email-icon

สอบถามเรื่องนิยายหรือพูดคุยกับนักเขียนฝึกหัด : Euglanaforfiction@gmail.com ขอบคุณสำหรับทุก ๆ กำลังใจนะคะ ผู้เขียนสัญญาว่าจะพัฒนาผลงานของตัวเองเรื่อย ๆ ค่ะ

ดวงใจอคิราห์ ๗

ชื่อตอน : ดวงใจอคิราห์ ๗

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 25 เม.ย. 2564 14:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ดวงใจอคิราห์ ๗
แบบอักษร

ครั้นฟ้าโปรดพาผิงผิงออกไปได้สำเร็จทุกคนหันมองอคิราห์เป็นตาเดียวโดยเฉพาะจัมพ์ที่ตอนนี้ย่อตัวพินิจมองหน้าเพื่อนสนิทอย่างไม่เชื่อสายตา

“มองเหี้ยไรกัน” ด้วยสายตาคนทั้งโต๊ะจับจ้องมาทางเขา อคิราห์เอ่ยถามเพื่อนสนิททั้งสามรวมทั้งเฮียเบิ้ลรุ่นพี่คนสนิทอีกคน

“มึงชอบฟ้าโปรดหรอวะ” ครานี้ครามตัดสินใจเอ่ยถามถึงความรู้สึก

คนถูกถามลอบถอนหายใจเขาเบื่อหน่ายพอสมควรกับการต้องมานั่งตอบคำถามราวกับนักข่าวจี้ถามดารา อคิราห์ลุกยืนเต็มความสูงเขาหยิบงานที่อาจารย์มอบหมายโยนลงกลางโต๊ะก่อนปริปากพูด “ฝากส่งงาน” เพียงเท่านี้เขาหันหลังคว้ากระเป๋าเป้สะพายหลังยี่ห้อยอดฮิตขึ้นสะพายบ่าเพียงข้างเดียว

“งั้นกูฝากด้วยแล้วกัน” ครามที่ไม่ได้คำตอบกลับลุกยืนขึ้นโยนงานวางกลางโต๊ะเช่นเดียวกับอคิราห์

“เอ้า เสร็จกันหมดแล้วหรอวะ” ถึงกับต้องยกมือเกาหัว สงสัยคงมัวแต่ทะเลาะกับผิงผิงจนทำงานเสร็จช้ากว่าเพื่อน

“รีบทำดิเดี๋ยวกูรอ” ฟิล์มเอ่ยบอก

ชายหนุ่มสี่คนนิสัยต่างกันราวฟ้ากับเหว ดูเหมือนมีเพียงฟิล์มคนเดียวเท่านั้นที่ปกติกว่าใครส่วนจัมพ์เมื่อได้ยินเพื่อนบอกเช่นนั้นเขาจึงผงกหัวรับเอื้อมมือหยิบงานของอคิราห์มาลองบางส่วน ของครามบางส่วนและของฟิล์มบางส่วนแค่นี้อาจารย์ก็จับไม่ได้แล้วล่ะ…มั้ง?

 

ครามจอดเมอร์เซเดส เบนซ์สีดำบริเวณลานจอดรถของคณะบริหารธุรกิจ คนร่างสูงเปิดประตูก้าวขาลงจากรถเรียกความสนใจให้สาวรุ่นพี่คณะบริหารได้มากพอสมควร ก็เพราะวันนี้เขาใส่เสื้อช็อปแขนสั้นด้านในสวมเสื้อยืดสีขาวสวมกางเกงยีนส์สีดำรัดรูปขาดเข่าพอเป็นสไตล์ของเด็กวิศวะกำลังย่างก้าวมานั่งเก้าอี้สาธารณะ แขนแกร่งพาดยาวไปกับพนักพิงเก้าอี้ ยกขาซ้ายขึ้นมาทับขาขวาไขว่ห้างรูปเลขสี่ส่วนแขนอีกข้างหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นรอ

“น้องครามคะ” เสียงแหลมของหญิงสาวรุ่นพี่ปีสามกล่าวทักทายชายที่ตนหมายปอง รริน วันนี้หล่อนสวมเสื้อนักศึกษารัดรูปจนกระดุมปริ นุ่งกระโปรงทรงเอผ่าข้างจนเห็นขาอ่อน หล่อนกรีดยิ้มหวานริมฝีปากทาลิปสติกสีแดงตุ่น

“?” คนถูกเรียกเงยหน้าขึ้นเลิกคิ้วมองหญิงสาวรุ่นพี่ทว่าหญิงสาวกลับรู้สึกเขินอายหล่อนถือวิสาสะหย่อนก้นนั่งลงข้างชายหนุ่ม นิ้วเรียวจับผมของตนทัดหูหวังหว่านเสน่ห์รุ่นน้อง

“พี่ชื่อระ…” ยังพูดไม่ทันจบ ชายที่หล่อนหมายปองกลับหยัดตัวลุกขึ้นไม่สนใจหล่อนสักนิด รรินถึงกับถลึงตา เมื่อครามสาวเท้าไปหยุดตรงหน้าเด็กปีหนึ่งที่หล่อนรู้จักเป็นอย่างดีจันทร์เจ้าหลานชายเจ้าของห้างดังย่านใจกลางกรุง

“ไปกินข้าวกัน” ครามกล่าวชวนพลางส่งยิ้มให้เจ้าของหัวใจ เขาน่ะชอบจันทร์เจ้ามาตั้งแต่รู้จักกับตะวันไม่ว่าใครหน้าไหนจะสวยมีเสน่ห์ปานใดก็ไม่เทียบเท่ากับคนตรงหน้าตอนนี้หรอก

“วันนี้เค้าอยากกินส้มตำ” สถานะความสัมพันธ์ทั้งคู่ยังไม่เป็นแฟนเพียงแต่คุยกระชับความสัมพันธ์กันก็เท่านั้น ส่วนในเรื่องความรู้สึกพวกเขาชัดเจนกันมาตั้งนานแล้ว

“ครับ เอากระเป๋ามาเดี๋ยวครามถือให้” ชายหนุ่มทำหน้าที่ของตนแบบนี้เป็นประจำเขาเต็มใจไม่ว่าต่อให้คนตัวเล็กกว่าจะสั่งให้ถือรองเท้าเขาก็ยอม เว้นแต่ความสัมพันธ์ของพวกเขามีเพียงแค่ตะวันและคุณตาของจันทร์เจ้าเท่านั้นที่ไม่รู้ไม่อย่างนั้นล่ะก็…คุณตายุยงตะวันให้ต่อยครามเป็นแน่

 

ฟ้าโปรดนั่งรอรถเมล์สายประจำสงสัยเขาคงออกมาเร็วไปหน่อย ก้มดูนาฬิกาข้อมืออีกตั้งเกือบครึ่งชั่วโมงรถเมล์จะผ่านส่วนผิงผิงวันนี้ไม่ได้เอารถมาจึงนั่งวินมอเตอร์ไซค์กลับบ้านเพราะอาม่าให้ไปช่วยเฝ้าร้านด่วน

“อีกนานกว่ารถเมล์จะมา ร้อนนะว่ามั้ย” ผู้มาใหม่อย่าง ภีระ ดีกรีนักศึกษาแพทย์ปีที่สี่เอ่ยทักคนร่างเล็ก

“คุยกับฟ้าโปรดหรอฮะ”

“ฮ่า ๆ ยังไม่ทันได้ถามชื่อก็รู้ชื่อซะแล้ว” เป็นข้อเสียที่แก้ไม่หายเลยก็ว่าได้ คนที่คุยกับบุคคลไม่รู้จักแต่แทนตัวเองด้วยชื่อถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความอันตราย

“เอ่อ…”

“ฮ่า ๆ พี่ชื่อภีระครับ พี่เห็นเราเมื่อเช้าที่ตึกแพทย์” ฟ้าโปรดหน้าแดงทันทีที่รุ่นพี่พูดจบ นึกย้อนไปแล้วก็เขินหน้าแดงเพราะอาจารย์หญิงทักว่าหัวใจเต้นแรงจากอาการตกหลุมรัก

“จ…จริงหรอฮะ” ฟ้าโปรดเอียงหน้าถาม

“ครับ เพื่อนพี่หลายคนเลยนะเห็นน้องแล้วบอกน่ารัก พี่ก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน” คนโดนชมกระพริบตาปริบ ๆ ทำตัวไม่ถูก ใครจะทำตัวถูกกันเล่าโดนชมต่อหน้าขนาดนี้ยิ่งเป็นคนขี้อายอยู่ด้วย

“พี่ภีระมั่วแล้ว ฟ้าโปรดไม่ได้น่ารักซะหน่อย” เถียงกลับเพื่อลดอาการเขินและทำตัวไม่ถูก

“ฮ่า ๆ แล้วนี่เราไม่หิวรึไง อีกตั้งนานกว่ารถจะมาไปทานข้าวด้วยกันมั้ยครับ” บอกได้เต็มปากว่าต่อให้ไม่เคยชอบผู้ชายมาก่อนวันนี้เขาเข้าใจแล้ว เด็กปีหนึ่งหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มดวงตากลมโตราวลูกกวางแถมขนตายังเป็นแพสวยเสริมให้ดวงตาน่ามองยิ่งขึ้นไปอีก จมูกรั้นแถมริมฝีปากบางแต่กลับดูอวบอิ่ม แก้มกลมขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อยจากความร้อนของพระอาทิตย์

อคิราห์ขับบิ๊กไบค์คู่ใจออกจากตัวคณะเขาขับรถวนไปยังบริเวณคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์สอดสายตามองคนร่างเล็กเจ้าของน้ำแข็งใสถ้วยเมื่อกี้กลับไม่เจอจึงตัดสินใจขับรถมุ่งหน้าสู่สนามแข่งรถตามเวลานัดซ้อมแข่งรถกับเหล่ารุ่นพี่นักแข่งประจำสนามทว่าสายตาเจ้ากรรมกลับเหลือไปเห็นคนที่เขาอยากเจอกำลังนั่งคุยกับชายหนุ่มเสื้อกราวน์

ปริ๊น! ฟ้าโปรดยังไม่ทันตอบภีระเสียงแตรมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์กลับดังขึ้นจนเผลอตกใจสะดุ้งเฮือก ครั้นหันหน้าตามเสียงแตรก็พบว่าอคิราห์กำลังจอดรถและถอดหมวกกันน็อกสาวเท้าเดินมาหาเขา

“ตะวัน” ฟ้าโปรดพึมพัมชื่อของอีกคนเสียงเบา

“ฟ้าโปรดรู้จักหรอครับ” ชายหนุ่มคณะแพทยศาสตร์เอ่ยถามพลางลุกขึ้นยืนตามฟ้าโปรด

“ทำไมไม่รอกู” ฟ้าโปรดทำหน้าเหลอหลาไม่เข้าใจสิ่งที่ชายหนุ่มถาม

“คุณเป็นใครจู่ ๆ มาทักฟ้าโปรดแบบนี้ได้ไง” ภีระถือว่าตนตัวใหญ่กว่าฟ้าโปรด ยังไงเขาก็ต้องปกป้องฟ้าโปรดแม้ตัวจะผอมบางกว่าไอ้หนุ่มบิ๊กไบค์ ภีระตัดสินใจแทรกกลางระหว่างผู้มาใหม่กับคนหน้าตาจิ้มลิ้ม

“หลบ” เสียงสุดเยือกเย็นฟังแล้วหนาวเข้ากระดูกทำเอาภีระหน้าเสียเล็กน้อยแต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่หลบ เสียฟอร์มตอนไหนก็ได้แต่ต้องไม่ใช่กับน้องฟ้าโปรดคนน่ารัก

“เหอะ ผมไม่หลบ คุณเป็นใครรู้จักน้องเขารึไง” อคิราห์เหลือบมองคนร่างเล็กก่อนจะเบนหน้าจ้องชายหนุ่มคณะแพทย์อีกหนแล้วปริปากพูดเพียงคำเดียวเท่านั้นทำเอาฟ้าโปรดถึงกับอ้าปากค้าง

“ผัว” ภีระถึงกับเบิกต้ากว้าง ยกมือขึ้นขยับกรอบแว่นของตนเหลียวหน้ามองฟ้าโปรดหวังเอาคำตอบ

มือหนาคว้าเอาข้อมือเรียวมายืนข้างกาย หันหน้ามองภีระราวกับหาเรื่องหนุ่มรุ่นพี่คณะแพทย์จำต้องหลบสายตา ผู้คนผ่านไปผ่านมาต่างเหลียวมองกับเป็นแถบในใจคงคิดว่าศึกชิงนางกระมัง หนึ่งคนสวมชุดนักศึกษาหนึ่งคนสวมเสื้อช็อปและหนึ่งคนสวมเสื้อกราวน์ สองคณะของผู้ชายที่สาว ๆ อยากได้เป็นแฟนระหว่างแพทย์ศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์

ไม่รอฟ้าโปรดพูดอคิราห์จูงข้อมือเล็กออกมาทันที เขาสละหมวกกันน็อกของตนและสวมมันให้กับฟ้าโปรด

“จะพาเราไปไหน” คนร่างเล็กเอ่ยถาม

“หวงตัวเองบ้างดิ กูหวงมึงจนเหนื่อยแทนมึงแล้วนะ” ยิ่งอยู่ใกล้ตะวันยิ่งฟังประโยคพูดของตะวันหัวใจดวงน้อยเต้นระส่ำขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ชายหนุ่มร่างหนาไม่รอช้าช้อนตัวอุ้มคนตัวเล็กกว่าซ้อนท้าย

“ต…ตะวัน”

“กลัวตกก็กอดกู เดี๋ยวพาไปกินข้าว” ว่าแล้วก็สตาร์ทมอไซค์บิ๊กไบค์ ฟ้าโปรดตกใจกับเสียงรถก็รีบทาบตัวกอดเอวชายหนุ่มไว้แน่นหารู้ไม่ว่าอคิราห์น่ะแกล้งเบิ้ลรถให้ตัวเขาตกใจ รอยยิ้มจากคนเจ้าเล่ห์ปรากฎก่อนจะขับรถออกไป

“อยากกินไร” อคิราห์เอ่ยถามขณะก้าวขาลงจากรถ สองแขนแกร่งช้อนตัวคนร่างเล็กวางบนพื้นพร้อมเอื้อมมือถอดหมวกกันน็อกให้

“ไม่รู้สิ ตามใจตะวันเลยแล้วกัน” ฟ้าโปรดตอบตามความจริง แม้จะหิวแต่เขาก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าอยากกินอะไร เอาเป็นว่าตามใจะวันดีกว่าเผื่อได้ไอเดีย

“ตามใจมึงนั่นแหละ กูเลี้ยง” ฟ้าโปรดทำท่าคิด ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากับเป็นเส้นตรงส่งผลให้แก้มกลมตอนนี้เป็นก้อนน่าหยิก

“ปิ้งย่างเกาหลีดีกว่าต่อด้วยไอติมได้มั้ยนะ” เสนอความคิดแกมถาม

“อืม ตามใจมึง” ได้คำตอบแบบนั้นฟ้าโปรดยกนิ้วให้ตะวันทันที คนสองคนพากันเดินเข้าร้านเนื้อย่างเกาหลีระหว่างทางไม่วายที่คนน่ารักอย่างฟ้าโปรดจะโดนผู้ชายมองบ้างในบางคราแต่มีหรืออคิราห์จะยอม เขาใช้แขนแกร่งพาดไหล่คล้องคอคนร่างเล็ก ไม่ว่าชายใดมองคนของเขามักได้สายตาพิฆาตกลับไปทั้งนั้น

“ตะวันกินบ้างสิย่างให้เราอยู่นั่นแหละ” พูดไปเคี้ยวไปจนแก้มตุ่ย ฟ้าโปรดย่นจมูกรั้นใส่คนตรงหน้าที่เอาแต่ย่างหมูให้เขา เจ้าตัวไม่ยอมกินสักที

“อา…อ้าปากเดี๋ยวเราป้อน” หมูสามชั้นจ่อปากหยักหนา อคิราห์คลี่ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะอ้าปากรับหมูย่างแต่โดยดี

“เก่งมากกก” ฟ้าโปรดปรบมือราวกับเกลี้ยกล่อมเด็กให้ยอมกินข้าวได้สำเร็จ “จากนี้ตะวันก็กินด้วยนะ”

“ไม่มีมือ มึงป้อนกูดิ” คนร่างเล็กนิ่งคิดครู่หนึ่ง “มึงไม่ป้อนกูก็ไม่ได้กิน หมูมันจะไหม้”

“ก็ได้” ฟ้าโปรดพยักหน้ารับ อคิราห์น่ะ…บทจะเจ้าเล่ห์ก็เจ้าเล่ห์ซะไม่มี

ใช้เวลาร่วมสองชั่วโมงไปกับการทานอาหารและของหวานตามที่ฟ้าโปรดขอ อคิราห์ไลน์บอกในกรุ๊ปเพื่อเลื่อนนัด รุ่นพี่ทุกคนเข้าใจดีแต่ก็ไม่ได้ถามเหตุผลว่าทำไม

“โอ๊ะ ตะวันมานี่ก่อน ๆ” มือเรียวคว้าแขนชายหนุ่มเข้าร้านเครื่องสำอางหลังนึกขึ้นได้ว่าอีกไม่กี่วันก็วันเกิดผิงผิง แวะซื้อลิปสติกให้ผิงผิงสักแท่งเป็นของขวัญวันเกิดคงจะดี

“ซื้อใช้หรอ”

“เปล่า อีกสามวันวันเกิดผิงผิง เราเห็นผิงผิงบ่นว่าลิปสติกใกล้หมดเลยจะซื้อให้สักแท่ง” แม้จะรู้ว่าเพื่อนอยากได้ลิปสติกแต่เขาไม่รู้นี่สิว่าผิงผิงอยากได้เบอร์อะไร ปกติมาซื้อด้วยกันจะเป็นลิปสติกสีธรรมชาติมากกว่า

“ลองลิปยังไงดี” ลิปสติกแท่งทดลองแต่ละสีวางอยู่ตรงหน้าแต่กลับไม่รู้จะลองยังไงเพราะตัวเองดันใส่เสื้อนักศึกษาแขนยาวมาเหลือบสายตาไปเห็นคนข้างกายที่ตอนนี้ยืนกอดอกรอก็นึกขึ้นได้

“ตะวันเราขอยืมแขนลองลิปสติกหน่อยได้มั้ย อยากดูสี” สายตาและน้ำเสียงออดอ้อนมีหรืออคิราห์ไม่ใจอ่อน เขาไม่ตอบกลับอะไรเพียงยื่นแขนมาให้ก็เท่านั้น

ลิปสติกเกือบสิบสีทาลงบนแขนด้านใน สายตาคมต้องมองการเลือกสีลิปสติกของฟ้าโปรดอย่างพิถีพิถัน ทุกสีที่ทาลงบนแขนมันต่างกันตรงไหนวะ?

ผมไม่รู้เหมือนกันว่าผมยอมไปทำไม ตั้งแต่เกิดแม้กระทั่งน้องชายฝาแฝดของผมไม่มีใครเลยสักคนที่ได้ลองเครื่องสำอางบ้า ๆ พวกนี้ลงบนแขนผมหรอกเพราะมันไร้สาระซะเหลือเกิน ถึงอย่างไรก็ตามในวันนี้ผมเจอคนที่อยากเจอมาตลอดชีวิตมันก็ไม่แปลกถ้าผมอยากยอมเขาในทุกเรื่อง

สุดท้ายก็เลือกสีชมพูแกมส้มที่ดูแล้วคงเข้ากับผิงผิงสุด ๆ แล้ว

“ตะวันอยากกินชานมไข่มุก” ออกจากร้านเครื่องสำอางได้ไม่นานก็บ่นหิว อคิราห์ยกมือยีกลุ่มผมคนร่างเล็กนิดหน่อย

“ไปนั่งรอกูตรงนั้น” เขาชี้บอก ส่วนฟ้าโปรดพยักหน้าเดินไปนั่งรอของกิน อยู่กับตะวันสักสามวันน้ำหนักคงขึ้นสามสิบกิโล อคิราห์เดินอ้อมไปอีกฝั่งของห้างเพื่อซื้อชานมไข่มุก

“สวัสดีจ้ะ ฟ้าโปรด” เสียงทักทายของผู้มาใหม่ฟ้าโปรดหุบยิ้มทันที ขวัญข้าว ลูกสาวคุณน้า นฤดี แม่เลี้ยงคนใหม่ใจร้ายที่คอยเอาแต่กลั่นแกล้งเขาตอนพี่เมฆายังมีชีวิต

“เจอน้องสาวถึงกับหุบยิ้มเลยหรอจ้ะ แหม…ไปอยู่กับคุณย่าแค่ปีสองปีหยิ่งใส่ฉันเลยนะ” ขวัญข้าวหล่อนยังไม่หยุดถากถางแถมยังนั่งลงข้าง ๆ ส่วนฟ้าโปรดรีบขยับตัวหนี ไม่ใช่เพราะกลัวแต่เขาไม่อยากมีเรื่องอยู่อย่างสันติดีที่สุดแล้ว

“ไม่กลับมาบ้านเลยนะฟ้าโปรด น่าจะมาให้ฉันใช้แกสักวันสองวันให้เหมาะสมกับคนที่มาจากบ้านเด็กกำพร้าไร้พ่อแม่สักหน่อยสิ” คนฟังสะอึกในทันที ขวัญข้าวรู้จุดอ่อนดีฟ้าโปรดน่ะอ่อนไหวง่ายจะตายหากพูดถึงเรื่องครอบครัว

“ขวัญข้าวไม่เข้าเรียนหรอ” หวังจะเปลี่ยนเรื่องคุยแต่เด็กสาวอายุย่างสิบแปดปีกลับตีความไปอย่างอื่น

“แกจะว่าฉันหนีเรียนหรอฟ้าโปรด จะไปฟ้องคุณย่าให้เกลียดฉันหรอ”

“พี่เปล่า” เขารีบแก้ต่าง

“แกมันตัวกาละกินี แย่งทุกอย่างไปจากฉันฟ้าโปรดทั้งความรักของคุณพ่อของพี่เมฆาของคุณย่าแม้กระทั่งพี่ตะ…”

“อีขวัญ” ดาริณรีบปรามเกรงว่าเพื่อนตนจะหลุดปาก ไม่เป็นการดีแน่หากหลุดปากแล้วฟ้าโปรดไปบอกตะวันมีหวังโดนต้มจนเละ

“เหอะ แกมันดวงกินคนอยู่กับใครคนนั้นก็ตาย คนอย่างแกสมควรโดนเกลียดที่สุดแล้วฟ้าโปรด” หล่อนหยัดตัวลุกกอดอกเดินตึงตังออกไป ทีแรกคิดว่าจะหนีเรียนมาเข้าร้านเครื่องสำอางนิดหน่อยกลับต้องชะงักเพราะฟ้าโปรดคนที่เขาเกลียดกำลังยืนจับแขนคนที่หล่อนชอบมาแต่ไหนแต่ไร

 

“ลูกค้าเยอะกูเลยต้องรอนานหน่อย” อคิราห์เดินมาถึงก็ยื่นชานมไข่มุกเย็น ๆ ให้

“ข…ขอบคุณนะ” ฟ้าโปรดเลยหน้ายกยิ้มพลางยื่นมือรับทว่าดวงตากลมกลับฉายแววเศร้าผิดปกติ ชายหนุ่มสังเกตเห็นจึงรีบปริปากเอ่ยถาม

“เป็นอะไร ใครทำอะไรให้”

“ปะ…เปล่า ตะวันเราอยากกลับแล้ว” อคิราห์ไม่เอ่ยถามต่อ หากคนร่างเล็กไม่อยากบอกเขาก็จะไม่ต่อความยาวสาวความยืด

“อืม”

ตลอดทางฟ้าโปรดเงียบผิดปกติจนถึงคอนโดฯ หรู น้ำหวานในมือก็ดูดไปเพียงน้อยนิดครั้นถึงหน้าห้องคนร่างเล็กแตะคีการ์ดลงบนสมาร์ทล็อค

“เดี๋ยวก่อน”

“ตะวันมีอะไรรึเปล่า” ฟ้าโปรดเอ่ยถาม อคิราห์ยกยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับเอื้อมมือจับปลายคางมนให้มองเขา สองสายตาประสานกันก่อนอีกฝ่ายจะพูดขึ้น

“หน้าตาแบบนี้เหมาะกับรอยยิ้มนะรู้ไหม” นิ้วโป้งเกลี่ยคางมนของคนร่างเล็ก “เข้าห้องเถอะ ไม่ว่าเจออะไรมาทิ้งทุกอย่างไว้ข้างนอกแล้วอยู่กับเซฟโซนของตัวเอง” คนร่างเล็กกระพริบตามองคนพูดปริบ ๆ “หากเป็นไปได้กูก็อยากเป็นเซฟโซนของมึงนะ ฟ้าโปรด”

 

—TBC—

ความคิดเห็น