facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ขยับครั้งที่ 6 : แรกไปส่ง

ชื่อตอน : ขยับครั้งที่ 6 : แรกไปส่ง

คำค้น : นิยายวาย, รักเพื่อน, ฟีลกู้ด, น่ารัก, แอบชอบ, แรก, แบร์รี่, RiRi

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.5k

ความคิดเห็น : 34

ปรับปรุงล่าสุด : 21 มี.ค. 2564 17:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ขยับครั้งที่ 6 : แรกไปส่ง
แบบอักษร

  ขยับเพื่อนเลื่อนเป็นรัก 

บทที่ 6 แรกไปส่ง 

 

นัยน์ตาหวานบึ้งตึงอย่างไม่สบอารมณ์ขณะจ้องหน้าเพื่อนทั้งสามคน รู้สึกโกรธนิดๆ งอนหน่อยๆ ที่รู้ว่าเพื่อนทั้งสามคนไปจับตัวคนปล่อยข่าวเรื่องของซ่าโดยไม่บอกตัวเองสักคำ 

เรื่องสนุกแบบนี้ขาดแบร์รี่ไปได้ยังไง ทำไมเขาไม่ได้ไปดูหนังหน้าคนทำเรื่องชั่วๆ กับเพื่อนทั้งสามคนด้วย  

“ไม่ต้องมางอนไร้สาระเลยแบร์ เมื่อวานมึงมีซ้อมเชียร์” 

“มึงก็มี แต่มึงยังโดดเชียร์ไปเลยอะ” แบร์รี่พูดกับโชแปงเสียงขุ่น 

“กูลาไปทำธุระไหม แล้วไม่คิดว่าจะได้ข่าวด้วย พอกูทำธุระเสร็จแล้วพี่เขาส่งข้อมูลมาให้ ก็เลยรีบไปหาไอ้ซ่า”  

“มันไม่มีอะไรเลย มึงไปไม่ไปก็มีค่าเท่ากันแหละน่า” โอผลักหัวแบร์รี่เบาๆ งอนไม่เข้าเรื่อง 

“ขัดใจโว้ย อื้อออ อิโอ มือมึงสะอาดไหมเนี่ย เอามาปิดหน้ากู เดี๋ยวสิวขึ้น”  

“รำคาญเสียงมึง แก้วหูกูจะเต้นระบำแล้วเนี่ย”  

“สรุปก็คือผู้หญิงคนนั้นกับไอ้โน้ตร่วมมือกันทำเหรอ” แบร์รี่ไม่สนใจคำต่อว่าของโอ หันไปพูดกับเพื่อนอีกสองคนแทน ทำเหมือนเสียงของโอเป็นเสียงนกเสียงกาที่ไม่น่าสนใจ 

“คิดว่างั้น ที่แน่ๆ ก็คือมันสองคนรู้จักกันแน่ๆ แถมไอ้โน้ตยังเกลียดขี้หน้าไอ้ซ่าแบบสุดๆ”  

มันเกลียดขี้หน้าเขาด้วยแหละ แต่แบร์รี่เองก็เกลียดขี้หน้ามันเหมือนกัน ถ้าไม่ติดว่ามันเป็นลูกนักการเมืองมีอิทธิพลอยู่ในมือนะ แบร์รี่จะเข้าไปตบหน้ามันให้สั่นเป็นเจ้าเข้าเลย 

แต่ก็ทำได้แค่คิด คนตัวเล็กๆ อย่างแบร์รี่ จะเอาอะไรไปสู้กับอำนาจของพวกนักการเมือง คงได้แต่ภาวนาอยู่ในใจ ให้มีใครสักคนที่มีอำนาจมากพอที่จะต่อกรกับลูกนักการเมืองนิสัยชั่วอย่างโน้ตสักที 

“โอ๊ย! เกลียดมันว่ะ ทำไมเราต้องหายใจร่วมโลกกับไอ้พวกแบบนี้ด้วย” แบร์รี่กัดฟันพูด รู้สึกเป็นโกรธเป็นแค้นแทนเพื่อนรักอย่างซ่า ผู้ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นผัวมโน ทำร้ายแบร์รี่ด้วยคำพูดเขาไม่ว่า แต่อย่าทำสามีมโนของแบร์รี่เป็นอันขาด แบบนี้มันยอมไม่ได้ 

“เฮ้ย!” 

แบร์รี่สะดุ้งตัวโยนกับเสียงเข้มที่ดังขึ้นอยู่เหนือหัว แทบจะร้องกรี๊ดออกมา ถ้าไม่ติดว่าหันไปเห็นเสียก่อนว่าใครเป็นเจ้าของเสียง 

“อ้าว ไอ้แรก” โอเป็นฝ่ายร้องทักเพื่อนใหม่  

ร่างสูงปรายตามองคนทั้งกลุ่ม แล้วหยุดลงที่วงหน้าเล็ก เจ้าตัวมองเขาแค่แวบเดียวก็ทำเป็นก้มหน้า ไม่รู้ว่ามองหาเชื้อโรคบนโต๊ะอาหารหรืออย่างไร จะมีอะไรน่าสนใจไปมากกว่าเขาอีกเหรอ แรกก็ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย 

แรกเดินอ้อมไปนั่งฝั่งตรงข้ามแบร์รี่ อยากรู้ว่าอยู่ตรงหน้าขนาดนี้แล้วยังจะหลบสายตาได้อีกหรือเปล่า หรือว่าจะเอาแต่ก้มหน้าอยู่อย่างเดียว  

“คุยไรกันอยู่วะ” แรกถาม เพราะก่อนหน้าที่เขาจะเดินเข้ามาทัก เห็นว่าทุกคนในกลุ่มนี้กำลังคุยอะไรกันสักอย่าง ด้วยสีหน้าที่คร่ำเครียด แต่พอเขาเดินเข้ามาทัก บทสนทนาก็ยุติลง 

ทุกคนมองหน้ากันไปมา ก่อนที่ซ่าจะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แรกก็พยักหน้ารับรู้ ไม่ก็น่าแปลกใจหากว่าเบื้องหลังข่าวฉาวของซ่าจะหลุดออกมาจากโน้ต ใครที่มีปัญหากับมัน มันก็เล่นงานหมด  

แต่แรกคิดว่างานนี้อีกฝั่งก็ดวงซวยพอตัวที่คิดจะมาเล่นกับซ่า เพราะปราบ แฟนของซ่าเป็นลูกชายของตระกูลนักธุรกิจใหญ่ ไม่ใช่หมูในอวยที่จะเคี้ยวเล่นได้ง่ายๆ อย่างที่ผ่านมา 

“พวกมึง เย็นนี้กูจะไปกินข้าวร้านอาของพี่ปราบ เป็นร้านอาหารกึ่งผับ พวกมึงสนใจไหม เบียร์ฟรีอาหารฟรี” ซ่าถอนหายใจก่อนจะหันไปชวนเพื่อนๆ โดยปกติเขาเป็นคนชอบดื่มอยู่แล้ว พอมีเรื่องเครียดยิ่งทำให้อยากผ่อนคลายเข้าไปใหญ่ แต่จะไปคนเดียวก็เหงาเกินไป แฟนก็ไม่อยู่ เหลือแค่เพื่อนเท่านั้นตอนนี้ 

“วันนี้อะนะ” โอเลิกคิ้วถาม ก่อนจะทำหน้ายุ่ง 

“ใช่” 

“โหย ไม่ว่างอะซ่า เราต้องกลับบ้าน วันนี้วันเกิดลูกพี่ลูกน้อง” ร่างเล็กขยับเข้าไปกอดแขนเพื่อนสุดหล่อ เอาแก้มถูๆ อ้อนเป็นแมว เป็นอาการที่เจ้าตัวแสดงออกมาเพื่อกลบเกลื่อนไม่ให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองกำลังเขินคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม 

“อ้าว มึงอยู่ตรงนี้ด้วยเหรอแบร์รี่ กูนึกว่ามึงเขินจนวิญญาณลอยไปไหนต่อไหนล่ะ” แต่เพื่อนที่คบกันมานานกลับรู้ดีจนแบร์รี่อยากจะถลึงตาใส่ ถ้าไม่ติดว่าอาการเขินอายมันกำเริบอีกรอบที่ถูกรู้ทัน จนไม่กล้าแสดงอาการอะไรมากไปกว่านี้ เนื่องจากสายตาคมเอาแต่มองจ้องเอาๆ ด้วยแววตาพริบพราว  

“อะไร ใครเขิน ไม่มีสักหน่อย”  

“สรุปเอาไง”  

“กูไม่ว่าง วันนี้ไปหาแฟน” โชแปงให้คำตอบ 

“มึงก็ควรนัดเนิ่นๆ หน่อยไหม กูก็ไม่ว่าง” โอทำหน้าเสียดาย อุตส่าห์มีโอกาสจะได้กินเหล้าฟรีแท้ๆ บุญมีแต่เหมือนกรรมบัง  

ซ่าเลื่อนสายตามองที่เพื่อนใหม่ แรกเห็นว่าดวงตาเรียวของซ่าจับจ้องที่ตัวเองอย่างคาดหวัง เขาสลับสายตามองแบร์รี่เพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะตอบ 

“ไม่ต้องมองหน้ากู คืนนี้กูมีนัดแล้ว”  

สุดท้ายก็ไม่มีใครไปกินข้าวเคล้าแอลกอฮอล์กับซ่าสักคน  

หลังเลิกเรียน วันนี้ไม่มีกิจกรรมรับน้องรวมไปถึงกิจกรรมอื่นๆ ส่วนมากวันศุกร์จะเป็นวันที่รุ่นพี่ให้นักศึกษาปีหนึ่งได้มีเวลาเป็นส่วนตัว แบร์รี่กลับห้องพักเพื่อเก็บของกลับบ้าน เก็บไปก็ถอนหายใจทิ้งไป ช่วงเย็นเป็นช่วงเวลาที่รถติดที่สุด แค่คิดว่าตัวเองจะต้องติดแหง็กอยู่บนรถสาธารณะเป็นเวลาสองสามชั่วโมงก่อนถึงบ้านก็รู้สึกเหนื่อยล้าล่วงหน้าแล้ว  

ครอบครัวของแบร์รี่ไม่ได้ยากจนก็จริง แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยถึงขนาดจะเหลือเงินมาซื้อรถให้เขาขับมาเรียนเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ซึ่งแบร์รี่ไม่ได้รู้สึกแย่ในจุดจุดนี้ ที่เขารู้สึกแย่ก็คือปัญหาการจราจรของประเทศไทยที่ไม่มีวันแก้ไขได้ รวมไปถึงระบบขนส่งต่างๆ ยังไม่สะดวกสบายเท่าที่ควรจะเป็นอีก  

คิดไปคิดมาแล้วก็รู้สึกอยากมีผัวรวยแบบเพื่อนบ้าง จะได้มีคนไปรับไปส่งแบบที่พี่ปราบทำให้กับเพื่อนรักของเขา 

แค่คิดน้องแบร์ก็ฟินแล้วค่ะ 

แต่มันก็เป็นได้แค่การมโนฝันเฟื่องไปวันๆ เท่านั้น แต่ถ้าถามว่าหากเกิดขึ้นจริงกับตัวเองเอาไหม 

เอาสิคะ! รอใครมาตัดริบบิ้นล่ะ  

“พอๆๆ อยู่คนเดียวทีไรก็คิดบ้าบอทุกทีอิแบร์” ริมฝีปากฉ่ำวาวขยับบ่นตัวเองเบาๆ ก่อนจะรูดซิปปิดกระเป๋าใส่ของใบใหญ่ มองสำรวจว่าไม่ลืมอะไรก็เดินออกจากห้องพร้อมล็อกประตูให้เรียบร้อย 

แบร์รี่เดินออกไปที่หน้าประตูหอพัก ลงชื่อที่หน้าเคาน์เตอร์ว่ากลับบ้าน จะทำหรือไม่ทำก็ได้ ไม่ได้มีกฎระเบียบบังคับ แต่หากมีคนมาติดต่อถามหา เจ้าหน้าที่ประจำหอพักจะได้แจ้งได้ว่านักศึกษาไปไหน  

เซ็นชื่อเสร็จ แบร์รี่ก็เดินเอื่อยเฉื่อยไม่รีบเร่ง รีบร้อนไปก็เท่านั้น เวลานี้เป็นเวลาห้าโมงกว่าแล้ว เชื่อเลยว่าตอนนี้ถนนหน้ามหาวิทยาลัยจะต้องมีรถจอดติดแหง็กไม่ขยับเขยื้อนอย่างแน่นอน 

“แบร์”  

คนที่ก้มมองพื้นทางเดินเงยหน้าเมื่อถูกเรียกชื่อ ก่อนที่รูม่านตาจะขยายกว้างขึ้นทันทีที่เห็นคนเรียกชื่อ เขาเดินอาดๆ ตรงมาหยุดยืนตรงหน้า ใช้สายตาดุดันมองสำรวจไปทั่วเรือนร่างบาง  

“จะกลับบ้านใช่ไหม กลับยังไง” เสียงเข้มเอ่ยถามนิ่งๆ  

“แรก”  

“อืม เราสิ ตกใจอะไรขนาดนั้น”  

“ก็...” 

“เราเหมือนผีเหรอ เจอทีไรแบร์ตกใจตลอด” 

ไม่ให้ตกใจได้ยังไง คนที่ตัวเองแอบปลื้มมาปรากฏตัวให้เห็นเป็นประจำ ถึงแรกจะไม่ใช่ผี แต่ก็ไม่ใช่คน แรกก็เป็นเหมือนเทวดาที่โผล่มาในเวลากลางวันแสกๆ แล้วแบบนี้จะไม่ให้แบร์รี่ตกใจเวลาเจอได้ยังไง 

“เปล่า แรกจะไปเหมือนผีได้ยังไง บ้าหรือเปล่า” แบร์รี่หัวเราะเบาๆ แก้อาการเก้อเขิน  

“ว่ายังไงล่ะที่ถามไป” 

“ห๊ะ?”  

“กลับบ้านยังไง” แรกเห็นอีกคนทำหน้าสงสัย ก็เลยถามอีกรอบ รอบแรกคงมัวแต่ตกใจที่เจอเขา ก็อาจจะไม่ทันได้ฟัง ซึ่งแรกก็พอเข้าใจได้  

“อ๋อ ก็เดี๋ยวไปขึ้นรถที่หน้ามหาลัยไปขึ้นรถไฟฟ้าน่ะ แล้วค่อยต่อรถเข้าบ้านอีกที”  

“บ้านอยู่ไหน”  

“ลำลูกกา”  

“นั่งรถไฟฟ้ายาวเลยนะ”  

“อืม ก็เป็นชั่วโมงอยู่” 

“ให้เราไปส่งไหม”  

“ห๊ะ!” แบร์รี่หลุดอุทานอีกครั้ง พร้อมถามตัวเองอย่างรวดเร็วว่า เมื่อครู่นี้เขาฟังผิดไปหรือเปล่า แรกพูดใช่ไหมว่าจะไปส่ง “แรกว่าอะไรนะ”  

“ให้เราไปส่งไหม ขึ้นทางด่วนไป อาจจะรถติดบ้าง แต่ขับออกมอเตอร์เวย์น่าจะเร็วกว่านั่งรถไฟฟ้าไป” แรกเสนอ ทั้งเสนอความคิด และเสนอตัวเองในการเป็นสารถีให้กับคนน่ารัก 

“แรกมีนัดไม่ใช่เหรอ” แบร์รี่กดเก็บอาการตื่นเต้นเอาไว้ อยากจะตอบรับ แต่ก็จำได้ที่แรกบอกกับซ่าว่ามีนัด 

“ไม่มีแล้ว ตอนนี้ว่าง เพราะงั้นไปขึ้นรถเถอะ เดี๋ยวเราไปส่ง” แรกพูดตัดบทพร้อมสรุปเองเสร็จสรรพ ไม่เว้นช่องว่างให้แบร์รี่ได้ปฏิเสธ เท่านั้นยังไม่พอ มือหนายังเอื้อมมาแย่งกระเป๋าถือของแบร์รี่ไปอย่างหน้าตาเฉย  

“กระเป๋าหนักนะ ตัวก็แค่นี้ ขนอะไรเยอะแยะ” แรกยกกระเป๋าขึ้นลงเพื่อกะน้ำหนัก น่าจะเกือบๆ สามสี่กิโลได้มั้ง 

“มันหนักนะแรก เดี๋ยวเราถือเอง” แบร์รี่ทำท่าจะเข้าไปแย่ง แค่ให้อีกคนไปส่งก็เกรงใจจะแย่แล้ว จะให้เขามาถือกระเป๋าหนักของตัวเองได้ยังไง 

“ไม่ต้อง แบร์มาเดินตัวเปล่าๆ ข้างๆ เราก็พอ” แรกเบี่ยงตัว วาดมือที่ถือกระเป๋าเบี่ยงหนีไม่ให้แบร์รี่แย่งไปได้  

ที่เขาพูดเรื่องน้ำหนักกระเป๋า เพราะมันน่าจะหนักเกินไปสำหรับคนตัวเล็ก แต่สำหรับเขา ถือมือเดียวก็ยังสบายมาก ถือตลอดไปก็ยังได้เลยเถอะ  

ชายหนุ่มชะงักกับความคิดของตัวเองเล็กน้อย 

อืม...ถือตลอดไป ก็ดูเหมือนจะไม่เลวนะ เพราะมันก็ไม่ได้หนักหนาอะไรจริงๆ 

“แบร์ เสิร์ชโลเคชั่นบ้านให้ที” 

แรกส่งโทรศัพท์ของตัวเองให้แบร์รี่เมื่อขึ้นมานั่งประจำที่คนขับ แบร์รี่ที่กำลังจะคาดเข็มขัดนิรภัยหันมามองเครื่องมือสื่อสารที่เปิดหน้าแมพเอาไว้ ไม่ทันได้คิดอะไรก็ถูกแรกจับมือของตัวเองให้แบออกแล้ววางโทรศัพท์ลงบนมือ 

“เดี๋ยวคาดให้”  

แรกพูดเองเออเอง ทำเองทุกอย่าง  

ความใกล้ชิดแบบไม่ทันได้ตั้งตัว ทำเอาแบร์รี่แทบหยุดหายใจ มือข้างที่แรกจับยังคงร้อนผ่าว ถึงชายหนุ่มจะชักมือออกไปแล้ว แต่สัมผัสอ่อนโยนยังคงติดค้างอยู่บนฝ่ามือนุ่ม ไหนจะใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาที่ขยับเข้ามาใกล้จนรับรู้ได้ถึงลมหายใจร้อนๆ แม้จะเพียงไม่เสี้ยววินาทีเท่านั้น แต่ก็ทำเอาเกือบจะหัวใจวายตาย  

ไม่ดีต่อใจเลยแบบนี้  

แรกนิสัยไม่ดี อ่อยเขาแบบนี้ได้ยังไง  

แบร์รี่ไม่ได้โง่นะ ไม่ได้หน่อมแน้มใสซื่อ เพื่อนที่ไหนเขาจะคาดเข็มขัดนิรภัยให้กัน อาจจะคาดให้ได้ แต่ไม่น่าจะโน้มหน้ามาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกันแบบนี้หรอก โอกับโชแปงยังไม่เคยคาดเข็มขัดให้แบร์รี่สักครั้ง เพราะมันไม่ใช่เรื่องยากที่เขาจะทำเองไม่ได้หรือต้องให้ใครมาทำให้  

เพื่อนกันเขาไม่ทำแบบนี้หรอก 

แบร์รี่อยากบอกแรกเหลือเกินว่าอย่าล้อเล่นกับหัวใจตุ๊ดน้อยๆ ได้ไหม ถ้ามันคิดเข้าข้างตัวเองขึ้นมาแล้วผิดหวัง คนที่เสียใจก็คือแบร์รี่เอง  

“เป็นอะไร นั่งนิ่งเลย” แรกสังเกตเห็นแบร์รี่มองตัวเองอย่างตกตะลึงไปเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตากลมจะหลุบต่ำลงแล้วเงียบไป ราวกับหลงอยู่ในภวังค์เพียงลำพัง 

เขาจงใจคาดเข็มขัดให้อีกฝ่าย อยากลองขยับเข้าไปใกล้ๆ เพื่อลอบสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่ายว่าจะตรงตามที่ตัวเองคิดไหม เหมือนกระต่ายที่ตื่นกลัว แต่การช้อนสายตามองอย่างยั่วยวนนั้น เริ่มทำให้แรกแยกไม่ออกว่าเป็นกระต่ายขี้กลัว หรือกระต่ายขี้ยั่วกันแน่ 

แต่ได้มองสีหน้าขัดเขินเพียงนิดเดียว สีหน้าของแบร์รี่ก็เปลี่ยนไป ไม่รู้ว่าทำไม แรกไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่  

“แบร์ หาโลเคชั่นสิ จะได้กลับบ้าน” แรกแตะมือที่ต้นแขนเบาๆ แบร์รี่ถึงได้สติ แล้วรีบพยักหน้ารับหงึกหงัก 

“โอเคๆ แป๊บนึงนะ”  

แบร์รี่กดเสิร์ชสถานที่เด่นๆ ใกล้กับบ้านของตัวเอง เพราะเป็นบ้านเดี่ยวในซอย ไม่ใช่หมู่บ้านโครงการที่จะมีการปักหมุดเอาไว้เพื่อให้ค้นหาตำแหน่งได้โดยง่าย 

“ตรงนี้ อันนี้เราปักหมุดร้านอาหารหน้าปากซอยบ้าน พอไปถึงก็เข้าซอยนี้ ไม่ลึกเท่าไหร่ก็ถึงบ้านเรา” แบร์รี่ส่งโทรศัพท์มือถือคืนให้แรก แต่ชายหนุ่มไม่ยอมรับไป กลับชะโงกหน้ามาดู ทำให้ระยะห่างของใบหน้าทั้งสองเหลือเพียงแค่คืบ  

พอได้แล้ว หัวใจจ๋า หยุดเต้นแรงเสียที ในรถหรูยิ่งเงียบๆ อยู่ เดี๋ยวคนข้างกายก็รู้หมดหรอกว่าแบร์รี่รู้สึกหวามไหวกับความใกล้ชิดขนาดไหน  

“ฝากถือหน่อย เลี้ยวตรงไหนก็บอกที เราไม่ได้ติดที่ตั้งมือถือไว้ในรถ” แรกบอก แบร์รี่ถึงได้สังเกตเห็นว่าตรงคอลโซลแถวๆ พวงมาลัยไม่มีของอย่างที่แรกว่า ไม่เหมือนกับรถของเพื่อนเขาทั้งสามคนที่มีแท่นวางติดเอาไว้วางโทรศัพท์มือถือ  

“ได้ๆ เดี๋ยวเราคอยบอกทางให้” แบร์รี่ชักมือกลับ หันไปมองคนขับข้างๆ เห็นเขามองอยู่ก็รีบตวัดหน้ากลับ ไม่ขอสู้สายตาเจ้าชู้นั่นหรอก  

ยังไม่อยากตายเพราะเผลอกลั้นใจ 

มุมปากของแรกยิ้มเมื่อเห็นอีกคนหันหน้าหนี ก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์ โยกเกียร์แล้วขับรถออกจากสถานศึกษา รถติดตั้งแต่เลี้ยวออกจากมหาวิทยาลัย ถ้าเป็นวันอื่นแรกคงจะหงุดหงิดจนแทบหัวเสีย บางครั้งเขาเลือกที่จะโทรไปบอกคนที่บ้านว่าจะไม่กลับบ้าน เพียงเพราะเขาขี้เกียจฝ่าการจราจรที่แน่นขนัดจนเสียเวลาไปเป็นชั่วโมงๆ  

แต่ไม่ใช่กับวันนี้  ตอนนี้ เวลานี้ ที่นอกจากจะไม่หงุดหงิดแล้ว ยังอารมณ์ดีเป็นเท่าตัว มือหนาเอื้อมไปเปิดเครื่องเสียงในรถ หาช่องวิทยุ แล้วปรับเสียงเพลงให้ดังคลอเบาๆ เคล้าไปกับบรรยากาศ 

“ดังแค่นี้พอไหม” แรกถามความเห็นคนข้างกาย  

“อืม พอแล้ว” แบร์รี่หันไปตอบยิ้มๆ วางตัวไม่ค่อยถูก คาดว่ากิริยาไม่ค่อยน่าดูชม เกร็งจนต้องนั่งบีบสายกระเป๋าแน่น  

“ปกติกลับบ้านยังไง” แรกชวนคุย แบบที่เพื่อนของเขามาเห็นอาจจะต้องอ้าปากค้างจนน้ำลายไหลลงไปถึงพื้น  

เวลาอยู่กับเพื่อนเขาสงวนถ้อยคำ แต่ไม่รู้ทำไมถึงอยากชวนคนตัวเล็กคุย  

บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าอีกคนเอาแต่นิ่งเงียบและนั่งเกร็งจนอดสงสารไม่ได้ ก็เลยอยากจะพูดอะไรให้อีกคนรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น 

“ก็กลับเองบ้าง บางวันไอ้โอก็ไปส่งบ้าง” 

“งั้นอาทิตย์ไหนจะกลับบ้านก็บอกเราได้ เดี๋ยวเราไปส่ง”  

“อ่า เราเกรงใจ ขับรถทีก็ไม่ใช่ใกล้ๆ ไหนจะต้องวนเข้าเมืองอีก”  

“เกรงใจอะไร เพื่อนกันนะ”  

ใช่ ตอนนี้เขาสองคนเป็นเพื่อนกัน ดังนั้นคนตัวเล็กควรจะต้องรับน้ำใจเอาไว้โดยไม่ต้องรู้สึกเกรงใจแม้แต่นิด  

แบร์รี่นิ่งเงียบอย่างคิดไม่ตก ไม่ใช่ไม่อยากให้อีกคนไปส่ง แต่จะให้ยิ้มรับอย่างหน้าชื่นตาบานเหรอ แบบนั้นจะดูโจ่งแจ้งเกินไปไหมว่าอยากให้เขาไปส่ง 

“คิดมากอะไรแบร์ ไม่เห็นเราเป็นเพื่อนเหรอ ถึงได้ดูลำบากใจ” หัวคิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากัน  

“ไม่ได้ลำบากใจนะ” แบร์รี่รีบแก้ต่างความเข้าใจผิดของอีกฝ่าย  

“งั้นคราวหน้าก็ให้เราไปส่งบ้าน โอเคไหม เหมือนที่ไอ้โอ ไอ้โช ไอ้ซ่าทำให้แบร์อ่ะ แบร์ยังเต็มใจรับไว้เลย”  

ก็เพราะเขาคิดกับพวกนั้นเป็นเพื่อนจริงๆ นี่น่า ต่างจากแรกที่แบร์รี่ไม่บริสุทธิ์ใจ  

บอกเลยว่านับตั้งแต่เจอหน้าครั้งแรก แบร์รี่ก็เหมือนตกหลุมรักอีกคนไปแล้ว พอได้ใกล้ชิดกันมันก็ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าถ้าอีกคนรู้ว่าแบร์รี่คิดไม่ซื่อ แรกจะรังเกียจกันไหม จะยังมองหน้ากันแบบนี้หรือเปล่า 

ถึงแรกจะชอบอ่อย แต่แบร์รี่ก็ไม่คิดว่าร่างสูงจะชอบตัวเองจริงๆ  

คนน่ารักกว่าเขามีเยอะ แบบแบร์รี่น่าจะไม่ใช่สเปคของแรกแน่นอน อีกอย่างแรกชอบผู้หญิงผู้ชายก็ยังไม่รู้เลย ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่มีหวังเลยสักนิด 

“ว่าไง โอเคนะ” 

“อืม โอเค”  

แต่แบร์รี่ก็ไม่อยากขัดใจแรก ถ้าแรกอยากไปส่ง เขาก็มีแต่ฟินกับฟินนั่นแหละนะ 

ระยะทางกว่าสี่สิบกิโลเมตรกับเวลาชั่วโมงหน่อยๆ จะว่านานก็ใช่ แต่ในความคิดของหนึ่งคนขับกับหนึ่งตุ๊กตาหน้ารถกลับคิดเหมือนกันว่า เวลามันช่างสั้นเสียจริง อยากให้ระยะทางยาวกว่านี้อีกหน่อย หรือขอให้ไฟแดงทำงานนานขึ้นอีกนิด พวกเขาจะได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น 

แต่ทุกๆ จุดหมาย มักมีปลายทางเสมอ  

แต่เมื่อมาถึงปลายทาง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเริ่มต้นหาจุดหมายใหม่ไม่ได้เสียเมื่อไหร่  

“ขอบคุณนะแรกที่มาส่ง กว่าแรกจะกลับถึงบ้านก็คงดึกเลย” แบร์รี่หันไปพูดพลางยิ้มแห้งๆ เวลานี้ก็เกือบจะหนึ่งทุ่มเข้าไปแล้ว กว่าร่างสูงจะวนรถกลับถึงคอนโดแถวมหาวิทยาลัยก็คงใช้เวลาพอๆ กับขามา  

“ไม่เป็นไร ขากลับรถน่าจะซาลงแล้ว” 

“อืม ขอบใจอีกครั้งนะที่มาส่งเรา” แบร์รี่มองสสบตาแรกเพื่อบอกความรู้สึกขอบคุณผ่านทางแววตา  

เป็นครั้งแรกที่แบร์รี่มองตาแรกได้นานกว่าทุกครั้ง คนที่ถูกดวงตากลมใสมองจ้องตรงๆ นิ่งๆ เป็นครั้งแรกก็เกิดอาการลมหายใจสะดุด ตะลึงงันราวกับถูกสะกดจิต  

“งั้นเราไปก่อนนะ แรกก็ขับรถกลับดีๆ ล่ะ” แบร์รี่เอ่ยลาเตรียมจะลงจากรถ แต่ถูกเสียงเข้มเอ่ยเรียกเบาๆ  

“แบร์” 

“หืม” 

“ขอเบอร์หน่อยสิ” 

แบร์รี่นิ่งงันไปเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยขอเบอร์โทรศศัพท์ของเขา  

“แอดเบอร์แล้วมันเชื่อมไลน์ไหม ถ้าเราถึงบ้านแล้วจะได้ไลน์บอก แบร์จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงไง”  

“อ๋อ ได้สิ”  

แรกรีบส่งโทรศัพท์ให้คนตัวเล็ก รู้สึกว่าตัวเองลนลานแปลกๆ แถมยังเก้อเขินแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนตอนที่เอ่ยขอเบอร์โทรติดต่อกับร่างเล็ก  

แถมหัวใจยังเต้นผิดจังหวะด้วย 

อาการแบบนี้ เขาเรียกว่าอะไร 

แล้วอาการแบบนี้ คนตัวเล็กจะเป็นเหมือนกันหรือเปล่า  

“เรียบร้อยแล้ว อันนี้เบอร์เรานะ เรากดโทรเข้ามาในเครื่องเราแล้ว เดี๋ยวเราจะเมมเบอร์ของแรกไว้” 

“อืม โอเค งั้นก็เข้าบ้านเถอะ เดี๋ยวพ่อแม่จะรอนาน” แรกบอกอย่างตัดใจ ที่จะต้องปล่อยให้อีกคนลงจากรถ 

“อืม ถึงแล้วบอกเราด้วยนะ” แบร์รี่ยิ้มนิดๆ ให้แรก แล้วก็รีบลงจากรถ ก่อนที่ริมฝีปากจะฉีกยิ้มกว้างไปจนถึงรู้หู  

ตายๆๆๆ ตายแล้ว ตายจริงๆ ฮือ ใจสั่นมือสั่นไปหมดแล้ว ทำยังไงดี ผู้ชายขอเบอร์หนูแหละแม่ หนูไม่ไหวแล้วจริงๆ หนูจะตายเพราะความฟินนี้แล้ว ฮือ 

แบร์รี่ลงรถไปแล้ว แต่เจ้าของรถหรูยังไม่ขับออกไปในทันที รอจนกระทั่งอีกคนหันกลับมามองอีกครั้งก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในตัวบ้าน แรกถึงได้เอี้ยวตัวไปที่เบาะหลัง หยิบถุงกระดาษที่วางอยู่ที่พื้นด้านล่าง ล้วงมือเข้าไปหยิบของข้างในออกมาติดที่คอนโซลรถ  

ที่วางโทรศัพท์ติดรถยนต์  

ตื๊อดึ่ง~! 

เสียงข้อความดังขึ้น แรกจึงกดเข้าไปดู 

‘พี่แรก แม่กับพ่อถามว่าจะกลับบ้านไหม รอกินข้าวอยู่เนี่ย’ 

‘เออ กำลังไป แต่น่าจะเกือบชั่วโมง ยังไงก็กินข้าวกันไปก่อนเลยก็ได้’ 

ตอบข้อความน้องชายเสร็จ แรกก็เปิดจีพีเอสหาเส้นทางกลับบ้านที่เร็วที่สุด วางโทรศัพท์ไว้กับที่วางข้างพวงมาลัย จากนั้นก็กลับรถแล้วตรงกลับบ้านทันที 

 

#ขยับเพื่อนเลื่อนเป็นรัก 

                    

…………………… 

  

ตอนนี้พี่แรกของเราเปลี่ยนอาชีพอีกแล้วค่ะ ตอนที่แล้วขายอ้อย ตอนนี้เป็นคนขับแท็กซี่ไปแล้วค่ะทุกค๊นนนนน 

โอย ยังเหลืออาชีพอะไรอีกบ้างให้พี่แรกเอามาล่อเหยื่ออย่างน้องแบร์บ้างนะ คริคริ 

ยังไงใครเล่นทวิตเตอร์ฝากเล่นแท็ก #ขยับเพื่อนเลื่อนเป็นรัก ด้วยนะคะ 

ขอบคุณทุกคนที่เอ็นดูน้องแบร์นะคะ รักกกก 

Facebook Page : RiRiWorld 

Twitter : @NovelsRiri 

  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว