อ่านฟรีแต่ก็สามารถสนับสนุนดาว กุญแจ หรือเหรียญได้นะ ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่หนึ่งร้อย อวสาน

ชื่อตอน : บทที่หนึ่งร้อย อวสาน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 471

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 02 เม.ย. 2564 21:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่หนึ่งร้อย อวสาน
แบบอักษร

รุจยืนจับดาบมั่น เลือดแดงเข้มไหลปรี่จากหัวไหล่ไปยังแขนหยุดที่มือแล้วหยดลงบนพื้นหิน ดวงตาแข็งกร้าวของเขาจ้องประสานกับสายตาเย็นชาของเจ้าป่า ชายหนุ่มยืนประจันหน้ากับบิดาของตัวเองหลังจากที่โรมรันกันมาพักใหญ่แล้ว ถึงแม้ว่าดาบศักดิ์สิทธิ์จะมีอาคมกำกับไว้มากมายขนาดไหน รุจก็รู้ดีว่าอาวุธชิ้นนี้ต่อกรกับเจ้าป่าไม่ได้เลย ทำได้เพียงถ่วงเวลาเท่านั้น เขาละสายตาเหลือบมองทางประพันธ์ พิทักษ์ป่าหนุ่มใหญ่ทั้งระเบิดกระสุนสลับกับใช้มีดประจำตัวพยายามฝ่าฝูงหมาในเพื่อเข้าไปช่วยเหลือคนอื่น ๆ ท่าทางของหนุ่มใหญ่คล้ายกับจะหมดแรงหมดกำลังได้ทุกเมื่อ เวลาของพวกเขาใกล้จะหมดลงทุกทีแล้ว

              “แกทำแบบนี้เพื่ออะไรรุจ”

              เจ้าป่าถามขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ดวงตามีแววสงสัยเต็มเปี่ยม รุจยิ้ม

              “ผมไม่อยากให้พ่อทำบาปอีกต่อไป”

              “บาป เฮอะ ข้ากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องต่างหาก หลังจากที่ข้าตามืดบอดมานาน ตอนนี้สิ่งที่ข้าทำมันถูกต้องที่สุดแล้ว”

              “ถูกต้องยังไง ด้วยการฆ่าคนอื่นใช่ไหม”

              “พวกมันเป็นคนชั่ว มันสมควรแล้วที่จะได้รับความตายเป็นรางวัล”

              รุจก้มหน้านิ่งเพื่อหลบซ่อนหยดน้ำตา

              “พ่อหลงงมงายอยู่ในปลักบาปของตัวเองมานานเกินไปแล้ว กรรมชั่วมันทำให้พ่อเห็นผิดเป็นชอบ ผมจะเป็นคนปลดปล่อยพ่อเอง”

              ชายหนุ่มกระชับดาบมั่นแล้วพุ่งตัวเข้าใส่ร่างเบื้องหน้าทันที เขาตวัดดาบอย่างรวดเร็ว เจ้าป่าเพียงเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย ถึงดาบจำทำลายเขาไม่ได้ แต่ก็สามารถสร้างความเจ็บปวดให้แก่เขาได้เหมือนกัน เขาหลบไปทางซ้ายทางขวาก่อนจะสะบัดมือเบา ๆ ร่างของชายหนุ่มก็กระเด็นจนไปติดกำแพงหินเสียงดังสนั่น รุจทรุดตัวลงนั่ง เอาดาบปักพื้นดิน เลือดไหลออกมุมปาก เจ้าป่ากึ่งเดินกึ่งลอยมายังร่างของเขา

              “ไม่มีประโยชน์ แกทำอะไรข้าไม่ได้ จงกลับไปเสียเถิด ปล่อยให้เรื่องทั้งหมดเป็นไปในแบบที่มันควรจะเป็น”

              ยังไม่ทันที่เขาจะพูดอะไร ประพันธ์ก็ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด รุจหันมองแล้วก็ต้องเบิกตากว้าง พิทักษ์ป่าหนุ่มใหญ่เสียทีเสียแล้ว หมาในตัวใหญ่กระชากแขนของเขาขาดออกจากตัว ก่อนที่ตัวอื่นจะรุมขย้ำจนกระทั่งประพันธ์กลายเป็นเพียงเศษเนื้อชิ้นเล็กชิ้นน้อยท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน

              “ข้าบอกแล้วว่าไม่มีประโยชน์ กลับไปเสียแล้วอย่ากลับมาที่นี่อีก”

              “ไม่มีทาง ไม่มีทาง”

              ชายหนุ่มตะโกนก้องแล้วกระโจนพรวด เขาแทงดาบออกไปตรง ๆ โดยที่เจ้าป่าคาดไม่ถึง คมดาบทะลุเข้าไปในร่างกายของเทพเจ้ากึ่งมนุษย์จนเกือบมิดด้าม วิญญาณศักดิ์สิทธิ์คำรามอย่างเจ็บปวดแล้วตวัดมือใส่ใบหน้าของรุจ ชายหนุ่มกระเด็นไปนอนฟุบแน่นิ่งไม่ไหวติง ส่วนตัวของเขาเองก็กระชากดาบออกมาแล้วหักเป็นสองท่อนก่อนจะโยนทิ้งไป ดวงหน้าของเจ้าป่าโกรธเกรี้ยวอย่างที่ไม่เคยมีใครเคยเห็น ดวงตาเสมือนกับว่าถูกจุดไว้ด้วยไฟประลัยกัลป์ เขาตรงดิ่งไปหาร่างของรุจแล้วยกร่างกายนั้นให้ลอยขึ้นด้วยอำนาจเวทมนตร์ เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ทุกคนเงียบงัน ความสิ้นหวังแผ่กระจายปกคลุมไปทั่วบริเวณ

              “ข้าให้โอกาสแกไม่รู้กี่รอบ แต่แกก็ไม่เชื่อฟัง เพราะฉะนั้นแกก็จงตามพวกมันทั้งหมดไปเสียเถิด ไอ้ลูกทรพี”

              แต่ยังไม่ทันที่เขาจะลงมือสังหารบุตรชายคนเดียว เจ้าป่าก็สัมผัสได้ถึงพลังอำนาจบางอย่างซึ่งส่งผลต่อจิตใจของเขา อำนาจที่เขารู้ดีว่ามีไว้เพื่อกำจัดสังหารวิญญาณบาปเช่นตัวเขา เจ้าแห่งพงไพรหันหลังไปมองแล้วก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า

              อัคนีกำลังเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า ดวงตาแข็งกร้าว ใบหน้าดุดัน มือขวากำมีดอาคมของรุจแน่น ตัวมีดคล้ายกับว่าจะเปล่งแสงสีทองเป็นประกายแวววาวสวยงาม นอกจากนั้นเขายังมองเห็นว่าอัคนีไม่ใช่คนเดิม ชายหนุ่มอยู่ในชุดเกราะทองสีเหลืองอร่ามราวกับเทพเจ้าแห่งสงครามมาจุติเกิดใหม่ เจ้าป่าหวาดหวั่นจนถอยกายไปสองก้าว ในที่สุดคำทำนายก็เป็นความจริงแล้ว ขุนพลคู่บัลลังก์กลับมาเพื่อยุติอาถรรพ์ที่ตัวเขาเป็นผู้สร้างขึ้นมาเอง

              “ไม่ เป็นไปไม่ได้ ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าคือเขา”

              อัคนียิ้มมุมปากเหี้ยมเกรียม เขายังคงเดินด้วยท่วงท่าสง่างาม

              “เจ้าทำบาปมานานนักหนา เจ้าผู้โง่เขลา เจ้าผู้คิดว่าอำนาจจะคงอยู่ตลอดกาล เจ้าผู้คิดว่าบาปกรรมเป็นสิ่งไม่มีจริง บัดนี้ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องรับกรรมของเจ้า ข้ามาเพื่อปลดปล่อยเจ้าจากหน้าที่อันโสมมที่ข้าเป็นผู้สร้างขึ้นมาเอง”

              เจ้าป่าตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เขากำลังพยายามต่อต้านอำนาจจากมีดในมือของอัคนี แต่ช่างน่าประหลาดที่แม้แต่ขยับตัวเขายังทำไม่ได้ อัคนีเดินใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนเหลือไม่ถึงสิบก้าว นอกจากเจ้าป่าที่หวั่นเกรงผู้ช่วยหนุ่มแล้ว บรรดาหมาในเองก็ยังวิ่งหางจุกตูดหนีหายไปจนหมดแล้วเช่นเดียวกัน ส่วนคณะสำรวจทุกคนก็ได้แต่ยืนนิ่ง มองภาพของทั้งคู่อย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง ระหว่างนี้เองที่รุจเริ่มรู้สึกตัว ชายหนุ่มอ้วกออกมาเป็นเลือดแล้วค่อย ๆ กะพริบตา เขาเบิกตากว้างเมื่อเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่กำลังดำเนินไป

              อัคนีหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเจ้าป่าผู้ผยอง เจ้าแห่งพงไพรมองตอบด้วยสายตาเคียดแค้น เค้นเสียงและเรี่ยวแรงสุดท้ายเพื่อต่อสู้กับอำนาจประหลาดจาอวุธในมือของรุจ

              “ข้าจะไม่ยอมแพ้หรือยอมสยบให้กับคำทำนายไร้สาระนั่น ข้าคือข้า ข้ายิ่งใหญ่เหนือทุกคน”

              จบคำพูด เขาก็คำรามลั่นอย่างโกรธเกรี้ยว รุจเงื้อมีดหมายจะจ้วงแทงตรงหัวใจ แต่เสมือนว่าอำนาจของมีดศักดิ์สิทธิ์จะสูญสลายเสียแล้ว เจ้าป่าขยับตัวหลบคมมีดแล้วตวัดมือผลักใส่จนทั้งมีดทั้งอัคนีกระเด็นหงายไปด้วยกัน ชายหนุ่มล้มกลิ้ง เลือดทะลักออกจากปาก ส่วนมีดอาคมกระเด็นกระดอนไปกระแทกพื้นดินนิ่งสนิทอยู่เบื้องหน้ารุจ เพื่อนสนิทเจลกาเอื้อมมือคว้ามีดอาคมของตัวเองขึ้นมาถืออย่างยากเย็น เจ้าป่าหัวเราะก้องจนพ้นห้องสั่นสะเทือน เขาก้าวเท้าเข้าหาผู้ช่วยหนุ่มด้วยความอาฆาต สถานการณ์ของคณะสำรวจแรดอยู่ในวิกฤตขั้นรุนแรงเสียแล้ว

              

              รุจกลั้นใจลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ ด้วยฝีเท้าที่ซวนเซและอาการบาดเจ็บหนัก เขาแทบจะไม่มีแรงลุก แต่ก็ฝืนยืนจนได้ ชายหนุ่มมองพ่อของตัวเองด้วยสายตาสงสารกึ่งสมเพซ

              “หยุดเถอะพ่อ ทุกอย่างมันจบลงแล้ว”

              เขาพูดช้า ๆ แล้วกระอักเลือดออกมาอีก เจ้าป่าชะงักเท้า หันมองใบหน้าของลูกชายคนเดียว ดวงตาทอแววเศร้าเสียใจก่อนจะกลับไปเป็นสายตาเย็นชาอำมหิตเช่นเดิม

              “ข้าไม่หยุด ข้าจะทำให้ทุกอย่างเป็นไปแบบที่มันควรจะเป็น ทำไม แกจะฆ่าข้าด้วยมีดเล่มนั้นหรือไง เฮอะ แกฆ่าข้าก็เท่ากับฆ่าตัวเอง แกก็รู้ไม่ใช่หรือยังไง”

              อัคนีเงยหน้ามองดวงหน้าของรุจอย่างไม่เข้าใจในประโยคของเจ้าป่า

              “หมายความว่ายังไงรุจ”

              “เฮอะ” เจ้าป่าเค้นเสียงแล้วหันมองหน้าเขา “ก็หมายความว่าไอ้รุจมันอยู่ได้ด้วยอำนาจแห่งข้านะสิ ที่จริงมันควรตายด้วยโรคร้ายไปตั้งแต่เด็กแล้ว ทุกวันนี้ที่มันอยู่ได้ก็ด้วยพลังของข้าที่ไหลเวียนอยู่ในตัวของมัน ถ้าไม่มีข้า มันก็ไม่รอด ไงล่ะเจ้ามนุษย์ เจ้ากล้าฆ่าข้าพร้อมเพื่อนของเจ้าหรือเปล่าล่ะ”

              อัคนีนิ่งขึงด้วยคาดไม่ถึงว่าเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นแบบนี้ ใช่สิ ถ้าทั้งหมดเป็นเรื่องจริง เมื่อเขาสังหารเจ้าป่า รุจเองก็ต้องตายตามไปด้วย หันมองดวงตาเข้มแข็งของลูกชายนายพรานแล้วอัคนีก็เข้าใจว่าทั้งหมดคือความจริง ความจริงที่น่าเจ็บปวดใจ เจ้าป่าหัวเราะก้องแล้วก้าวเดินเข้าหาผู้ช่วยหนุ่ม

              “สุดท้ายพวกเจ้าก็พ่ายแพ้ มนุษย์ก็คือมนุษย์ อ่อนแออยู่วันยังค่ำ ความรักทำให้พวกเจ้าอ่อนแอ”

              “ใครบอกล่ะ” รุจขัดขึ้นเสียงเรียบ “ความรักทำให้เราเข้มแข็งต่างหาก น่าสงสารที่ท่านลืมความรู้สึกตอนเป็นมนุษย์ไปหมดแล้ว ท่านทำบาปมามากเกินไป พวกเราจะปลดปล่อยท่านเอง”

              ชายหนุ่มสบตากับอัคนีแล้วผงกหัวยิ้มให้ เขากระซิบกับตัวเองเบา ๆ

              “ฝากด้วยนะผู้ช่วยอัคนี”

              ชายหนุ่มโยนมีดอาคมที่ดูเหมือนจะเปล่งแสงเรืองรองขึ้นมาอีกครั้งให้ผู้ช่วยหนุ่ม เจ้าป่ามองตามด้วยสีหน้าหวาดกลัวกึ่งตกใจในการตัดสินใจของลูกชายคนเดียว อัคนีกระโดดรับมีดศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ได้ เรือนกายของเขาส่องสว่างด้วยเกราะทองคำงามอร่ามของอดีตขุนพลคู่บัลลังก์ ดวงตาของผู้ช่วยหนุ่มเย็นชาอำมหิตจนน่ากลัว อำนาจแห่งอดีตกาลกลับคืนสู่ร่างกายของเขา คำทำนายสุดท้ายกำลังจะเป็นความจริง

              อัคนีในชุดเกราะเปล่งเสียงราวคำรามดังกึกก้องจนแผ่นกินสั่นสะเทือน เจ้าป่าผงะอย่างหวาดกลัว เขาสัมผัสได้ถึงกระแสพลังมหาศาลกำลังกดดันตัวเองจนแทบจะยืนไม่ไหว อัคนีก้าวเดินเข้าหาเชื่องช้า เขาพูดด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมทรงอำนาจ

              “เจ้าแย่งชิงอำนาจมาจากดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ดวงก่อนด้วยความละโมบและผิดทำนองคลองธรรม เจ้าใช้อาวุธแห่งข้าทำลายเขาเพื่ออำนาจอันยิ่งใหญ่ เจ้าใช้มันไปในทางที่ผิด เข่นฆ่ามนุษย์โดยไม่เกรงกลัวกฎแห่งกรรม บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะต้องชดใช้ให้แก่ทุกบาปเวรที่เจ้าเคยสร้างมา”

              อัคนีมองสบดวงตาหวาดหวั่นเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าป่าตัวสั่นสะท้าน พยายามขืนดิ้นรน ทว่าเขากลับขยับตัวไม่ได้ ลักษณะของเขาคล้ายกับกวางที่ถูกตบะเดชของเสือใหญ่ข่มทับ ดวงตาเบิกกว้างคล้ายมองเห็นพญามัจจุราชมาทวงชีวิต

              “อย่า อย่า ปล่อยข้าไป ยกโทษให้ข้าด้วย”

              อัคนีเพียงมองด้วยสายตาเหยียดหยาม ริมฝีปากประดับด้วยรอยยิ้มอำมหิต เขาค่อย ๆ บรรจงเสียบมีดเข้าไปยังตำแหน่งที่ตั้งของหัวใจด้วยมีอที่มั่นคง คมมีดกรีดผ่านร่างกายของเจ้าป่าทีละน้อย สายตาของอัคนียังคงจับจ้องใบหน้าบิดเบี้ยวทรมาน เจ้าแห่งพงไพรผู้มีหัวใจทารุณกระตุกด้วยความเจ็บปวด เขาพยายามส่งเสียงกรีดร้อง ทว่ากลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา เขาพยายามกระชากมีดออก แต่มีดอาคมกลับหนักดังขุนเขาและร้อนผ่าวราวเปลวไฟ เจ้าป่าตาเหลือกลาน การกระทำโหดร้ายต่าง ๆ ในอดีตของเขาผ่านเข้ามาในสมองอย่างรวดเร็ว

              อัคนีหยุดมีดอาคมแล้วสบตาเป็นครั้งสุดท้าย

              “จงรับกรรมของเจ้าไปเสียเถิด”

              “ไม่”

              เจ้าป่ากรีดร้อง อัคนีกระชากมีดออกมาแล้วแทงกลับเข้าไปอย่างแรงจนกระทั่งคมมีดทะลุออกด้านหลัง แล้วเขาก็กระชากออกอย่างรวดเร็วอีกครั้งก่อนจะตวัดมีดบั่นคอเจ้าป่าจนขาดกระเด็น ศีรษะของวิญญาณผู้เคยเป็นใหญ่เหนือผืนป่าลอยกระเด็นขึ้นไปในอากาศแล้วระเบิดออกเป็นส่วน ๆ พร้อมกันนั้นร่างกายของเขาก็ระเบิดสลายหายไป อัคนีถอนใจอย่างเหน็ดเหนื่อย

              “จบสิ้นกันเสียที”

              เขายืนนิ่งอย่างเหนื่อยอ่อนแล้วก็ได้ยินเสียงหวีดร้องของเจลกาดังขึ้นอย่างตะหนก

              “รุจ”

              ชายหนุ่มหันมองเห็นหญิงสาววิ่งถลาเข้าประคองร่างกายของชายหนุ่มที่กำลังล้มลง เขาวิ่งเข้าไปช่วยประคองร่างกายอ่อนปวกเปียกนั้น รุจมองทั้งคู่เต็มตาแล้วพยายามฝืนยิ้มให้ เจลกาน้ำตานองใบหน้า อัคนีเองก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

              “อย่า…ร้องสิ…กระต่าย”

              พูดออกมาได้แค่นั้น ชายผู้มีโชคชะตาอาภัพก็สิ้นลมอย่างสงบ ดวงหน้าสุดท้ายของชายหนุ่มยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม

              ทันทีทันใดนั้นเองพื้นดินที่ทุกคนกำลังยืนอยู่ก็สั่นสะเทือนราวกับเกิดแผ่นดินไหว ผนังและหลังคาของอาคารพิพากษาเริ่มปริแตกและถล่มลงมา อัคนีเงยหน้ามองแล้วจึงตะโกนบอกทั้งหมด

              “หนี อาคารกำลังจะถล่ม หนีเร็ว”

              แล้วเขาก็ต้องพลิกตัวหลบพร้อมทั้งกระชากแขนเจลกาจนกลิ้งไปด้วยกันเมื่อหลังคาหินพังถล่มลงมาในจุดที่เขาอยู่เมื่อสักครู่ดังสนั่น เมื่อนั้นเองทุกคนจึงพากันวิ่งหนีตายออกจากอาณาจักรที่กำลังล่มสลายอย่างแท้จริง ฝุ่นผงมืดมัวจนมองแทบไม่เห็น สะเก็ดหินหลายขนาดกระเด็นกระดอนไปมาทั่วบริเวณก่อนจะมีเสียงโครมสนั่น เพดานและเสาค้ำยันหักโค่นถล่มจนอาคารพิพากษาไม่หลงเหลืออยู่อีก คณะสำรวจแรดหนีตายกันออกมาได้อย่างหวุดหวิด ทุกคนมาหยุดยืนหอบหายใจแรงอยู่บนเนิน เฝ้ามองการล่มสลายของอาณาจักรแห่งเจ้าป่า

              อัคนีซึ่งบัดนี้กลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้งยืนกอดอกมองภาพเบื้องหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ข้างเขาคือศุภฤกษ์ ส่วนอีกด้านคือเจลกา ถัดไปทางด้านหลัง ดอกเตอร์ดิลก ประสิทธิ์ และฉลองก็กำลังยืนมองอย่างสงบนิ่งเช่นกัน

              “ทุกสิ่งทุกอย่างจบลงแล้ว ต่อไปนี้จะไม่มีเจ้าป่าคอยเข่นฆ่าใครอีก”

              ศุภฤกษ์พึมพำเบา ๆ อัคนีพูดเรียบ ๆ

              “ใช่ ไม่มีอีกแล้ว”

              ผู้ช่วยหนุ่มมองมีดอาคมในมือ ศุภฤกษ์ถามเบา ๆ

              “ผู้ช่วยจะเก็บมีดไว้ไหมครับ”

              เขาส่ายหน้าช้า ๆ

              “ของอาถรรพ์แบบนี้ผมไม่ต้องการมันหรอกครับพี่”

              เขาขว้างมีดลอยหายไปในเศษซากอาคารโบราณ ลูกน้องคนสนิทเพียงยิ้ม ส่งมือให้จับ ทั้งสองประสานมือกันแน่น

              “ขอบคุณที่มาช่วยพวกเราทันครับผู้ช่วย”

              เขากระซิบ แต่อัคนีส่ายหน้า พูดหนักแน่น

              “ไม่ใช่ผมคนเดียวครับพี่ ทั้งรุจและพี่ประพันธ์ด้วย รวมทั้งทุกคนที่เสียสละชีวิตไปในครั้งนี้”

              “ครับผู้ช่วย ตอนนี้ผมว่าเรากลับบ้านกันเถอะครับ”

              ศุภฤกษ์บีบมือของเขาหนัก ๆ อีกรอบแล้วปล่อย ชายหนุ่มยิ้มก่อนจะเดินไปรวมกลุ่มแล้วพยักหน้าให้ทุกคนเริ่มออกเดินนำ มีเพียงเจลกาเท่านั้นที่ยังคงยืนกอดอกนิ่งเนิ่นนาน

              “รุจทำเพื่อพวกเราทุกคน จะไม่มีใครลืมการเสียสละของเขา”

              อัคนีพูดหนักแน่นจนหล่อนละสายตาจากซากปรักหักพัง หญิงสาวมองใบหน้าคมเข้มของเขา

              “ใช่ ฉันคงไม่มีวันลืมเพื่อนที่ดีอย่างรุจได้”

              “ผมก็ด้วย คงไม่มีวันลืมนายรุจได้”

              เขาเงียบไปเล็กน้อยแล้วคว้าข้อมือของหล่อนให้เริ่มออกเดิน

              “แต่ผมก็รู้ดีว่ารุจคงไม่อยากให้เราเศร้าเสียใจกับการจากไปของเขา”

              “ฉันเข้าใจ แต่ว่า”

              อัคนียิ้มอย่างอ่อนโยน

              “กาลเวลาจะเยียวยาพวกเราทุกคน ไปกันเถอะครับ เราหมดหน้าที่สำหรับป่าอาถรรพ์นี้แล้ว”

              ทั้งสองเดินเคียงข้างกันช้าแล้วเจลกาก็พูดราวกับรำพึงกับตัวเองว่า

              “สุดท้ายเราก็เลยไม่รู้ว่าที่นี่มีแรดจริงหรือเปล่า”

              อัคนีเหลือบตามองใบหน้ามอมแมมนั้น

              “ไม่ต้องห่วงครับ สำรวจครั้งหน้าเราได้รู้แน่”

              หล่อนทำเป็นขมวดคิ้ว

              “ว่าแต่ว่าครั้งหน้าใครจะเป็นคนพาฉันมาล่ะ ในเมื่อนายเคยบอกว่าจะไม่เข้ามาในป่าอาถรรพ์นี้อีกแล้ว”

              อย่างรวดเร็วโดยที่หล่อนไม่รู้ตัว อัคนีกระชากหญิงสาวเข้ามาในอ้อมกอด เขาระดมจูบทั่วใบหน้าและซอกคอขาวนวลนั้นจนเจลกาอ่อนระทวยแล้วจึงกระซิบข้างหูหล่อนว่า

              “ผมไม่มีวันปล่อยให้ดวงใจของผมเป็นอันตรายอีกแล้ว วางใจเถอะครับ ไม่มีเจ้าป่าแล้ว อาถรรพ์ทั้งหมดทั้งมวลก็จะไม่มีด้วยเช่นกัน ส่วนตอนนี้กลับบ้านกันเถอะครับ เรายังมีงานอีกมากที่ต้องทำ”

              หล่อนเงยหน้าสบตาเข้มแข็งและอ่อนโยนในเวลาเดียวกันคู่นั้น ดวงตาของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งรัก นัยน์ตาของหล่อนเองก็เช่นเดียวกัน เจลกา ศรุตานนท์ยิ้มกว้างที่สุดในชีวิต นักวิจัยสาวพยักหน้า

              “ค่ะ กลับบ้านกันเถอะ”

              อัคนีบรรจงจูบยังริมฝีปากบางเฉียบนั้นอีกครั้ง ทั้งสองคนเดินกุมมือตามคณะสำรวจแรดที่กำลังเดินนำห่างไปเบื้องหน้า แสงแดดแห่งปัจจุสมัยสาดส่องผ่านม่านเมฆ อรุโณทัยเฉิดฉายอยู่เหนือแผ่นผืนฟ้าอีกครั้ง บรรดาวิหคและสัตว์ป่าน้อยใหญ่ร่าเริงไพรในบ้านหลังใหญ่อันงดงามของพวกมัน ตราบใดก็ตามที่อัคนีและคนของเขายังคงมีชีวิตอยู่ พวกเขาสาบานว่าจะธำรงรักษาและปกป้องทรัพยากรอันมีค่าของเมืองไทยเอาไว้

              “นายไม่ต้องห่วงนะรุจ พวกเราจะสืบสานและปกป้องผืนป่าใหญ่ต่อจากนายเอง ปกป้องด้วยเลือดและชีวิตของพวกเรา”

จบ.

              ก่อนอื่นต้องขอบคุณทุกคนที่ติดตามเรื่อง เจ้าป่า มาจนถึงตอนจบ ไม่ว่านิยายเรื่องนี้จะสนุกหรือไม่สนุก จะถูกใจหรือไม่ถูกใจ เราก็ต้องขอขอบคุณทุกคนจริง ๆ เราเป็นคนที่มีความฝันว่าอยากจะเขียนนิยายในแบบของตัวเอง เจ้าป่าเป็นนิยายเรื่องที่สามของเรา และเราหวังว่าจะมีเรื่องต่อ ๆ ไป ตามมาอีก หลังจากนี้เราก็ลองไปเขียนเรื่องสั้นดูบ้างเพื่อเป็นการฝึกเขียน ส่วนเรื่องยาวก็อดทนรอกันหน่อยนะ เพราะกว่าจะเขียนจบสักเรื่อง มันใช้เวลานานมาก ขอบคุณครับ 

 

        

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว