facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 17 ชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ชื่อตอน : บทที่ 17 ชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

คำค้น : นิยายรัก รักแท้ รักโรแมนติก รักแรกพบ แอบรัก รักวัยรุ่น มีรัก รักเดียวใจเดียว วิศวะ หนุ่มวิศวะ หมอ แพทยน์

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 154

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 มี.ค. 2564 17:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 17 ชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
แบบอักษร

 

 

“เร็ว ๆ จ้า เด็ก ๆ ช่วยกันขนของขึ้นรถ เดี๋ยวเราจะได้กลับกันแล้ว”

พี่นกยืนเท้าสะเอวชี้ไม้ชี้มือสั่งงานน้อง ๆ ในสำนักงานให้ช่วยกันขนอุปกรณ์ที่นำมาจัดฝึกอบรมพัฒนาทักษะนักวิจัย หลังจากงานอบรมได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว

 

อิงดาวช่วยเพื่อน ๆ ขนของขึ้นรถอย่างขยันขันแข็ง แม้ว่าจะล่วงเลยเวลาเลิกงานมาเกือบ 1 ชั่วโมงแล้ว แต่เธอก็ยังคงอยู่ช่วยงานเพื่อน ๆ จนเสร็จ

 

“อิงดาว อาทิตย์หน้าพวกพี่ ๆ จะไปจัดงานนิทรรศการแสดงนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยของเราที่มหาลัยเชียงใหม่ เธอไปช่วยพี่จัดงานด้วยนะ เดี๋ยวพี่รายงานหัวหน้าให้”

พี่มุตาหอบม้วนโปสเตอร์ขนาดใหญ่เข้ามาเดินข้าง ๆ อิงดาวขณะที่ทั้งกำลังขนของไปที่รถ

เธอพิจารณารูปร่างของอิงดาวอย่างคาดไม่ถึงว่าเรือนร่างผอมบางนี้จะมีพละกำลังเหลือเฝือ เธอเห็นสาวน้อยคนนี้ช่วยพี่ ๆ ยกตั้งแต่ของเบา ๆ เช่น ลังกระดาษ ไปจนถึงโต๊ะตัวโต ๆ อิงดาวเป็นเด็กใหม่ในสำนักงานที่มีความขยันขันแข็ง และมีความตั้งใจทำงานสูงมาก ดังนั้น เธอจึงชวนหญิงสาวไปช่วยกันจัดงานนิทรรศการที่จังหวัดเชียงใหม่

 

“ได้ค่ะพี่ตา”

อิงดาวตอบพร้อมกับรอยยิ้มด้วยความเต็มใจ

 

“ดีมากจ้ะ ถ้าน้อง ๆ ในสำนักงานเป็นเหมือนอิงดาวกันทุกคนก็ดีสินะ งานในสำนักงานคงเสร็จเรียบร้อยทุกงานแน่ ๆ”

อิงดาวระบายยิ้มเต็มหน้าน้อมรับคำชมจากพี่มุตาโดยไม่ได้กล่าวอะไรออกมา

 

.......................................................

 

หลังจากที่ช่วยกันขนของกลับสำนักงานเรียบร้อยแล้ว ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน ส่วนอิงดาวนั้น เธอเดินลัดเลาะมาตามถนนซีเมนต์ภายในมหาวิทยาลัยเพื่อไปขึ้นรถเมล์ที่หน้ามหาวิทยาลัย

 

สองเท้าย่ำไปบนฟุตบาทอย่างเร่งรีบ เพราะแสงอาทิตย์ลดน้อยลงเรื่อย ๆ แต่แล้วสายตาของเธอก็เหลือบเห็นก้อนสีดำครึ่งวงกลมก้อนหนึ่งกลางถนน รถวิ่งผ่านไปผ่านอย่างน่าหวาดเสียวจนเกือบจะเหยียบก้อนสีดำนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า

บางสิ่งบางอย่างดึงดูดสายตาอิงดาวให้เพ่งมองก้อนสีดำคล้ายกับก้อนหินครึ่งวงกลมนั้นดี ๆ แล้วเธอก็พบว่า ความจริงแล้วก้อนหินสีดำนั้น เป็นกระดองเต่า ด้านบนเหมือนจะยุบลง และเห็นของเหลวสีแดงไหลอาบลงมา

เธอจึงตระหนักได้ว่าคงจะเป็นเต่าที่ถูกรถเหยียบแน่ ๆ หญิงสาวจึงมองซ้ายแลขวาเมื่อเห็นว่าถนนไม่มีรถวิ่งมาแล้ว เธอจึงรีบวิ่งเข้าไปอุ้มเจ้าเต่าโชคร้ายตัวนั้นขึ้นมา น้ำหนักของมันประมาณ 1 กิโลกรัม ด้านบนกระดองของมันยุบลงแล้วแตกออกจวนจะแยกออกจากกันเป็นสองซีกคล้ายกับแตงโมผ่าครึ่ง ขาทั้งสี่ข้างของมันตะเกียกตะกายอย่างแสนเจ็บปวดทรมาน อิงดาวจึงลูบที่กระดองของมันเบา ๆ พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า

“เจ้าเต่าน้อย เจ็บมากหรือเปล่า ทำใจดี ๆ ไว้นะ เดี๋ยวฉันจะพาแกไปหาหมอเอง”

เสียงอ่อนโยนน่าฟังของอิงดาวกำลังปลอบโยนเต่าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อเธอพูดจบ เจ้าเต่าโชคร้ายตัวนั้น ก็มีทีท่าสงบลง หดขาทั้งสี่ข้างเข้าในกระดองราวกับว่ามันเข้าใจในสิ่งที่เธอพูด

 สองเท้าของอิงดาวเปลี่ยนทิศทางตรงไปยังคลินิกสัตว์ของมหาลัยทันที แทนการมุ่งหน้าไปยังป้ายรถเมล์

 

………………………………………………………………..

 

 

เมื่อส่งเจ้าเต่าโชคร้ายตัวนั้นถึงมือสัตวแพทย์ประจำคลินิกเรียบร้อยแล้วอิงดาวก็นั่งคอยอยู่ภายในคลินิกอย่างใจจดใจจ่อ พลางสวดมนต์แผ่เมตตาและภาวนาขอให้คุณหมอช่วยมันได้ด้วยเถิด

 

“หนู”

เสียงเรียกดังขึ้นทำให้อิงดาวเงยหน้าขึ้นมอง และพบว่าเป็นอาจารย์สัตวแพทย์อายุราว ๆ ห้าสิบปี อยู่ในชุดสีฟ้าของคลินิก

“เต่าที่หนูเอามา กระดองมันแตกมากจนถึงภายใน มันคงจะตายในอีกไม่ช้านะ”

อาจารย์สัตวแพทย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเจือไปด้วยความสงสาร

 

“ไม่มีทางช่วยชีวิตมันได้เลยรึคะ”

อิงดาวลุกขึ้นอย่างร้อนใจ ดวงตากลมโตของเธอจับจ้องอาจารย์หมออย่างมีความหวัง

 

“ไม่มีเลย เคสนี้กระดองแตกจนอวัยวะภายในบอบซ้ำหมดแล้ว”

อาจารย์ส่ายหน้าช้า ๆ ดวงตาเศร้าสร้อยไม่แพ้กัน ชีวิตสัตว์ก็มีค่าเท่ากับชีวิตของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ล้วนรักตัวกลัวตายด้วยกันทุกชีวิต

 

“โธ่ เจ้าเต่า”

อิงดาวสีหน้าสลด

 

“หนูไปเจอเต่าตัวนี้ที่ไหน”

อาจารย์หมอถามขึ้น

“หนูเห็นมันถูกรถเหยียบที่ถนนใกล้กับหน้ามหาลัยค่ะ”

อิงดาวบอกออกไป

 

“อืม น่าจะเป็นเต่าที่อยู่สระบัวหน้ามหาลัยของเรานะ แต่ก่อนมีเยอะกว่านี้ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมารถยนต์มากขึ้นทุกวัน จึงทำให้พวกมันเหลือน้อยเต็มทนเพราะว่าเจ้าเต่าพวกนี้ มันไม่รู้หรอกว่าที่ ๆ ที่มันเคยเดินเล่นบัดนี้กลายเป็นถนนไปหมดเสียแล้ว”

อิงดาวพยักหน้ารับรู้ช้า ๆ รู้สึกใจหายแทนเต่าอีกหลาย ๆ ตัวที่อาจจะประสบเคราะห์กรรมเหมือนเจ้าเต่าตัวนี้

“อาจารย์คิดว่า เดี๋ยวจะต้องมีการขนย้ายเต่าพวกนี้ออกจากสระบัวไปไว้ที่อื่นแล้วแหละ ไม่งั้นเต่าที่อยู่คู่กับมหาวิทยลัยมาแสนนานก็คงจะสูญพันธุ์แน่ ๆ”

อาจารย์สัตวแพทย์ออกความคิดเห็น

 

“เห็นด้วยค่ะอาจารย์”

อิงดาวสนับสนุน

 

“อืม หนูกลับได้แล้วนะ ไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนเจ้าเต่าตัวนี้ เอาไว้ที่คลินิกนี้แหละ เดี๋ยวถ้ามันสิ้นใจเมื่อไหร่ อาจารย์ก็คงจะต้องสต๊าฟไว้เอาไว้ให้เด็ก ๆ ศึกษา”

อาจารย์สัตวแพทย์ตบไหล่บางเบา ๆ ตะวันลับขอบฟ้าแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมงคลินิกก็จะปิด เธอจึงรีบบอกลูกค้าคนสุดท้ายในวันนี้

 

“อาจารย์คะ หนูขอเจอหน้ามันเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหมคะ”

อิงดาวขอร้องอาจารย์ รู้สึกว่าลำคอของตนตีบตันขึ้นมาอย่างกะทันหัน

 

“ได้สิ”

 

 

 

 

เมื่อได้รับคำอนุญาตจากอาจารย์แล้ว อิงดาวก็เดินเข้าไปหาเจ้าเต่าโชคร้ายตัวนั้น มันนอนนิ่งสงบอยู่บนเตียงสแตนเลสสีเงินวาว ดวงตาของมันปิดสนิท

“เจ้าเต่าน้อย ขอให้เจ้าไปสู่สุคตินะ ต่อไปนี้เจ้าจะไม่เจ็บไม่ปวดอีกแล้วนะ”

มือเล็กของอิงดาว ลูบลงที่กระดองเต่าอย่างเบามือ บาดแผลที่ถูกเหยียบจนแตกหักนั้นยังคงดูน่ากลัว แต่เจ้าเต่าไม่มีทีท่าเจ็บปวดอีกต่อไป

อิงดาวสวดมนต์แผ่เมตตาภาวนาในใจให้กับเจ้าเต่าน้อยอีกครั้ง ขอให้มันมีความสุขความสบายในภพหน้า

“ส่วนสังขารของเจ้าในภพนี้ อาจารย์หมอจะขอเอาไว้ให้นักศึกษาได้ศึกษารายละเอียดและโครงสร้าง มันจะเป็นบุญมหาศาลต่อเจ้านะรู้ไหม ขอให้เจ้าจงละสังขารนี้แล้วจากไปอย่างสบายใจเถอะนะ”

อิงดาวกระซิบบอกกับมันอย่างแผ่วเบา และที่หางตาของเจ้าเต่าน้อยก็มีน้ำใส ๆ ไหลซึมออกมาคล้ายกับว่ามันรับรู้ในสิ่งที่เธอสื่อสาร

 

.............................................................................................................

 

กว่าที่อิงดาวจะออกจากมหาวิทยาลัยฟ้าก็มืดแล้ว เธอจึงตัดสินใจขึ้นรถเมล์บ้านเลย เพราะหากไปที่ตลาดเหมือนเช่นทุกวัน ก็คงจะคลาดกันกับแม่

และเมื่อมาถึงบ้าน เธอเห็นแม่กำลังหิ้วถุงผักถุงเนื้อลงจากรถเข็น อิงดาวจึงรีบวิ่งเข้าไปแย่งถุงใบโตจากมือแม่มาถือแทนทันที

“แม่ ! เดี๋ยวอิงช่วยค่ะ แล้วตะวันยังไม่กลับบ้านมาช่วยแม่อีกหรอ”

อิงดาวถามหาน้องชายในขณะที่สองมือของเธอถือถุงบรรจุของสดสำหรับเตรียมทำอาหารไว้ขายในวันพรุ่งนี้ เดินเข้าบ้าน

 

“น้องมันยังเด็ก ปล่อยให้มันไปเล่นกับเพื่อนเถอะ”

นางจันทร์เดินเข้าบ้านพร้อมกับเอามือจับเอวตนเองไว้ เธอรู้สึกว่าร่างกายอ่อนแรงลงทุกวัน ยกของนิดหน่อยก็รู้สึกปวดเหมื่อยไปหมด

 

“น้องมันเป็นผู้ชายนะแม่ อีกอย่างอายุก็สิบปีแล้ว เป็นหนุ่มแล้วไม่เรียกว่าเด็กหรอกแม่ มันควรจะกลับบ้านมาช่วยแม่ทำงานบ้าง ของหนัก ๆ พวกนี้มันควรจะมาช่วยแม่ยก แม่เองก็บ่นว่าปวดหลังอยู่บ่อย ๆ ไม่ใช่รึไง”

อิงดาวไม่เห็นด้วยที่แม่ตามใจน้องมากจนเกินไป

 

“งานพวกนี้เป็นงานของผู้หญิงทำ น้องเป็นผู้ชายและยังเด็ก ให้ตั้งใจเรียน และออกกำลังกายกับเพื่อน ๆ นั่นแหล่ะดีแล้ว ร่างกายจะได้แข็งแรง เพราะน้องต้องเตรียมตัวสอบเข้าโรงเรียนนายร้อย”

นางจันทร์ชักสีหน้า น้ำเสียงกึ่งรำคาญบุตรสาว เธอยึดตามหลักประเพณีโบราณมาตั้งแต่เด็ก งานบ้านเป็นสิ่งที่ผู้หญิงควรทำ ผู้ชายเป็นเสาหลักของครอบครัว มีหน้าที่ขยันหมั่นเพียรเพื่อสอบเป็นราชการสร้างชื่อเสียงให้กับวงตระกูล 

สามีของเธอเป็นทหาร เมื่อสามีตายจากไป เธอจึงฝากความหวังไว้กับบุตรชาย หวังว่าวันหนึ่งเขาจะเป็นทหารมียศ และเกรียติได้เหมือนกับบิดาของเขา

 

อิงดาวไม่อยากโต้เถียงกับผู้ให้กำเนิด เธอไม่อยากทำให้แม่ไม่สบายใจไปมากกว่านี้ จึงทำได้เพียงสงบปากสงบคำเอาไว้  ถ้าหากน้องของเธอกลับมา เธอจะบอกกับน้องเป็นการส่วนตัวอีกครั้ง อย่างน้อยก็ขอร้องให้เขาช่วยเหลือแม่แทนเธอยามที่เธอต้องไปทำงานไกล ๆ

 

หลังจากจัดการตระเตรียมข้าวของสำหรับการทำอาหารไปขายที่ตลาดสำหรับวันพรุ่งนี้แล้ว นางจันทร์ก็นอนเหยียดยาวอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ที่ยกสูงขึ้นจากพื้นบ้านในระดับหัวเข่า แคร่ไม้ไผ่กลางโถงบ้านตัวเดียวที่เป็นทั้งที่สำหรับนั่งทานข้าว นั่งเล่น หรือแม้แต่ใช้เป็นที่สำหรับบำบัดพยาบาลกันสองแม่ลูก

เมื่อผู้เป็นมารดานอนคว่ำหน้าลง ประสานสองมือไว้ใต้คาง อิงดาวก็กดฝ่าบีบนวดไปตามแผ่นหลังของผู้เป็นมารดา เธอกดไล่มือส่งแรงไปที่ฝ่ามือหนักบ้าง เบาบ้าง เธอรู้ว่าแม่เจ็บหลังและปวดเอวมาสักระยะ และเคยบอกให้แม่ไปหาหมอ แต่แม่ก็ปฏิเสธทุกครั้ง และบอกว่าอายุเยอะแล้วเจ็บนิด ๆ หน่อย ๆ เป็นเรื่องธรรมดาของสัตว์โลก ทำไมจะต้องไปหามดหาหมอให้เสียเงิน

 

แต๊ก ๆ

 

ตึก

 

เสียงรถมอร์เตอร์ไซค์หยุดลงที่หน้าบ้าน ไม่นานนักเด็กชายร่างผอมสูง ผมเกรียนในชุดนักเรียน ม.ปลาย ก็สะพายเป้เข้ามาภายในบ้าน

 

“ตะวันกินข้าวหรือยังลูก”

นางจันทร์ผะงกศีรษะขึ้น พร้อมกับเอ่ยถามด้วยความห่วงใย แม้ว่าบุตรชายจะกลับบ้านเวลาไหน คำถามแรกที่จะถามเขาคือกินข้าวหรือยัง

 

“กินแล้วแม่ ไปกินข้าวหมูแดงที่โต้รุ่งกับไอ้จ่อยมา”

เสียงที่เพิ่งแตกหนุ่มแหบห้าวตอบพลางวิ่งขึ้นบันไดไปยังห้องของตนเอง ทุกอิริยาบถของเขา ล้วนอยู่ในสายตาของผู้เป็นพี่สาว ริมฝีปากของเธอเม้มสนิทจนเป็นเส้นตรง ดวงตาหม่นลง

 

 

.....................................................

 

ก๊อก    ก๊อก  ก๊อก

 

อิงดาวรัวข้อนิ้วเคาะลงบนบานประตูห้องของน้องชาย เธอรอจนกระทั่งแน่ใจว่าแม่หลับสนิทแล้ว จึงออกมาหาน้องชายที่อยู่ห้องข้าง ๆ

 

แกร่ก

 

บานประตูไม้แง้มออกเพียงครึ่งเดียว ดวงหน้าสะลึมสะลือของน้องชายเพียงคนเดียวของเธอก็โผล่ออกให้เห็น อิงดาวถอนหายใจออกมาก่อนเอ่ยขึ้นว่า

“อาทิตย์หน้า พี่ต้องไปจัดงานนิทรรศการที่จังหวัดเชียงใหม่ ช่วงที่พี่ไม่อยู่เธอต้องรีบกลับบ้านมาช่วยแม่ทำงาน เพราะแม่แก่มากแล้ว ร่างกายของแม่ไม่ได้แข็งแรงเหมือนแต่ก่อน”

 

“ถ้าพี่ห่วงมากนะพี่ก็ไม่ต้องไปสิ”

ตะวันขยี้ตาเพื่อไล่ความง่วง รู้สึกหงุดหงิดที่ถูกปลุกขึ้นมากลางดึก ปากเขาจึงโพลงออกไปโดยที่ไม่ได้คิด

 

อิงดาวกัดริมฝีปากของตนเองแน่น จากนั้นก็ค่อย ๆ คลายออก แล้วเอ่ยกับน้องชายอย่างใจเย็นอีกครั้งว่า

“ตะวัน พี่ไปทำงานนะ พี่ไม่ได้ไปเที่ยว เธอเป็นผู้ชายคนเดียวในบ้าน เป็นความหวังของทุกคนในบ้าน”

“พอ ๆ เลย หยุดเทศนากันได้แล้ว นี่มันเวลาไหนแล้วพี่อิง ตะวันง่วง ! ตะวันจะนอน !”

ตะวันตะโกนขัดขึ้น สีหน้าหงุดหงิดเต็มที่ ขนาดแม่ยังไม่เคยบ่นเขาสักคำ แต่หล่อนเป็นแค่พี่สาวมีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนเขา

 

“ตะวันเบา ๆ หน่อย แม่กำลังนอนอยู่นะ ถือว่าพี่ขอร้องก็ได้ ช่วงที่พี่ไม่อยู่อาทิตย์หนึ่ง เธอรีบกลับมาช่วยแม่เก็บร้านที่ตลาด แล้วช่วยแม่ทำงานบ้านช่วงเย็นได้ไหม”

อิงดาวพยายามอธิบายให้น้องชายเธอเข้าใจอย่างใจเย็น เธอกับแม่เผชิญความลำบากมาด้วยกัน เพื่อหาเงินและเลี้ยงดูน้องชายให้สุขสบายที่สุด เพราะเขาเป็นความหวังเดียวของครอบครัว ที่จะสานความฝันให้แม่ได้ คือ สอบเข้าโรงเรียนนายร้อย แล้วรับใช้ชาติปกป้องบ้านเมืองเจริญรอยตามผู้เป็นบิดา

 

“พี่ ! พี่ก็รู้ว่าตะวันต้องติวหนังสือกับเพื่อน กลับมาไม่ทันหรอก”

ตะวันขึ้นเสียงอย่างไม่ลดละ เขาเห็นว่าแม่ก็ขายของที่ตลาดไปเองมาเองได้ทุกวัน ทำไมเขาจะต้องไปช่วย ในเมื่อแม่ก็บบอกเขาให้ตั้งใจเรียนเท่านั้นก็พอ

 

“ตะวัน ! แม่กำลังป่วยนะรู้ไหม?”

อิงดาวตะคอกออกมาอย่างเหลืออด

 

“เสียงดังอะไรกัน”

นางจันทร์ส่งเสียงถามขึ้น อิงดาวหันหลังกลับมามองด้วยความตกใจ แล้วรีบบอกผู้เป็นมารดาทันทีว่า

“ไม่มีอะไรแม่ แค่อิงมาบอกน้องว่าอาทิตย์หน้าอิงจะไปราชการที่เชียงใหม่ อยากให้น้องกลับบ้านเร็วหน่อย”

เรื่องทะเลาะกันในบ้านเป็นเรื่องใหญ่ เธอไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ

นางจันทร์มองใบหน้าบุตรชายที และลูกสาวที เพราะเสียงเอะอะของทั้งคู่จึงทำให้เธอต้องลุกจากที่นอนขึ้นมาดู

“เอาเถอะ ถ้าไม่มีอะไรก็รีบ ๆ นอนกันเถอะ น้องก็ต้องตื่นแต่เช้าไปโรงเรียน อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงตีสามอิงก็ต้องตื่นมาช่วยแม่ทำกับข้าวไปขายที่ตลาดไม่ใช่เหรอ ไป ๆ ไปนอน”

สิ้นคำบอกของแม่ ตะวันปิดประตูห้องนอนอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว อิงดาวได้แค่ลอบถอนหายใจ เอาเถอะยังมีเวลาอีกมากที่เธอจะค่อย ๆ สอนน้อง

 

 

……………………………………………………………………

 

 

 

ความคิดเห็น