facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ขยับครั้งที่ 9 : แรกชอบ

ชื่อตอน : ขยับครั้งที่ 9 : แรกชอบ

คำค้น : นิยายวาย, รักเพื่อน, ฟีลกู้ด, น่ารัก, แอบชอบ, แรก, แบร์รี่, RiRi

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.7k

ความคิดเห็น : 27

ปรับปรุงล่าสุด : 04 เม.ย. 2564 00:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ขยับครั้งที่ 9 : แรกชอบ
แบบอักษร

  ขยับเพื่อนเลื่อนเป็นรัก 

บทที่ 9 แรกชอบ 

 

ภายในห้องพักของสุดหรูของคนที่มักเก็บเนื้อเก็บตัวคลาคล่ำไปด้วยเพื่อนฝูง แรกนั่งกอดอกทำหน้านิ่ง ให้เพื่อนทั้งสี่คนมองจ้อง แววตาแต่ละคนเต็มไปด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย ดูเคร่งเครียดและสับสน มาถึงก็ไม่พูดอะไร เอาแต่นั่งจ้องหน้าเขา ไม่ก็มองหน้ากันไปมา  

“พวกมึงมีอะไรจะพูดก็พูด” แรกพ่นลมหายใจออกจากจมูกเฮือกใหญ่ด้วยความรำคาญ  

เป็นอีกครั้งที่เพื่อนทั้งสี่คนของแรกมองหน้ากัน ส่งพลังจิตโดยไม่ต้องมีคำพูดว่าใครจะเป็นคนพูด สุดท้ายแรกต้องเอ่ยเรียกชื่อคนที่เขาคิดว่าจะให้คำตอบกับเขาได้  

“ไอ้วา พูดมา”  

วายกมือเกาท้ายทอย ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ “พวกกูทำอะไรให้มึงไม่พอใจเปล่าวะ หรือมึงมีปัญหาอะไรบอกกับพวกกูได้นะเว้ยไอ้แรก”  

คิ้วเข้มขมวดเข้ากันหลังได้ยินในสิ่งที่วาพูด  

“ทำไมกูต้องไม่พอใจอะไรพวกมึง” แรกถามด้วยความสงสัย  

“ก็มึงไปมีเพื่อนใหม่” นัทพูดหงอยๆ ในบรรดาเพื่อนในกลุ่ม นัทเป็นคนที่รักและแคร์เพื่อนมาก รวมไปถึงหวงเพื่อนมากด้วย  

“แล้วการที่กูมีเพื่อนใหม่มันเกี่ยวกับเรื่องพอใจไม่พอใจตรงไหน”  

นัทกับวานิ่งเงียบ บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงรู้สึกไม่สบายใจ เวลาที่แรกอยู่ในกลุ่มก็จะนิ่งๆ พูดคุยเล่นบ้างตามประสา คงเพราะชายหนุ่มมีโลกส่วนตัวสูง บางครั้งทำให้เพื่อนรู้สึกว่าสนิทแต่ก็ไม่สนิท  

ภาพลักษณ์ที่ดูโตเกินกว่าวัยของแรก ทำให้เพื่อนๆ วางแรกไว้ในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่ม คล้ายกับพี่ใหญ่ที่พวกเขาจะต้องคอยถามความเห็นในเรื่องต่างๆ พอคนที่สำคัญที่สุดในกลุ่มทำท่าอยากจะคบหากับเพื่อนคนอื่น ทุกคนก็เกิดความกลัวว่าจะเสียแรกไป  

“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก พวกมันกลัวมึงทิ้งไปอยู่กับเพื่อนใหม่” บอยพูด เขาเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ไม่ได้คิดมากขนาดนั้น อาจจะสงสัยบ้าง แต่ไม่ได้คิดมากเท่าคนอื่น 

“กูไม่ได้โกรธอะไรพวกมึง ไม่ได้จะเลิกคบ กูรู้จักแฟนของไอ้พัช มันมีปัญหากูก็เข้าไปถามไถ่ อีกอย่างกูก็ลงแข่งฟุตบอลกับไอ้โอ จะเพื่อนเก่าเพื่อนใหม่ก็เพื่อนกูทั้งนั้นแหละ ถ้าไม่ทำเหี้ยใส่กูกูก็ไม่เลิกคบหรอก”  

น้ำเสียงดุดันกับใบหน้าจริงจังทำเอาเพื่อนลอบกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำ ‘เหี้ย’ อย่างที่แรกพูด แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ราวกับวัวสันหลังหวะ 

“ปกติกูไม่เคยเห็นมึงสนิทกับใครนอกจากพวกกู กับไอ้บอยไอ้แก๊ป ก็เป็นกูกับไอ้วาเข้าไปทำความรู้จักก่อน เป็นเดือนๆ กว่ามึงจะคุยเล่นกับมันสองคน ไม่เคยเลยสักครั้งที่มึงจะทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่”

เป็นอีกครั้งที่แรกต้องถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

“มึงอย่าบ้าบอให้มันมากนักไอ้นัท เพลาๆ ลงบ้างโรคหวงคนใกล้ตัวของมึงอะ” แรกอดว่าไม่ได้ บอกตามตรงว่าในบรรดาเพื่อนทั้งหมด เขารำคาญนัทที่สุด แต่ไม่ได้หมายความว่าเกลียด นัทก็คือเพื่อนคนหนึ่ง เพียงแต่เป็นเพื่อนที่หวงเพื่อนมากเกินไป ไม่ใช่แค่กับแรก โดนกันทุกคน หวงถึงขนาดที่อยากให้แรกคบกับขวัญ บอกว่าจะได้ไม่เสียเพื่อนในกลุ่มไปให้คนอื่น

คงเป็นเพราะนัทเป็นลูกคนรอง พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ ถึงมีก็เอาแต่สนใจลูกคนโตกับลูกคนเล็ก คล้ายเกิดเป็นปมฝังใจ สุดท้ายก็เอามาลงที่เพื่อน เพราะรู้อย่างนั้น แรกถึงได้ไม่อยากจะอะไรกับนัทมาก เพราะเขามองนัทเป็นน้องชายคนหนึ่ง แต่ถ้ามันมากเกินไปก็ต้องพูดต้องว่ากันบ้าง

“แต่กูไม่ได้หวงว่ามึงจะไปมีเพื่อนใหม่นะ กูแค่คิดว่ามึงเป็นอะไรหรือเปล่า เผื่อมีอะไรขุ่นเคืองใจจะได้คุยกัน” วาพูดเสียงเบาๆ ดูจากสีหน้าเพื่อนแล้ว แรกพร้อมจะเข้ามาบีบคอพวกเขาได้ทุกเมื่อ

“กูก็บอกแล้วว่ามึงคิดมากกันเกินไปไอ้นัท ไอ้วา” แก๊ปผลักหัวเพื่อนทั้งสองคน ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก คิดว่าจะเกิดเหตุทะเลาะกันแล้ว เพราะความคิดมากของไอ้สองคนนี้ล้วนๆ

“ก็มันน่าคิดนี่หว่า”

“ไหนๆ วันนี้ก็พูดแล้วกูก็ขอพูดอะไรบางอย่างหน่อยนะ”

คนอื่นในห้องเกือบจะหายใจหายคอได้ทั่วท้อง ก็ถูกตัดลมหายใจกลางอากาศ ร่างกายที่ผ่อนคลายลงกับโซฟานุ่ม ดีดเด้งขึ้นมานั่งตัวตรงราวกับถูกผู้ปกครองดุ

“โดยเฉพาะมึงสองคน ไอ้วา ไอ้นัท”

สองคนที่โดนเพ่งเล็งเริ่มร้อนรนมองหน้ากันและกัน ก่อนจะหันไปมองบอยกับแก๊ปราวกับต้องการหาคนช่วย

“ไม่ต้องมองพวกกู เรื่องนี้กูจะไม่ยุ่ง” แก๊ปส่ายหน้าหวืด

“พวกมึงจะกลัวกูอะไรขนาดนั้น” แรกย่นหัวคิ้ว “ที่กูจะพูดก็คือ เลิกยึดติดกับกูได้แล้ว กูไม่ใช่เจ้าชีวิตพวกมึงนะ ไปใช้ชีวิตของตัวเองบ้างเถอะ มาเรียนต่อมหาวิทยาลัยมึงก็ตามกูมา ความฝันของพวกมึงคืออะไร อยากมาสร้างตึกสร้างถนนหรือไง”

คราวนี้ทั้งวาและนัทต่างก็ก้มหน้าหลบสายตาคมที่จ้องมองมาอย่างเอาเป็นเอาตาย และไม่สามารถพูดแก้ตัวอะไรได้ เพราะสิ่งที่แรกพูดมานั้นเป็นความจริงทั้งหมด เขาตามแรกมาเรียนที่นี่ในคณะที่ตัวเองไม่ได้สนใจเพียงเพราะอยากเรียนกับเพื่อนก็เท่านั้น ความฝันของตัวเองคืออะไรพวกเขาไม่รู้ แต่ถามว่าชื่นชอบในสิ่งที่ตัวเองเรียนไหมก็ไม่

“กูไม่อยากจะพูดมากในทีแรกเพราะมันก็ไม่ใช่เรื่องของกู มึงเลือกเองมึงก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจ กูไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตพวกมึงสองคนนะ รวมไปถึงเรื่องที่มึงหวงไม่อยากให้กูไปคบกับคนอื่นด้วย พวกมึงเคยลองคิดดูไหมว่า หากวันหนึ่งกูมีเมีย พวกมึงจะมาตามหวงกูกับเมียกูไหม ถามหน่อย”

แรกพูดรัวเร็วแบบที่นานครั้งจะทำสักที เนื่องจากอัดอั้นมานาน ที่ไม่เคยพูดเพราะเขาไม่ใช่คนชอบพูดอะไรยาวเหยียด ติดจะขี้เกียจพูดและอธิบายมากกว่า เขาไม่ใช่คนที่ชอบให้ใครมาสั่งสอนนอกจากพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เขาคิดว่าตัวเองคิดเป็นและโตพอที่จะคิดและตัดสินใจอะไรหลายๆ อย่างด้วยตัวเอง ต่างจากเพื่อนของเขาที่เอาแต่ตามติดเขาไม่เลิก ดังนั้นคนที่ชอบเก็บเนื้อเก็บตัวอย่างแรกจึงค่อนข้างรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย

แรกค่อนข้างแบ่งเวลาในชีวิตชัดเจน เวลาไปเรียนหรือเวลานัดออกไปเที่ยวเขาก็ใช้ชีวิตอยู่กับกลุ่มเพื่อน ถึงเวลาแยกย้าย เขาอยากจะไปไหน ไปทำความรู้จักกับใคร หรืออยากจะใช้เวลาเป็นส่วนตัว เพื่อนก็ควรจะต้องเคารพพื้นที่ส่วนตัวของเขาบ้าง ไม่ใช่เอะอะอะไรก็จะต้องให้ชีวิตเขาพ่วงติดอยู่แต่กับพวกมัน นั่นไม่ใช่

“มึงก็พูดซะไอ้สองคนนี้หน้าเสียเลย” บอยพูดขึ้นเพราะเห็นใจนัทกับวา แต่เขาก็เข้าใจแรก เพราะบอยเป็นเพื่อนที่มาทีหลัง ใจเขาอยากเรียนที่มหาวิทยาลัยนี้และคณะนี้อยู่แล้ว พอรู้ว่าแรกจะมาเรียนที่เดียวกัน บวกกับนิสัยเข้ากันได้ ก็จับกลุ่มอยู่ด้วยกันมาจนถึงตอนนี้

“เพราะว่าเป็นเพื่อนกัน กูถึงอยากพูดให้มันชัดเจน”

“เป็นไงล่ะมึงสองตัว จ๋อยไปเลย” แก๊ปปรับน้ำเสียงให้สดใสขึ้น บรรยากาศตึงเครียดจะได้เบาบางลง

“แม่ง พูดซะกูรู้สึกผิดแทบไม่ทันเลย” วาพูดไม่ค่อยจะเต็มเสียงนัก คำพูดของแรกเหมือนคำพูดของพ่อแม่ไม่มีผิด ตอนที่รู้ว่าเขาเลือกเรียนตามเพื่อน แต่เพราะพ่อแม่เลี้ยงมาแบบตามใจอยู่แล้ว ถึงจะมีบ่นบ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ห้าม วาก็เลยทำตามใจตัวเอง

ส่วนกับนัท เขาไม่มีอะไรจะแก้ตัว เพราะทุกอย่างที่แรกพูดมามันคือความจริงทั้งนั้น แต่ก่อนแรกไม่พูดเขาก็เลยไม่ได้มองย้อนตัวเอง แต่ตอนนี้นัทก็รู้สึกแย่ไม่น้อย

“มึงอย่าร้องนะไอ้นัท” แก๊ปพูดดักคอคนที่นั่งน้ำตาคลอ แรกมองคนที่อารมณ์อ่อนไหวง่ายแล้วก็ได้แต่หนักใจ

“มึงยังเป็นเพื่อนกูนัท เพราะถ้ามึงไม่ใช่เพื่อน อย่าว่าแต่พูดเลย หางตากูก็จะไม่แลมึง”

“ใจเย็นพ่อ เบาได้เบา ไอ้นัทมันจะร้องไห้แล้ว” บอยรีบเข้าไปห้ามไม่ให้แรกพูดวาจารุนแรงจนทำให้สะเทือนใจคนฟังไปมากกว่านี้

“ขอโทษแล้วกัน กูมันปากไม่ดี ถึงไม่ค่อยอยากจะพูดอะไรเท่าไหร่” แรกรู้ข้อเสียของตัวเอง เวลาเขาพูดเขาก็พูดแรง บางทีอาจจะมองว่าไม่ถนอมน้ำใจคนฟัง แต่พอเหลืออด มันก็พลั้งปากทุกที

“โอเค เอาเป็นว่าเข้าใจตรงกันแล้วนะ ว่าไอ้แรกไม่ได้จะเลิกคบพวกเรา” แก๊ปพูดสรุปรวบรัดตัดทอน เพราะไม่อยากให้เกิดซีนดราม่านานไปมากกว่านี้

“สรุปที่พวกมึงมาห้องกูก็เพราะเรื่องนี้เนี่ยนะ” แรกปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง นัทเอ่ยขอตัวไปเข้าห้องน้ำเบาๆ เพื่อล้างหน้า ส่วนบอยก็ลุกไปเอาน้ำดื่มในตู้เย็น เกร็งกับบรรยากาศจนคอแห้งเป็นผุยผง

“เออ พวกมันอยู่กันไม่สุข ถ้าไม่ได้คุยกับมึงวันนี้ก็คงนอนไม่หลับ”

“มึงก็พูดเกินไปไอ้บอย

“กูเนี่ยนะพูดเกินไปไอ้วา ถามจริ๊ง?”

วาไม่พูดอะไร แค่มองค้อนเพื่อนก็เท่านั้น วาก็แค่กลัวว่าจะทำให้เพื่อนไม่พอใจหรือเปล่า แรกถึงได้ปันใจไปหาเพื่อนใหม่ แต่ตอนนี้เขาก็สบายใจแล้ว

“ไหนๆ ก็ไม่มีอะไรแล้ว เย็นนี้พวกเราไปหาอะไรกินที่เยาวราชกันไหมวะ ไม่ได้ไปนานแล้วอะ”

“ก็ดีนะ กูอยากกินกวยจั๊บน้ำใส”

“อะไร ใครพูดถึงของกิน” นัทที่เพิ่งล้างหน้าออกมาถาม สีหน้าดีขึ้น เขาสบตากับแรก ก่อนจะยักคิ้วให้ แรกก็เลยยักคิ้วใส่คืน เป็นอันว่าจบสิ้นปัญหาใจระหว่างเพื่อน

“ไปหาอะไรกินที่เยาวราชกันมึง”

“เอาดิ เดี๋ยวกูโทรชวนขวัญด้วย ขวัญบ่นอยากไปเหมือนกัน”

“ไปกันกี่โมงดี ช่วงเย็นๆ หน่อยได้ไหม จะได้ไม่กลับบ้านดึก” วาถามความเห็นของเพื่อนพลางทำหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย พ่อแม่เขาไม่ค่อยอยากให้กลับบ้านดึกเท่าไหร่ ยังไม่อยากถูกดุถ้าไม่จำเป็น

“ก็ไปถึงนู่นสักหกโมงเย็นก็ได้ แล้วสักสองทุ่มค่อยกลับ มึงจะได้ถึงบ้านไม่ดึกมาก” แก๊ปเสนออย่างเข้าใจดีว่าพ่อแม่ของวาห่วงลูกชายมากขนาดไหน ถ้าไม่นับเรื่องกิจกรรมรับน้องที่ต้องอยู่ค่ำหน่อย เรียนเสร็จก็ควรต้องตรงกลับบ้านทันที

“โอเค เหลือเวลาอีกชั่วโมง ของีบสักหน่อยแล้วกัน”

แก๊ปเอนหลังนอนบนพื้นพรมหน้าโทรทัศน์จอใหญ่ แรกก็เลยโยนหมอนอิงไปให้เพื่อนหนุนหัว ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอนเพื่ออาบน้ำ เตรียมออกไปข้างนอกกับเพื่อน

ร่างกายสง่างามสูงใหญ่ที่เต็มไปด้วยหยดน้ำเดินออกมาจากห้องน้ำ ท่อนบนเปิดเปลือย ด้านล่างมีผ้าขนหนูพันเอาไว้อย่างหมิ่นเหม่ ขายาวราวกับนายแบบเดินไปหยิบโทรศัพท์ที่วางไว้บนโต๊ะหัวเตียง กดเข้าไปในแอปพลิเคชันสีเขียว เพื่อพิมพ์ข้อความหาใครคนหนึ่ง

‘วันนี้กลับบ้านหรือเปล่าแบร์ มีใครไปส่งไหม’

แรกจำได้ วันศุกร์แบร์รี่จะกลับบ้าน เขามีโอกาสได้ไปส่งคนตัวเล็กครั้งหนึ่ง เพราะในอาทิตย์ต่อๆ มา แบร์รี่กลับกับโอบ้าง กลับกับโชแปงบ้าง แรกก็เลยไม่ได้ทำหน้าที่สารถีให้กับคนตัวเล็กอีก

แรกมองจ้องหน้าแชท เฝ้ารอให้คนปลายทางอ่านข้อความของเขาอย่างใจจดใจจ่อ ก่อนจะหลุดยิ้มเมื่อเห็นข้อความที่ตอบกลับมา พร้อมกับสติกเกอร์ลูกหมีนอนเพลียน่ารักๆ

‘วันนี้ยังไม่ได้กลับ คงกลับวันพรุ่งนี้อะ’

‘แล้วกลับยังไง’

ความรู้สึกในอกของแรกค่อนข้างวูบวาบ เขากำลังตื่นเต้น และรอคอยคำตอบที่อยากได้ ก่อนที่หัวใจดวงโตจะฟีบเหี่ยว เมื่อคำตอบที่ได้รับไม่เป็นไปตามที่หวัง

‘เดี๋ยวโอมารับน่ะ’

อีกแล้วเหรอวะ

‘อืม งั้นวันนี้ก็อยู่หอในใช่ไหม’

ถึงจะผิดหวัง แต่มันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ

‘ใช่ พอดีเราต้องเร่งทำชุดใส่ประกวดน่ะ ถ้ากลับบ้านก็จะไม่ได้ทำ คืนนี้เลยต้องเร่งมือหน่อย’

แรกพยักหน้าเข้าใจอยู่คนเดียวภายในห้องนอน ก่อนจะทิ้งท้ายบทสนทนาอีกเล็กน้อย แล้วปล่อยให้แบร์รี่ได้มีเวลาส่วนตัวในการพักผ่อนหรือออกแบบชุด

เวลาสี่โมงเย็นแรกกับเพื่อนอีกสี่คนก็ออกจากคอนโดมิเนียมใกล้มหาวิทยาลัย เย็นวันศุกร์รถติดตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลาเลิกงานด้วยซ้ำ วากับนัทมากับแรก ส่วนบอยไปกับแก๊ป

“ขวัญอยู่ไหนแล้ว” เสียงถามไถ่ของนัทดังขึ้น เจ้าตัวกำลังโทรไปถามเพื่อนสาวคนเดียวในกลุ่ม

“เราถึงแล้ว กำลังวนหาที่จอดรถอยู่” หญิงสาวตอบกลับมา บ้านของเธออยู่ไม่ไกลจากย่านเยาวราชมากนัก จึงใช้เวลาเร็วกว่า และไม่ต้องลำบากให้เพื่อนไปรับที่บ้าน

“โอเค เราก็ใกล้ถึงแล้ว เจอกันที่ร้านอาหารทะเลเจ้าประจำของเราเลยแล้วกัน ฝากสั่งหน่อยนะถ้าไปถึงก่อน”

“ได้จ้า”

แรกได้ยินทุกการสนทนาเพราะนัทคุยแบบเปิดลำโพง ชายหนุ่มหักพวงมาลัยเลี้ยวไปตามซอย เพื่อหาที่จอดรถเช่นกัน ตัวเขาเองก็ชอบมาหาอะไรกินกับเพื่อนที่นี่ เกลียดอยู่อย่างเดียวคือหาที่จอดรถยาก แต่วันนี้โชคดีหน่อย ได้ที่จอดไว ไม่อย่างนั้นเขาคงหงุดหงิดแล้วพาลกินอะไรก็ไม่อร่อย

ผู้ชายห้าคนจับกลุ่มพากันเดินไปยังร้านอาหารที่นัดหมายกับเพื่อนสาวไว้ หนึ่งในร้านยอดฮิตที่ไม่ว่าใครได้มาเยาวราชก็ต้องได้มาลองกิน ซึ่งคนทั่วไปจะเรียกชื่อร้านติดปากกันว่า ‘ร้านเสื้อเขียว’ เป็นหนึ่งในร้านโปรดของแรก ดูเหมือนว่าเพื่อนๆ ทุกคนในกลุ่มอยากจะเอาใจชายหนุ่มเป็นพิเศษ

แรกอยากจะบอกว่าไม่ต้องเอาใจเขาจนเกินงามก็ได้ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงเดินรั้งท้ายเพื่อนในกลุ่มไปหาขวัญที่นั่งโบกมือเรียกอยู่ที่ร้านอาหาร

“โชคดีที่มาไวแล้วโต๊ะยังไม่เต็ม ไม่งั้นได้รอคิวยาวแน่” หญิงสาวพูดขึ้นเมื่อเพื่อนผู้ชายทั้งห้าคนมาถึงโต๊ะ

“สั่งอะไรไปแล้วบ้าง”

“ก็สั่งกุ้งเผา ปลาเผา หอยแครงลวก ส้มตำปูม้า แล้วก็มีกุ้งอบวุ้นเส้นของโปรดแรกด้วยนะ” ขวัญฉีกยิ้มหวานพูดกับแรกอย่างเอาใจ แต่คนถูกเอาใจก็ทำเพียงพยักหน้ารับและส่งเสียงขอบคุณในลำคอเท่านั้น จนรอยยิ้มของหญิงสาวค่อยๆ จืดเจื่อนลง แต่ก็แค่แป๊บเดียวเท่านั้น ขวัญก็กลับมาฉีกยิ้มสดใสเหมือนเดิม

“แหมๆ จำได้แต่ของชอบไอ้แรก เอาเมนูมาดิ จะสั่งของกินเพิ่ม” แก๊ปเบะปากใส่แรกอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะหยิบเมนูอาหารมาดูเพิ่ม

“อย่าสั่งเยอะนะมึง เดี๋ยวไปกินอย่างอื่นต่อ”

“เออ”

อาหารถูกสั่งเพิ่มไปอีกสองสามอย่าง ดูเหมือนจะเยอะ แต่อาหารแค่นี้ไม่คณามือของผู้ชายทั้งห้าคนที่เรียกได้ว่าอยู่ในวัยกำลังกินกำลังโต

“แรก นี่กุ้ง เราแกะให้ เราไม่เห็นแรกกินกุ้งเลย” กุ้งแม่น้ำแกะเปลือกแล้วเรียบร้อย

“ก็มันไม่ชอบแกะเปลือกกุ้งเปลือกปู” นัทพูด

“ทีหลังไม่ต้องแกะให้เราหรอก ขวัญกินเถอะ” แรกบอก แต่ก็ไม่ได้ส่งกุ้งตัวนั้นคืน จิ้มมันเข้าปาก เคี้ยวไม่กี่ทีก็รีบกลืนลงคอ เพิ่งจะเคลียร์ประเด็นกับเพื่อนคนอื่นมา แรกไม่อยากให้บรรยากาศที่กำลังดีตอนนี้ต้องเสียไปเพราะตัวเอง

กินอาหารร้านแรกเสร็จ กลุ่มคนจำนวนหกคนก็รีบลุกออกจากโต๊ะเพื่อให้ลูกค้าคนอื่นได้มานั่งกินบ้าง เดินย่อยซื้อของกินกลับไปกินที่บ้านบ้าง ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปร้านถัดไป

“ถ่ายรูปรวมกันหน่อยดิ ไม่มีรูปรวมกลุ่มนานละ” นัทว่า

“เอาดิ อัปเดตหน่อย” บอยเห็นด้วย

“แรก ลองชิมดูสิ ลูกพีชนี่หวานดีนะ แรกชอบนี่” ขวัญขยับเข้าไปใกล้แรกจนแขนแตะกัน

“เห้ย มองกล้องกันหน่อย กูจะเช็คอิน”

แรกที่กำลังมองหน้าขวัญกับมองชิ้นลูกพีชจิ้มไม้ในมือเล็กหันไปทางเสียงของบอย ก็เห็นภาพของพวกเขาอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ จากนั้นก็กดถ่ายภาพ เพื่อทำการอัปเดตลงโซเชียล

“ไม่เป็นไร เรารู้ว่าหวาน” แรกเอ่ยปฏิเสธ พร้อมขยับออกห่างเว้นระยะเล็กน้อย

“ถ้ารู้แล้วก็กินสิ เราถือเมื่อยแล้วนะ”

“กินๆ ไปเถอะไอ้แรก สาวสวยอุตส่าห์ป้อนสักที” แก๊ปเหล่มองแล้วก็พูดแซว แต่โดนมือขาวๆ ของวายกปิดปากเอาไว้ พลางเอ็ดว่าไม่ให้พูด

“ขอโทษทีขวัญ แต่ขวัญก็รู้ว่าเราไม่ชอบ” แรกพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ

“ในฐานะเพื่อนก็ไม่ได้เหรอ” ขวัญพูดเสียงเบา มือที่ถือก้านไม้จิ้มเนื้อพีชลดต่ำลง

“มึงก็นะ ขวัญหน้าเสียหมด” นัทขมวดคิ้วพูด

“ไม่เป็นไร อย่าไปว่าแรกเลย”

“ขอโทษละกัน” แรกพูด ขยับเดินผ่านขวัญไปที่ร้านขายผลไม้นำเข้า

แรกกวาดตามอง มีแต่ผลไม้ที่เขาชอบ ถ้าอยู่บ้านเขาจะได้กินผลไม้พวกนี้ตลอด เพราะแม่จะให้แม่บ้านคอยจัดเตรียมเอาไว้ให้

 มองผลไม้แล้วแรกก็คิดถึงใครอีกคน เท่าที่ได้พูดได้คุย ได้เห็น และได้รู้จัก ทั้งจากปากเจ้าตัวเอง และจากปากของเพื่อนๆ ของแบร์รี่ เขาพอรู้ว่าเจ้าตัวกินน้อย ไม่ค่อยกินอะไรตามใจปากเพราะกลัวรูปร่างไม่ดี ไม่รู้ว่าเย็นค่ำป่านนี้จะกินอะไรแล้วหรือยัง

“เอาลูกพีชสองกิโลกรัม แล้วก็เชอรี่หนึ่งกล่องครับ” แรกเอ่ยสั่งกับแม่ค้า ก่อนจะควักเงินจ่าย แล้วหยิบถุงใส่ผลไม้ที่ตัวเองชอบมาถือ

“ไปกินกวยจั๊บกันต่อไหม” บอยเอ่ยชวน แล้วมองหน้าทุกคนเพื่อขอความเห็น

“เอาสิ” นัทพูด แล้วจับแขนขวัญให้เดินนำไป หญิงสาวคนเดียวของกลุ่มหันมามองแรงด้วยแววตาติดจะเศร้า แล้วก็หันกลับไปมองทางข้างหน้า

“ไปกันมึง” แก๊ปตบบ่าเพื่อนเบาๆ ไม่ให้คิดมาก แม้บางทีมันจะเป็นสถานการณ์ที่น่าอึดอัด แต่มันก็ทำอะไรไม่ได้

นอกจากกวยจั๊บแล้ว กลุ่มของแรกก็ยังพากันไปหาอะไรกินอีกหลายต่อหลายร้าน ทั้งของคาวและของหวาน และทุกครั้งที่แวะกินร้านไหน แรกจะต้องสั่งใส่ถุงกลับบ้านด้วยหนึ่งชุดเสมอ จนเพื่อนเกิดความสงสัย เนื่องจากแรกไม่เคยทำ

“มึงซื้อกลับคอนโดอะไรเยอะแยะวะ อาทิตย์นี้ไม่กลับบ้านไม่ใช่เหรอ” บอยถามด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่าสองไม้สองมือของแรกเต็มไปด้วยถุงของกิน

“ซื้อไปให้เพื่อน” แรกตอบ ไม่โกหก ไม่ปิดบัง

“เพื่อน? กลุ่มนั้นอะนะ” นัทถาม ขวัญที่ยืนข้างๆ ก็ทำหน้าสงสัยร่วมด้วย เพราะแรกไม่เคยมีเพื่อนที่อื่นนอกจากกลุ่มนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการซื้อของไปฝาก นี่เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้

“อืม เขาอยู่หอในคนเดียว ก็เลยจะซื้อไปฝาก” แรกตอบ ก่อนจะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู “กูอิ่มแล้ว ยังไงกูขอกลับก่อนแล้วกัน”

ไม่รอให้เพื่อนซักไซ้ไล่เลียงเพิ่มเติม แรกก็โบกมือลาแล้วเดินออกจากกลุ่มกลับมาที่รถ ยังไงก็ยังมีรถของบอยกับรถของขวัญ พวกนั้นน่าจะกลับกันได้อยู่แล้ว

ภายในห้องพักขนาดเล็ก ร่างเล็กกำลังนั่งกินข้าวเย็นที่ซื้อใส่กล่องมาจากร้านอาหารข้างมหาวิทยาลัย บนพื้นรอบตัวมีเศษผ้า อุปกรณ์ตัดเย็บ เข็ม ด้ายวางเกลื่อนพื้น รูมเมททั้งสองคนกลับบ้าน แบร์รี่ก็เลยสามารถทำห้องรกได้ชั่วคราว เพราะเขาต้องใช้พื้นที่พอสมควรในการสร้างสรรค์ชุดที่จะใช้ใส่ประกวดสาวประเภทสอง

ช่วงเวลาพักกินข้าว แบร์รี่หยิบโทรศัพท์มือถือมาไถลเล่นหาอะไรดูไปเรื่อย หนึ่งในความสนใจของตุ๊ดน้อยๆ อย่างแบร์รี่นอกจากเรื่องแฟชั่นแล้ว ก็เป็นเฟสบุ๊คของคนแรกที่เขากดติดตามเอาไว้ แม้ชายหนุ่มจะไม่ค่อยอัปเดตอะไรเท่าไหร่ แต่เพื่อนๆ ของแรกมักจะโพสต์ความเป็นไปของคนในกลุ่มแล้วก็แท็กมาหาชายหนุ่มหน้าดุเป็นประจำ

วันนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่ว่ารูปภาพที่แบร์รี่เห็น ไม่ได้ทำให้หัวใจดวงน้อยฟูฟ่องเหมือนอย่างเคย ในเมื่อรูปภาพที่เพิ่งอัปโหลดลงในแอพพลิเคชันสีน้ำเงินเมื่อห้านาทีที่แล้ว เป็นรูปกลุ่มที่ถ่ายขณะกำลังไปเที่ยวเยาวราช และคนที่อยู่ตรงกึ่งกลางเฟรมของรูปถ่ายก็เป็นแรกกับผู้หญิงหน้าตาสละสลวยคนหนึ่ง

ภาพความใกล้ชิดสนิทสนมอดทำให้แบร์รี่คิดไปไกลไม่ได้ว่า ผู้หญิงคนนี้เป็นคนรักของแรกหรือเปล่า ตอนนี้ในหัวน้อยๆ มีภาพเดวิลตัวน้อยสีดำถือไม้สามง่ามกระพือปีกเล็กๆ บินลอยโวยวายอยู่ข้างกาย

‘เป็นแฟนกันแน่ๆ ดูสินังแบร์ มีป้อนของกินให้กันด้วย’

ใบหน้าเล็กหงอยลงถนัดตา หมดความอยากอาหารจนต้องวางช้อนลงกับจานขาว

‘ปากเสีย! เขาอาจจะเป็นเพื่อนกันก็ได้ เธออย่าคิดมากไปเลย’

เทวดาแสนดีตัวน้อยปรากฏตัวขึ้นในหัว เพื่อปลอบโยนไม่ให้แบร์รี่รู้สึกเศร้าใจ

‘ถ้าไม่ใช่แฟนกันต้องยืนชิดกันขนาดนั้นด้วยเหรอ มีทำหน้าอ้อนกันด้วยน่ะนะ’

‘แต่มันไม่มีหลักฐานนี่ว่าเขาคบกัน ไม่มีข่าวคราวออกมาเลยนะ’

นั่นสิ

‘เขาอาจจะปิดข่าวก็ได้นิ’

‘แล้วทำไมต้องปิดล่ะ ถ้าเป็นแฟนกันจะปิดคนอื่นทำไม ที่ไม่เปิดก็เพราะมันอาจจะไม่ใช่ยังไงล่ะ’

“ฮื้อออออ!!!! พอ หยุด!” แบร์รี่สะบัดหัวไปมาอย่างแรงจนเส้นผมสะบัดไล่ความฟุ้งซ่านออกจากความคิด ใครมาเห็นก็อาจจะกังวลได้ว่าศีรษะทุยได้รูปจะกระเด็นหลุดออกมากลิ้งหลุนๆ อยู่บนพื้นหรือเปล่า

“เฮ้อ” แบร์รี่บังคับให้สมองของตัวเองหยุดคิด เสียงถอนหายใจดังก้องไปทั้งห้อง ตามมาด้วยความรู้สึกห่อเหี่ยว ผิดหวัง และเศร้าสร้อยที่กำลังอัดแน่นเต็มพื้นที่ข้างในอก กดทับก้อนเนื้อหัวใจจนมันหดเล็กเหลือนิดเดียว

“คนอย่างแรกก็ต้องคู่กับผู้หญิงสวยๆ อยู่แล้ว”

คนอย่างเขาจะไปเทียบเคียงอะไรได้เล่า เฮ้อ~

 

แรกขับรถกลับมหาวิทยาลัยด้วยอารมณ์ที่ค่อนข้างดี เหลือบตามองถุงของกินที่วางอยู่บนเบาะแล้วก็ลอบยิ้ม เวลานี้เป็นเวลาทุ่มกว่าๆ ยังพอมีเวลาให้เข้าไปหาคนตัวเล็กก่อนที่ประตูหอในจะปิดตอน

ทันทีที่ขับรถมาถึงหน้าหอพักของมหาวิทยาลัย แรกก็ถือถุงข้าวของลงจากรถ จากนั้นก็กดจิ้มเบอร์โทรไปหาลูกหมี เขามีแค่มือเดียวจึงไม่สามารถพิมพ์ได้ ก็เลยต้องโทรไปหา

“ฮัลโหล” น้ำเสียงตอนรับสายฟังดูเหมือนแบร์รี่จะกำลังประหม่า ริมฝีปากที่เพิ่งเป็นเส้นตรงขยับยกโค้งอีกครั้ง แรกคิดว่าตัวเองสามารถจินตนาการได้เลยว่าแบร์รี่กำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่

จะต้องกำลังเขินอยู่แน่ๆ

“แบร์ นอนหรือยัง” แรกถาม แม้จะรู้ว่าเวลานี้ยังไม่ใช่เวลาเข้านอน แต่ก็ถามเผื่อไว้ก่อน

“ยังเลย เรานั่งทำงานอยู่น่ะ เอ่อ แรกมีอะไรหรือเปล่า”

“เราอยู่หน้าหอแบร์ ลงมาหาหน่อยสิ”

เสียงจากปลายสายเงียบไปอึดใจ ไม่แม้แต่จะได้ยินเสียงลมหายใจด้วยซ้ำ แต่ถัดจากนั้นก็มีเสียงโครมครามคล้ายของหล่นอะไรสักอย่าง รอยยิ้มของแรกกว้างขึ้นอีกนิดจนเกือบจะเห็นไรฟัน

“ลงมานะ เรารออยู่” แรกพูดทิ้งท้ายและวางสาย ยัดโทรศัพท์ลงในกระเป๋ากางเกง ยืนตัวตรงเต็มความสูงมองไปที่ประตูหอพัก

รอไม่นานคนที่แรกตั้งใจมาหาก็วิ่งกระหืดกระหอบเปิดประตูหอพักออกมาหาเขา ถึงเจ้าตัวจะแอบลูบหน้าลูบตาเก็บอาการแล้ว แต่เขาก็ยังเห็นว่าอีกฝ่ายตื่นตระหนกไม่น้อยที่เขามาหาในเวลานี้

“แรก”

ร่างสูงเพียงกระตุกยิ้มรับการเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่ติดจะสั่นสะท้านไม่น้อย สายตามองสำรวจทั่วทั้งเนื้อทั้งตัวของคนตัวเล็ก ดูเหมือนว่าจะชอบใส่กางเกงขาสั้นกับเสื้อโอเวอร์ไซส์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าท่อนขาเรียวเสลานั้นเหมาะกับกางเกงขาสั้นจริงๆ แล้วพอใส่เสื้อตัวใหญ่ๆ แบบนี้ ยิ่งดูตัวเล็กน่ารัก น่าทะนุถนอม

“กินข้าวหรือยัง” แรกถามก่อน ไม่รอให้แบร์รี่ถามสิ่งที่ตัวเองสงสัยว่าชายหนุ่มมาหาเขาทำไม ปากที่กำลังจะอ้าถามก็เลยพะงาบๆ อย่างน่าเอ็นดู

“กินแล้ว” แบร์รี่ตอบเสียงเบา เขากินข้าวแล้วจริง แต่กินไม่กี่คำก็กินต่อไม่ลงหลังจากที่ได้เห็นภาพบาดตาบาดใจ

“งั้นเหรอ”

“แรกมีอะไรเหรอ”

“เราไปเยาวราชมา เห็นแบร์ไม่ได้กลับบ้าน ก็เลยซื้อของกินมาฝาก” แรกชูถุงอาหารในมือให้แบร์รี่ นัยน์ตาหวานหลุบลงต่ำมองมือของแรก จากนั้นริมฝีปากสีสวยก็เม้มเข้าหากัน หัวใจที่เต้นแผ่วเบาก่อนหน้านี้เร่งจังหวะเร็วขึ้นเพียงเพราะคำพูดที่คล้ายจะสื่อความนัยว่าแรกคิดถึงเขา ถึงได้ซื้อมาให้

“ขอบใจนะที่นึกถึงเรา” แบร์รี่ตอบยิ้มๆ

“ต้องนึกถึงสิ ก็เราเป็นห่วง”

ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก

หัวใจเจ้ากรรม แค่ได้ยินคำว่าเป็นห่วงจากปากคนที่แอบชอบก็ลิงโลดเต้นระรัวจนแทบจะกระเด็นกระดอนหลุดออกมาจากอก แทบอยากจะยกมือขึ้นมากุมใจ ทรุดตัวลงไปดิ้นทุรนทุรายบนพื้น

“แต่ถ้ากินข้าวแล้ว กวยจั๊บกับบะหมี่เกี๊ยวลูกชิ้นปลาเก็บไว้กินมื้อเช้าก่อนออกจากห้องก็ได้ ที่หอในมีตู้เย็นใช่ไหม เราเคยได้ยินเพื่อนพูด”

“มี มีตู้เย็นกับไมโครเวฟของรูมเมทน่ะ”

“ส่วนคืนนี้แบร์ก็กินผลไม้ไปก่อนแล้วกัน ลูกพีชกับเชอรี่ เราไม่รู้ว่าแบร์จะชอบไหม แต่ว่าเราชอบนะ 

ฉ่า!

แบร์รี่แทบจะอยากเงยหน้ามองบนท้องฟ้า ว่าดวงอาทิตย์ออกมาทำงานผิดเวลาหรือเปล่า ทำไมอากาศมันร้อนแปลกๆ แบบนี้

โดยเฉพาะประโยคต่อมาที่ทำให้ใบหน้านวลร้อนฉ่ายิ่งกว่าเดิม

“เพราะเราอยากให้แบร์ชอบเหมือนที่เราชอบ” 

น้องแบร์ว่าน้องแบร์ได้ตายไปแล้ว...แบบสงบศพสีชมพู 

 

#ขยับเพื่อนเลื่อนเป็นรัก 

 

****** 

เดี๋ยวนะ ชอบนี่คือ ชอบของกินแบบนี้เดียวกันหรืออยากให้เขาชอบตัวเองแบบที่ตัวเองชอบเขากันแน่ ห๊ะ จะมาพูดกำกลวมแบบนี้ได้ไงพ่อ! เดี๋ยวปีดฟาด 

Facebook Page : RiRiWorld 

Twitter : @NovelsRiri 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว