facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 21 เพื่อเธอตลอดไป

ชื่อตอน : บทที่ 21 เพื่อเธอตลอดไป

คำค้น : นิยายรัก รักแท้ รักโรแมนติก รักแรกพบ แอบรัก รักวัยรุ่น มีรัก รักเดียวใจเดียว วิศวะ หนุ่มวิศวะ หมอ แพทยน์

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 161

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 มี.ค. 2564 17:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 21 เพื่อเธอตลอดไป
แบบอักษร

 

แฮ่ก...  แฮ่ก..  แฮ่ก..

เสียงไอดังเล็ดลอดออกมาจากปากบางซีดเพียงเบา ๆ เพราะอิงดาวพยายามกลั้นเสียงเอาไว้ ในขณะที่กำลังยกหม้อแกงหนักราว ๆ สิบกิโลวางไว้บนห้างร้านข้าวแกงช่วยมารดา

 

ดวงตาของมารดามองร่างผอมที่สั่นโยกจากอาการไอ แม้จะเห็นเพียงเล็กน้อย แต่สายตาของผู้ที่ผ่านโลกมากอย่างเธอก็พอจะรู้ว่า บุตรสาวของตนกำลังไม่สบาย

“ไม่สบายก็หยุดงานสักวันเถอะอิง แล้วงานที่ตลาดก็ไม่ต้องมาช่วยหรอก”

นางจันทร์มองลูกสาวด้วยความเป็นห่วง  เมื่อวานลูกสาวตากฝนกลับบ้านมาวานจนตัวสั่นงันงกไม่แปลกที่วันนี้จะถูกไข้หวัดเล่นงาน

 

“อิงไม่เป็นไรคะแม่ แค่ไอนิดหน่อยเอง”

อิงดาวบอกแม่พร้อมกับระบายยิ้มออกมาเต็มหน้า แต่ดวงตาของเธอกลับอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด แม้อิงดาวจะไม่สบาย ทั้งปวดหัว และรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว แต่ก็ยังลุกขึ้นมาช่วยแม่ทำกับข้าวเตรียมขายตั้งแต่ตีสามเหมือนเช่นทุกวัน และต้องพยายามฝืนร่างกายเอาไว้ไม่แสดงอาการออกมาเพื่อไม่ให้แม่เป็นห่วง

 

“วันนี้ก็อย่าลืมเอาร่มไปล่ะ เดี๋ยวได้ตากฝนกลับบ้านเหมือนเมื่อวาน”

นางจันทร์บอกลูกสาว

 

“จ๊ะแม่”

อิงดาวตอบรับ เมื่อช่วยแม่ตั้งร้านเสร็จ เธอก็ออกไปขึ้นรถเมล์ที่หน้าตลาดไปทำงานเหมือนอย่างเช่นทุกวัน

 

………………………………………………………………………………

 

วันนี้ทั้งวันอิงดาวรู้สึกปวดหัวทั้งวัน จนต้องพึงกระเป๋ายาฉุกเฉินของสำนักงาน แม้จะกินยาแล้วแต่อาการยังไม่ดีขึ้น และหล่อนรู้สึกเหมื่อยล้ามากขึ้น จนตาแทบจะปิด แต่ก็ต้องฝืนทนเอาไว้ ใช้รอยยิ้มบาง ๆ เป็นฉากบังหน้าเพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าเธอยังสบายดี เพราะเธอไม่อยากลางาน หากลางานหนึ่งวัน กองงานที่ค้างจะเพิ่มมากขึ้นเท่าตัว ระบบการทำงานที่วางเอาไว้จะรวนไปหมด ดังนั้น เธอจึงไม่อยากให้อาการป่วยเพียงเล็กน้อยมาหยุดยั้งการทำงานของเธอได้ 

อิงดาวจึงฝืดร่างกายที่เหนื่อยอ่อนทำงานตามปกติจนกระทั่งถึงเวลาเลิกงาน ดั่งคำโบราณที่กล่าวไว้ - ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว - แม้ร่างกายจะอ่อนแรงสักเพียงใด หากหัวใจร่ำร้องอยากจะพบ ร่างกายก็ขับเคลื่อนไปได้ กว่าจะรู้ตัวร่างผอมก็มาหยุดอยู่ที่หน้าตึก EN6 ของคณะวิศวกรรมศาสตร์

แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเธอไม่อาจครอบครองหัวใจของอาจารย์ธาวิน แต่เธอก็ไม่อาจตัดใจจากเขาได้เช่นกัน นานนับวันยิ่งมีชื่อเขาอยู่ในทุกลมหายใจเข้าออก แม้ไม่ได้เห็นหน้าแต่ขอเพียงได้เดินผ่านคณะที่เขาทำงานอยู่ เธอก็รู้สึกดีใจมากพอแล้ว อย่างน้อยมันก็ทำให้เธอรู้สึกว่าได้อยู่ใกล้เขามาดฃกขึ้นอีกหน่อย

