ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

+++ บทที่26 ตอนนี้ผมมีความสุขดีครับ (รดน้ำหัวไชเท้า) +++

ชื่อตอน : +++ บทที่26 ตอนนี้ผมมีความสุขดีครับ (รดน้ำหัวไชเท้า) +++

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 22 มี.ค. 2564 21:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
+++ บทที่26 ตอนนี้ผมมีความสุขดีครับ (รดน้ำหัวไชเท้า) +++
แบบอักษร

 

 

บทที่26 

ตอนนี้ผมมีความสุขดีครับ 

(รดน้ำหัวไชเท้า) 

ในช่วงเวลากลางวันที่แดดร้อนจัด อุณหภูมินอกร่มเงาของต้นไม้และตึกพุ่งสูงไปเกือบ50องศาเซลเซียส ณ ที่แห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม แถบชานเมืองของเมืองหลวงยูโทเปีย ตู้คอนเทนเนอร์สินค้าสำนวนหนึ่งถูกดัดแปลงให้เป็นส่วนของสำนักงาน ที่ด้านในตู้ชั้นบนสุด ภาพวงจรปิดจากฐานผู้ก่อการร้ายกลางทะเลทรายฉายอยู่บนจอโฮโลแกรมขนาดใหญ่ 

ผู้ที่นั่งอยู่หน้าจอขยับมือปัดภาพไปเรื่อยๆ จนถึงตอนที่ค่ายกำลังจะถูกระเบิด นิ้วเรียวกดหยุดคลิปและขยายหน้าจอใหญ่ขึ้น โฮโลแกรมฉายภาพของผู้ชายคนหนึ่ง เขามีผมสีขาวราวกับหิมะ สวมชุดนักเรียนเตรียมทหารและมีผ้าสีดำผูกตาเอาไว้ จากปลอกคอกันกัดที่คนในจอสวมเอาไว้ ทำให้คนที่นั่งควงสปินเนอร์เล่นอยู่ทราบทันทีว่าชายคนนี้มีเพศรองเป็นโอเมก้า 

  

“ดีแลน ฟอสเตอร์...น่าสนใจจังเลยน้า...” 

  

ร่างสูงเอนตัวพิงพนักพิงของเก้าอี้และยกเท้าขึ้นพาดบนโต๊ะทำงาน ในมือยังควงสปินเนอร์เล่นไปเรื่อยๆ สายตาคมกริบเหลือบไปมองลูกน้องอัลฟ่าของตัวเองที่ยืนตรงประตู ดูเหมือนว่าลูกน้องของเขาจะเริ่มหอบหายใจแรงขึ้นจนผิดสังเกต ทั้งๆ ที่ในตู้นี้เปิดแอร์ไว้18องศา 

  

“เป็นอะไร?” 

“โอเมก้าที่เราจับมาวันนี้เกิดฮีทครับนาย กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วขนาดนี้นายไม่รู้สึกอะไรเลยหรือครับ?” 

  

ผู้เป็นนายเอียงคอเล็กน้อย บรรยากาศเย็นยะเยือกแผ่ออกมาจากตัวเขาพร้อมกับรังสีอำมหิต จนลูกน้องอัลฟ่าคนนั้นรู้สึกเสียวสันหลังวาบ สปินเนอร์ในมือหยุดหมุนไปแล้ว แน่นอนว่าเขาไม่มีทางได้กลิ่นฟีโรโมนของพวกโอเมก้า หรือแม้แต่ฟีโรโมนของพวกอัลฟ่าก็เช่นกัน ดวงตาคมคู่เดิมฉายแววรังเกียจออกมาอย่างเห็นได้ชัด 

  

“ไปจัดการให้เรียบร้อย” 

  

ลูกน้องคนนั้นก้มหัวให้และลุกออกจากห้องไปตามต้นตอของกลิ่นอย่างรวดเร็ว สปินเนอร์ในมือของชายผู้นั้นกลับมาหมุนอีกครั้ง ดวงตาคมยังคงมองภาพของโอเมก้าผมสีขาวราวกับหิมะอย่างสนอกสนใจ ก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นแล้วกดโทรออกหาใครสักคนในเอเดน 

ทางด้านฮาแกนและดีแลน ทั้งสองอยู่ที่บ้านริมทะเลมาจนใกล้ครบสองอาทิตย์แล้ว ร่างสูงของฮาแกนนั่งอยู่บนโซฟาในห้องรับแขกของบ้าน มือใหญ่ยกแทปเล็ตขึ้นปัดไปเรื่อยๆ เพื่อดูเอกสารต่างๆ ที่ไพธอนมือขวาของเขาส่งมาให้ ถึงแม้ว่าในตอนนี้เขาจะลาพักร้อนอยู่ แต่งานบางอย่างก็ไม่สามารถรอได้ต้องเร่งจัดการให้เสร็จเร็วที่สุด ดีแลนเดินถือขนมของว่างพร้อมกับกาแฟดำใส่ถาดออกมาจากครัวก็ยู่หน้า เมื่อเห็นรอยยุบบนโซฟาและหน้าจอไอแพทที่เปิดหน้าเอกสารของกองทัพ เข้าใจอยู่หรอกว่างงานยุ่ง แต่ตอนนี้พันเอกอยู่กับเขานะยังจะสนใจเรื่องงานอีก 

การใช้เวลาอยู่ด้วยกันอย่างใกล้ชิดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ดีแลนเริ่มเดาทางอีกฝ่ายถูกว่าควรที่จะเข้าหาแบบไหน และเวลาไหนที่สามารถเรียกร้องเอาแต่ใจได้ ทำให้ดีแลนในตอนนี้เริ่มกล้าที่จะงอแงแต่พองาม ซึ่งการแสดงออกของดีแลนนั้นมันไม่มากเกินไปจนดูงี่เง่าน่ารำคาญ แต่กลับทำให้บรรยากาศในฐานะของคู่รักผ่อนคลายมากขึ้น ลดช่องว่างระหว่างความรู้สึกที่มีแต่กันให้แคบลง คนตัวเล็กขยับวางถาดของว่างลงที่โต๊ะด้านข้างโซฟา ก่อนจะกระเถิบตัวเข้าไปนั่งข้างๆ เจ้าของกลิ่นวู้ดดี้คล้ายจะอ้อน 

ฮาแกนก้มหน้าลงฝังจมูกโด่งลงบนกลุ่มผมนิ่มสีขาว แล้วผละออกมาอ่านเอกสารต่อฟีโรโมนกลิ่นวู้ดดี้ตอนนี้เป็นกลิ่นที่ชวนให้ผ่อนคลาย ทำให้เจ้าหัวไชเท้ารู้ว่าตอนนี้สามารถเอาแต่ใจได้บ้าง สองแขนเรียวยกขึ้นคล้องที่รอบคอของอัลฟ่าล่องหนด้านข้าง ก่อนจะพาตัวเองย้ายขึ้นมานั่งคร่อมบนตักแกร่ง เพียงแค่นึกว่าอยากให้อีกฝ่ายสนใจตัวเองให้มากขึ้น ฟีโรโมนประหลาดที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนก็แผ่ออกมาจากร่างของดีแลน 

  

“ฮาแกนมาเที่ยวกับดีลก็ต้องสนใจแค่ดีลสิครับ” 

  

อัลฟ่าร่างสูงไม่ตอบสิ่งใดกลับมา แต่มือใหญ่ขยับวางแทปเล็ตลงที่ข้างตัว และยื่นใบหน้าเข้าไปหาเจ้าของกลิ่นหอมเย้ายวนคล้ายต้องมนต์ ริมฝีปากบางได้รูปประกบเข้าหาริมฝีปากอวบอิ่มสีเชอร์รี่อย่างเร่าร้อน คนตัวเล็กครางออกมาอย่างพอใจก่อนจะจูบตอบกลับไปอย่างไม่ประสามากนัก แต่ก็สร้างความรู้สึกคันหยุบหยิบในหัวใจของฮาแกนไม่มากก็น้อย เขาสูดหายใจเข้าลึกและตั้งสติเพื่อไม่ให้หลงมัวเมาไปกลับกลิ่นหอมเกินห้ามใจนี้ จนเผลอทำอะไรรุนแรงจนร่างเล็กๆ นี้ต้องบอบช้ำ 

  

“พี่ก็สนใจแค่เธอคนเดียวอยู่แล้ว แต่งานบางอย่างมันรอไม่ได้นะ” 

“ถ้ากลับไปฮาแกนต้องงานยุ่งแน่เลย ชักจะหึงงานซะแล้วสิครับ คิกๆ” 

“งั้นก่อนจะกลับไปงานยุ่งเหมือนเดิม พี่คงต้องตักตวงไว้เยอะๆ แล้วใช่ไหม หืม?” 

