facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 23 ฝืนชะตาลิขิต

ชื่อตอน : บทที่ 23 ฝืนชะตาลิขิต

คำค้น : นิยายรัก รักแท้ รักโรแมนติก รักแรกพบ แอบรัก รักวัยรุ่น มีรัก รักเดียวใจเดียว วิศวะ หนุ่มวิศวะ หมอ แพทยน์

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 164

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 28 มี.ค. 2564 16:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 23 ฝืนชะตาลิขิต
แบบอักษร

ติ๊ด   ติ๊ด   ติ๊ด

 

เสียงเครื่องฟอกไตกำลังทำงาน กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออบอวนไปทั่วทั้งห้อง นางจันทร์ปาดน้ำตาที่ข้างแก้มทิ้ง เธอรับโทรศัพท์ด่วนจากหน่วยกู้ภัยว่าลูกสาวของเธอหัวใจหยุดเต้น เจ้าหน้าที่กำลังให้การช่วยเหลือ และถูกนำส่งโรงพยาบาล

นางจึงฝากร้านไว้กับแม่ค้าร้านข้าง ๆ เมื่อมาถึงที่โรงพยาบาลอิงดาวพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ยังไม่รู้สึกตัว

 

“แม่”

อิงดาวเรียกเธอเสียงเบา ริมฝีปากซีดเซียว ดวงตาอิดโรยของลูกสาวมองไปรอบ ๆ ตัวก็พบว่าตนเองอยู่ในโรงพยาบาลและกำลังได้รับการฟอกเลือดอีกครั้ง

“หนูบอกว่าไม่ต้องฟอกเลือดแล้วไงคะ”

มือเล็กของอิงดาวจับที่สายเลือดสีแดงเส้นโตหมายจะดึงออกจากตัว นางจันทร์รีบจับมือลูกสาวเอาไว้ พร้อมกับตวาดขึ้นทั้งน้ำตาว่า

“อิง หยุดเดี๋ยวนี้นะ”

 

“พวกเราตกลงกันแล้วไม่ใช่รึคะว่า หนูจะไม่ฟอกไต และจะไม่รับการรักษาใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะโรคนี้เป็นแล้วไม่มีทางหาย ฟอกก็ตาย ไม่ฟอกก็ตาย แม่จะเอาเงินมาละลายทิ้งกับหนูไม่ได้”

อิงดาวบอกแม่ ดวงตาแดงก่ำ มีน้ำใส ๆ รื้นขึ้นจนล้นออกมา

 

“อิงจะให้แม่ทำยังไง ให้แม่มองอิงตายไปต่อหน้าต่อตาหรือไง แม่ทำไม่ได้”

นางจันทร์สะอื้นฮัก อับจนหนทางที่จะหาเงินมารักษาลูกสาว เดิมทีเธอคิดว่าเมื่อลูกสาวเรียนจบได้งานทำแล้ว ภาระในการหาเงินเลี้ยงครอบครัวจะเบาบางลงบ้าง นึกไม่ถึงเลยว่าอิงดาวที่กำลังจะเป็นเสาหลักให้กับครอบครัว กลับต้องมาล้มป่วย สวรรค์กับซ้ำเติมให้แม่ม่ายลูกสองอย่างเธอต้องอับจนหนทางครั้งแล้วครั้งเล่า

 

อิงดาวยอมปล่อยมือออกจากสายเลือด เธอจะยอมฟอกเลือดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย

“แม่ แม่ฟังอิงนะ เงินเดือนของอิงเดือนสุดท้าย กับเงินที่ได้จากการขายข้าวแกง ให้แม่เก็บเอาไว้ใช้จ่าย และส่งน้องเรียนเตรียมทหาร ถ้าแม่เอาเงินมาใช้ฟอกไตให้อิง แล้วน้องจะเอาเงินที่ไหนไปสอบ เอาเงินส่วนไหนไปจ่ายค่าเทมอ น้องยังมีอนาคต แต่อิง.... หมดสิ้นแล้ว”

ประโยคสุดท้ายกลืนหายไปกับเสียงสะอื้น ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้ผู้เป็นแม่ นางจันทร์พยักหน้ารับ และเข้าใจในสิ่งที่ลูกสาวพูดเป็นอย่างดี

 

...................................................................................................

 

เดือนกว่าเกือบจะสองเดือนแล้วที่อิงดาวลาออกจากงาน ช่วงแรกที่ร่างกายยังแข็งแรง เธอก็ช่วยแม่ทำกับข้าวขาย ทำงานบ้านทุกอย่างเหมือนเช่นที่เคยทำ ไม่ว่าจะเป็นกวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน และเธอก็ฝึกให้น้องชายทำงานบ้านไปด้วย

ตะวัน ไม่เถียงเธอเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ยอมกลับบ้านเร็วขึ้นเพื่อมาช่วยแม่เก็บร้าน ได้เห็นน้องชายมีความรับผิดชอบมากขึ้นเช่นนี้ เธอก็หมดห่วงแล้ว

สิ่งเดียวที่ยังคงค้างคาใจ คือ เจ้าของผ้าเช็ดหน้าสีเทา เนื้อผ้ารื่นมืออย่างดีผืนนี้เท่านั้น มือผอมแห้งลูบคลำผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นอย่างเบามือ ช่วงสองสามวันมานี้ร่างกายของเธอทรุดหนักลงมากขึ้นแม้แต่แรงจับไม้กวาดยังไม่มี จึงได้แค่ลุกนั่งนอนอยู่บนเตียงชั้นสองของบ้าน ดวงตาลึกเหลือง แก้มตอบ ผิวหนังกลายเป็นสีเหลืองทั่วทั้งตัว

ในทุก ๆ เช้า อิงดาวจะพยายามลุกขึ้นเอง ฝืนความเจ็บปวดเอาไว้ จากนั้นก็ยิ้มให้กับทุกคน เพื่อให้แม่ได้ออกไปขายข้าวแกงที่ตลาดได้อย่างสบายใจ และให้น้องไปเรียนโดยที่ไม่ต้องมาเฝ้าเธอ ให้ทุกคนรู้ว่าเธอสามารถดูแลตัวเองได้

เช้านี้ก็เช่นกัน หลังจากกินข้าวต้มที่แม่ตักใส่ถ้วยไว้ให้แล้ว เธอก็เลื่อนมันเก็บไว้ที่มุมหนึ่งของโต๊ะ เผื่อว่าตอนกลางวันเธอหิวขึ้นมาก็เปิดกินข้าวต้มเก่าที่เหลือ ส่วนน้ำดื่มนั้นก็วางอยู่ในตำแหน่งที่อิงดาวสามารถเอื้อมหยิบได้เอง

วันนี้หล่อนทานข้าวต้มได้เพียงสองสามคำก็รู้สึกปวดท้อง เจ็บขึ้นมาเป็นระลอก ๆ ใบหน้าผอมซูบบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เหงื่อซึมผุดพรายขึ้นตามไรผมที่หน้าผาก หญิงสาวต้องนอนขดตัวงอ มือซ้ายกำผ้าเช็ดหน้าของผู้ที่เป็นที่รักไว้แน่น มือขวาลงที่ท้อง ดวงตาพร่าเลือนไปหมด ลมหายใจติดขัด รวยระริน

ก่อนที่ความเจ็บปวดอันแสนทรมานจะปลิดลมหายใจของเธอไป ทั่วทั้งห้องก็ปรากฏสว่างเจิดจ้าขึ้นวูบหนึ่ง

 

วาป !

 

เมื่อแสงสว่างจนแสบตานั้นหายไป ก็ปรากฏเงาร่างผู้ชายกำยำสองคนถือหอกสามง่าม สวมโจมกระเบนสีแดง ยืนทมึนอยู่ที่ปลายเตียง อิงดาวตัวสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว หากแต่ไม่แรงขยับหนีไปไหน

 

“อิงดาว เสถียรรักชาติ ใช่หรือไม่”

เสียงเย็นยะเยือกจากเงาร่างสีดำตัวใหญ่ถามขึ้น

 

“ใช่”

หญิงสาวนิ่วหน้าขานรับอย่างแผ่วเบา เธอเหมือนจะไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกแล้ว เหมือนร่างกายมันวูบโหวงอย่างประหลาด ราวกับว่าร่างกายนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณของเธออีกต่อไป

 

“บัดนี้ชีวิตเจ้าในภพในชาตินี้ สิ้นสุดลงแล้ว เจ้ามีสิ่งใดที่อยากจะทำก่อนตายหรือไม่”

ยมทูตร่างเล็กกี่คนเอ่ยถามขึ้น

 

ดวงตาอิงดาวเลื่อนลอยหยาดน้ำใส ๆ คลอขึ้นจนเต็มดวงตา ชีวิตคนมันก็เพียงเท่านี้หนอ เพียงแค่สายลมพัดผ่านก็ราวกับว่าลมหายใจจะหยุดลง มือผอมยังคงกำผ้าเช็ดหน้าสีเทาไว้แน่น แน่นเหมือนกับหัวใจของเธอที่ยังยึดติดอยู่กับเจ้าของผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ แม้จวบวันสุดท้ายแห่งชีวิตเธอก็ไม่อาจลืมเขาได้

เธอไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันทำไมถึงรักเขาลึกซึ้งได้มากมายเพียงนี้ เพียงเขาช่วยเธอแค่ครั้งเดียว ไม่เคยพูดกันเลยสักคำ แต่เธอกลับคิดถึงเขามากมาย คอยแต่รับฟังทุกเรื่องราวที่เกี่ยวกับเขา เพียรพยายามเพื่อให้ได้ใกล้ชิด สุดท้ายสิ่งเหล่านี้ก็กลายเป็นสายใยบาง ๆ ที่คอย ๆ ร้อยรัดหัวใจของเธอให้ผูกติดกับเขา นานวันเข้าเธอยิ่งปักใจรักมั่น จนมาอาจตัดขาดได้ หากมีสิ่งใด ที่ช่วยให้เธอได้รักกับอาจารย์ธาวินเธอก็พร้อมที่จะทำ

“ขอให้ฉันได้รักกับอาจารย์ธาวินสักวันได้หรือไม่”

แม้ปากบางซีดจะขยับเพียงเล็กน้อยและเสียงแผ่วเบา แต่หูทิพย์ของท่านยมทูตทั้งสองได้ยินอย่างแจ่มชัด และเมื่อตรวจดูดวงชะตาของหญิงสาวกับผู้ชายที่เธอบอกกลับพบว่าทั้งคู่ไม่มีบุญวาสนาต่อกัน

บุรุษผู้นั้นที่เธอต้องการจะรัก เขาสะสมบุญบารมีไว้มาก ชาตินี้จึงได้เกิดมาเป็นมนุษย์เพศผู้ในฐานันดรสูงศักดิ์ เพียบพร้อมด้วยสติปัญญา ทรัพย์ และรูปลักษณ์ สตรีผู้ที่ครองคู่บุรุษที่มีบุญญาธิการเช่นนี้ ต้องมีบุญบารมีทัดเทียมกัน

ส่วนเธอคนนี้ บุญเก่าที่สะสมไว้น้อยนัก เกิดมาในฐานันดรต่ำศักดิ์ ด้อยทั้งปัญญา ทรัพย์และรูปโฉม อีกทั้งอายุเธอก็แสนสั้น มีเพียงเศษกรรมเก่าที่เกิดจากการยึดมั่นถือมั่นในภพชาติที่แล้ว จึงทำให้เธอได้พบเขาอีกครั้ง

ดังนั้น ท่านยมทูตร่างใหญ่จึงเอ่ยกับเธออย่างตรงไปตรงมาว่า

“เสียใจด้วย เราไม่อาจทำให้เจ้าสมดั่งปรารถนา เพราะในภพนี้ชาตินี้เจ้ากับผู้ชายคนนั้นไม่มีบุญวาสนาต่อกันอีกแล้ว”

 

คำพูดที่ยมทูตพูดนั้น ใช่ว่าเธอจะไม่เคยคิด อิงดาวบอกตัวเองเสมอว่า เธอกับอาจารย์ธาวินไม่มีทางรักกันได้ ไม่คู่ควร เขาไม่เคยเห็นอยุ่ในสายตาด้วยซ้ำ แต่ทุกครั้งที่พยายามตัดใจ ก็รู้สึกเหมือนมีมีดกรีดลงกลางใจจนเจ็บปวดเป็นริ้ว ๆ

 

ปวดใจ.... ที่พยายามดีแค่ไหน เธอก็ไม่รัก

ปวดใจ.... ที่พยายามตัดใจแค่ไหน ก็ทำไม่ได้

ปวดใจ... แต่ทำไมยังรักอยู่

 

อิงดาวหลับตาลงน้ำใส ๆ ไหลรินออกจากหางของเธอเป็นสาย เธอพร้อมจะตายไปกับรักที่มีให้กับเขา แม้เขาจะไม่รับรู้ก็ตาม

ยมทูตร่างเล็กสีหน้าย่ำแย่ไปกับหญิงสาว เขาขยับตัวอึกอักอยู่ชั่วครู่ แล้วเมื่อเห็นว่ายมทูตผู้ฝึกสอนเขากำลังจะดึงวิญญาณของอิงดาวออกจากร่าง เขาก็รีบเอ่ยห้ามขึ้นว่า

“ท่านยมทูตโปรดหยุดก่อน ข้าคิดว่าสิ่งที่นางขออาจพอจะมีทางเป็นไปได้ เพราะวันนี้เป็นวันอังคารขึ้น 2 ค่ำ เดือน 12 ตามกำหนดสวรรค์ ทุก ๆ สี่ทศวรรษองค์จันทราจักเสด็จผ่านพระพักตร์ขององค์มหาสุริยัน ในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งสามสิบหกภพภูมิจะมืดมิด เราสามารถอาศัยช่วงเวลาดังกล่าวฝืนชะตาลิขิตได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นนรก หรือสวรรค์ก็มิอาจรู้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงชะตาชั่วขณะ”

 

“เจ้ายมทูตฝึกหัด เจ้าหมายความว่าอย่างไร”

ยมทูตร่างใหญ่หันไปมองยมทูตฝึกหัดที่เพิ่งจะได้จุติลงมาทำปฏิบัติหน้าที่ท่านยมบาลจึงให้เขาคอยฝึกสอนภารกิจให้

 

“ข้าเคยอ่านในตำราของยมโลก บันทึกเอาไว้ว่าในช่วงเวลาที่เกิดสุริยคราสเต็มดวงจะเป็นวันที่สวรรค์เบื้องบนไม่อาจมองเห็น นรกเบื้องล่างไม่อาจส่องถึง ประตูของสามสิบหกภพภูมิจักถูกเปิดออก ช่วงเวลานั้น ไม่ว่าสวรรค์หรือนรกล้วนวุ่นวายกับการจัดการภูตผีปีศาจแลสัตว์นรกที่ต้องการจักหนีจากภพภูมิของตน ดังนั้น หากเราฝืนชะตาลิขิตของผู้หญิงคนนี้ ให้ได้เจอคนที่นางรักก่อนตาย พวกเราก็จะสามารถทำได้โดยที่ไม่ถูกจับได้และไม่ถูกลงทัณฑ์”

ยมทูตน้อยอธิบายอย่างละเอียด โชคดีที่เดิมวิญญาณเขาเป็นเต่าที่ชอบศึกษาตำรา ดังนั้น เมื่อลงไปยังยมโลกเขาจึงใช้เวลาว่างในการอ่านหนังสือมากกว่าการไปเที่ยวเล่นเหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ

 

“เจ้าคิดจากฝืนดวงชะตาให้กับนางมนุษย์ผู้นี้หรือ หากเจ้าทำนี้พลังบุญทั้งของเจ้าและของนางมนุษย์ผู้นี้จะสูญสิ้นไปทันที เจ้าอาจจะเป็นได้แค่ยมทูตฝึกหัดไปตลอดร้อยปี ส่วนนางหากแต้มบุญไม่เหลือพอให้เกิดเป็นมนุษย์นางจะได้ไปเกิดเป็นสัตวเดรัจฉานนะ”

ยมทูตผู้ฝึกสอนทำหน้าถมึงทึง ตวาดดังกึกก้อง แต่ยมทูตฝึกหัดก็มิได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย เพราะเขามีความมุ่งมั่นที่จะช่วยวิญญาณของหญิงสาวผู้นี้มีความสุขเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย

“สำหรับข้า แม้ร้อยปีนี้จะเป็นได้แค่ยมทูตฝึกหัดก็ไม่เป็นไร ขอแค่ได้ตอบแทนบุญคุณของนาง”

 

“เจ้าหมายความว่าเช่นไร”

 ยมทูตผู้ฝึกสอนขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

 

“ข้าจำได้ว่านางผู้นี้ เคยอุทิศบุญกุศลส่งวิญญาณให้ข้าในช่วงวินาทีสุดท้ายของชีวิต ทำให้ข้าไม่ต้องไปเกิดในภพภูมิสัตว์เดียรัจฉาน ข้าจึงได้มาเกิดเป็นยมทูตซึ่งจะมีโอกาสได้สร้างบุญกุศลต่อไปในภายภาคหน้า ดังนั้น ข้าจึงอยากตอบแทนนาง”

ยมทูตฝึกหัดกล่าว เขานึกถึงไปยังอดีตชาติเมื่อครั้งยังเป็นเต่าสัตว์เดรัจฉานภายในมหาวิทยาลัย และในวันที่สิ้นกรรมเก่านั้นเขาถูกรถเหยียบจวบจนจะสิ้นใจตาย หญิงสาวคนนี้ได้พาเขาไปบรรเทาความเจ็บปวดที่โรงพยาบาลสัตว์ จากนั้น เธอก็ได้แผ่เมตตาอุทิศกุศลนำส่งวิญญาณเขามายังภพภูมิที่ดีขึ้น ทำให้เขาหลุดพ้นจากการเป็นสัตว์เดรัจฉาน เขาจึงอยากตอบแทนเธอ

 

“แต่บุญของเจ้าอย่างน้อยนัก ข้าเกรงว่าอาจจะฝืนชะตาให้นางไม่ได้”

ยมทูตผู้ฝึกสอนเอ่ยขึ้น สีหน้าเป็นกังวล เขาอยู่ที่ยมโลกมานานกว่าร้อยปียังไม่มีใครสามารถฝืนชะตาของตนได้ ยกเว้นว่า จะยอมทุ้มเทจนหมดสิ้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น แม้แต่ดวงวิญญาณของมิอาจรักษาไว้ได้

 

“ข้าทราบดี ดังนั้น จึงต้องถามความสมัครใจของนางมนุษย์ผู้นี้ว่าจะยินยอมใช้บุญกุศลทั้งหมดเพื่อแลกกับการได้รักเพียงชั่วคราหรือไม่?”

ยมทูตฝึกหัดมองสบตาอิงดาว

 

ดวงตาของหญิงสาวสั่นระริก เธอเม้มริมฝีปากแน่นอย่างใคร่ครวญ ยมทูตฝึกหัดจึงบอกกับเธออีกครั้งว่า

“ข้าไม่รับรองว่าการฝืนชะตาลิขิตนี้จะสำเร็จหรือไม่ เพราะต้องขึ้นอยู่กับบุญวาสนาของเขากับเจ้าด้วย หากภภพใดชาติใด ใจไม่เชื่อมถึงกันเลยก็ยากจะสำเร็จ แต่หากเคยมีใจให้กันแม้สักน้อยนิดก็อาจจะมีหวัง ดังนั้น เจ้าจะยอมเสี่ยงใช้แต้มบุญทั้งหมดที่เจ้าเคยทำไม่ว่าจะภพใดชาติใดเพื่อแลกกับการได้รักเพียงชั่วคราหรือไม่”

 

“ฉันยอม”

อิงดาวตอบดวงตาอิดโรยของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น

 

“นางมนุษย์ เจ้ารู้หรือไม่ หากเจ้าใช้แต้มบุญจนหมด เจ้าจะไม่มีโอกาสได้เกิดเป็นมนุษย์ และการฝืนชะตานี้ก็ไม่แน่ว่าจะสำเร็จ”

ยมทูตผู้ฝึกสอนรีบเอ่ยทักท้วงด้วยความร้อนใจ

 

“ฉันรู้ แต่ฉันก็ยังปรารถนาที่จะได้รักกับอาจารย์ธาวินแม้เพียงแค่ชั่วเวลาหนึ่งก็ยังดีกว่าร้อยชาติไม่อาจพานพบ”

เสียงเศร้าสุดอาดูรลอยออกมาจากริมฝีปากซีด แม้ลมหายใจของเธออ่อนแรงมาก แต่ความปรารถนาในใจของช่างแรงกล้ามากนัก

 

“สุริยคราสใกล้จะเต็มดวงแล้ว เราต้องเร่งลงมือตอนนี้เลย”

ยมทูตฝึกหัดพนมมือขึ้น พร้อมกับท่องบทสวดเปลี่ยนชะตาฟ้า ที่เขาเพิ่งอ่านเจอในตำรามืดที่ถูกทิ้งไว้ในชั้นหนังสือเก่าแก่ แม้จะเป็นครั้งแรกของการปฏิบัติจริง แต่เขาจะพยายามทำมันให้เต็มที่

เสียงสวดคาถานอกรีดดังกังวาลขึ้นเรื่อย ๆ หน้าผากของยมทูตน้อยมีเหงื่อผุกพราย ไอสีขาวจาง ๆ จากตัวของอิงดาวลอยอ้อยอิงอยู่เหนือร่างของเธอ ท้องฟ้าด้านนอกค่อย ๆ มืดสลัวลง นกกาบินว่อนการเต็มท้องฟ้า ส่งเสียงกู่ร้องอลม่าน แดนมนุษย์กับสับสนเพราะแยกไม่ออกว่ากลางวันหรือกลางคืน

 

...........................จบตอน.............................. 

 

ความคิดเห็น