ดังนั้น หลังเลิกงานทุกเย็น เธอมักจะเดินอ้อมผ่านมาทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อไปยังหน้ามหาวิทยาลัย ในใจลึก ๆ นั้น อิงดาวแค่หวังเพียงว่าบางทีสักวันหนึ่งอาจารย์ธาวินอาจจะบังเอิญเจอกับเธอก็ได้ และหากเป็นเช่นนั้น เธอจะได้มีโอกาสบอกขอบคุณเขา พร้อมกับคืนผ้าเช็ดหน้า ซึ่งหากสิ่งที่ค้างคาในใจนี้ได้ทำสำเร็จลุล่วง... บางที... เธออาจจะไม่คิดถึงเขามากมายขนาดนี้ก็ได้

อิงดาวยืนอยู่ใต้ต้นไม้หน้าตึก EN 6 แหงนหน้ามองขึ้นไปที่ชั้น 4 ซึ่งเป็นชั้นของภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า และอิกเล็กทรอนิกส์ ที่ที่อาจารย์ธาวินทำงาน ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเพราะดวงอาทิตย์ใกล้จะลาลับ รอบ ๆ คณะ ๆ ผู้คนเบาบาง ในโรงจอดรถที่อยู่ข้าง ๆ ตึกมีเพียงรถของอาจารย์สองสามคัน หนึ่งในนั้นมีรถยุโรปสีเงินวาวของอาจารย์ธาวินจอดรวมอยู่ด้วย

เขามักจะจอดรถไว้ที่ตำแหน่งเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ดังนั้น เธอจึงมองหารถเขาได้ไม่ยาก ไม่ว่าเธอจะมาถึงคณะวิศวกรรมศาสตร์เย็นมากแค่ไหน แต่รถอาจารย์ยังคงจอดอยู่ เธอไม่เคยเห็นอาจารย์ธาวินกลับบ้านเร็วเหมืออาจารย์คนอื่น ๆ เลยสักวัน

ด้วยความขยันขันแข็งและมุ่งมั่นในการทำงานของอาจารย์ธาวิน อิงดาวจึงไม่แปลกใจเลยสักนิดที่เขาเป็นอาจารย์คนแรกที่ได้รับตำแหน่ง “รองศาสตราจารย์” ของคณะที่มีอายุน้อยที่สุด และเป็นผู้มีผลงานวิจัยโดดเด่นจนได้รับรางวัลระดับชาติ

อิงดาวยิ้มที่มุมปาก ดวงตาอิดโรยมองไปรอบ ๆ ตัวอาคารแล้วมาหยุดอยู่ที่แปลงบัวดินที่ปลูกเอาไว้รอบทางเดินของคณะ ดอกสีชมพูบานเย็นของมันแข่งกันเบ่งบานในช่วงหน้าฝน ผีเสื้อสีเขียวตองตัวนิดบินวนจากดอกนั้นสู่ดอกนี้ด้วยความรื่นเริง อิงดาวนึกสงสัยในใจ ผู้ชายที่บ้างานอย่างอาจารย์ธาวิน จะมองเห็นความสวยงามที่อยู่ใกล้ ๆ ตัวบ้างไหม ? เขาเคยมองท้องฟ้าสีส้มแดงยามพระอาทิตย์ใกล้ตกดินบ้างไหม ?  

 อิงดาวย่อตัวลงนั่งใกล้ ๆ ต้นบัวดิน ผีเสื้อสีตองอ่อนตัวหนึ่งกำลังขยับปีกเบา ๆ ขณะที่ดูดกินน้ำหวานจากดอกบัวสีสด

“เจ้าผีเสื้อน้อย รู้จักอาจารย์ธาวินไหม เขาเป็นอาจารย์ที่ขยันและเก่งมาก ๆ เลยนะ จะมืดแล้วอาจารย์ยังไม่กลับบ้านเลย ไม่รู้อาจารย์จะหิวข้าวไหม ? อาจารย์จะเหนื่อยไหม ? หากเจ้าเห็นอาจารย์ผ่านมาแถวนี้ ช่วยบอกอาจารย์ให้หน่อยนะว่า ฉันเป็นห่วงเขา”

เธอระบายยิ้มกับผีเสื้อ มันขยับปีกสองสามครั้งแล้วค่อย ๆ บินขึ้น ดวงตาอิดโรยมีแววระยับขึ้นยามเมื่อนึกถึงชายผู้เป็นที่รัก เธอมองตามผีเสื้อตัวน้อยที่บินไปทางโรงรถด้านข้างตึก

“เอ๊ะ เงาอะไรนะ”

อิงดาวเห็นเงาร่างมนุษย์สองสามคนกำลังทำลับ ๆ ล่อ ๆ รอบ ๆ รถของอาจารย์วิน จากจุดที่เธอยืนอยู่ทำให้มองเห็นไม่ชัดนัก เธอจึงเร่งสาวเท้าเข้าไปใกล้โรงจอดรถมากขึ้น

จนกระทั่งเห็นนักศึกษาชายสวมเสื้อช๊อปสีแดงสองคนกำลังยืนล้อมรถอาจารย์ธาวินเอาไว้ ส่วนอีกคนอยู่ใต้ท้องรถ

“พวกเธอทำอะไรกันน่ะ”

เสียงเล็ก ๆ ของอิงดาวดังขึ้น นักศึกษาสองคนที่อยู่มองหน้ากันเลิ่กลั่กแล้วก็ทุบกำปั้นลงที่หน้ารถ

 

ปัง !

 

“เฮ้ย ! มีคนมาหนีเร็ว”

สองคนวิ่งหนีไปแล้ว ส่วนอีกคนกำลังมุดท้องรถออกมา จากนั้นมันก็รีบลุกขึ้นวิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย

อิงดาวรู้สึกว่านักษาพวกนั้นต้องทำอะไรไม่ดีแน่ ๆ จึงรีบวิ่งตามไปพร้อมกับตะโกนว่า

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ ! พวกเธอทำอะไรที่รถของอาจารย์ธาวิน !”

 

“อย่าตามมานะ ไม่งั้นเจอดีแน่ !”

นักศึกษาชายที่คนที่มุดออกมาจากใต้ท้องรถขว้างแท่งเหล็กประหลาดบางอย่างเข้าใส่อิงดาว

 

ตุบ !

 

“ว๊าย”

อิงดาวหยุดวิ่ง และหลบได้อย่างหวุดหวิด

 

“แฮ่ก แฮ่ก”

อิงดาวหอบหายใจแรง รู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก มือหนึ่งกุมหน้าอก อีกมือยกขึ้นปาดเหงื่อ บางทีคงจะเป็นเธอกำลังไม่สบายจึงรู้สึกเหนื่อยง่ายมากกว่าปกติ

ในขณะที่เธอกำลังอ้าปากหอบหายบใจอยู่นั้น สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นสิ่งที่นักศึกษาชายขว้างใส่เธอ มันคือคีมตัดเหล็ก ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้น เด็กพวกนั้นต้องตัดเบรกรถของอาจารย์ธาวินแน่ ๆ

ทันทีที่เธอคิดได้ หญิงสาวก็รีบวิ่งกลับมาที่โรงรถ และก็เห็นว่ารถอาจารย์ธาวินกำลังเคลื่อนออกไป

“อาจารย์คะ อาจารย์ธาวินหยุดก่อนค่ะ”

อิงดาวรีบวิ่งตามรถของอาจารย์ธาวินอย่างสุดกำลัง พร้อมกับตะโกนเรียกเขาไม่หยุด ต่อให้เธอพยายามวิ่งเต็มกำลังมากแค่ไหน ก็ไม่อาจวิ่งทันเครื่องยนต์ยุโรปราคาหลายล้าน รถอาจารย์ธาวินวิ่งหายไปลับตา

 

ตึก   ตึก    ตึก

 

ร่างผอมเปลี่ยนทิศทาง รีบวิ่งกลับไปยังตึก EN 6 ขาเล็ก ๆ ซอยลงบนพื้นอย่างไม่มีลดละ แม้จะรู้สึกปวดเท้าบ้าง แต่เธอก็พยายามฝืนความรู้สึกนั้นลงไป

 

“ลุง !”

อิงดาววิ่งหยุดที่โต๊ะของลุง รปภ. หน้าตึก  

“โทรบอกอาจารย์ธาวินด่วน ! รถของอาจารย์ถูกตัดเบรก อาจารย์ขับรถออกไปแล้วต้องรีบบอกอาจารย์ให้รู้ตัว !”

เธอตะโกนบอกออกไปโดยที่ไม่หยุดพักหายใจ

 

“เดี๋ยว ๆ ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ พูด ลุงฟังไม่ชัด หนูบอกว่าอะไรนะ”

ลุง รปภ. ฟังไม่ได้ศัพท์ จับใจความไม่ค่อยได้ เพราะหญิงสาวทั้งพูดทั้งหอบไปด้วย

อิงดาวสูดหายใจเข้าลึก ๆ เต็มปอดก่อนพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า

“รถอาจารย์ถูกตัดเบรก ต้องรีบแจ้งอาจารย์ธาวินก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ !”

“แย่แล้ว ๆ ต้องบอกท่านรองฯ ธาวิน”

ลุง รปภ. หันรีหันขวาเหมือนทำอะไรไม่ถูก อิงดาวจึงเร่งขึ้นอีกว่า

“โทรสิลุง โทรศัพท์บอกอาจารย์ ด่วนเลย”

 

“ลุงไม่มีเบอร์โทรของท่านรองฯ”

 

“แล้วจะทำยังไงถึงจะบอกอาจารย์ได้”

หญิงสาวแทบอยากจะร้องไห้ หัวใจสั่นรัว มือไม้เย็นเฉียบไปหมด กลัวเหลือเกินว่าอาจารย์หนุ่มจะเกิดอุบัติเหตุไปเสียก่อน หากเกิดอะไรขึ้นกับเขาจนถึงแก่ชีวิตจะทำยังไง

 

“อาจารย์ประชา ที่ชอบไปไหนมาไหนกับท่านรองฯ ธาวินบ่อย ๆ น่าจะช่วยติดต่อท่านรองฯ ได้”

ลุง รปภ. รีบบอกออกมาทันทีที่นึกขึ้นได้ว่า อาจารย์คนเดียวที่สนิทกับอาจารย์ธาวิน คือ ดร.ประชา ชื่นจิต เพื่อนในภาควิชาเดียวกัน

 

“อาจารย์ประชาอยู่ที่ไหน”

อิงดาวถามขึ้นอย่างมีความหวัง

 

“ลุงยังไม่เห็นอาจารย์ประชาลงมาจากตึก ถ้าไม่อยู่ที่ห้องพักที่ชั้นสี่ก็คงจะสอนที่ชั้นหก”

 

“งั้นเราแยกกันไป ลุงไปที่ชั้นสี่  เดี๋ยวหนูจะไปที่ชั้นหก หากใครพบอาจารย์ประชาก่อนก็ช่วยบอกโทรติดต่ออาจารย์ธาวินด่วนนะคะ”

อิงดาวอาสาไปที่ชั้น 6 เพราะคิดว่าตนเองยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวน่าจะไปถึงได้เร็วกว่าลุง รปภ. และการแยกกันไปจะทำให้สามารถพบอาจารย์ประชาแน่ ๆ ในเวลาอันรวดเร็ว

 

ลุง รปภ. พยักหน้ารับ จากนั้นทั้งคู่ก็วิ่งไปที่ลิฟต์ภายในอาคาร แต่ช่วงเวลาเร่งรีบเช่นนี้ สวรรค์เหมือนจะจงใจกลั่นแกล้ง ลิฟต์ค้างอยู่ที่ชั้น 6 ไม่ยอมเคลื่อนลงมาสักที อิงดาวจิ้มนิ้วกดปุ่มเรียกลิฟต์อยู่หลายครั้ง มันก็ไม่ยอมเคลื่อนตัวลงมา เธอจึงตัดสินใจวิ่งขึ้นบันไดไปทันที

 

ตึก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

 

แฮ่ก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

 

อิงดาววิ่งขึ้นบันได จนหายใจแทบไม่ทัน เธอรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก และปวดที่กล้ามเนื้อขาอย่างรุนแรง เธอกัดฟันฟืนอาการเจ็บปวดทุกอย่างเพื่อวิ่งต่อไปยังห้องเรียนรวม เธอจะหยุดพักไม่ได้ ยิ่งปล่อยเวลาให้ช้าไปมากเท่าไหร่ ชีวิตของอาจารย์ธาวินก็อันตรายมากขึ้นเท่านั้น

 

ตึก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

 

เมื่อเธอวิ่งมาถึงห้องเรียนรวมบนชั้น 6 เธอผลักประตูบานใหญ่เต็มแรง จนประตูนั้นเปิดออก

 

พลั่ก ! 

 

 

“อาจารย์ประชาคะ”

อิงดาวตะโกนออกไป ทั้งห้องเงียบกริบ หันมามองเธอเป็นตาเดียว เธอไม่มีเวลาให้รู้สึกเขินอาย สิ่งเดียวที่เธอคิดอยู่ในใจคือ ต้องช่วยอาจารย์ธาวินให้ได้ เธอจึงรีบตะโกนบอกคนที่อยู่ในห้องว่า

“รถของอาจารย์ธาวินถูกตัดเบรกค่ะ ต้องรีบโทรแจ้งอาจารย์ด่วน”

สิ้นคำที่เธอบอกออกไป เธอรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงอื้ออึงก้องขึ้นในหู จากนั้นดวงตาของเธอก็พร่าเลือนแล้วมืดดับลงในที่สุด

 

 

.....ดลคะ วดีจะไม่ยอมให้คุณเป็นอะไร... 

  

.... ลืมตาขึ้นมาสิคะ.... 

  

.... วดีรักคุณ และจะรักตลอดไป.....  

  

เสียงของหญิงสาวเย็นยะเยือกราวกับว่ากำลังร่ำไห้ในความมืดมิด

 

 

.................................................................................

ความคิดเห็น