  

กางเกงบ็อกเซอร์ขาสั้นถูกดึงร่นลงไปจนเผยให้เห็นบั้นท้ายกลมกลึง คนตัวเล็กหน้าขึ้นสีเล็กน้อยด้วยความเขิน แต่ก็ยังทำใจดีสู้เสือ ส่งนิ้วเรียวเล็กไปหยอกล้อตรงบริเวณที่คาดว่าน่าจะเป็นคาง ซึ่งในตอนนี้เริ่มมีไรหนวดขึ้นให้พอรู้สึกจั๊กจี้ ฮาแกนก้มหน้าลงเพื่อฝังคมเขี้ยวไว้บนบริเวณกระดูกไหปลาร้าขาวๆ ที่โผล่ออกมานอกเสื้อ เรียกเสียงครางด้วยความเจ็บปวดน้อยๆ จากริมฝีปากอวบอิ่ม 

บางสิ่งบางอย่างที่เริ่มตื่นตัวด้านล่างเริ่มกระตุกทักทายร่างเล็กที่นั่งทับมันอยู่ ดีแลนก้มหน้างุด ก็จริงอยู่ที่ในตอนนี้เขาเริ่มชินกับมันแล้ว แต่พอนึกถึงทีไรก็พาลให้รู้สึกเขินอายอยู่ดี หูที่ไวต่อการรับเสียงได้ยินคนตัวใหญ่ด้านหน้าหัวเราะหึๆ ในลำคอ มืออุ่นร้อนลูบไล้ไปทั่วบั้นท้ายทั้งสองข้างแล้วตบเบาๆ ที่เนื้อนุ่มเด้ง ก่อนจะลูบเจ้าก้อนเนื้อนิ่มๆ นั้นต่อ ฮาแกนออกแรงยกตัวดีแลนขึ้นเล็กน้อย เพื่อดึงกางเกงบ็อกเซอร์ให้พ้นไปจากเรียวขาขาวๆ 

  

“เดี๋ยวก่อนครับ...ผมชงกาแฟกับอบขนมของว่างมาให้ เดี๋ยวเย็นแล้วจะไม่อร่อยนะครับ” 

“เด็กไม่ดีมากวนพี่ตอนทำงาน แบบนี้พี่คงต้องอบรมเสียหน่อย” 

“อะ...เดี๋ยว จะทำอะไรน่ะครับ” 

  

คนตัวใหญ่ยกสะโพกดึงกางเกงของตัวเองให้ร่นลงเล็กน้อย พอให้ตัวตนที่ยังไม่ตื่นเต็มที่ได้ออกมาทักทายห้าท้องขาวเนียนที่แนบชิดอยู่ ดีแลนลอบกลืนน้ำลายเมื่อรู้สึกว่ามันล้มพาดหน้าขาเขา และค่อยๆ ตื่นตัวจนในที่สุดก็ขยายเต็มที่ ช่องทางด้านหลังของดีแลนเริ่มชื้นแฉะ 

ฟีโรโมนประหลาดนั้นดูเหมือนจะเริ่มจางหายไป ในขณะที่คนตัวใหญ่ค่อยๆ ยกตัวเจ้าก้อนขนมนุ่มนิ่มขึ้น และส่งตัวตนของเขาเข้าไปตักตวงความหวานด้านในช่องทางอ่อนนุ่มที่เขาหลงใหล ดีแลนกัดปากน้อยๆ เพื่อกลั้นเสียงคราง เมื่อแกนกายขนาดใหญ่ค่อยๆ รุกล้ำเข้ามาจนสุดทาง ก่อนจะกดแช่เอาไว้ไม่ยอมขยับจนดีแลนรู้สึกร้อนวูบวาบ 

  

“พะ...พี่ฮาแกน ขยับ...ขยับที...” 

“คนเก่ง ทำให้พี่หน่อย” 

“อ๊ะ...อื้อ...” 

  

ร่างนุ่มนิ่มด้านบนเริ่มขยับอย่างเงอะงะ จนฮาแกนต้องช่วยประคองสะโพกกลมให้ขยับเป็นจังหวะไปก่อน เพียงไม่นานเจ้าไชเท้าอวบน้ำที่หัวไวอยู่แล้วจับเริ่มจับทางและขยับเป็นจังหวะของตัวเอง สร้างความพึงพอใจให้กับอัลฟ่าตัวใหญ่ด้านล่างเป็นอย่างมาก 

คนตัวเล็กขยับสะโพกขึ้นลงเป็นจังหวะไม่ช้าไม่เร็ว ความรู้สึกเจ็บตึงที่หน้าขาเริ่มเข้าเล่นงาน แต่เขาก็จะพยายามอดทนเพื่อเอาใจอัลฟ่าล่องหนตรงหน้าให้ได้มากที่สุด มือใหญ่ๆ ตบลงที่สะโพกนุ่มแรงๆ หนึ่งครั้ง สร้างความเสียวสะท้านให้ดีแลนจนขาแทบทรุด เสียงหัวเราะในลำคอของพันเอกดังแว่วเข้ามาในหู จนดีแลนกัดฟันลุกขึ้นขยับในจังหวะที่เร็วกว่าเดิม 

บทรักในครั้งนี้จบลงหลังจากที่ทั้งสองปลดปล่อยออกมาพร้อมกันบนโซฟาตัวใหญ่ เนื่องจากในครั้งนี้ดีแลนเป็นคนคุมเกมครั้งแรก จึงทำให้คนตัวเล็กรู้สึกอ่อนเพลีย ฮาแกนจับร่างนิ่มให้นอนพักบนโซฟาตัวใหญ่ และถอดเสื้อของตัวเองมาคลุมอีกฝ่ายเอาไว้ แต่ดีแลนคว้าเสื้อตัวนั้นมากอดไว้ ก่อนจะงีบหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าและปวดตึงที่ต้นขา ร่างสูงหยิบแทปเล็ตขึ้นมาทำงานต่อจนเสร็จเรียบร้อย จากนั้นลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินไปใกล้กับหน้าต่างบานใหญ่ แล้วจึงยกข้อมือขึ้นกดวอชโทรหาหมอออสติน รอไม่นานใบหน้าที่คุ้นเคยก็ฉายขึ้นบนโฮโลแกรม 

  

/สวัสดีครับคุณฮาแกน พักร้อนเป็นยังไงบ้างคร้าบ/ 

“ก็ดี กูมีเรื่องอยากปรึกษา เกี่ยวกับดีแลน” 

/อ๋า...เกิดอะไรขึ้นหรือครับ/ 

“กูรู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ” 

/อ่อ...มันก็เป็นเรื่องปกติครับ แต่ผมแจ้งไว้แล้วนี่ครับว่าต้องฉีดหลังจากที่มีเพศสัมพันธ์ภายใน12ชั่วโมง ไม่อย่างนั้นมันจะคุมไม่อยู่...ให้ผมส่งคู่มือการดูแลโอเมก้าตอนตั้งครรภ์ให้เลยไหมครับ? / 

“มึงหยุดเพ้อ และตั้งใจฟังที่กูพูด” 

  

เรื่องของฟีโรโมนประหลาดที่เขาได้กลิ่นบ่อยๆ ในช่วงนี้ ถูกบอกเล่าผ่านวอชให้หมอประจำตัวของดีแลนได้รับฟัง ออสตินมีสีหน้าที่ดูเป็นกังวล สลับกับตื่นเต้นเป็นครั้งคราว ฮาแกนให้นิยามของฟีโรโมนนั้นว่า หอมจนทำให้รู้สึกอยากโอนอ่อนผ่อนตาม เหมือนยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้าของกลิ่นพอใจ คล้ายกับฟีโรโมนของอัลฟ่าที่บังคับให้พวกโอเมก้ายอมทำตามโดยไม่อาจขัดขืนได้ แต่กลิ่นที่เขาได้รับไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดเหมือนฟีโรโมนกดข่ม 

  

/พอที่จะยกตัวอย่างให้แคบลงกว่านี้อีกได้ไหมครับ/ 

“เหมือนฟีโรโมนฮีท กูคิดว่างั้น” 

/น่าสนใจ...แต่การวิเคราะห์ที่แม่นยำที่สุดคงต้องตรวจสอบจากตัวคุณดีแลนเอง ไว้อย่างไรพาเขากลับมาอาจจะหาความชัดเจนในเรื่องนี้ได้มากขึ้นครับ/ 

“อืม” 

/ผมอาจจะต้องใช้เวลาค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมสักหน่อย พวกคุณพักผ่อนจนครบกำหนดก่อนค่อยกลับมาก็ได้ครับ แต่ถ้าในระหว่างนั้นมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็ติดต่อผมได้24ชั่วโมง/ 

“ฝากด้วย” 

/ว่าแต่อาการPTSDของคุณดีแลนเป็นยังไงบ้างครับ? / 

  

ดวงตาสีอำพันมองไปที่ร่างนุ่มนิ่มที่ยังคงหายใจเป็นจังหวะ ฮาแกนขยับเดินเข้าไปหาดีแลนที่หลับอยู่ ก่อนจะนั่งลงตรงที่ว่างด้านข้างบนโซฟาตัวใหญ่ นิ้วเรียวยาวเกลี่ยปอยผมที่ปรกใบหน้าหวานออกให้เรียบร้อย แววตาที่ฮาแกนมองร่างเล็กๆ ซึ่งนอนกอดเสื้อตัวใหญ่อยู่ ทำให้ออสตินยิ้มกรุ้มกริ่ม 

  

“ดีขึ้น วันแรกที่พามามีเหม่อและนอนละเมอบ้าง แต่ช่วงสี่วันมานี้ไม่เป็นแล้ว” 

/นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีนะครับ อย่างน้อยๆ ก็หายห่วงไปได้เรื่องหนึ่ง ผมต้องขอตัวไปขึ้นวอร์ดก่อนนะครับคุณฮาแกน/ 

“อืม” 

  

ออสตินวางสายไปแล้ว ฮาแกนยังคงเกลี่ยปอยผมสีขาวนุ่มลื่นเล่นต่อไปด้วยความเอ็นดู ผ่านไปไม่นานดีแลนก็ขยับตัวเล็กน้อยพลางทำปากแจ๊บๆ คล้ายเด็กน้อยพึ่งตื่นจากการนอนหลับ พลางเอาแก้มนิ่มๆ ถูกับมือใหญ่อุ่นๆ ของอัลฟ่าล่องหนที่นั่งอยู่ข้างๆ ฮาแกนมองภาพนั้นแล้วยิ้มออกมาบางๆ 

  

“เย็นนี้กินซีฟู้ดไหม” 

“ครับ...เล่นกีตาร์ให้ฟังด้วยได้ไหม?” 

“ได้สิ” 

  

คนตัวเล็กฉีกยิ้มกว้างก่อนจะบิดขี้เกียจเล็กน้อยและลุกขึ้นไปล้างตัว ในตอนเย็นทั้งคู่ออกไปเดินเล่นเท้าเปล่าที่หาด เพื่อดูพระอาทิตย์ตกด้วยกันก่อนจะกลับมาทำอาหาร เมนูในวันนี้เป็นอาหารทะเลปิ้งย่างแบบง่ายๆ ที่บริเวณหาดส่วนตัวหน้าบ้าน พอตกดึกก็ช่วยกันก่อกองไฟเพราะอากาศหนาว และนั่งจิบโกโก้ร้อนดีดกีตาร์ดูดาวกันอยู่ที่ริมหาด โอเมก้าตัวเล็กกระชับผ้าคลุมผืนหนาที่ห่มคลุมกายทั้งคู่เอาไว้ แล้วเอนซบไหล่อัลฟ่าตัวสูงที่นั่งดีดกีตาร์เป็นจังหวะเพลงช้าๆ โดยที่ไม่ได้ร้องออกมาเหมือนครั้งก่อน คนตัวเล็กยกวอชขึ้นแล้วซูมขึ้นไปบนท้องฟ้า เพื่อมองดูดาว วันนี้ท้องฟ้าเปิดโล่งจึงสามารถมองเห็นทางช้างเผือกได้อย่างชัดเจน 

  

“มองไม่เห็นหรือ” 

“ครับ ระยะการใช้พลังการมองเห็นของผมตอนนี้อยู่ที่ประมาณ200เมตรรอบตัว” 

“เป็นระยะที่ถือว่าไกลนะ ปกติพวกที่มีพลังพิเศษก็จะมีขีดจำกัดของขอบเขตในการใช้เหมือนกัน” 

“ของฮาแกนก็มีระยะจำกัดหรือครับ” 

“อืม ของพี่ตอนนี้อยู่ที่450เมตรรอบตัว แต่ถ้าปล่อยออกไปไกลกว่านั้นมันก็จะค่อยๆ อ่อนกำลังและสลายไปเอง อากาศกับก๊าซมันแปรปรวนตลอดอยู่แล้ว” 

“เก่งจังเลยนะครับ นอกจากคุมอากาศได้ยังควบคุมพวกก๊าซได้อีก” 

“คนส่วนใหญ่จะรู้แค่นั้น แต่ความจริงพี่คุมได้ถึงระดับพลาสม่า เพียงแต่ไม่ค่อยได้ใช้เพราะผลของมันก็ทำพี่ตายได้เหมือนกัน” 

“ไพ่ตายยามฉุกเฉินสินะครับ แล้วตอนที่พลังของฮาแกนตื่นฮาแกนเจ็บไหมครับ...ผมถามมากไปหรือเปล่า...” 

  

ฮาแกนยิ้มน้อยๆ แล้วก้มลงประทับริมฝีปากที่กลุ่มผมนิ่มสีขาว รู้สึกว่าในช่วงกว่าสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ เป็นช่วงเวลาที่เขายิ้มบ่อยที่สุดในรอบหลายปี มือใหญ่เปลี่ยนคอร์ทแล้วเริ่มดีดทำนองใหม่ที่ช้ากว่าเดิม ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องให้อดีตให้คนตัวเล็กฟัง 

ปกติพวกอัลฟ่าที่มีพลังพิเศษจะเริ่มรู้สึกได้ถึงพลังของตัวเองตั้งแต่อายุ15 จะช้าหรือเร็วกว่านั้นขึ้นอยู่กับความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกายและจิตใจ สำหรับฮาแกนในตอนนั้นก็คิดแล้วว่าตัวเองคงไม่มีพลังอะไร เพราะผ่านมาหลายปีก็ไม่ได้รู้สึกถึงมันเลย เขาเลยตั้งใจว่าจะเรียนต่อในด้านวิศวกรรมเฉพาะทางด้านเคมี ในระหว่างที่บารอนพ่อของเขาอยากให้เข้าโรงเรียนเตรียมทหารเพื่อรับช่วงต่อตำแหน่งของเขาในสภามิวเทท จนกระทั่งพลังของเขาตื่นขึ้นกะทันหันในช่วงที่เขาใกล้จะอายุครบ20ปี 

มันปลุกเขาให้ตื่นขึ้นในช่วงเช้ามืด จำได้ว่าตอนนั้นเขารู้สึกร้อนมากๆ แต่กระจกรวมถึงเฟอร์นีเจอร์ในห้องมีน้ำแข็งเกาะ รอบๆ ห้องมีกระแสลมพัดผ่านรุนแรงทั้งๆ ที่หน้าต่างไม่ได้เปิดอยู่ เขาตกใจมากและพยายามร้องให้คนช่วย เมดที่ได้ยินพยายามเปิดประตูห้องเข้ามา แต่สุดท้ายก็โดนแรงกดอากาศบีบอัดจนตาย ท่ามกลางความเจ็บปวดและความร้อนที่ปะทุในร่างกาย เขาเห็นพ่อกับแม่พยายามจะเข้ามาหา จนสุดท้ายฮาแกนก็หมดสติไปตอนไหนก็ไม่รู้ 

เขาได้สติอีกทีตอนที่ตอนที่อยู่ในห้องควบคุมสูงสุดแล้ว วันคืนผ่านไปด้วยความเจ็บปวดจนร่างแทบระเบิด หมอและนักวิจัยพยายามหาทางช่วยให้พลังของเขาสงบลง แต่ความพยายามก็ต้องล้มเหลวทุกครั้ง เพราะไม่ว่าใครที่เขาใกล้เขา ก็มักจะถูกแรงกดอากาศบีบอัดจนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แม่ของเขาเป็นนักวิจัยและหมอพยายามหาวิธีรักษาเขา โดยเริ่มจากการให้เขาฝึกสมาธิด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการนับเลขกำหนดลมหายใจ และเล่นดนตรี 

จำได้ว่าวันหนึ่งแม่ส่งกีตาร์ที่ทำจากเหล็กแข็งๆ มาให้ มันหนักมากแต่ก็สามารถทนพลังของเขาได้ดีเช่นกัน เสียงของมันช่วยให้เขาจดจ่อกับพลังได้มากขึ้น จากตอนแรกที่ไม่มีใครสามารถเข้าใกล้เขาได้ในระยะห้าสิบเมตรก็ค่อยๆ ลดหลั่นลงมา ด้วยความอดทนและพยายามกว่าหนึ่งปีของแม่ จนในที่สุดแม่ก็เข้าใกล้เขาได้ในระยะห้าเมตร ในทุกๆ วันเขาจำได้ว่าแม่จะเข้ามาหาเขาและสอนเขาเล่นกีตาร์วันละประมาณหนึ่งชั่วโมง ในขณะที่พ่อยืนดูอยู่ห่างๆ ด้านนอกห้องควบคุม พร้อมกับลูกน้องอีกหลายคน 

  

“ทำไมพ่อไม่เข้ามาหาผมบ้าง” 

“แม่ขอให้พ่ออยู่ข้างนอกเองค่ะลูก พลังของหนูยังไม่เสถียรพ่อเขาก็มีโรคประจำตัว แค่งานที่สภาก็ยุ่งจนผมเริ่มร่วงแล้วค่ะ” 

“ถ้าคุมพลังได้ผมก็ต้องเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหาร ผมไม่อยากเป็นทหารเลยครับ” 

“เป็นทหารก็เท่ดีนะคะ แม่เคยฝันเห็นหนูในชุดพันเอกด้วย หล่ออย่าบอกใครเลยล่ะค่ะ” 

“แม่อยากให้ผมเป็นทหารหรือครับ” 

“ลูกจ๋า ไม่ว่าลูกอยากจะเป็นอะไรแม่ก็สนับสนุน ถ้าเป็นนักวิจัยหนูก็ต้องคิดค้นอะไรที่เจ๋งสุดยอดแน่ๆ ถ้าเป็นทหารพลังของหนูก็จะช่วยคนที่กำลังเดือดร้อนได้มากเลยค่ะ” 

“แม่ก็เข้าข้างพ่อตลอดเลย” 

“อย่างอนแม่สิคะลูก เอาอย่างนี้ไว้หนูอดทนผ่านการตื่นช่วงที่สามไปได้ เราค่อยมาคุยเรื่องนี้กันอีกทีนะคะ” 

  

ฮาแกนยังจำน้ำเสียงและท่าทางที่ดูภาคภูมิใจของแม่ได้อย่างชัดเจน มันทำให้เขามีกำลังใจที่จะผ่านคืนวันอันแสนเจ็บปวดทรมานไปได้ การตื่นของพลังจะแบ่งเป็นทั้งหมดสามช่วง ช่วงแรกคือตอนที่มันตื่นขึ้น ช่วงที่สองจะรุนแรงกว่าความเจ็บปวดมากกว่า และในช่วงสุดท้ายที่พลังตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์จะเป็นช่วงที่เจ้าของพลังเจ็บปวดที่สุด ในแต่ละครั้งที่มันเกิดขึ้นก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ 

เขาจึงต้องถูกกักตัวอยู่ในห้องควบคุมสูงสุด ไปจนกว่าการตื่นรอบที่สามจะผ่านไป วันหนึ่งในปีที่สองที่เขาถูกคุมตัวอยู่ พลังของเขาก็ตื่นขึ้นในช่วงกลางดึก มันเป็นความเจ็บปวดที่สุดในชีวิตเท่าที่ฮาแกนได้เคยเผชิญมา ร่างกายของเขาเหมือนจะถูกบีบอัดจากอะไรบางอย่าง แต่ความร้อนข้างในกายเหมือนจะระเบิดร่างเขาให้แหลกเป็นชิ้นๆ 

มันเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายชั่วโมงจนหัวใจของเขาหยุดเต้น และแม่ซึ่งอยู่อีกฝั่งของประตูฝ่าฝืนสัญญาณเตือนภัยเข้ามาหาเขา ที่ตอนนั้นนอนฟุบไม่ได้สติอยู่กลางห้องควบคุม เขาจำได้ว่าได้ยินเสียงคนโหวกเหวกโวยวาย พอรู้สึกตัวอีกทีร่างของแม่ก็ล้มลงนอนอยู่ข้างๆ ความเจ็บปวดของเขาหายไปแล้ว พร้อมกับกระแสลมอ่อนๆ ที่พัดผ่านรอบตัว ในที่สุดเขาสามารถควบคุมมันได้แล้ว 

  

“มะ...แม่...แม่ครับ...” 

  

เขาจำได้ว่าร่างกายของเขาสั่นไหวเป็นอย่างมาก ในขณะที่ประคองร่างของแม่มากอดไว้ แววตาของแม่ยังคงอ่อนโยนและเจือไปด้วยความภาคภูมิใจในตัวเขาเสมอ ถึงแม้ว่าในตอนนี้ลมหายใจของท่านจะแผ่วเบาลงทุกทีๆ เขาได้ยินเสียงพ่อดังมาจากด้านนอกห้อง เหมือนจะพยายามฝ่าลูกน้องของท่านเข้ามาหาเขา แต่ในตอนนี้มันไม่สำคัญเท่ากับเสียงอ่อนหวานของแม่ที่พยายามจะพูด 

  

“ลูกจ๋า...เก่งที่สุดเลย” 

“แม่อย่าพูด ผมจะพาแม่ไปหาหมอ แม่อดทนนะ” 

“อย่าดื้อ...กะ...กับพ่อเขานะคะ...คนเก่งของแม่...ใช่ชีวิต...อย่างมีความสุขนะลูก” 

  

ลมหายใจของแม่ขาดช่วงไปแล้ว ดวงตาสีอำพันที่ทอดมองเขาด้วยความภาพภูมิใจค่อยๆ ปิดลง พร้อมกับพ่อที่ฝ่าพวกบอดี้การ์ดเข้ามาหาเขากับแม่ได้ เขาจำได้ว่าท่านทรุดตัวนั่งลงข้างๆ เขา ถึงแม้ท่านจะไม่ได้ร้องไห้ออกมาเขาก็สัมผัสได้ถึงความเสียใจของท่าน 

ผลการชันสูตรบอกว่าแม่เสียชีวิตจากการช้ำใน เนื่องจากใช้ชีวิตอยู่ในบริเวณที่มีแรงกดอากาศสูงเป็นประจำ และปอดฉีกอย่างรุนแรงจากการตื่นของพลังของเขา เป็นครั้งแรกที่ฮาแกนรู้สึกโทษตัวเอง เขาไม่คู่ควรกับการเสียสละของแม่เลยแม้แต่น้อย 

นับจากวันนั้นความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อเหมือนจะเข้าหน้ากันไม่ติด ถึงแม้ว่าพ่อจะพยายามเข้าหาเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งตีตัวออกหากมากเท่านั้น ในตอนนั้นเขาไม่กล้าสู้หน้าพ่อด้วยซ้ำ สุดท้ายจึงตัดสินใจเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมทหาร และไปใช้ชีวิตอยู่ที่แนวหน้าในสนามรบ เพื่อหลีกหนีจากความเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียแม่เพราะเขาเป็นต้นเหตุ จนตอนนี้ก็ผ่านมากว่า8ปีแล้ว 

  

“ผมขอโทษนะครับ ผมไม่น่าถามเลย” 

“เรื่องมันผ่านนานแล้วไม่ต้องขอโทษหรอก” 

“.....” 

“อืม...ความจริงบ้านหลังนี้พ่อกับแม่ของพี่ซื้อเอาไว้ กะว่าจะมาอยู่ด้วยกันหลังเกษียณ ถ้าพี่ยังไม่โอเคพี่ไม่มาที่นี่หรอก เชื่อสิ เอาไว้ใกล้กลับเดี๋ยวจะพาไปทักทายท่านนะ” 

“ครับ” 

  

ดีแลนยกแขนข้างหนึ่งขึ้นโอบรอบเอวสอบและซบหน้าลงกับไหล่กว้าง ฮาแกนก้มลงหอมหัวเจ้าก้อนขนมนุ่มนิ่มอีกครั้ง ก่อนจะกระชับผ้าคลุมกันลมให้อีกฝ่ายได้อบอุ่น ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก เสียงคลื่นที่ซัดเข้าชายหาดกับเสียงกีตาร์คลาสสิกดังคลอกันไปเรื่อยๆ ฮาแกนยังคงจำประโยคสุดท้ายที่แม่บอกได้ ท่านบอกให้เขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ถึงแม้ว่าพึ่งจะมาพบเจอความสุขของตัวเองโดยบังเอิญกลางรูปขบวนของหน่วย หลังเหตุการณ์คาร์บอมในอีก8ปีให้หลังก็ตาม ถ้าในตอนนี้แม่ของเขาฟังอยู่ เขาก็อยากจะบอกท่านเหลือเกิน ว่าในตอนนี้เขามีความสุขดี แม่ไม่ต้องห่วงผมนะครับ 

  

  

ติดตามข่าวสาร อัปเดตข้อมูลเข้าไปพูดคุยเม้ามอย หอยสังข์ ทวงนิยายกันได้ที่ 

ทวิตเตอร์ #โอเมก้าตาบอด 

TALK with Poydswat. 

สวัสดีค่ะรีทเดอร์ที่น่ารักทุกท่าน 

ถือโอกาสเปิดตัวตัวร้ายของเรื่องไปแบบเนียนๆค่ะ 555 ช่วงเวลาแห่งการรดน้ำผักแบบมาราธอนได้สิ้นสุดลงแล้วค่ะ ไม่รู้ว่าคนอ่านเลี่ยนไหม แต่ไรท์คือเลี่ยนจัดๆ แต่ก็ต้องเข้าใจอ่ะนะว่าช่วงคู่ใหม่ปลามัน น้ำต้มผักที่ขมยังว่าหวาน 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว