตาไม่กะพริบ

 

เห้ย!

 

เมื่อนึกขึ้นได้ผมก็รีบดึงเสื้อนอนลงปิดส่วนล่าง แม้ว่าจะใส่กางเกงนอนขาสั้นแต่ตอนนี้มันก็พันม้วนขึ้นจนถึงโคนขา

 

"คุณไม่ได้ไปประชุมภาคีเหรอ"

 

"ผมส่งลูกน้องไปแทน"

 

คุณฟาเบียนตอบเสียงเรียบ กลิ่นซุปเนื้อลอยโชยออกมาจากถุงกระดาษในมือของเขา กลิ่นหอมหวนชวนชิมเรียกน้ำย่อยในกระเพาะอาหารของผมให้เริ่มทำงาน

 

คิดถึงซุปเนื้อเส้นไข่ฝีมือแม่วีร์จัง

 

"คุณมาหาผมดึกขนาดนี้ คุณมีธุระสำคัญอะไรหรือเปล่าครับ"

 

"ผมยังไม่ได้กินอาหารเย็น" เขาตอบหน้านิ่ง

 

"แล้วคุณมาบอกผมทำไม"

 

"คุณช่วยกินเป็นเพื่อนผมหน่อยได้ไหม"

 

ผมชักจะชินกับการแวบไปแวบมาของเขาแล้วล่ะ ตลอดระยะเวลาสองเดือนหลังกลับจากฟลอเรนซ์ นอกจากคุณมาร์โคแล้วก็ยังมีคุณฟาเบียนนี่แหละที่คอยเข้ามาป้วนเปี้ยนในชีวิต

 

ไม่ทำงานทำการกันหรือไง?

 

"ผมง่วง ผมจะไปนอนแล้ว คุณเอากลับไปกินที่บ้านของคุณเถอะ"

 

"ผมซื้อมาเผื่อคุณด้วยนะ คุณชอบกินซุปเนื้อกับเส้นไข่ไม่ใช่เหรอ"

 

"คุณรู้ได้ยังไง" ตามองเขาด้วยความสงสัย

 

"ผมเก่ง"

 

คุณฟาเบียนไหวไหล่อย่างน่าหมั่นไส้ ทำไมเขาถึงรู้จักผมดีไปเสียทุกเรื่อง แต่ก็คงไม่แปลกสักเท่าไหร่ เขาอาจตามสืบเรื่องของผมเหมือนอย่างที่คุณมาร์โคเคยทำก็เป็นไปได้

 

แล้วทำไมเขาจะต้องตามสืบเรื่องของผมด้วยล่ะ?

 

"คุณกินเป็นเพื่อนผมหน่อยได้ไหม" 

 

ผมจะไม่หลงกลในน้ำเสียงนุ่มเว้าวอนของเขา

 

"ไม่! ผมจะไปนอน ฝันดีนะคุณ"

 

คนตัวสูงรีบแทรกตัวเข้ามาก่อนบานประตูจะปิดสนิทลง ผมเงยหน้ามองคุณฟาเบียนด้วยสายตาไม่พอใจ พวกมาเฟียเอาแต่ใจตัวเองกันทุกคนเลยสินะ

 

"อะไรของคุณเนี่ย ออกจากห้องของผมไปเลยนะ"

 

ผมยกมือดันต้นแขนเขาเต็มแรง แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าร่างกายของเขาจะขยับเขยื้อนเลยสักนิด

 

ฝากไว้ก่อนเถอะ ถ้าผมตัวใหญ่เมื่อไหร่เราจะได้เห็นดีกัน!

 

"แน่ใจเหรอว่าห้องนี้เป็นห้องของคุณ"

 

เออเนอะ...ห้องนี้มันเป็นห้องของเขานี่หว่า

 

"ไปกินกันเถอะ ผมหิวจนตาลายไปหมดแล้ว หรือว่าคุณอยากให้ผมอยู่ด้วยนานๆ อย่างนั้นเหรอ?"

 

"เปล่าสักหน่อย คุณไปนั่งรอไป เดี๋ยวผมไปเอาถ้วยมาให้"

 

"ถ้าคุณช้า ผมจะกินคุณแทนซุป"

 

เขาก้มหน้าลงมากระซิบข้างหูก่อนเดินผ่านผมไปวางถุงกระดาษลงบนโต๊ะอาหาร ไม่รอช้า ผมรีบเดินจ้ำอ้าวเข้าไปเอาถ้วยกับช้อนจำนวนสองชุดมาวางลงข้างถุงอาหาร ก่อนจัดการเทเส้นไข่กับซุปเนื้อลงในถ้วยแล้วเลื่อนไปตรงหน้าเขา

 

"กินเป็นเด็กเหมือนเดิมเลยนะ"

 

นิ้วยาวเอื้อมมาเช็ดคราบเปื้อนริมขอบปากของผมออกอย่างไม่รังเกียจ ผมช้อนตามองคนตัวสูงตรงหน้า ยิ่งเราอยู่ใกล้กันมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย เหมือนเราเคยรู้จักกันมาก่อน

 

"คุณ...ผมขอถามอะไรได้ไหม? เราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า"

 

"ชีวิตครึ่งหนึ่งของผมเคยเป็นของคุณ"

 

"คุณช่วยพูดให้ผมเข้าใจง่ายๆ หน่อยไม่ได้เหรอ"

 

ผมเคยบอกไปแล้วว่าถึงแม้ผมจะเรียนเก่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะฉลาดไปเสียทุกเรื่อง 

 

"รู้ไหมอะไรทำให้ผมเจ็บปวดที่สุด"

 

ตาคมมองลึกเข้ามาในดวงตาของผมราวร่ายมนต์สะกดให้ผมคล้อยตามเรื่องที่เขากำลังพูด

 

"การจากลาอย่างไรล่ะ"

 

ยิ่งเขาพูดออกมาผมก็ยิ่งไม่เข้าใจ 

 

"คุณจะทำอะไร"

 

มือหนาเลื่อนลงปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองลงจนเห็นรอยแผลเป็นลากยาวผ่ากลางแผ่นอก ครั้งก่อนผมยังเห็นเป็นสีแดงน่ากลัวอยู่เลย ทว่าตอนนี้แผลเป็นนั้นได้กลับกลายเป็นสีชมพูอ่อนอย่างไม่น่าเชื่อ

 

"รอยแผลเป็นกลางหน้าอกของผม คือรอยที่ทำให้ผมได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง"

 

"คุณเคยผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจมาเหรอ"

 

"อืม...แต่กว่าผมจะได้หัวใจดวงนี้มา มันก็ต้องแลกด้วยความเจ็บปวดของใครหลายคน" ดวงตาคมแดงก่ำเอ่อรื้นด้วยหยาดน้ำตา มือหนายกปิดใบหน้าเศร้าหมองของตัวเองเอาไว้ "ผมไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องมันเป็นแบบนี้"

 

"คุณ...ไม่เป็นอะไรใช่ไหม"

 

ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่ ผมลุกเดินอ้อมไปจับไหล่ของเขาเอาไว้อย่างปลอบประโลม ไม่อยากจะเชื่อว่าภายนอกที่ดูเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ภายในจิตใจจะอ่อนไหวได้ถึงเพียงนี้

 

"ไรวินท์..."

 

ผมหันไปตามเสียงเรียก ร่างสูงโปร่งของว่าที่นายแพทย์กิตตินันท์กำลังยืนพิงโซฟาพร้อมกับส่งรอยยิ้มอ่อนโยน ผมยกมือขึ้นขยี้ตาแรงๆ สลับเงยมองภาพตรงหน้าอยู่หลายครั้งจนแน่ใจว่าร่างสูงเบื้องหน้าคือพี่กิตของผมจริงๆ 

 

"พี่กิต! พี่กิตจริงๆ ใช่ไหม พี่กิตกลับมาหาผมเหรอ"

 

ผมรีบวิ่งเข้าไปกอดพี่กิตเอาไว้แน่นอย่างกลัวว่าเขาจะหายไปอีก สายธารน้ำตาเอ่อล้นขอบตาไหลรินลงมาอาบแก้มนิ่มจนเปียกชุ่ม

 

"พี่ไม่ชอบเห็นวินร้องไห้เลย"

 

ฝ่ามือทั้งสองข้างยกกอบกุมใบหน้าของผมแผ่วเบา ก่อนนิ้วเรียวยาวจะเลื่อนปาดน้ำตาออกด้วยความอ่อนโยน

 

"ทำไมพี่ถึงมาอยู่ที่นี่ได้"

 

หน้าหล่อพยักพเยิดไปทางโต๊ะอาหารที่มีคุณฟาเบียนนั่งเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ราวร่างไร้วิญญาณ ไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนเมื่อครู่แล้ว

 

"วินไม่เข้าใจ เขาพาพี่มาเหรอ"

 

"วิน...จากนี้ไปไม่ว่าวินจะเจอเรื่องอะไร โปรดจงจำไว้ว่าพี่อยู่ข้างวินเสมอ" ริมฝีปากนุ่มกดจูบบนหน้าผากของผมอย่างทะนุถนอม 

 

"พี่จะไปไหน พี่จะไปจากวินอีกแล้วเหรอ พี่ไม่ไปได้ไหม"

 

ผมรั้งแขนของเขาเอาไว้ คนตายไปแล้วต้องตัวเย็นเฉียบเหมือนแช่น้ำแข็งมานานหลายชั่วโมงไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมพี่กิตถึงตัวอุ่นแบบนี้ล่ะ

 

"หัวใจของวินไม่ได้เป็นของพี่อีกแล้ว"

 

"..."

 

"พี่คืนให้วินตั้งแต่ที่วินยอมปล่อยวางเรื่องราวทุกอย่างในอดีต และปลดปล่อยพี่ให้เป็นอิสระ"

 

เขายกมืออีกข้างลูบไล้แก้มของผมเบาๆ แววตาของเขาดูมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก

 

"อย่าร้องไห้อีกเลยนะที่รัก อย่าร้องไห้เพราะพี่อีกเลย วินมีความสุขเพื่อพี่ได้ไหม อย่างน้อยความเจ็บปวดที่พี่กำลังเผชิญจะได้ทุเลาลงไปบ้าง"

 

"พี่กิต..." ผมมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจกับประโยคสุดท้ายเท่าไหร่นัก

 

"สัญญากับพี่นะครับ"

 

"ผมสัญญา"

 

เมื่อผมตอบตกลง ละอองสีทองประกายระยิบระยับก็โปรยปรายลงมาปกคลุมล้อมรอบตัวพี่กิตเอาไว้ก่อนจะเลือนหายไปพร้อมกับร่างของเขาราวกับว่าไม่เคยมีเขายืนอยู่ตรงหน้า

 

เอ้กอี๊เอ้กเอ๊กกกกก!

 

เฮือกกกกก!

 

ลมหายใจเหนื่อยหอบพ่นหนักหน่วง เปลือกตาบางเบิกกว้าง ดวงตากลมโตสั่นไหวระริกไปมา ผมเอื้อมมือควานหาโทรศัพท์ไปทั่วเตียงนอนก่อนกดปิดเสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน

 

เรื่องทั้งหมดคือความฝันหรอกเหรอ

 

แต่ทำไมความฝันของผมครั้งนี้ถึงเหมือนจริงเหลือเกิน คุณฟาเบียนกับพี่กิตต้องมีอะไรบางอย่างเกี่ยวข้องกันแน่นอน หรือว่าหัวใจของพี่กิตจะอยู่กับคุณฟาเบียน แต่จะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อร่างกายของพี่กิตตอนเสียชีวิตยังเป็นปกติ ไม่มีร่องรอยการผ่าตัดช่วงหน้าอกสักหน่อย

 

ติ๊ง!

 

[ Daddy : อีกหนึ่งชั่วโมงเจอกันนะที่รัก]

 

ข้อความจากคุณมาร์โคปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์ ผมรีบดีดตัวลงจากที่นอนวิ่งเข้าห้องน้ำทันทีทันใด 

 

ผมจะทำให้ตัวเองมีความสุขตามที่ให้สัญญาไว้กับพี่นะ...พี่กิต

 

 

เมื่อจวนจะถึงเวลานัด ผมก็ลากกระเป๋าเดินทางลงมารอคุณมาร์โคอยู่บริเวณโถงรับรองแขก แสงแดดสว่างจ้าและไอร้อนจากพื้นผิวถนนด้านนอกทำให้ผมตัดสินใจยืนรอเขาอยู่ข้างในแทน 

 

ขืนออกไปมีหวังได้กลายเป็นแมวย่างพอดี

 

"พี่วินนนนน"

 

เอ๊ะ! นั่นเสียงของน้องรินนี่นา

 

ผมกำลังจะหันไปมองตามเสียงเรียกกลับถูกแขนของใครบางคนสวมกอดจากทางด้านหลังเข้าเสียก่อน ผมก้มลงมองมือเรียวสวยที่ประสานแน่นตรงท้อง กำไลหินตามแบบฉบับสายมูเตลูสองเส้นกับนาฬิกาโรเล็กซ์เรือนงามบนข้อมือของเธอ ทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่านี่คือแขนของน้องรินน้องสาวตัวแสบของผมเอง

 

"เห้ย! น้องรินมาได้ไงอะ" ผมพลิกตัวกลับไปมองด้วยความตกใจ

 

"พ่อพามาเอง แล้วนี่พี่วินกำลังจะไปไหนครับ"

 

เสียงทุ้มอันคุ้ยเคยดังมาจากทางด้านข้าง ผมหันหน้าไปตามเสียงอีกครั้งก่อนจะปะทะเข้ากับใบหน้าของคนเป็นพ่อและแม่

 

พวกเขามาที่นี่ได้ยังไงกัน จะมาหาทั้งทีทำไมถึงไม่บอกไม่กล่าว แล้ววันนี้ผมมีนัดไปเที่ยวต่างจังหวัดกับคุณมาร์โคด้วย พ่อไอต้องไม่ชอบใจแน่เลย

 

"พ่อไอ เอ่อ...พี่วินจะไป"

 

"ที่รักครับ ปะ...ไปกันเถอะ"

 

เสียงของคุณมาร์โคดังสมทบสถานการณ์อึมครึม ทุกคนหันขวับไปมองทางประตูกระบานใหญ่ที่มีร่างสง่างามของมาเฟียแห่งท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกำลังเดินตรงเข้ามาเรื่อยๆ ก่อนจะมาหยุดยืนข้างผม

 

"มนัส? ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ"

 

แน่นอนว่าพ่อของผมต้องจำพี่มนัสได้อยู่แล้ว หน้าตาเขาคงไม่ได้แตกต่างจากตอนอายุสิบแปดปีสักเท่าไหร่ แต่ที่ผมจำเขาไม่ได้เพราะตอนที่เขาจากไป ผมมีอายุเพียงแค่เจ็ดขวบเท่านั้นเอง

 

"สวัสดีครับคุณหมอ สวัสดีครับคุณวีร์ สบายดีไหมครับ"

 

คุณมาร์โคยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะเป็นมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่ แต่ในเมื่อคนตรงหน้าคือผู้มีพระคุณ เหตุใดเขาจะไม่เคารพล่ะ

 

"จะพาน้องไปไหน"

 

พ่อถามเสียงเข้มจนรังสีความอันตรายแผ่ซ่านออกมาจนคนรอบข้างขนลุกขนชันกันเป็นแถบ เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่านายแพทย์ไอศูรย์หวงลูกของตัวเองยิ่งกว่าจงอางหวงไข่

 

พ่อครับใจเย็นๆ นะ

 

ผมส่งสายตาขอร้องไปให้คนเป็นแม่ช่วย แต่แม่และน้องรินกลับยืนยิ้มขำกับท่าทางหวาดกลัวของผม

 

"ผมจะพาน้องไปซิซิลี ไปเที่ยวบ้านของผมครับ"

 

โอเค...เตรียมตัวถูกระเบิดลงได้

 

"ให้พวกเราไปด้วยได้ไหม"

 

น้ำเสียงและสายตาของพ่อที่มองคุณมาร์โคไม่ได้เป็นการขอร้องแต่อย่างใด หากแต่มันเป็นคำสั่งต่างหาก

 

"ได้ครับ"

 

เขาไม่คิดจะกลัวพ่อของผมสักหน่อยเลยเหรอ

 

"แล้วจะไปกันยังไง"

 

"ขึ้นเครื่องบินส่วนตัวของผมครับ"

 

"แต่ผมอยากนั่งรถไฟมากกว่า"

 

โอ้โห! นั่งรถไฟไปซิซิลีไม่ต่ำกว่าสิบชั่วโมง แล้วยิ่งพวกเขาเพิ่งเดินทางมาถึงด้วย เดี๋ยวก็ได้ล้าจนไม่เป็นอันเที่ยวหรอก

 

"พ่อคะแต่นั่งรถไฟใช้เวลาเป็นครึ่งวันเลยนะคะ น้องรินไม่ไหวแน่เลยค่ะ"

 

หวังว่าคำพูดของลูกสาวเพียงคนเดียวจะทำให้พ่อเปลี่ยนใจ

 

"วีร์ก็เห็นด้วยกับน้องริน เราเดินทางติดต่อกันมานานหลายชั่วโมงแล้ว ถ้าหากต้องเดินทางต่อด้วยรถไฟความเหนื่อยล้าคงมาเล่นงานจนพวกเราเที่ยวไม่สนุกนะพี่ไอ"

 

เอาล่ะ! พ่อไม่เคยขัดใจแม่

 

"เฮ้อออ ก็ได้ครับที่รัก"

 

พ่อลอบถอนหายใจออกมาอย่างเซ็งๆ ผมส่งยิ้มแฉ่งให้คนเป็นแม่อย่างเก็บอาการไม่อยู่

 

"เชิญทางนี้ครับ" 

 

คุณมาร์โคผายมือเชิญ คุณอันเดรวิ่งเข้ามาน้อมตัวเคารพพ่อกับแม่ของผมก่อนจับกระเป๋าเดินทางของพวกท่านยกหิ้วเดินนำไปยังรถเอสยูวีคันใหญ่ที่จอดรออยู่ด้านนอก

 

"พี่จะมีชีวิตรอดใช่ไหม"

 

คุณมาร์โคจับหูกระเป๋าของผมกับของน้องรินไปลากเองพลางก้มลงกระซิบข้างหูเบาๆ

 

"พ่อไอของน้องวินใจดีจะตาย"

 

 

รถลีมูซีนสีดำเงางามแล่นเอื่อยผ่านประตูรั้วเหล็กดัดลายสัญลักษณ์ประจำตระกูลกัสเซลโลเข้ามาภายในบ้านสไตล์ทรอปิคอลของคุณมาร์โค แต่จะเรียกว่าบ้านก็คงจะไม่ถูก ต้องเรียกว่าคฤหาสน์ต่างหาก

 

"อยู่สุขสบายดีหนิ แล้วยายของนายล่ะ"

 

พ่อไอคงหมายถึงคุณแม่บ้านที่ลาออกจากคฤหาสน์ตระกูลเทพประสิทธิ์มาอยู่เป็นเพื่อนหลายชาย

 

"คุณยายท่านเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตไปตั้งแต่ห้าปีที่แล้วครับ"

 

สีหน้าของคุณมาร์โคดูเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่แม่ของเขาเสียชีวิตลง คนเป็นยายก็ได้ดูแลเลี้ยงดูเขาเรื่อยมา

 

"เสียใจด้วยนะมนัส"

 

"ขอบคุณครับคุณวีร์"

 

แม่วีร์เองก็ดูตกใจไม่น้อยที่ได้ทราบชะตากรรมอันน่าเศร้าของคุณแม่บ้าน เธอเป็นคนสอนแม่ของผมทำอาหารหลากหลายชนิดจนสามารถทำได้อย่างคล่องแคล่วและเอร็ดอร่อย

 

รถคันหรูจอดนิ่งสนิทเทียบบันไดทางขึ้นตัวอาคาร ก่อนประตูรถจะถูกเปิดออกโดยชายฝรั่งร่างยักษ์ในชุดสูทกรมท่า

 

"เชิญครับ"

 

คุณมาร์โคผายมือเชิญให้คนในครอบครัวของผมลงจากรถก่อนตามมารยาท 

 

"เธอ...อยากจูบ"

 

หน้าของคุณมาร์โคหงอยลงเหมือนสุนัขตัวโต ผมกดหอมแก้มเขาไปทีก่อนรีบลงจากรถตามพ่อกับแม่ไป

 

ภายในคฤหาสน์กว้างขวางและร่มรื่นไปด้วยพรรณไม้น้อยใหญ่กระจายทั่วทุกมุมห้อง น้องรินวิ่งไปเกาะกระจกขนาดมหึมากลางห้องนั่งเล่น ตาคู่สวยมองสายธารน้ำตกที่ไหลลงมาตามชั้นหิน

 

ตกแต่งด้วยธรรมชาติแบบนี้ถูกใจครอบครัวของผมเลยล่ะ

 

"เดี๋ยวผมพาไปที่ห้องพักนะครับ เดินทางมาเหนื่อยๆ คุณหมอกับคุณวีร์จะได้พักผ่อนกัน ตอนเย็นผมจะพาออกไปดูพระอาทิตย์ตกดินในวิวที่สวยที่สุดของซิซิลี"

 

ว่าแล้วเขาก็เดินนำขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของตัวคฤหาสน์ ข้างล่างว่าสวยแล้วแต่บนชั้นสองสวยกว่ามาก พื้นไม้เนื้อดีราบเรียบขัดมันเงากระทบกับแสงสีทองของพระอาทิตย์ที่ลอดผ่านกระจกบานเดียวกันกับห้องนั่งเล่นชั้นล่าง ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็สามารถเห็นน้ำตกได้อย่างจุตาจุใจ

 

สบายตา สบายใจ

 

"ห้องของคุณหมอกับคุณวีร์อยู่ทางด้านขวามือครับ ห้องของน้องรินอยู่ทางด้านซ้ายมือ ส่วนห้องของน้องวินอยู่ฝั่งปีกขวาติดกับห้องของผมครับ"

 

กล้ามาก!

 

"ผมขอนอนกับลูกๆ"

 

"ครับ"

 

คุณมาร์โคตอบตกลงอย่างว่าง่าย ก่อนทุกคนในครอบครัวของผมจะเดินหายเข้าไปในห้องสุดทางเดิน ดูจากขนาดความยาวของผนังห้องแล้ว ห้องที่คุณมาร์โคเลือกให้กับพ่อและแม่ของผมน่าจะเป็นห้องพักรับรองแขกที่ใหญ่ที่สุด

 

"ทำไมทำหน้างอแบบนั้นล่ะครับ"

 

"คืนนี้พี่จะไม่ได้นอนกอดเธอ"

 

คุณมาร์โคกอดอกแน่น ปากหยักเบะคว่ำลงอย่างเสียดาย ผมเดินเข้าไปใกล้เขาแล้วยกมือคล้องคอโน้มหน้าเขาลงมามอบจูบแสนหวานปลอบใจ

 

"อืมมม...ไว้คืนนี้พ่อไอกับแม่วีร์หลับแล้ว น้องวินจะแวบไปหานะ" ผมกระซิบเบาๆ อย่างกลัวใครจะมาได้ยิน

 

"ทำไมเมียพี่น่ารักอย่างนี้นะ"

 

"น่ารักก็รักให้มากๆ"

 

หยอดวันละนิดหยอดวันละหน่อย หัวใจจะได้กระชุ่มกระชวย

 

"จะรักจนกว่าเธอจะท้อง"

 

"ทะลึ่ง!"

 

 

---------------------------------------

 

ฝากเล่นแท็กในทวิตเตอร์ #มนัสวินทร์

 

ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

 

 

To be continued...

 

คุณฟาเบียนกับคุณพี่กิตนี่อะไรยังไง

 

แต่คุณพี่นัทกับยัยน้อนวินนี่เบาได้ก็เบาเด้อ!

 

 

ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะคะ

 

ฝากกดติดตาม กดหัวใจ และหนึ่งคอมเมนท์หนึ่งกำลังใจของไรท์นะคะ ขอบคุณค่ะ ❤🙏

 

 

ถ้าคุณรีดคนไหนเล่นทวิตเตอร์เข้าไปพูดคุยกันกับไรท์ได้ตลอดนะคะ

 

ไรท์จะลงเวิร์ดต่างๆ นอกเหนือจากตอนที่อัพ ในทวิตเตอร์นะคะ

 

ตามลิ้งก์นี้ไปได้เลยค่ะ > https://twitter.com/Rosesarin_novel

 

หรือทาง Facebook

 

https://m.facebook.com/Rosesarin.novel/

 

 

 

 

ความคิดเห็น