facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามซ่อนรัก 2 : เซอร์ไพรส์ให้ใจเต้น

ชื่อตอน : ฉลามซ่อนรัก 2 : เซอร์ไพรส์ให้ใจเต้น

คำค้น : ฉลามซ่อนรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2564 12:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามซ่อนรัก 2 : เซอร์ไพรส์ให้ใจเต้น
แบบอักษร

ฉลามซ่อนรัก 2 : เซอร์ไพรส์ให้ใจเต้น 

#ฉลามซ่อนรัก 

 

           จบประโยคนั้นคนโตกว่าก็ยิ้มกว้างเป็นตัวอย่างให้ผมเห็น เป็นการบอกกลายๆ ด้วยว่าผมต้องยิ้มแบบนี้ให้เขานะเขาถึงจะชื่นใจ แน่นอนว่าผมจะทำให้เขาผิดหวังได้ไง ผมยื่นหน้าไปจุ๊บแก้มเขาให้เขาเบิกตากว้างใส่ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี ชนิดที่ทั้งชีวิตคงไม่ได้ยิ้มกว้างเท่านี้แล้วก็เป็นได้

 

           นาทีนั้นอาชะงักไม่รู้ว่าตลึงรอยยิ้มจากใจของผมหรือตกใจที่ถูกผมหอมแก้มเป็นเด็กๆ กันแน่ แต่ผมมั่นใจว่าเขาชอบรอยยิ้มผม มันสะท้อนผ่านนัยน์ตาสีน้ำตาลทองของเขา

 

           ไม่วายผมยื่นหน้าเอาจมูกตัวเองไปถูกับจมูกอาเป็นการแกล้งกัน

 

           “ชื่นใจไหมครับ”

 

“อา...”

 

“พอจะทำให้อามีความสุขได้ไหม” ผมเอียงคอถามอย่างน่ารักทำให้อาโนเอลยิ้มขำพลางหัวเราะชอบใจ เขายีหัวผมก่อนที่เราจะกอดกันอีกครั้งเหมือนเริ่มต้นใหม่ ไออุ่นจากตัวเขาอาบไล้ไปทั่วตัวผมไม่นานมันก็โอบล้อมผมไว้ทั้งหมดราวกับสื่อว่าผมคือของเขา

 

ผมแนบแก้มลงตรงหัวใจเขา ซุกหน้าลงไปไม่ต่างจากเด็กน้อยในวันนั้น

 

กลิ่นโคโลญจน์ที่อาใช้เป็นประจำ มันยังคงหอมเหมือนทุกครั้ง

 

“กอดอาแน่นขนาดนี้จะไม่ให้อาไปไหนเลยหรือไงกัน”

 

“ผมกลัวอาทิ้งผมไปอีกครั้ง”

 

“หา ?”

 

“ผมไม่อยากให้อาไปไหนอีกแล้ว” ช้อนตามองอาอย่างกับลูกแมวพร้อมเกยคางไว้กับอกเขา “ตอนอาไม่อยู่ผมเหงามากเลยนะ ไม่มีใครให้ผมกอดชาร์จพลังเลยสักคน”

 

“อย่ามาโม้ตัวแสบ แม่เราก็อยู่ทำไมอาจะไม่รู้ว่าเราติดแม่ขนาดไหน”

 

“แต่ผมคิดว่าเขาติดคุณมากกว่าผมอีกนะโนเอล”

 

ตึก !

 

           “คุณทำให้พ่อฉลามควันออกหูแล้ว”

 

           “โซล” อาเรียกชื่อคนที่ส่งเสียงทักมาจากด้านหลังก่อนที่เราจะผละออกจากกันหันไปหา แม่ยืนส่งยิ้มให้ด้านหลังเป็นพ่อดายกับพ่อดีแลนที่ขนาบข้าง พ่อดีแลนย่นคิ้วไม่พอใจที่เห็นผมอยู่กับอา ผมเลยแกล้งกลับไปกอดอาเป็นลูกลิงเหมือนเดิม “เรากำลังจะหาเหาให้อานะ”

 

           “ไม่ต้องกลัวหรอกครับอา แม่อยู่ทั้งคนพ่อทำอะไรอาไม่ได้”

 

           “แต่เว้นระยะห่างให้อาหายใจบ้างก็ดีเหมือนกัน”

 

           “พ่อดาย...”

 

           “คิดงั้นไหมซีน่อน” ผมยู่ปากใส่พ่อดายที่บอกอ้อมๆ แต่ก็ตรงประเด็นมากพอที่จะทำให้ผมผละออกจากคนโตกว่า ด้วยความอาวุโสกับน้ำเสียงที่ส่งมาทำให้คำพูดของเขาถือเป็นสิทธิ์ขาดพอๆ กับแม่ ยิ่งถูกมองด้วยแววตานิ่งเรียบนั่นก็ยิ่งทำให้ใครต่อใครไม่กล้าขัดคำสั่งเขา

 

           ผมเองก็เช่นกันเลยต้องผละออกจากช้าๆ ก่อนจะถูกดึงให้ไปยืนข้างเขา

 

           “ยินดีต้อนรับกลับบ้านโนเอล”

 

           “ดีใจที่ได้เจอคุณกับสามีที่ไม่ชอบผมเหมือนเดิมเช่นกัน” อาแซะเบาๆ ตอนแม่เข้าไปกอดเขา แน่นอนว่าพ่อนี่ตาขวางกันเป็นแถบ “แก่จนจะลงโลงกันอยู่แล้วยังขี้หวงกันเหมือนเดิมเลยนะ นี่คุณทำของใส่เขาหรือเปล่าเนี่ย”

 

           “คุณไม่รู้เหรอว่าผมเป็นพ่อมด ผมเสกให้ทุกคนทำตามคำสั่งได้”

 

           “เหมือนที่คุณจับผมยัดเข้าปากดายอย่างตอนนั้นหรือไง”

 

           “ผ่านมาเป็นสิบปีแล้วคุณยังจำได้ ?”

 

           “ประสบการณ์เฉียดตายใครจะลืม” แม่หัวเราะดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตอนผมยังไม่เกิด “ว่าแต่แดเนียลกับซีวานล่ะ แปลกใจที่ไม่เห็นพวกเขามาด้วย”

 

           “พวกเขาเตรียมเซอร์ไพรส์ให้คุณอยู่ รับรองว่าคุณชอบแน่”

 

           “หวังว่าคุณไม่ได้ลวงผมไปฆ่าหรอกใช่ไหม ถ้าเป็นแบบนั้นผมขอไปซื้ออะไรกินก่อนเผื่อในนรกเขาหาของที่ผมชอบมาให้กินไม่ได้”

 

           “พูดแบบนี้แหละคงอยากเห็นนรกของจริงใช่ไหม”

 

           “ดีแลน”

 

           “ฉันก็กำลังหิวพอดีเลย” พ่อดีแลนยิ้มแยกเขี้ยวที่ดูยังไงก็รู้ว่านั่นคือการข่มขู่ เล่นเอาอาโนเอลถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ผมที่เห็นแบบนั้นเลยแกล้งหยิกหลังพ่อเข้าให้ “โอ๊ย ! หยิกพ่อทำไม !”

 

           “ผมเปล่านะ ยุงหรือเปล่าครับ ข้างนอกยุงเยอะจะตาย” ผมโกหกหน้าซื่อตาใส “ผมว่าเราเข้าไปในบ้านดีกว่า จะได้พาอาไปดูเซอร์ไพรส์ใหญ่”

 

           “ชักตื่นเต้นแล้วสิ รู้สึกเหมือนจะโดนฆ่าตายยังไงก็ไม่รู้” อาตอบยิ้มๆ กึ่งประชด

 

           “ไม่หรอกครับอา บอกแล้วไงว่าผมปกป้องอาได้ ถ้าฉลามตัวไหนจะทำร้ายอานะ ผมจะหยิกให้เนื้อเขียวเลย” ผมเหล่ตาไปมองพ่อดีแลนที่ชี้หน้าผมเป็นการคาดโทษไว้ ก่อนจะเข้าไปกอดแขนอา ดึงรั้งให้เขาเข้าไปในบ้าน ติดแค่ว่าร่างโปร่งยื้อผมให้ยืนอยู่กับที่ก่อนเหมือนไม่อยากเข้าไปด้วยกัน “มีอะไรเหรอครับอา ทำไมไม่เข้าบ้านล่ะ”

 

           “คือ...อามีเรื่องที่ต้องบอกกับทุกคนก่อนน่ะ”

 

           “หืม เรื่องอะไรครับ เข้าไปคุยในบ้านไม่ได้เหรอ ?”

 

“มันต้องอนุญาตพ่อแม่เราก่อน”

 

“เอ๋ ?”

 

“โทษทีนะโซล”

 

“…”

 

“วันนี้ผมไม่ได้มาคนเดียว” ผมกะพริบตาปริบๆ ถามด้วยความสนใจปนสงสัย เช่นเดียวกับพ่อแม่ที่ยืนรอฟังว่าอาจะพูดอะไรต่อ ซึ่งไม่รอช้าเจ้าตัวก็หันไปมองด้านหลัง พยักหน้าให้ใครสักคนที่ซ่อนตัวอยู่โดยที่ผมไม่ทันสังเกตเลยว่าเขาพาคนอื่นมาบ้าน

 

ปกติแล้วคนที่มามักจะเป็นเพื่อนเก่าแม่ที่ศูนย์วิจัย แต่กลิ่นน้ำหอมที่ลอยผ่านมากลับทำให้ผมย่นคิ้วแปลกใจ

 

เป็นกลิ่นน้ำหอมที่ผมไม่คุ้นเคย มั่นใจมากว่าไม่เคยได้กลิ่นนี้จากใครก็ตามที่ผมรู้จัก พาให้ผมจับจ้องไปยังร่างของใครบางคนที่ก้าวลงมาจากรถที่อาเป็นคนขับ

 

นาทีนั้นผมชะงัก ภาพที่ปรากฏคือร่างของหญิงสาวที่มีใบหน้าสละสลวยราวถูกพระเจ้าแกะสลัก เธอมีเส้นผมสีดำเงางาม แต่งหน้าเข้มนิดหน่อยแต่ไม่ได้ดูจัดจนน่าเกลียด ริมฝีปากแต้มด้วยลิปสติกสีแดง แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมทั้งร่าง

 

เธอก้าวมาหยุดยืนข้างอาคล้ายกับเทียบรัศมีผมที่กอดแขนอาอยู่

 

ทว่าเหมือนผมไม่มีตัวตน เพราะทันทีที่เธอเดินมาถึง เธอก็สอดมือมาควงแขนอาไว้เป็นจังหวะเดียวกับที่แม่ดึงผมให้มายืนข้างกาย

 

ในหัวผมเต็มไปด้วยคำถามมากมาย

 

โดยเฉพาะเรื่องแหวนที่นิ้วนางข้างซ้าย

 

“นี่เซลีน ผมอยากให้พวกคุณรู้จักเธอไว้”

 

“…”

 

“เธอเป็นเพื่อนที่ผมเคยเรียนด้วยที่มหาลัย”

 

“แล้วแหวนนั่นมันคืออะไร”

 

“ซีน่อน”

 

“เธอเป็นใครทำไมถึงกล้าควงแขนอาแทนที่ผม” 

  

           ผมถามเสียงหนักตวัดสายตามองผู้หญิงคนนั้นอย่างไม่เป็นมิตร กลิ่นน้ำหอมที่เธอฉีดลอยมากระทบจมูกผมเป็นระยะๆ นั่นยิ่งเพิ่มความหงุดหงิดให้ผมหลายเท่า เพราะผมไม่ชอบกลิ่นนี้เอาซะเลยมันทำให้ผมแสบจมูก ซึ่งพอพูดไปแบบนั้นผู้ใหญ่ทั้งหมดที่ฟังอยู่ก็มองหน้ากัน 

  

           มีแค่เซลีนเท่านั้นที่สบตาผม 

  

           “ซีน่อนสินะ” เธอพูดขึ้นพร้อมส่งยิ้มการค้าให้ “ได้ยินว่าเธอติดโนเอลมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่คิดว่าโตแล้วจะยังหวงอยู่” 

  

           “อาเป็นของผม ผมจะติดหรือไม่ติดก็ไม่ใช่เรื่องของคุณ” ผมสวนกลับ “และผมไม่ชอบที่คุณกอดแขนคนของผมเอามากๆ” 

  

           “ซีน่อน” เป็นอาที่ส่งเสียงปราม เขาย่นคิ้วใส่ “พูดแบบนี้กับผู้ใหญ่ไม่น่ารักเลยนะ” 

  

           “ทำไมจะพูดไม่ได้ครับ ก็อาเป็นของผมจริงนี่น่า” 

  

           “ซีน่อน” 

  

           “ทำไมอาต้องพาเขามา เขาสำคัญกับอาเหรอหรือว่าเขา...” 

  

           “ซีน่อนหยุด” พ่อดายปรามผมเสียงหนักทำเอาผมกัดปากแน่นเก็บคำพูดกลืนลงคอไป “พ่อคิดว่าลูกควรเข้าไปอยู่กับพวกพี่ๆ ข้างในนะ” 

  

“ทำไมล่ะครับ ทำไมผมอยู่ฟังด้วยไม่ได้” 

  

“เพราะตรงนี้ผู้ใหญ่เขาจะคุยกันไง” 

  

           “แต่ผมอยากรู้ว่าเธอเป็นอะไรกับอา” 

  

           “…” 

  

           “ผมไม่อยากให้อามีคนอื่นนอกจากผม” คำพูดหึงหวงนั่นทำทุกคนถอนหายใจเหนื่อยหน่ายไปหมด ผมไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิด ผมแค่พูดตามสิ่งที่คิดและตรงต่อความรู้สึก พ่อดายหันไปมองหน้าแม่เหมือนขอความเห็นว่าควรทำยังไงกับผม พาให้ผมหลุบตาต่ำเช่นคนสำนึกผิด “ขอโทษครับ” 

  

           ผมพูดออกไปเองโดยไม่รอให้ใครบอก แม่สอนเราเสมอว่าถ้าเราทำผิดไม่ว่าจะเป็นการกระทำหรือคำพูด ก็ควรพูดคำวิเศษคำนี้ออกมาต่อให้หลายๆ เหตุการณ์มันจะช่วยไม่ได้มาก 

  

           แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าการที่เราไม่รู้ตัวว่าเราผิด 

  

           ซึ่งพอพูดไปแบบนั้นฝ่ามือหนาของชายผู้แสนดีก็วางลงบนหัวผมคล้ายช่วยแก้ไขให้สถานการณ์มันดีขึ้น 

  

           “เข้าไปในบ้านก่อนเถอะเจ้าจิ๋ว ไว้เดี๋ยวอาคุยกับพ่อแม่เราเสร็จจะตามเข้าไป” 

  

           “…” 

  

           “อย่าทำหน้าเศร้าสิ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เราตกลงกันแล้วว่าเราจะยิ้มให้กันไง” เขายีหัวผมพลางส่งยิ้มให้ “ยิ้มเข้าไว้อย่าทำหน้าบูด แค่พ่อเราหน้าบูดคนเดียวก็พอแล้ว” 

  

           “ได้ยินนะ” พ่อดีแลนว่ากลับ “เข้าไปในบ้านได้แล้วซีน่อน ข้างนอกนี่ยุงเยอะจะตาย” 

  

           “อาจะรีบตามเข้ามาใช่ไหมครับ” ผมถามกลับไป “อาจะ...ไม่ไปไหนกับคนอื่นใช่ไหม” 

  

           “ไม่ไปหรอก” 

  

“สัญญานะ” 

  

“สัญญา” เขาตอบในทันทีนั่นทำให้ผมยิ้มออกมาบางๆ จากนั้นก็ยื่นหน้าไปจุ๊บแก้มเขาเป็นการขอบคุณที่ให้สัญญากับผม อีกส่วนคือประชดเซลีนที่มองอยู่ ผมสัมผัสได้ถึงความไม่น่าไว้ใจของผู้หญิงคนนี้แต่บอกไม่ถูกว่ามันเป็นไปในแง่ไหน อีกทั้งไม่มีเวลาพอจะคาดคั้นต่อไป พ่อดายดันหลังผมให้เข้าไปในบ้านก่อนจะปิดประตูไม่ให้ผมได้ยิน  

  

           และเหมือนซีวานจะรู้ว่าเกิดเรื่องไม่ดี เขาถึงได้ยืนรออยู่ตรงนี้ 

  

           “พี่ซีวาน” 

  

           “ไปกินขนมกัน” คำพูดง่ายๆ ที่รั้งผมให้โผเข้าไปกอดพี่ชายสุดที่รัก พลันฝ่ามืออบอุ่นก็ลูบหัวผมเป็นการปลอบก่อนที่จะพาผมไปนั่งกินขนมรวมกับพี่ออสตินและพี่แดเนียลที่นั่งอยู่ตรงโซฟา ผมว่าพวกเขารับรู้ได้ถึงจิตใจที่ว้าวุ่นของผมถึงได้พยายามชวนคุยต่างๆนานา 

  

           แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นการนั่งฟังแดเนียลโม้มากกว่า แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมยิ้มขำออกมาได้ 

  

           ผมนั่งมองนาฬิกา พวกผู้ใหญ่คุยกันอยู่ข้างนอกโดยไม่สนว่าใช้เวลากันไปนานแค่ไหน อาหารที่เตรียมไว้ก็แทบจะเย็นชืดไปหมด เราอาจจะต้องอุ่นมันอีกรอบเพื่อให้มันกินได้อย่างอร่อยแน่นอนว่าซีวานเป็นคนทำให้โดยไม่บ่นเลยสักคำ 

  

           จากห้านาทีเลยเป็นสิบ สิบห้าและยี่สิบนาทีตามลำดับจนผมใกล้จะหมดความอดทนนั่นแหละบานประตูถึงได้เปิดเข้ามา 

  

           “เด็กๆ หิวหรือยัง” 

  

           “แม่ครับ” 

  

           “ถึงเวลาอาหารค่ำแล้ว” เสียงของแม่เปรียบเหมือนกระดิ่งสั่นเรียกสติ ผมหันขวับมามองพวกเขาที่เดินเข้ามาในบ้านทีละคน พ่อดายกับพ่อดีแลนเข้าไปช่วยซีวานในครัว ขณะที่แม่คุยกับใครบางคนที่เดินตามมาด้านหลัง ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นอาโนเอลที่สนิทกับแม่ที่สุด พวกเขาหยอกล้อกัน 

  

           ผมดีใจที่ได้เห็นอาอีกครั้งก่อนจะย่นคิ้วหนัก 

  

           “นั่นน่ะเหรอแฟนของอา” 

  

           “แดเนียล” 

  

“สวยอยู่นะเหมาะกับอา...โอ๊ย !” 

  

“ชู่ว !” พี่ออสตินเอานิ้วแนบปากปรามคนรักที่พูดจาไม่รู้กาลเทศะ ไม่วายกระทุ้งศอกเข้าที่เอวเขาสลับกับมองผมเป็นเชิงบอกอีกคนให้รู้ว่าผมไม่โอเคเท่าไหร่นัก ผมนั่งกอดหมอนอยู่ตรงโซฟา ไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ถึงยอมให้เธอคนนั้นเข้ามาในบ้านของเรา 

  

ที่นี่ไม่ใช่สวนสาธารณะที่ใครจะเดินเข้าเดินออกก็ได้นะ นี่มันบ้านของเรา 

  

บ้านที่ควรจะมีแค่ครอบครัวอิลเดนสันและอาโนเอล 

  

“ไปที่โต๊ะกันเถอะ” ผมพูดขึ้นทำเป็นไม่สนใจคำพูดของพี่ตัวแสบที่ปากมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และทั้งที่พูดว่าจะเดินไปที่โต๊ะ ผมกลับเดินไปกอดแขนอาแล้วยิ้มให้ “ผมรอตั้งนาน นึกว่าอาหนีกลับไปแล้วซะอีก” 

  

“จะหนีกลับได้ไงเจ้าจิ๋ว ก็บอกแล้วไงว่าแค่คุยกับพ่อแม่เราแปปเดียว” เขายีหัวผมราวกับมันเขี้ยว “และอาก็ยังไม่ได้ให้ของที่ซื้อมากับเราเลย ถ้ากลับก่อนคงโดนฉลามงับก้นแน่” 

  

“ก็ลองหนีกลับสิครับ รับรองว่าไม่ได้งับแค่ก้นแน่” 

  

“จะกินอาเข้าไปทั้งตัวแบบที่พ่อเราอยากทำหรือไง” 

  

“ไม่รู้สิครับ อยู่ที่ว่าอาตามใจผมแค่ไหน” 

  

“ก็ตามอยู่ตลอดไม่ใช่เหรอ” ผมยิ้มกว้างจนตาหยี หอมแก้มอาอีกทีเป็นการให้รางวัล อาโนเอลส่ายหัวไปมาก่อนจะเลื่อนเก้าอี้ให้ผมนั่งข้างเขาเช่นทุกครั้ง แตกต่างตรงที่เขาก็เลื่อนเก้าอี้ให้เซลีนนั่งข้างเขาเหมือนกัน กลายเป็นว่าเราสองคนนั่งฝั่งเดียวกันโดยมีอากั้นกลางอยู่ 

  

ไม่สบอารมณ์เลย 

  

“ของกินเยอะแยะเลย” อาพูดขึ้นหลังทิ้งตัวลงนั่งเป็นที่เรียบร้อย “ขอเดาว่าคุณเป็นคนทำเองทั้งหมดใช่ไหมดาย” 

  

“พวกเราช่วยกันทำและมันปลอดภัย” 

  

“ทำไมคุณพูดเหมือนก่อนหน้านี้มันไม่ปลอดภัย” 

  

“ก็อาจจะมีคนแอบวางยาคุณก็ได้” 

  

“เลิกแกล้งเขาแดเนียล” แม่ปรามพ่อพาให้ผมยิ้มพอใจ “นั่งกันครบทุกคนแล้วใช่ไหม เราจะได้สวดขอบคุณพระเจ้ากัน ครั้งนี้คุณเป็นฝ่ายนำดีไหมที่รัก” 

  

“ได้เลย” พ่อดายขานรับ เวลาเรากินข้าวพร้อมหน้ากันเรามักจะสวดอธิษฐานต่อพระผู้เป็นเจ้าเสมอ ไม่ใช่ว่าพวกเราเคร่งศาสนานะ แค่ไม่บ่อยนักที่เราจะได้กินข้าวพร้อมหน้ากัน และผมว่าการขอพรต่อพระเจ้ามันก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน 

  

ถือเป็นการขอบคุณทุกคนที่ฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกัน 

  

“ขอให้ท่านโปรดประทานความสุขให้พวกเราตลอดไปและขอบคุณที่พาครอบครัวทุกคนกลับมาอยู่ด้วยกัน” 

  

“เอเมน” เราพูดพร้อมกันก่อนที่ซีวานจะกดเปิดเพลงคลาสสิคที่เตรียมไว้ อันที่จริงมันคือเพลงที่ผมเล่นเองโดยที่พี่ชายเป็นคนอัดเสียงให้ อย่าลืมสิว่าผมมีพรสวรรค์ด้านนี้ขนาดไหน แม่บอกว่าคุณย่าเองก็เล่นดนตรีเก่งโดยเฉพาะเปียโนที่ผมชอบเล่นสุดหัวใจ 

  

เสียดายที่ช่วงนี้เรียนหนักเลยไม่ค่อยมีเวลาเล่นเท่าไหร่ 

  

“เทสดี” อาโนเอลขยิบตาให้พี่ซีวาน เจ้าตัวเลยยิ้มกลับ “ไม่ได้เห็นทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้มานานเท่าไหร่แล้วนะ สี่ห้าปีเห็นจะได้” 

  

“นั่นก็เพราะคุณไม่มีเวลาให้เราไง นี่ถ้าผมไม่โทรหาบ่อยๆ คุณคงไม่อัพเดตชีวิตตัวเองให้เรารู้เลย” 

  

“งานผมเยอะมากเลยโซล แค่เวลาหายใจแทบยังไม่มี” ร่างสูงถอนหายใจ “ผมอยากกลับมาหาพวกคุณใจจะขาด ตอนไปแรกๆ ผมคิดถึงพวกคุณมากเลยรู้ไหม มันเหงามาก ผมไม่รู้จะปรับตัวยังไง” 

  

“ผมไม่ให้เมียผมเช็ดน้ำตาให้คุณหรอกนะ”  

  

“พลาดแล้วสิ” ทุกคนหัวเราะให้กับคำพูดของพ่อดีแลนที่เอ่ยขัด ขนาดพ่อดายยังยิ้มบางๆ ส่ายหน้าให้กับน้องชายจอมขี้หวงของเขา อาเองก็ขบขันไปเหมือนกัน “ผมคิดถึงคุณมากเลยนะดีแลน ไม่มีใครในโลกที่กัดผมเจ็บเท่าคุณอีกแล้ว” 

  

“ผมเป็นฉลามหนิ ขอบคุณ” อาขำมีแค่เซลีนเท่านั้นที่ไม่ต่อบทสนทนาอะไรทั้งสิ้น เธอแค่นั่งเงียบๆ ฟังคนนู้นพูดทีคนนี้พูดที จนเราแทบลืมไปเลยว่าเธอนั่งอยู่ตรงนี้ “แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือคุณกลับมาที่นี่ ถึงผมจะไม่อยากพูดแบบนี้ แต่ผมก็ดีใจที่ได้เจอคุณ” 

  

“ระวังเมียคุณหึงนะพูดกับผมอย่างนี้” 

  

“ให้ตายสิ ผมไม่น่าพูดเลย” เหล่าหัวเราะให้กับไม้เบื่อไม้เมาคู่นี้ ผมชอบเวลาอากับพ่อเย้าแหย่กันนะ ถึงพ่อดีแลนจะชอบทำเหมือนจะกินอาเข้าไป แต่เชื่อเถอะว่าเขาแค่หยอก  

  

“ว่าแต่อยู่ที่นั่นเป็นยังไงบ้าง นอกจากเรื่องเศร้าที่คุณพูดมา” แม่เอ่ยถามขณะที่ผมตักมันบดใส่จานอา รวมถึงของอร่อยอื่นๆ เพื่อขุนอาให้แข็งแรงกว่านี้ “อย่างน้อยก็ต้องมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นบ้างใช่ไหม” 

  

“ถามแบบนี้เหมือนคุณมีเลศนัย” 

  

“คุณรู้ทันตลอดเลย” 

  

“คิดว่าผมไม่รู้จักคุณเหรอ” แม่ยิ้ม ความสนิทของพวกเขาทำให้รู้ใจกันตลอด “ถามมาเถอะเรื่องที่คุณอยากรู้น่ะ” 

  

“แค่สงสัยว่าคุณจะเอายังไงกับชีวิตต่อ” 

  

“…” 

  

“อายุขนาดนี้ก็คงอยากมีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้วใช่ไหมล่ะ เจอหรือยังคนที่ตามหาน่ะโนเอล” คำถามนั้นเจาะประเด็นตามนิสัย แม่ไม่ใช่พวกที่อ้อมค้อมอะไรให้เสียเวลา ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมอยากรู้เหมือนกันเพราะตั้งแต่เข้ามา อายังไม่เล่าเรื่องเซลีนให้ผมฟังเลย “ไม่ได้อยากก้าวก่ายหรอกนะผมแค่เป็นห่วงในฐานะเพื่อนคนนึง”  

  

“ผมเองก็อยากรู้ เห็นอาดูดีขึ้น” แดเนียลเสริมทัพ เขาทำหน้าสนอกสนใจไม่หยุด “เห็นเขาว่ากันว่าคนมีความรักมักจะดูเด็กลงนิดนึง...โอ๊ย ! เบ้บ !” 

  

           “เพ้อเจ้อไอ้แสบ” อาส่ายหัวให้หลังจากออสตินหยิกหลังพี่ชายจอมปากมากของผม ผมรู้ว่าแดเนียลไม่ค่อยคิดอะไรก่อนพูดหรอก เขาทำตามเสียงในหัวใจจนบางครั้งก็อยากจะยื่นสมองให้เผื่อว่าเขาจะรู้จักกาลเทศะมากกว่านี้ “เรื่องนั้นผมยังไม่คิดเร็วๆ นี้หรอก” 

  

           “พูดแบบนั้นเดี๋ยวคนข้างๆ เขาก็โกรธเอาหรอกอา อาตั้งใจพามาเปิดตัวไม่ใช่หรือไง” 

  

           “แล้วอาจะอยู่ตลอดไปเลยไหมครับหรือว่าจะกลับไปบ้านเก่าอีก” 

  

“เฮ้พี่ !” 

  

“มันคงดีถ้าอาอยู่กับเราตลอดไปเลย” ซีวานเป็นคนขัดทำให้แดเนียลขมวดคิ้วใส่ ผมคิดว่าพี่ชายคนโตอยากให้บรรยากาศมันดีขึ้นถึงได้ขัดขึ้นมาแบบนั้น ยอมรับว่าช่วยได้ ติดอย่างเดียวตรงที่ผมเองก็อยากรู้สถานะของอากับเซลีนเหมือนกัน 

  

ซึ่งแทนที่จะตอบให้หายสงสัย อากลับสนใจคำถามใหม่มากกว่า 

  

           “ไม่แล้วล่ะ คงอยู่ที่นี่อีกนาน ที่นี่สงบกว่าที่นั่นเยอะนัก” อายิ้มให้ “และอาเดาว่าคงมีคนไม่ปล่อยอากลับไปง่ายๆ เผลอๆ จะจับอายัดกล่องขังอาไว้ไม่ให้หนีไปก็เป็นได้” 

  

“ใครจะใจร้ายกับอาได้” 

  

“นั่นสินะ จะไม่ใจร้ายกับอาใช่ไหมเจ้าจิ๋ว” เขาหันมาถามยกยิ้มเย้าแหย่ให้ผมยู่ปากใส่  

  

           “ผมจะขังอาไปตลอดชีวิตเลย ไม่ให้อาไปไหน” 

  

           “แบบนี้อาก็แย่น่ะสิ โดนฉลามล้อมไว้” ผมยิ้มขำให้กับคำเปรียบเปรยขณะที่อาลูบหัวผมอย่างเอาใจ “แล้วเราล่ะเป็นยังไงบ้าง ตอนนี้ปีสี่แล้วใช่ไหมนะ” 

  

           “ใช่ครับ อีกไม่นานก็จบแล้วด้วย” ผมพยักหน้า “พอจบผมจะได้ไปช่วยอาทำงานที่ท่าเรือ อาจะได้พักผ่อน” 

  

           “วัยนี้ต้องหาแฟนไม่ใช่หรือไง แบบพี่ชายเรา” 

  

           “ผมมีอาก็พอแล้ว ไม่เห็นต้องมีแฟนเลยนี่น่า” ผมทำหน้างอใส่ “อีกอย่างอาเองก็รักผม ผมเองก็รักอา เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไปไม่ได้หรือไง ผมไม่อยากมีใครอื่นนอกจากอา” 

  

           “จะติดอาเกินไปแล้วเจ้าจิ๋ว สนใจคนอื่นบ้าง” 

  

           “ก็ผมรักอาหมดหัวใจหนิครับ” 

  

           “…” 

  

           “อยากให้ผมพิสูจน์ไหมว่าผมรักอามากกว่าใคร ผมจะทำให้คนแถวนี้กระอักเลือดตายเลย :)” 

  

           “แผ่วหน่อย เขารู้กันหมดแล้วว่าคลั่งรักอา” ซีวานกระแอมใส่ผมเป็นการเตือนกลายๆ ว่าหยุดหวงอาได้แล้ว ผมจึงแกล้งทำเป็นลอยหน้าลอยตา กอดแขนอาแล้วเอาแก้มไปถู ไม่วายเหลือบตามองเซลีนที่มองอยู่ เธอเลิกคิ้วใส่คล้ายกวนประสาทกัน “ว่าแต่อายังไม่แนะนำคนที่พามาด้วยเลยนะครับ พวกเรามัวแต่คุยกันจนไม่ได้สนใจเธอเลย” 

  

           “ไม่เป็นไรหรอก ฉันชินแล้วที่เป็นส่วนเกิน” เซลีนพูดขึ้นมาเองเลย “แต่ได้นั่งฟังพวกคุณคุยกันก็สนุกดีเหมือนกัน ฉันไม่ค่อยได้อยู่ในวงสนทนาแบบนี้เท่าไหร่” 

  

           “ปกติอยู่ในถ้ำเหรอครับถึงไม่ค่อยได้คุยกับใคร” 

  

           “เจ้าจิ๋ว” 

  

           “ว่าแต่อาจะบอกผมไหมว่าอากับเธอเป็นอะไรกัน” ผมถามตรงประเด็น ไม่ชอบให้มันมาค้างคาในใจอยู่แบบนี้ แค่บอกมาเลยว่ามันยากตรงไหนกัน หรือกลัวว่าผมจะรับไม่ได้ แต่ผมมั่นใจว่าตัวเองรับได้แค่จะพอใจในคำตอบหรือเปล่านั้นต้องไปลุ้นกันอีกที 

  

           พอถามไปแบบนั้นอาก็ถอนหายใจใส่หนึ่งที 

  

           “เซลีนเป็นเพื่อนที่เคยเรียนด้วยกัน” คำตอบเดิมที่เคยพูดก่อนหน้านั้น “อาแค่อยากพามาให้รู้จัก” 

  

           “เคยเรียนด้วยกันทำไมต้องอยากพามาด้วยล่ะครับ มันเป็นอดีตไปแล้วไม่ใช่เหรอ” 

  

           “มันซับซ้อนกว่าที่เราคิดเยอะ” 

  

           “ยังไงครับ” 

  

           “….” ผมเอียงคอมองอาที่ดูไม่ค่อยอยากพูดถึงสถานะของเซลีนเท่าไหร่ ทว่าถ้าเขายังปล่อยผ่านไปผมก็ยังคงถามอยู่อย่างนั้น ที่แปลกคือเวลาอาพูด อามักจะเหล่ไปมองออสตินคล้ายกับมีเลศนัยให้เดาใจกัน 

  

           พลันตอนที่อากำลังนึกเหตุผลมาพูดนั้น จู่ๆ เซลีนก็พูดขึ้นมา 

  

           “ฉันรู้จักพ่อของเธอ” 

  

           “หืม ?” ผมเลิกคิ้วใส่บรรดาพี่น้องก็พากันขมวดคิ้วให้กับคำพูดนั้น ตอนแรกผมนึกว่าเซลีนหมายถึงพ่อผมเพราะเขาอนุญาตให้อีกฝ่ายเข้ามาในบ้านได้ แต่หากมองดีๆ จะพบว่าเซลีนเคลื่อนสายตาไปมองออสตินพร้อมกับหยุดค้างไว้ 

  

           นาทีนั้นพี่ออสตินถึงกับกัดปาก ท่าทีของเขาดูวิตกอย่างอธิบายไม่ถูก 

  

           “คุณหมายถึง...” 

  

           “เจมส์” 

  

           “…” 

  

           “เขาเคลื่อนไหวแล้ว” อยู่ๆ บรรยากาศในบ้านก็เย็นเยียบ ความเงียบปกคลุมไปทั่วทุกที่ราวกับมีผีมาสิงสู่ยังไงยังงั้น ผมพยายามประมวลผลถึงชื่อที่คุ้นเคยแม้จะได้ยินแค่นับครั้ง ทว่าทุกครั้งที่ได้ยินเป็นต้องวาบหวิวในหัวใจเพราะคนคนนั้นสร้างบาดแผลใหญ่ไว้ให้กับเราทุกคน 

  

           ผู้ชายที่เกือบคร่าชีวิตพี่ชายผม คนที่ทำให้ครอบครัวเราปั่นป่วนและพรากความสุขในช่วงเวลานึงของพวกเราไป 

  

           คนที่ทำให้พี่ออสตินต้องหนีมาตลอด ไม่กล้าใช้ชีวิตร่วมกับใคร 

  

           หลังจากวันนั้นที่เกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ เจมส์ก็หายตัวไป 

  

           ไม่มีใครได้ยินเรื่องเขา ไม่มีใครพูดหรือส่งข่าวคราวมาให้ แม่ที่ตามสืบก็ยังหมดหนทางจนวันเวลาผ่านมาหลายปี คล้ายกับผู้ชายคนนั้นต้องการให้เราเติบใหญ่ จนพวกเราหลงลืมเขากระทั่งเซลีนพูดขึ้นมาถึงเตือนสติให้เราคิดได้ 

  

           เรายังอยู่ในเกมของผู้ชายคนนั้น 

  

           ตลอดมา 

  

           “ให้ตายสิ บรรยากาศเสียหมดเลย” อาพึมพำ เขาเสยผมเช่นคนเครียดจัด “ขอโทษทีนะทุกคน อาจะบอกหลังผ่านวันนี้ไปแล้ว แต่เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้วคงเก็บต่อไปไม่ได้” 

  

           “อาหมายความว่าไง” 

  

           “เจมส์กำลังวางแผนใหญ่” 

  

           “…” 

  

           “และเซลีนคือคนที่รู้แผนการ” อาหันไปมองคนที่นั่งข้างๆ พยักหน้านิดหน่อยเป็นการส่งซิกให้เธอพูดต่อ เจ้าตัวเลยพ่นลมหายใจออกช้าๆ ใบหน้านิ่งงันเพิ่มความร้ายกาจขึ้นมาอีก “เล่าให้พวกเขาฟังสิ” 

  

           “ฉันเคยทำงานให้เจมส์ เทรย์สัน พ่อของออสติน” เธอพูดขึ้นและคราวนี้ทุกคนตั้งใจฟัง “ฉันว่าพวกคุณพอจะรู้มาบ้างว่าผู้ชายคนนั้นไม่ค่อยลงรอยกับพวกคุณเท่าไหร่ โดยเฉพาะการที่คุณเอาตัวทดลองเขามาอยู่ด้วยและปกป้องให้ปลอดภัย” 

  

           เธอเหล่มองออสตินพาให้แดเนียลกุมมืออีกฝ่ายไว้ 

  

           “คุณทำให้เขาคิดแผนใหม่ที่จะเล่นงานพวกคุณทุกคน” น้ำเสียงของเธอเย็นยะเยือกยิ่งกว่าขั้วโลกเหนือ มันทำให้ผมย่นคิ้วหนัก “ซึ่งแผนนั้นไม่ใช่แค่การล่อลวงให้ฉลามมาติดกับ แต่คือการสร้างวัคซีนบางอย่างที่มีผลกับคนอย่างพวกคุณ” 

  

           “มันจะทำให้เราคลั่งเหมือนเวลาเราได้กลิ่นเลือดออสตินหรือไง ถ้าเป็นแบบนั้นพวกเราทนได้” 

  

           “โอ้ว ดูมั่นใจดีนะหนุ่มน้อย แต่แฟนของเธอเป็นแค่หมากตัวเล็กๆ เท่านั้น” เธอแสยะยิ้มให้ “เจมส์คิดไกลกว่านั้น เขาต้องการสร้างศิลปะที่ไม่มีใครหลอกเลียนแบบได้ แต่การทดลองของเขามันแลกมาด้วยความตาย เขาใช้คนนับร้อยในการทดลองแต่ไม่ว่ายังไงมันก็ไม่สมบูรณ์” 

  

“เพราะอะไรกัน” 

  

“เพราะตัวแปรสำคัญอยู่ที่พวกคุณไม่ใช่พวกเขา” คราวนี้เธอเหลือบตามามองผม “และเขาต้องการในสิ่งที่เขาไม่มี” 

  

“ไม่ว่าเขาจะอยากได้อะไร เราก็ไม่มีทางให้” แม่พูดขึ้น เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเอาจริง “ผมจะไม่มีวันให้เขาแตะต้องครอบครัวผมอีก” 

  

“แต่ไม่ว่ายังไงคุณก็เดินตามหลังเขาอยู่ดี” 

  

“งั้นเราก็ต้องกำจัดเขาทิ้ง” 

  

“คนไหน” 

  

“อะไร” 

  

“เจมส์คนไหนที่คุณจะกำจัดทิ้ง” 

  

“…” 

  

“คุณจะกำจัดคนที่ไม่มีร่างจริงได้ยังไง คุณอิลเดนสัน ขนาดหน้าจริงของเขา คุณยังไม่รู้เลย :)” 

  

  

พร้อมมันส์กันหรือยัง จะขอเข้าปมเลยนะคั้บ ! 

พาร์ทนี้ยาวมว๊ากอย่าเพิ่งเบื่อกัน ฝากส่งฟีดแบ็กที่ #ฉลามซ่อนรัก ด้วยน้า* 

LOADING 100 PER 

เซอร์ไพรส์ให้ใจเต้น ถึงเวลาเริ่มเกมแห่งความสนุก 

อย่ามัวแต่คิดตื้นๆ ยังมีอะไรอีกมากให้ตามหา 

ตัวละครใหม่ไว้ใจได้ไหมก็ต้องรอดูกันไปมา 

แต่ที่แน่ๆ เรื่องความรู้สึกกำลังจะก่อกวนให้เป็นบ้า 

แล้วจะได้รู้ว่าที่เป็นอยู่มันคือของลวง :) 

หวีดลงแท็กด้านล่างเมื่อพูดถึงความแซ่บของนิยายเรื่องนี้ 

#ฉลามซ่อนรัก 

Follow Me 

Twitter : ael_2543 

PAGE : Avery Pie 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว