ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : HONGTAE-11-

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มี.ค. 2564 15:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
HONGTAE-11-
แบบอักษร

-11- 

“ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะใหญ่โตกว่าที่เราคิด”  

ข้อมูลมหาศาลที่ได้รับมาภายในเวลาไม่ถึงสามวันสร้างความประหลาดใจให้จักรพรรดิพอควร จวบจนเมื่อได้รับแท็บเล็ตไปอ่านทุกอย่างด้วยตัวเอง พายุถึงได้เข้าใจคำพูดนั้นอย่างชัดเจน กระทั่งฮ่องเต้ที่นั่งอยู่ด้านข้างยังอดขมวดคิ้วตามไปด้วยไม่ได้ 

“ถ้าเป็นอย่างที่คนของเกรย์รายงานมา ดูเหมือนเรื่องนี้จะพัวพันกับหลายฝ่ายนะครับ” 

จักรพรรดิพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของน้องชายคนรอง ขณะใช้มือข้างหนึ่งลูบกลุ่มผมนุ่มของประมุขซึ่งนอนเหยียดตัวยาวอยู่บนโซฟาข้างกายอย่างอ่อนโยน  

“คำถามคือเรื่องใหญ่ขนาดนี้ คนเป็นพ่อจะไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ เหรอ” 

ฮ่องเต้สังเกตสีหน้าของคนรักด้วยความเป็นห่วง ถึงจะเพียงเสี้ยววินาทีแต่เขาย่อมมองเห็นความหวั่นไหวที่ปรากฏขึ้นในดวงตาคู่นั้น เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของพี่ยุจริงๆ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม 

“ยังไงอเล็กซานเดอร์ก็คือลูก... ท่านคงจะปิดตาข้างหนึ่ง” 

“หรือบางทีอาจจะใช้อำนาจแอบช่วยเหลืออยู่ห่างๆ”​ จักรพรรดิต่อคำพูดที่พายุไม่ได้เอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “ถ้านี่คือเรื่องจริงก็ไม่ต้องสงสัยแล้วว่าทำไมคนคนนั้นถึงได้หวาดระแวงมากและกล้าถึงขนาดจะเอาชีวิตนาย” 

แวดวงธุรกิจสีเทาไม่ใช่ว่าจะเข้าหรือออกได้ง่ายๆ หากก้าวเท้าเข้าไปแล้วก็ต้องเตรียมใจจะยอมรับผลที่ตามมา คงต้องกล่าวว่าอเล็กซานเดอร์ดูจะโลภมากเกินไปหน่อย เพราะฉากหน้าก็จะเอา ฉากหลังก็จะเอา ทุกทางคือการพยายามสรรหาผลประโยชน์ให้ตัวเองโดยไม่สนใจว่าจะส่งผลกระทบต่อใครบ้าง 

ไม่รู้ว่าที่ยาคอฟปล่อยเลยตามเลยจนถึงขั้นอาจจะลอบช่วยเหลือไม่ให้ถูกจับได้อยู่ห่างๆ นั้น เป็นเพราะรักลูกมากจนไม่อยากขัดใจ หรือเพราะกลัวว่าถ้าถูกคนอื่นรู้เข้าอาจจะทำให้วงตระกูลของตัวเองเสื่อมเสียชื่อเสียงกันแน่ 

พายุรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับคนนามสกุลเดียวกันเพียงบางเรื่อง ไม่ได้รู้ทั้งหมดเพราะเขาไม่เคยให้ความสนใจ อีกทั้งส่วนใหญ่ยังเป็นเรื่องที่ได้รับรู้โดยบังเอิญ อย่างที่เขาไปรู้ความลับของอเล็กซานเดอร์ตั้งแต่ที่ยังเด็กนั่น หากไม่ใช่ว่ามีเรื่องมาสะกิดให้ต้องคิดหาคำตอบก็คงหลงลืมไปจนหมดแล้ว 

“กลัวตัวเองจะตกต่ำจนถึงขั้นคิดใช้วิธีสกปรก น่ารังเกียจจริงๆ” ฮ่องเต้พึมพำเบาๆ ด้วยความไม่พอใจ อันที่จริงหากไม่ใช่พ่อบุญธรรมของพี่ยุจากไปแล้วอย่างไม่มีวันหวนกลับ เขาก็อยากจะไปถามท่านเหมือนกันว่ากำลังคิดอะไรอยู่ 

อยากปกป้องลูกแท้ๆ ไม่อยากให้ครอบครัวเสียชื่อเสียง หรือไม่คาดคิดว่าทางนั้นจะถึงขั้นอยากเอาชีวิตลูกบุญธรรมของตัวเอง จะความคิดไหนก็ดูแปลกทั้งนั้น 

มาถึงตอนนี้เขาเข้าใจอย่างชัดเจนแล้วว่าเพราะอะไรเรื่องราวระหว่างพี่ยุกับพ่อบุญธรรมถึงได้ดูซับซ้อนและยากจะอธิบายไปหมด ไม่ว่าจะบุญคุณ ความเคารพ ความรู้สึกผิด หลายอย่างปะปนจนแทบแยกไม่ออกว่าความจริงเป็นอย่างไรกันแน่ 

“อย่าคิดมากเลย” พายุที่รู้ดีว่าฮ่องเต้กำลังคิดอะไรอยู่จับมือนุ่มมากอบกุมไว้แล้วบีบเบาๆ เพื่อปลอบประโลม “ไม่ว่าตอนมีชีวิตท่านจะรู้เรื่องที่อเล็กซานเดอร์อยากเอาชีวิตพี่หรือไม่ มันก็เปลี่ยนแปลงปัจจุบันไม่ได้อยู่ดี” 

ทั้งความรู้สึกและความคิดของเขาที่มีต่อท่าน ในเมื่อพูดไว้แล้วว่าไม่มีอะไรติดค้างก็ย่อมเป็นไปตามนั้น 

“ถ้าพี่ยุว่าอย่างนั้นผมก็จะไม่พูดถึงท่านอีก” ฮ่องเต้ตอบรับอย่างว่าง่าย “เราโฟกัสไปที่เรื่องอเล็กซานเดอร์ก็แล้วกัน จะอย่างไรพ่อบุญธรรมของพี่ก็พูดเอาไว้แล้วว่าให้ทำทุกอย่างได้ตามใจ ในเมื่อทางนั้นอยากเล่นงานพี่ เราก็มีสิทธิ์ตอบโต้ให้สาสม... รวมถึงจัดการคนอื่นๆ ที่ช่วยเหลือเขาด้วย” 

“ตามที่เต้ว่านั่นแหละ” จักรพรรดิที่นิ่งฟังอยู่นานพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับไม่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาอะไร “ถ้าอยากเล่นงานกลับอย่างขาวสะอาดโดยที่มือไม่เปื้อนก็ต้องให้กฎหมายจัดการ ถึงอย่างนั้นหากไม่อยากให้ดิ้นหลุดจริงๆ เราต้องวางแผนให้ดี” 

“เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคนหลายฝ่ายจากหลายประเทศ เราใช้จุดนี้ให้เป็นประโยชน์เพื่อทำให้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้หรือเปล่าครับ” ฮ่องเต้เพียงอ่านข้อมูลก็มองเห็นทิศทางของการจัดการเรื่องราวทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องลงไปคลุกคลี แต่ถึงจะฉลาดและมีสมองดีขนาดไหน ตัวเขาก็เป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่เคยจัดการกับเรื่องใหญ่อย่างนี้ด้วยตัวเองมาก่อน เมื่อคิดได้จึงต้องหันไปถามคนรักกับพี่ชายเพราะไม่แน่ใจว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ 

“ทำได้” คนเป็นพี่ตอบรับด้วยสีหน้าพอใจ เช่นเดียวกันกับพายุที่คลี่ยิ้มจางออกมาแล้วลูบหัวคนข้างกายด้วยความชื่นชม 

“ถ้าให้เต้เดา การพึ่งพาตำรวจในช่วงแรกอาจจะทำได้ยากใช่ไหมครับ” 

“ยังไงทางนั้นก็มีทั้งอำนาจและเงิน แถมยังมีคนสนับสนุนที่ลงเรือลำเดียวกันไปแล้วอีกหลายฝ่าย ลำพังแค่ส่งข่าวให้ตำรวจเงียบๆ คงไม่ได้อะไร เผลอๆ เรื่องอาจจะเงียบหายไปเลยก็ได้” 

ฮ่องเต้พยักหน้าเข้าใจแต่ไม่คลายสีหน้าครุ่นคิด ซึ่งทั้งพายุและจักรพรรดิก็ไม่ได้พูดขัดอะไรขึ้นมา เพียงจ้องมองด้วยความขบขัน แม้จะมีคนให้พึ่งพามากมาย แต่ฮ่องเต้ก็ยังเป็นฮ่องเต้ที่ชื่นชอบการทำทุกอย่างด้วยตัวเองตามความเคยชิน รอจนเห็นว่านานเกินไปที่คนรักทำหน้าเครียด พายุถึงได้ลูบมือที่วางอยู่บนขาของเขาเบาๆ เป็นการเตือน 

“ไม่ต้องเครียดหรอก พี่ชายของเต้คงมีหนทางอยู่แล้ว” 

“การทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ง่ายกว่าการทำเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องเล็กหลายเท่า... แล้วนี่เป็นเรื่องใหญ่อยู่แล้ว การจะทำให้มันใหญ่โตกว่าเดิมไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย” จักรพรรดิลูบหัวประมุขที่ทำท่าจะตื่นจากการหลับใหลอีกครั้งจนน้องคนเล็กของครอบครัวนิ่งไปอีกรอบ “ตอนนี้เรารอเกรย์เก็บข้อมูลอีกสักพัก จะให้จบอย่างสวยงามต้องละเอียดมากหน่อย โชคดีที่เรื่องนี้คนในประเทศของเกรย์มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เจ้านั่นเลยเข้ามาร่วมวงได้แบบเต็มตัว ต่อให้ไม่ได้ออกหน้าตรงๆ แต่ถ้ามีใครสืบมาถึงก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร” 

เรื่องการค้ายาเสพติดรวมไปถึงการค้ามนุษย์ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับทุกประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้อง การที่อเล็กซานเดอร์เข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องพวกนี้ไม่ได้ถือว่าน่าตกใจอะไรนัก เพราะกลุ่มเพื่อนที่คบหาล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีอำนาจ เมื่ออยู่ในวงการเดียวกันการจะถูกชักจูงจึงไม่ใช่เรื่องแปลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเริ่มต้นจากการเป็นผู้รับบริการก่อนแล้วค่อยขยับขยายฐานะขึ้นเป็นผู้บริหาร 

“ระหว่างรอหลักฐานมีสิ่งที่เต้ทำได้หรือเปล่าครับ” 

“มีสิ” จักรพรรดิส่งยิ้มจางให้น้องชายที่ดูมีท่าทีกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด “ดูแลตัวเองให้ดี ห้ามไปอยู่ในที่ที่เสี่ยงอันตรายเด็ดขาด” 

“เรื่องนั้นต่อให้เต้อยากทำก็มีคนคอยห้ามอยู่ดี” ฮ่องเต้หัวเราะออกมาขณะมองไปที่คนรัก จากนั้นจึงเบนสายตาไปหาประมุขซึ่งยืนยันว่าจะไม่ไปไหนทั้งนั้นจนกว่าเรื่องทุกอย่างจะจบลง เทียบกับพี่ยุที่ขอแค่เขาอ้อนหน่อยก็อาจจะยอมได้ง่ายๆ ประมุขถือว่ารับมือได้ยากกว่าพอสมควร เพราะรายนั้นบทจะดื้อก็ดื้อจนถึงที่สุด เวลาผันผ่านมานานกี่ปีก็ไม่เคยเปลี่ยน 

“พรุ่งนี้พี่จะบินไปทำงานแล้วจะรีบกลับมา” 

“ตอนแรกพี่จักรบอกว่าอีกอาทิตย์ถึงจะไปไม่ใช่เหรอครับ” 

“คิดว่ารีบไปรีบกลับน่าจะดีกว่าเลยเลื่อนเวลาขึ้นมา” จักรพรรดิพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะหันไปฝากฝังน้องไว้กับพายุ “ดูแลเต้กับมุขด้วย” 

คนฟังพยักหน้ารับอย่างหนักแน่นโดยไม่ได้พูดตอบอะไร แต่เพียงแค่ได้เห็นแววตาที่ดูจริงจังเป็นอย่างมากก็บอกได้ในทันทีว่าเขาตั้งใจจะทำเช่นนั้นอยู่แล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต้หรือประมุขต่างก็มีความสำคัญต่อเขาทั้งนั้น 

เมื่อจบการพูดคุยที่เป็นเรื่องเคร่งเครียดเรียบร้อยแล้ว บรรยากาศอบอุ่นของคนในครอบครัวก็กลับคืนมาเหมือนเดิม ประมุขที่นอนกลางวันเพิ่งตื่นไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยก็จริง แต่หลังจากออกไปคุยโทรศัพท์กับเกรย์ก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ทั้งยังเดินหน้าบานกลับมาที่ห้องรับแขก โอ้อวดให้ฮ่องเต้ฟังว่าหลังจัดการธุระเสร็จเกรย์จะมาหาที่นี่ ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาพร้อมกันกับที่จักรพรรดิกลับมาจากต่างประเทศพอดี 

“เสียดายที่ภีมไม่ว่างมาด้วย” ประมุขถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อคิดได้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่พร้อมหน้ากันมานานมากแล้ว 

“เดือนสองเดือนนี้ภีมต้องทำงานหนักเพราะเพิ่งรับงานจากพ่อมาดูแลเอง คงจะปลีกตัวมาไม่ได้ง่ายๆ เอาไว้หลังทุกอย่างเข้าที่พี่จะชวนมาเที่ยวที่นี่” 

“เราเปลี่ยนไปต่างประเทศกันดีไหมพี่จักร ถือว่าพาทุกคนไปเที่ยวด้วย” 

ไม่ว่าจะอยากหรือไม่อยาก ขอแค่ได้มาเห็นสายตาวิบวับเป็นประกายของประมุข ไม่ว่าใครก็คงไม่อาจต้านทานได้ไหว สองพี่ชายแท้ๆ กับอีกหนึ่งพี่ชายไม่แท้บ้างยิ้มจางบ้างส่ายหน้าหน่าย ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อาจปกปิดความเอ็นดูเอาไว้ได้หมด แสดงออกขนาดนี้ไม่จำเป็นต้องรับปากก็เหมือนรับปากไปแล้ว 

หลังจากนั่งพูดคุยกันอยู่พักใหญ่ ฮ่องเต้ก็แยกตัวกลับไปที่ห้องทำงานชั้นบนพร้อมพายุ งานแปลที่เพิ่งรับมาเป็นงานละเอียดที่มีความยาวมากพอควร ในหนึ่งวันเขาจึงใช้เวลาไปกับมันค่อนข้างมาก แต่ทุกครั้งที่เหนื่อยหรือล้า ในทันทีที่ได้เห็นสายตาแสดงความห่วงใยของคนที่ชอบมานั่งเฝ้าอยู่ด้านข้าง ความอ่อนเพลียทั้งหมดก็ดูคล้ายจะจางหายไปในพริบตา  

วันนี้ก็เหมือนทุกวันที่ฮ่องเต้ตั้งสมาธิไปกับการทำงานแปลหนังสือให้กับสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง กว่าจะรู้สึกตัวเวลาก็ผ่านไปนานเกือบสี่ชั่วโมงเต็ม เขาเอนกายพิงพนักเก้าอี้ก่อนจะยกยิ้มโดยอัตโนมัติเพื่อพบว่าคนรักที่นั่งเงียบๆ อยู่ตรงโซฟามองมาอยู่ก่อนแล้วด้วยความเป็นห่วง 

“ปวดหัวหรือเปล่า” 

“ไม่เลยครับ” ฮ่องเต้ส่ายหน้า “แค่รู้สึกตาล้านิดหน่อยเพราะแปลเพลินเลยลืมหยุดพัก เดี๋ยวก็หายแล้ว” 

“มานั่งพักก่อน”​ พายุอ้าแขนออกเมื่อคนรักเดินเข้ามาหาตามคำบอกอย่างว่าง่าย จากนั้นจึงกอดอีกฝ่ายเอาไว้แนบอกอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนอย่างที่ทำมาโดยตลอด “พี่ว่าต่อจากนี้เต้กำหนดเวลาพักเอาไว้หน่อยก็ดี ถึงจะบอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่ควรปล่อยให้เป็นบ่อยๆ พี่ไม่อยากทักเพราะกลัวจะรบกวนสมาธิเต้ตอนช่วงเวลาสำคัญ” 

เพราะรู้ดีว่าเวลาต้องทำตามเป้าหมายฮ่องเต้มักจะมีสมาธิมาก พายุจึงไม่ต้องการรบกวนช่วงเวลาที่คนรักกำลังตั้งใจ จะให้ดีก็อยากให้หยุดพักด้วยตัวเอง อีกอย่าง...ถ้าต่อไปเขาต้องทำงานจริงจังขึ้นมาก็คงไม่ได้มานั่งจ้องหน้าฮ่องเต้อยู่ตลอดเวลา อย่าให้เคยชินกับการที่เขาเป็นฝ่ายบอกเวลาเลยน่าจะดีกว่า ตอนทำงานอยู่คนเดียวจะได้รู้เวลาพักด้วยตัวเอง 

“พี่ยุตัดสินใจหรือยังว่าอยากลองทำอะไรก่อน” ฮ่องเต้ยกมือคนรักขึ้นมามองเล่นแล้วประสานนิ้วของพวกเขาเข้าด้วยกัน “อันที่จริงถ้ามีอะไรที่อยากทำข้างนอก พี่ยุไม่ต้องนึกถึงผมก็ได้นะ” 

“พี่อยากอยู่บ้าน”​ พายุตอบกลับด้วยความจริงจัง “เหตุผลหลักๆ คืออยากอยู่กับเต้ตลอดเวลาก็จริง แต่นั่นเป็นเพราะพี่ไม่มีความต้องการอื่นๆ แล้ว เหตุผลนั่นถึงได้มีน้ำหนักมากที่สุด” 

ฮ่องเต้ยิ้มอ่อนใจ รู้สึกว่าคนรักของเขาช่างเรียบง่ายเหลือเกิน แต่เมื่อมองย้อนกลับไปถึงอาชีพที่พี่ยุเคยทำมา เขาก็ค่อนข้างจะเข้าใจว่าบางทีการได้อยู่เงียบๆ ที่บ้านน่าจะเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจริงๆ 

“แล้วพี่ยุมีความต้องการอย่างอื่นไหม อยากไปไหนทุกอาทิตย์หรือว่าอยากทำอะไรเป็นพิเศษก็บอกมาได้เลย” 

“คงมีแค่เรื่องออกกำลังกายที่คิดว่าจะยังทำเหมือนเดิม”​ พายุเงียบเสียงไปพักหนึ่งเพื่อครุ่นคิดถึงสิ่งที่เขาต้องการ “ถ้าไปซ้อมมือที่สนามยิงปืนหรือได้ฝึกศิลปะการต่อสู้บ่อยๆ ก็คงดี” 

ถึงจะไม่คิดกลับไปทำงานอย่างเดิมแล้ว แต่เขาก็ไม่คิดทิ้งสิ่งที่ฝึกฝนมาโดยตลอด นอกจากเพราะมันเคยเป็นสิ่งที่จริงจังด้วยที่สุด ที่เหลือล้วนเป็นเพราะต้องการปกป้องฮ่องเต้ได้ด้วยตัวเอง เผื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นในวันหนึ่ง 

“ผมเคยเห็นสนามยิงปืนอยู่แล้วนี้นะ ต่อจากนี้เราไปด้วยกันบ่อยๆ ก็ได้ ส่วนเรื่องศิลปะการต่อสู้...ผมนึกไม่ออกเลยว่าใครจะเป็นคู่มือให้พี่ยุได้ ต่อให้เป็นที่ที่มีการฝึกสอนก็เถอะ” ฮ่องเต้หัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อนึกถึงสถานการณ์ที่ทหารจากหน่วยรบพิเศษต้องเผชิญหน้ากับครูฝึกสอนที่ส่วนใหญ่ทำอะไรเป็นแบบแผน  

“การ์ดพวกนั้นน่าจะพอได้”  

พอได้ยินคำพูดของคนรัก ฮ่องเต้ก็พยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยทันที 

“จริงสิ ช่วงนี้มีการ์ดของมุขอยู่ที่นี่ด้วยนี่นา เดี๋ยววันนี้ผมจะไปคุยให้นะ”  

“ไม่ต้องรีบร้อนก็ได้”​ พายุบีบมือคนที่ดูอารมณ์ดีผิดปกติเบาๆ “พี่คิดว่าจะศึกษาเรื่องการลงทุนอย่างจริงจัง” 

“พี่ยุสนใจด้านนี้ด้วยเหรอ” 

“อันที่จริงเคยสนใจมานานแล้วเลยศึกษาเอาไว้บ้าง แต่ก็ไม่ได้จริงจังเท่าไร”  

หากให้พูดตามตรงคือตอนนี้เขามีทั้งเงินทั้งเวลา รวมถึงมีพื้นฐานมาบ้างแล้ว การจะเริ่มทำในสิ่งที่สนใจจึงไม่ใช่เรื่องยากลำบากอีกต่อไป และพายุก็ค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองมีความสามารถมากพอจะศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะมากหรือน้อยก็คงทำตามเป้าหมายได้ไม่ยาก  

สำหรับเขากับฮ่องเต้ในเวลานี้ ต่อให้อยู่เฉยๆ ไปตลอดชาติก็คงไม่มีปัญหา แต่เพราะไม่ใช่คนขี้เกียจกันทั้งคู่ พวกเขาจึงเลือกใช้ชีวิตตามปกติ ทำงานในแบบที่ชอบ และพายุก็จะไม่ลังเลในการเลือกทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการอีกต่อไป 

“ผมก็อยากศึกษาเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน”  

“ถ้าอย่างนั้นเรามาศึกษาด้วยกัน พี่จะใช้เงินเก็บส่วนตัวเป็นทุน ไม่แตะส่วนที่ได้รับมาทีหลัง” พายุหยิบเอกสารต่างๆ ที่เขาวางไว้บนโต๊ะส่งให้ฮ่องเต้ “ทุกอย่างของพี่ ต่อจากนี้ให้เต้ดูแล” 

“ได้ยังไงกันครับ”​ ฮ่องเต้ขมวดคิ้วมุ่น ไม่คิดจะรับของที่มีมูลค่ามหาศาลมาง่ายๆ “พี่ยุเก็บไว้เองดีแล้ว” 

“พี่บริหารจัดการไม่เก่ง” 

“นั่นใช่คำพูดที่ควรพูดของคนที่กำลังจะกลายเป็นนักลงทุนเหรอ”  

“ถ้ายังไม่รับดีๆ นอกจากเงินที่ให้ไปแล้ว พี่จะไปเปลี่ยนทุกอย่างเป็นชื่อเต้ด้วย” พายุเปลี่ยนคำพูดกะทันหันโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ทำเอาคนที่ก่อนหน้านี้ถูกยัดเยียดเงินจำนวนมหาศาลให้ได้แต่นิ่งค้าง สุดท้ายจำต้องรับมาวางไว้บนตัก คิดในใจว่าแค่รับฝากมาเก็บเอาไว้ อย่างน้อยมันก็ยังไม่ใช่ชื่อของตัวเอง เอาไปทำอะไรไม่ได้อยู่ดี 

“เดี๋ยวนี้พี่ยุเอาแต่ใจใหญ่แล้ว” 

“ต้องโทษตัวเองที่มาหลงรักพี่” คนพูดลูบไล้แหวนเงินเรียบๆ บนนิ้วของฮ่องเต้อย่างอ่อนโยน คล้ายจะบอกว่าตั้งแต่ที่รับแหวนวงนี้ไป ทุกอย่างก็สายเกินกว่าจะเปลี่ยนใจแล้ว 

“ไม่ต้องโทษใครหรอก เพราะผมก็ชอบที่พี่ยุเป็นแบบนี้เหมือนกัน”​ ฮ่องเต้หัวเราะอารมณ์ดีก่อนจะพลิกกายกะทันหันแล้วแนบจูบลงบนริมฝีปากบางของคนรักไวๆ ครั้งหนึ่ง “ผมชอบทุกอย่างที่เป็นพี่ยุ” 

“ปากหวาน” 

“หมายถึงคำพูดหรือว่า...” 

“ทั้งสองอย่าง”​ พายุลูบไล้ริมฝีปากแดงเบาๆ ก่อนจะเลื่อนมือไปดันท้ายทอยของคนที่นอนทับให้ขยับเข้ามารับจูบที่ลึกซึ้งกว่าเดิม ราวกับต้องการพิสูจน์คำพูดของตัวเองอีกครั้ง 

กว่าพวกเขาจะยอมผละออกจากกันหลังจากการนัวเนียแนบแน่นยาวนานตามประสาคู่รักที่ก่อนหน้านี้ได้พบเพียงนานๆ ครั้งก็ตอนที่เสียงโทรศัพท์ของพายุดังขึ้น ฮ่องเต้พยักหน้าให้คนรักเมื่อเห็นว่าหน้าจอปรากฏชื่อของอิวาน จากนั้นจึงเดินกลับไปนั่งลงที่โต๊ะทำงานดังเดิม ส่วนพายุก็ไม่ได้เดินหนีออกไปคุยโทรศัพท์ที่อื่น เพียงกดรับขณะนั่งอยู่บนโซฟาไม่ไปไหน 

[มีข่าวใหม่] 

เมื่อสิ่งที่ต้องการพูดคุยเป็นเรื่องสำคัญ อิวานก็เปิดเข้าเรื่องทันทีโดยไม่เสียเวลาเกริ่น ทำราวกับกำลังรายงานภารกิจสำคัญเหมือนตอนที่ทำงานด้วยกัน แม้ว่าน้ำเสียงจะไม่ได้ดูจริงจังเท่าเมื่อก่อนก็ตาม 

“คนพวกนั้นรู้เรื่องแล้วสินะ” 

[อา... ตามนั้นเลย เหมือนว่าจะโมโหจนเก็บอารมณ์กันไม่มิดแทบทุกคนโดยเฉพาะน้องชายของนาย] อิวานหัวเราะออกมาเบาๆ ราวกับเห็นความไม่พอใจของคนทางนั้นเป็นเรื่องสนุก  

“พวกนั้นส่งคนมาที่นี่ตั้งแต่ยังไม่รู้เรื่องแล้ว” 

[ตั้งใจจะเอาชีวิตนายจริงๆ สินะ] 

“อืม” 

[คิดอะไรอยู่ถึงได้ส่งคนที่ไม่ได้มีความสามารถอะไรไปฆ่าคนที่เคยลงสนามรบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แถมยังเลือกถูกคน ตั้งท่าจะเอาชีวิตของคนที่ถูกยอมรับว่ามีความสามารถมากที่สุดในหน่วยรบพิเศษอีกต่างหาก] 

“…” 

[เปลี่ยนเป็นฝ่ายไปจัดการมันก่อนเลยดีไหม แค่นายคนเดียวก็เอาอยู่แล้ว] 

“คนธรรมดาจะทำอย่างนั้นได้ยังไง สถานะของพวกเราเปลี่ยนไปแล้ว” พายุพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าจะไม่ทำตามที่อิวานเสนอ เพราะถ้าถูกหาเรื่องยังไงเขาก็ต้องป้องกันตัวอยู่ดี “ทางนี้มีคนช่วยแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง” 

[เอาเถอะๆ ตามใจนายแล้วกัน จะว่าไปแล้วมีอีกข่าวที่นายควรรู้เอาไว้] 

“ข่าวอะไร” 

[ดูเหมือนตั้งแต่ได้กุมอำนาจแทนพ่อ อเล็กซานเดอร์จะรับแม่แท้ๆ กลับมาอยู่ในการดูแล ถึงไม่ได้พาเข้าบ้านใหญ่ให้คนในนั้นหัวใจวายเล่น แต่ก็สร้างความไม่พอใจพอสมควร] 

“เปิดเผยให้คนอื่นรู้เองเลยเหรอ” 

[ถ้าจะทำแบบนั้นมันคงไม่กลัวนายเอาความจริงไปบอกคนอื่นว่าตัวเองแอบติดต่อกับแม่แท้ๆ ตั้งแต่แรก] อิวานหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงฉายชัดถึงความรังเกียจ [มันอ้างเหตุผลว่ายังไงนั่นก็แม่แท้ๆ ต่อให้ไม่ได้เลี้ยงดูก็ทนเห็นแม่ตัวเองลำบากไม่ไหว สุดท้ายบอกว่าเรื่องนี้จะทำให้ตัวเองดูเป็นคนดีกตัญญู ยังไงก็ได้ประโยชน์ทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาในฐานะนักการเมืองหรือการได้พื้นที่สื่อก็ตาม] 

“เพราะอย่างนั้นต่อให้ไม่พอใจคนอื่นก็เถียงอะไรไม่ได้” 

[พวกนั้นคิดว่ามันเพิ่งจะมาสงสารแม่ตัวเอง ถ้ารู้ความจริงว่าไม่เคยขาดการติดต่อมาตั้งแต่แรกคงอกแตกตาย] 

คำพูดที่ดูเหมือนเกลียดชังคนพวกนั้นเป็นอย่างมากของอิวานไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะโกรธแทนพายุ แต่เกิดจากการที่ครอบครัวของพวกเขาเป็นคู่แข่งทางธุรกิจ เมื่อไม่กี่ปีก่อนตอนที่อเล็กซานเดอร์ได้รับอำนาจในการบริหารงานส่วนหนึ่ง เจ้าตัวเคยใช้วิธีการสกปรกทำให้บริษัทของอิวานเสื่อมเสียชื่อเสียง สูญเงินนับร้อยล้าน หลังจากนั้นมาจึงไม่อาจมองหน้ากันตรงๆ ได้อีกเลย 

แต่จะพูดไปแล้วนั่นเป็นเพียงเหตุผลที่ทำให้อิวานเกลียดชัง ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เขาช่วยเหลือพายุมากขนาดนี้ เพราะเหตุผลที่ทำให้เขาช่วยเหลือพายุแทบทุกอย่างมันเกิดจากการที่เขาเป็นหนี้ีชีวิตเพื่อนสนิทต่างหาก 

ในช่วงเวลาทำภารกิจของหน่วยรบพิเศษไม่มีคำว่าผิดพลาด เมื่อพลาดครั้งหนึ่งย่อมหมายถึงชีวิต แต่คนที่ทำทุกอย่างตามกฎเกณฑ์ เป็นบุคคลดีเด่นที่มีอนาคตไกลกลับยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเหลือเขาจากความตาย ทำให้เขารอดชีวิตมาได้ ส่วนตัวเองอาการโคม่าเพราะถูกยิง 

บุญคุณในวันนั้นต่อให้ชดใช้ทั้งชีวิตก็ไม่มีวันหมด 

[ฉันจะเฝ้าดูทางนี้ให้ ได้ข่าวอะไรจะรีบติดต่อไป นายระวังตัวให้ดี ต้องการให้ช่วยอะไรบอกมาได้ทุกอย่าง] 

“ขอบคุณ” 

[ทางนี้ต่างหากที่ต้องขอบคุณ] 

หลังจากอิวานวางสายไปก่อน พายุก็ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาเบาๆ เขารู้ดีว่าคนที่ยึดถือศักดิ์ศรีเป็นสำคัญอย่างอิวานไม่มีทางลืมเรื่องที่เกิดขึ้น ต่อให้บอกว่าไม่เป็นไรและไม่จำเป็นต้องชดใช้หรือถือเป็นบุญคุณก็ไม่มีทางฟัง ดังนั้นหลังจากบอกไปแล้วรอบแรกเขาจึงไม่ได้พูดถึงมันขึ้นมาอีก คิดเพียงว่าถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องขอให้ช่วยก็พอ เพื่อนจะได้ใช้ชีวิตตามปกติต่อไปโดยไม่ต้องมาห่วงเรื่องจะชดใช้ให้กัน 

“พี่ยุ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”  

พายุได้สติกลับคืนมาอีกครั้งเมื่อฮ่องเต้เงยหน้ามองมาทางเขาด้วยความเป็นห่วง ชายหนุ่มส่ายหน้าพร้อมยกยิ้มจาง เล่าเรื่องราวที่พูดคุยกับอิวานให้คนรักฟังทั้งหมดโดยไม่ปิดบังแม้แต่เรื่องเดียว กลับกลายเป็นฮ่องเต้ที่ยิ่งฟังคิ้วยิ่งขมวดมุ่น กระทั่งหน้าจอโน้ตบุ๊กที่วางอยู่บนโต๊ะก็กดปิดไปแล้วเพื่อให้สบตากับคนรักได้ชัดเจนขึ้น 

“คนในครอบครัวนั้นนอกจากอเล็กซานเดอร์เป็นคนยังไงเหรอครับ” 

“ไม่ได้ต่างกันเท่าไร แต่คงไม่กล้าทำอะไรนอกกฎหมายเท่าอเล็กซานเดอร์” 

“ถึงอย่างนั้นก็ไว้ใจไม่ได้”​ ฮ่องเต้กล่าวสรุปทั้งสีหน้าเคร่งเครียด “ถ้าพวกนั้นไม่ได้ร่วมมือกัน แต่แยกกันส่งคนมาที่นี่เพื่อทำอะไรสักอย่างมันจะกลายเป็นศึกสองด้านทันที ผมกลัวว่าพวกนั้นจะเข้ามาสอดมือตอนที่เราคลายความระวังกันแล้วหลังจบเรื่องอเล็กซานเดอร์” 

“ถ้าเรื่องของอเล็กซานเดอร์ใหญ่โตและมีบทลงโทษหนักพอ พี่คิดว่าคนพวกนั้นคงไม่กล้าทำอะไร” 

“พี่ยุ...” 

“เต้ไม่ต้องเป็นห่วง ดูจากนิสัยแล้วอย่างน้อยพวกนั้นคงหาทางมาพูดคุยกับพี่ก่อน ถึงตอนนั้นเราคงจะมองเจตนาออกไม่มากก็น้อย” พายุเห็นสีหน้าของคนรักยังดูไม่ดีขึ้นเท่าไรจึงลุกขึ้นเดินไปหา “พี่จะไม่คลายความระมัดระวังตัวลงเด็ดขาด ยังไงก็ไม่มีทางยอมให้ใครมาทำร้ายเต้” 

“ผมก็กลัวว่าจะมีคนมาทำร้ายพี่ยุเหมือนกัน” 

“พี่ไม่ควรรับสมบัติของท่านเอาไว้ตั้งแต่แรก...” 

“รับเอาไว้เถอะครับ ถือว่าเป็นการรับคำขอโทษจากท่าน แม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยกับการไถ่โทษด้วยวิธีนี้ก็ตาม” ฮ่องเต้หลับตาลงเมื่อคนรักเดินมายืนหลังเก้าอี้และช่วยนวดขมับให้เขาอย่างนุ่มนวล “ทั้งหมดนี่ไม่ใช่ความผิดของพี่ยุ เราไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวหรือยินยอมให้คนนิสัยไม่ดีพวกนั้นทำตามใจชอบ ในเมื่อมีกำลังก็สู้กันดูสักตั้ง” 

“สู้เลยเหรอ” 

“ถ้าเป็นตัวต่อตัวผมส่งพี่ยุลงสนามไปแล้ว ให้เวลาห้าวินาทีในการเอาชนะ”  

“วิเดียวก็พอ”  

เมื่อได้ยินคำพูดโอ้อวดของคนรัก ฮ่องเต้ก็หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี 

“ไม่ใช่สู้แบบนั้นสิ ผมล้อเล่นเฉยๆ” 

“พี่ก็ล้อเล่น... แต่ถ้าถึงเวลาต้องสู้แบบใช้กำลังก็จะทำจริงๆ” 

คนฟังกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะยกยิ้มกว้าง คลายสีหน้าเคร่งเครียดในพริบตา ทั้งยังพูดหยอกล้อต่อด้วยน้ำเสียงมีความสุข 

“จะว่าไปแล้วผมยังไม่เคยเห็นตอนพี่ยุสู้เลยนี่นา”  

“เดี๋ยวก็ได้เห็น” 

“พี่ยุไม่ได้อยากเอาตัวออกห่างจากอาชีพที่เคยทำมาใช่ไหมครับ... ผมเคยอ่านบทความเกี่ยวกับทหารที่เคยผ่านสนามรบมามาก ดูเหมือนมีหลายคนที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพจิต” 

“พี่ไม่เป็นไร” พายุขยับมือไปนวดไหล่ทั้งสองข้างของคนรัก สีหน้าดูอ่อนโยนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้ฟังคำพูดที่มองดูก็รู้ว่าเป็นห่วงเขามากขนาดไหน “ถึงจะคิดว่าไม่ต้องทำงานแบบนั้นแล้วก็ดี แต่พี่ก็ยังอยากฝึกซ้อมแล้วก็พัฒนาตัวเองอยู่เหมือนเดิม” 

คงเป็นโชคดีที่ตัวเขาไม่มีปัญหาสุขภาพตามมาเหมือนอย่างเพื่อนที่เคยรู้จักหลายคน ต่อให้ยังมีอาการตื่นตัวตลอดเวลาหรือระแวดระวังผิดปกติอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตมากเท่าไร ดูคล้ายเป็นความเคยชินมากกว่า  

ถึงอย่างนั้นก็ต้องยอมรับว่ามันคือหนึ่งในเหตุผลเล็กๆ ที่ทำให้พายุอยากใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวเป็นหลัก ไม่ต้องการออกไปพบเจอผู้คนหรืออยู่ในสถานที่วุ่นวายมากนัก 

ขณะที่กำลังคิดจะอธิบายต่อเพื่อให้ฮ่องเต้สบายใจมากกว่าเดิม โทรศัพท์ที่ถือติดมือมาด้วยแล้ววางไว้บนโต๊ะพลันส่งเสียงบอกว่ามีข้อความเข้า ฮ่องเต้ที่อยู่ใกล้กว่าเป็นคนหยิบมาส่งให้ดู แต่แล้วเมื่อพวกเขาได้เห็นข้อความบนหน้าจอกลับกลายเป็นต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยกันทั้งคู่ 

‘ดูเหมือนว่าแม่บุญธรรมของนายจะจองตั๋วเครื่องบินไปไทย’ 

ข่าวนี้คงเพิ่งได้มาสดๆ ร้อนๆ อิวานจึงไม่ได้บอกตอนที่โทรมาเมื่อครู่ และนอกจากข้อความที่บอกว่ายังรับสายไม่ได้เพราะติดงาน ยังมีรายละเอียดไฟล์ทบินของคนที่ถูกกล่าวถึงให้พร้อมสรรพ เมื่อเห็นว่ากำหนดการเดินทางคือพรุ่งนี้ สีหน้าของพายุพลันมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว 

ทันทีที่รู้ข่าวก็จองตั๋วเครื่องบินมาได้อย่างรวดเร็วเหมือนรู้อยู่แล้วว่าเขาอยู่ที่ไหน จะบอกว่าอเล็กซานเดอร์บอกก็ไม่มีทางใช่ เพราะรายละเอียดของผู้เดินทางไม่มีชื่ออเล็กซานเดอร์อยู่ในนั้น คนระแวดระวังอย่างเจ้านั่นไม่มีทางปล่อยให้มารดาเดินทางมาหาเขาโดยที่ตัวเองไม่มาด้วย เพราะไม่มีทางรู้เลยว่าเขาจะพูดหรือเล่าความจริงอะไรออกไปบ้าง 

“ไม่ใช่แค่อเล็กซานเดอร์สินะที่พยายามรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของพี่” 

“พี่ยุ...” ฮ่องเต้ผุดลุกขึ้นยืนแล้วจับมือคนรักเอาไว้แน่น ไม่จำเป็นต้องคิดให้มากความก็รู้ว่าพี่ยุรู้สึกแย่กับเรื่องนี้ขนาดไหน  

ต่อให้ไม่ได้รักหรือผูกพันกับคนพวกนั้น แต่คนของเขาก็ไม่เคยทำร้ายหรือสร้างปัญหาให้อีกฝ่ายมาก่อน พอรู้ว่าไม่ได้รับการยอมรับก็เรียกได้ว่าต่างคนต่างอยู่ ยอมทิ้งอนาคตที่ยังไม่ได้ตัดสินใจอย่างจริงจังเพื่อเดินไปในเส้นทางของทหารจะได้ไม่ต้องกลับมาอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ไม่เคยใช้อำนาจหรือพยายามบอกว่าตัวเองเป็นลูกคนโต สุดท้ายยังเดินจากมาอย่างเงียบๆ 

นี่ไม่ใช่แค่รู้เรื่องทรัพย์สมบัติที่พี่ยุได้รับจึงสืบหาและพยายามมาพูดคุย แต่กลับกลายเป็นว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ส่งคนมาตามสืบเรื่องของพี่ยุอยู่แล้ว 

ฮ่องเต้เม้มปากแน่น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนพวกนั้นตามสืบเรื่องของพี่ยุได้เพราะใคร 

คนที่ระมัดระวังตัวจากสัญชาตญาณอย่างพี่ยุ มีหรือจะจับสังเกตไม่ได้ว่าถูกติดตามอยู่หรือเปล่า โดยเฉพาะถ้าตามมานานมากแล้วจะไม่สังเกตเห็นได้ยังไง หากนี่กลับรับรู้ทุกเรื่องราวเหมือนตามมานาน เห็นได้ชัดว่าคนพวกนั้นไม่ได้ติดตามพี่ยุมาตั้งแต่ต้น 

...เป็นฮ่องเต้ต่างหากที่ถูกตามมาโดยตลอด 

“พี่ทำให้เต้เดือดร้อนอีกแล้ว”  

ฮ่องเต้จ้องมองสีหน้าปวดร้าวของคนที่ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกอย่างเจ็บใจ ถ้าเขาช่างสังเกตหรือคิดให้มากกว่านี้อีกสักนิดคงรู้ตัวก่อนแล้วว่าถูกตาม ยิ่งเห็นว่าคนรักที่แสนดีกำลังเจ็บปวดขนาดไหนยิ่งโกรธคนพวกนั้นจนแทบทนไม่ไหว 

“ไม่เป็นไรนะครับพี่ยุ มันไม่ใช่ความผิดของพี่ยุเลย ไม่มีอะไรเป็นความผิดของพี่ทั้งนั้น” 

“…” 

“เรื่องนี้ผมจะเอาคืนแน่นอน”​ ฮ่องเต้คลี่ยิ้มอ่อนโยนยามโอบกอดคนของตัวเองเอาไว้แน่น “ตอนนี้ผมโกรธแล้วจริงๆ” 

ที่โกรธไม่ใช่เพราะถูกตามสืบเรื่องราวหรือสะกดรอยตาม แต่เป็นเพราะคนพวกนั้นทำร้ายจิตใจของพี่ยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

นับจากนี้ไปเขาจะเอาคืนแทนพี่ยุ... ไม่ว่าเรื่องราวเก่าแก่ขนาดไหนก็จะนับรวมทั้งหมดแล้วเอาคืนแบบทบต้นทบดอกไม่ให้ขาดแม้แต่เรื่องเดียว 

------ 

 

TALK : สำหรับคนที่สั่งหนังสือ ไม่เกินสิ้นเดือนนี้ได้รับทุกคนนะคะ ติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางเพจกับทวิตของเราเลยค่ะ ส่วนอีบุ๊กคิดว่าน่าจะได้ลงเดือนหน้า(เมษา64) พร้อมๆ กับที่เปิดให้สั่งรอบสต็อกค่ะ 

 

ช่องทางการติดตาม 

FB : Chesshire. 

Twitter: @Chesshire04 

ความคิดเห็น