email-icon

สอบถามเรื่องนิยายหรือพูดคุยกับนักเขียนฝึกหัด : Euglanaforfiction@gmail.com ขอบคุณสำหรับทุก ๆ กำลังใจนะคะ ผู้เขียนสัญญาว่าจะพัฒนาผลงานของตัวเองเรื่อย ๆ ค่ะ

ดวงใจอคิราห์ ๕

ชื่อตอน : ดวงใจอคิราห์ ๕

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มี.ค. 2564 23:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ดวงใจอคิราห์ ๕
แบบอักษร

“ถ้าอย่างงั้นก็ดีเลย ตะวันพอมีจานมาแบ่งมาการองไหม” คนร่างเล็กเอ่ยถาม

“ไม่มี” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ สายตาคมยังคงจดจ้องใบหน้าจิ้มลิ้มที่ตอนนี้กำลังขมวดคิ้วมองเขาอย่างไม่เข้าใจ

“ห้องตะวันไม่มีจานเลยหรอ แล้วปกติตะวันกินข้าวยังไงอะ” ความสงสัยถูกโพล่งออกมาเป็นคำถาม คนอะไรในห้องไม่มีจานสักใบเลยรึยังไงแล้วอยู่ได้ยังไงกันสุดท้ายคำถามก็ไร้คำตอบเช่นเคย ฟ้าโปรดเม้มปากใช้ความคิด

“งั้นตะวันยืมจานเราก่อนก็ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้เรากลับมาเอา” ฟ้าโปรดกล่าวตามสิ่งที่ตนคิดในเมื่อตะวันไม่มีจานก็ให้ยืมพรุ่งนี้ค่อยเข้ามาเก็บ ว่าพลางยื่นจานขนมมาการองหลายสีให้ชายหนุ่มตัวสูงกว่าตรงหน้า

“เข้ามา” ทว่าความคิดที่เสนอไม่ได้ผล คนร่างหนาเอ่ยพร้อมกับเบี่ยงตัวหลบทางเดินเข้าประตู

“ให้เราเข้าไปหรอ ทำไมไม่ให้เราเก็บจานพรุ่ง…” ยังพูดไม่จบประโยคเสียงทุ้มกลับแทรกขึ้น

“พรุ่งนี้กูไม่ว่าง” เขาตอบตามเหตุผล พรุ่งนี้ทั้งวันมีเรียนคาบเช้าส่วนตอนบ่ายเขามีนัดท้าดวลแข่งรถเผลอ ๆ คงต้องนอนที่สนามแข่งซะด้วยซ้ำ

“เรามาเก็บมะรืนก็ได้” ฟ้าโปรดเสนอความคิดต่อ คุณย่าสอนมาว่าอย่าไปไหนกับคนแปลกหน้าเพราะฉะนั้นเขาจะไม่ยอมเข้าห้องตะวันถึงแม้จะเจอกันสองครั้งแล้วก็เถอะ

“เรื่องมากนักก็ทิ้งจาน” ถึงกับเบิกตากว้างกันเลยทีเดียว จานลายเจ้าไข่ขี้เกียจกว่าจะหาซื้อมาได้ต้องแย่งชิงกับคนตั้งเยอะแถมยังราคาตั้งร้อยกว่าบาทจะทิ้งกันได้ยังไง

“นิสัยไม่ดีจะทิ้งน้องไข่ขี้เกียจได้ยังไงเล่า” ฟ้าโปรดย่นจมูกใส่ทีหนึ่ง “เราเข้าห้องตะวันก็ได้” สุดท้ายก็ยอมเข้าห้องของคนตรงหน้าอย่างว่าง่ายเพราะฟ้าโปรดต้องปกป้องจานลายไข่ขี้เกียจให้ถึงที่สุด

“โห…ห้องตะวันมีแต่เฟอร์นิเจอร์สีเทากับสีดำเยอะมาก ดูแล้วหายใจไม่ทั่วท้องเลยแฮะ” ราวกับนักสำรวจห้อง ฟ้าโปรดยืนหมุนตัวมองรอบห้องชายหนุ่มไม่ว่าจะเป็น โซฟา โต๊ะอาหาร ตู้โชว์ หรือแม้กระทั่งของตกแต่งภายในห้องล้วนมีแต่สีดำสีเทาและสีขาวแซมบางจุด

“ห้องมึงคัลเลอร์ฟูลรึไง”

“เปล่าหรอก ห้องเราน่ะสไตล์มินิมอลพูดแล้วก็อยากกลับห้อง ตะวันรีบชิมหน่อยสิ” พูดถึงห้องนอนสไตล์มินิมอลของตนแล้วก็อยากกลับไปนอนบนเตียงนุ่ม ๆ สักที ฟ้าโปรดเลิกสำรวจห้องก่อนจะสาวเท้านำจานวางที่โต๊ะกลางหน้าโซฟากำมะหยี่สีดำ

“ตะวันมาชิมเร็ว ๆ สิ” มือเรียวเล็กกวักเรียกชายหนุ่มที่กำลังถอดเสื้อแขนยาวพาดกับเก้าอี้หน้าคอมพิวเตอร์หยอย ๆ ก่อนจะถือวิสาสะทรุดตัวนั่งลงบนโซฟารอ

“อืม วางไว้ก่อน” แม้จะขานรับแต่เขากลับเลื่อนและนั่งเก้าอี้หน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์แทน อคิราห์หยิบเอกสารขึ้นมาอ่านส่วนฟ้าโปรดมองตามอย่างไม่เข้าใจ ถ้าไม่ติดว่าทำมาการองพลาดแล้วทำออกมาดีตอนสองทุ่มป่านนี้เขาคงให้ผิงผิงช่วยชิมวิเคราะห์รสชาติแล้วแหละ

“ตะวันแต่เราอยากกลับห้องแล้ว” จะทิ้งจานไว้ก็กลัวโดนเอาไปทิ้ง ยิ่งคนอย่างตะวันคงพูดจริงทำจริงแน่ ๆ ล่ะ จะเปลี่ยนใจไม่ให้ชิมก็ดันทำมาแล้วถ้ากินเองก็กินไม่ไหวมีตั้งเจ็ดชิ้นอีกอย่ากลัวจะเสียมารยาทด้วย

“มีไอแพดอยู่ตรงด้านล่างโต๊ะ เล่นไปก่อนเดี๋ยวกูไปชิม” คนร่างเล็กกัดปากชั่งใจในที่สุดก็ยอมก้มหยิบไอแพดสีดำของอคริราห์ขึ้นมาเล่นคร่าเวลา

ฟ้าโปรดกดเข้าแอพพลิเคชันดูหนังยอดนิยมเขาเลือกดูหนังตลกของประเทศเกาหลีใต้อย่าง ภารกิจทอดไก่ ซุ่มจับเจ้าพ่อ เพียงแค่เริ่มเสียงหัวเราะคิกคักก็ดังขึ้น อคิราห์เลิกสนใจเอกสารเงยหน้ามองผู้ชายตัวเล็กในชุดนอนสีเหลือง ริมฝีปากของเขากระตุกยิ้มมุมปาก…มันดูไม่ลงตัวเท่าไหร่กับชุดสีเหลืองที่บริเวณโดยรอบประกอบไปด้วยสีทึบ

กริ๊ง! เสียงโทรศัพท์เครื่องหรูดังขึ้นหน้าจอปรากฎชื่อของเฮียทัพ มือหนาเอื้อมหยิบโทรศัพท์ก่อนจะตัดสายปิดเครื่องทิ้งเวลานี้เขาไม่อยากรับสายใครทั้งนั้น อคิราห์ปล่อยให้ฟ้าโปรดนั่งดูหนังต่อ อันที่จริงเขาไม่เข้าใจตัวเองเลยสักนิดเหตุใดจึงยอมให้คนที่เจอกันไม่กี่ครั้งเข้ามาในห้องหรือแม้กระทั่งบอกให้หยิบของส่วนตัวมาใช้

ท่ามกลางเสียงภาพยนตร์และเสียงหัวเราะที่ดังกลบบริเวณห้องจู่ ๆ ฟ้าโปรดกดหยุดภาพยนตร์บนจอไอแพดพร้อมเอ่ยเรื่องเล่าเมื่อภาพจำในหัวดันนึกถึงเด็กชายคนหนึ่งตอนวัยเด็ก

“ตะวันนี่นะ ชื่อเหมือนคนที่เรารู้จักสมัยเด็กเลย” เพียงเท่านั้นปลายปากกาที่กำลังเซ็นเอกสารหยุดชะงักในทันที คนร่างหนาเงยหน้ามองฟ้าโปรดเป็นรอบที่สองส่วนคนพูดเอี้ยวตัวเกาะขอบโซฟาพูดต่อ

“แต่เสียดายที่นิสัยไม่เหมือนกัน”

“ทำไม” สิ้นคำถามของชายหนุ่ม ฟ้าโปรดลอบถอนหายใจทำตาละห้อย

“ก็เด็กคนนั้นชื่อเหมือนตะวันเลยแต่เขาพูดเยอะมาก ๆ”

“หรอ”

“อื้อ ตะวันรู้มั้ยเด็กคนนั้นเขาให้ช็อกโกแลตนามะกับเราด้วยนะ แต่เราไม่ทันได้กินน้อง ๆ แย่งกินหมดเลย” คนฟังคลี่ยิ้มหัวใจเต้นระส่ำ ในที่สุดคำตอบก็เดินทางมาหาเขาเองโดยที่ไม่ต้องทำอะไรสักอย่างคำสันนิษฐานตอนในลิฟต์บัดนี้กระจ่างจนหมดสิ้น

“น้อง ๆ ?” ทว่าเขายังคงเนียนแกล้งถามต่อไป ชายหนุ่มวางปากกาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ สายตาของเขาทอประกายทอดมองใบหน้าจิ้มล้ิมส่วนอีกคนเมื่อถูกถามถึงกับยกมือปิดปากแน่นเมื่อรู้ตัวว่าตนเผลอพูดความลับออกไป

“ทำไมไม่พูดต่อ” อคิราห์เค้นถาม

“ถ้าเราบอกตะวันจะแกล้งเราเหมือนคนอื่นรึเปล่า” คนฟังขมวดคิ้วเล็กน้อย แกล้ง? ทำไมต้องแกล้ง

“ไม่ใช่นิสัยกู”

“เฮ้อ…เราบอกก็ได้ เรามาจากบ้านเด็กกำพร้า” อาการกลั้นยิ้มจากการดีใจมันบังคับยากระดับนึงก็ว่าได้ อคิราห์เม้มปากกลั้นยิ้มแน่นผงกหัวให้กับคำตอบของคนร่างเล็ก

“แล้วตะวันที่มึงว่าในตอนเด็กเป็นคนยังไง”

“ก็…คิก ๆ ตะวันน่ารักชอบโทรมาหาเราทุกคืนเลย” ชายหนุ่มถึงกับหลุดยิ้มเขารีบยกมือขึ้นมาอังปากตัวเองทำท่าทีคล้ายว่าตนหาว

“แต่เราก็แอบงอนตะวันนะ”

“งอนกูทำไม”

“หือ? อะไรนะเราไม่ค่อยได้ยิน” ชายหนุ่มถึงกลับชะงักกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เขารีบแก้ตัว

“กูถามว่าทำไม”

“ก็ตะวันโทรมาหาเราแค่ช่วงนึงแล้วก็ไม่โทรมาอีกเลย เรารอสายทุกวันเลย” ว่าแล้วทำตาละห้อย “แต่เราเข้าใจเพราะเราก็ทิ้งตะวันมาอยู่กับครอบครัวใหม่”

“อืม แล้วไงต่อ” อคิราห์รอฟังเรื่องเล่าของตนกับคนร่างเล็กในวัยเด็ก ฟ้าโปรดอมยิ้มจนแป้งที่พอกบนแก้มกลมแตกเป็นรอยหลุดออกจากแก้ม

“คิก ๆ ตะวันห้ามไปเล่าให้ใครฟังนะ…ตอนนั้นเป็นเด็กเราแอบจุ๊บหน้าผากเด็กชายคนนั้นด้วยแหละ” มือเรียวยกขึ้นมาปิดหน้าอย่างเขินอายฟ้าโปรดรีบหันหลังทรุดตัวนั่งขัดสมาธิ ดูภาพยนตร์ตามเดิมแก้เขิน

รอยยิ้มแต่งแต้มบนใบหน้าของอคิราห์ นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้ยิ้มแบบนี้มาก่อน พรหมลิขิต ในเมื่อถึงเวลาของมันมันจะมาเอง…ครับ ผมเชื่อ

เวลาคล้อยผ่านไปเกือบสองชั่วโมงครึ่งเสียงหัวเราะที่เคยดังบัดนี้เงียบเหลือเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนร่างเล็ก อคิราห์หยัดตัวลุกสืบย่างมาหยุดตรงโซฟาหรูทำเอาเขายกยิ้มอีกหน

“ฟ้าโปรด” เสียงนุ่มทุ้มเรียกชื่อคนนอนหลังพริ้มด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“อือ…คุณย่าอย่ากวนฟ้าโปรด” อาจเป็นความเคยชินตอนอยู่บ้านคุณย่า ยามเช้า ๆ หรือยามเย็นที่เขาเผลอหลับคุณย่ามักมาปลุกจนเขาติดเป็นนิสัยบอกย่าห้ามกวน

“ตื่นก่อน”

“ฟ้าโปรดขออีกห้านาทีฮะ” น้ำเสียงติดงัวเงียเปล่งออกมาจากลำคอ อคิราห์เลิกปลุกคนร่างเล็กแต่เขากลับสอดแขนอุ้มคนตัวกระจ้อยร่อยไว้ในอ้อมแขนแกร่ง สาวเท้าเดินเข้าห้องนอน

ฟ้าโปรดหลับลึกเป็นทุนเดิมเมื่อถึงเตียงจึงพลิกตัวนอนราวกับเด็กน้อยตอนคุณพ่ออุ้มมาไว้บนเตียง

‘ไม่เคยมีใครเคยเข้าห้องนอนเขาด้วยซ้ำแม้กระทั่งคนในครอบครัว มากสุดแค่อยู่ในห้องรับแขก’

“ตัวแค่นี้แถมหลับลึก โดนอุ้มขโมยคงไม่รู้ตัว” คนพูดส่ายหัวเล็กน้อย อคิราห์เดินไปหยุดหน้าตู้เสื้อผ้าเขาย่อตัวเปิดลิ้นชักช่องสุดท้ายกับผ้าขนหนูผืนเล็กหนึ่งผืน เดินเข้าห้องน้ำก่อนจะเดินออกมาด้วยผ้าชุบน้ำหมาด ๆ

“ใครบอกให้ทาแป้งตอนนอน” นั่นล่ะ…อคิราห์เดินอ้อมอีกฝั่งเช็ดแป้งบนแก้มย้วย

เป็นเวลาตีสองชายหนุ่มนอนไม่หลับสักนิดเนื่องจากทั้งแขนทั้งขาของคนร่างเล็กพาดเขาแถมยังกอดไว้แน่น…อคิราห์หารู้ไม่ว่าฟ้าโปรดน่ะติดกอดแค่ไหน

 

วันต่อมาวันนี้อากาศสดใสฟ้าโปรดที่นอนหลับเต็มอิ่มค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ หวังจะยกมือขึ้นบิดขี้เกียจกลับต้องตกใจ

“ข…ขยับไม่ได้” ทว่าเจ้าตัวปรับโฟกัสสายตามองรอบห้องยิ่งตกใจกว่าเดิม ทั้งห้องตกแต่งด้วยสีเทากับสีดำมีขาวปนเล็กน้อย สมองเริ่มประมวลผลห้องนี้ถ้าเป็นเมื่อวานมันเหมือนกับ…ห้องของตะวันไม่มีผิด

ไม่รอช้าเขารีบก้มหน้ามองเอวของตนกลับพบว่ามีแขนของอีกคนพาดอยู่ฟ้าโปรดอ้าปากค้าง รีบหันหน้าพลิกตัวก่อนจะต้องกระพริบตาถี่ ๆ เพราะตอนนี้เขากำลังลังอยู่อ้อมกอดของชายหนุ่มร่างหนา

“น…นาย” น้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยเรียกคนหลับตาพริ้ม ส่วนคนถูกเรียกส่งเสียงฮึมฮัมบ่งบอกว่าอย่าพึ่งกวน

และเมื่อเป็นแบบนั้นคนในอ้อมกอดตัดสินใจเลิกปลุกชายหนุ่ม ฟ้าโปรดเปลี่ยนมาพินิจพิจารณาใบหน้าของอีกคนแทน จมูกเป็นสัน ปากหยักหนา แถมสันกรามบึกบึนดูรวม ๆ แล้วก็…

“หล่อรึไง”

“อื้อ หล่ออะ เอ้ย! ไม่ใช่” ถึงกลับรีบเปลี่ยนคำพูด ครั้นถูกปล่อยจากอ้อมแขนแกร่งฟ้าโปรดไม่รอช้ารีบดีดตัวลุกกระโดดลงจากเตียงทันที

“ค…คือ อ…เอ่อ ไปแล้วนะ” คำถามที่ต้องการถามหลายอย่างไม่ได้โพล่งถามจากการพูดไม่ออก จึงรีบปัดเปลี่ยนประเด็นพร้อมวิ่งแจ้นออกไป ปล่อยให้คนมองกระตุกยิ้มส่ายหัวให้ตามหลัง

 

“ไอ้ตะวัน ผิดนัดไอ้ห่า พวกกูทั้งเฮียทัพเฮียเบิ้ลโทรหาเป็นร้อย ๆ สายปิดเครื่องหนีซะงั้น เวร!” จัมพ์โวยวายให้เพื่อนสนิทคนผิดนัดขณะที่ตอนนี้ข้างตัวแต่ละคนมีถุงนมสดร้อน ๆ วางอยู่

“เออ เมื่อวานกูโดนมอมแทบตาย” ครามกล่าวสมทบเขานั่งฟุบหน้ากับโต๊ะม้าหินอ่อน โต๊ะประจำของพวกเขาบริเวณลานเกียร์ใกล้ตึกวิศวะ

“ทำไมมึงเบี้ยววะ ปกติเห็นไปตลอด” ฟิล์มเอ่ยถามกับความผิดปกติของเพื่อนสนิท ร้อยวันพันปีไม่เคยเบี้ยวนัดเหตุใดเมื่อวานถึงเบี้ยวนัดได้

“ไม่ใช่เรื่องของพวกมึง” คำตอบชัดเจนพอสำหรับเพื่อน ๆ ที่รอฟังคำตอบ ทั้งสามคนผงกหัวรับแกมลอบถอนหายใจกับความเย็นชาสุดขั้วของอคิราห์

 

“ผิงผิงถ้าเราใจเต้นแรงแสดงว่าเราป่วยใช่ไหม” ฟ้าโปรดซุบซิบเอ่ยถามเพื่อนสาวของตนกับอาการสุดแปลกตอนเมื่อเช้าหลังออกจากห้องนอนของตะวัน

“เต้นแรงยังไงอะ” หญิงสาวถามย้อนขณะกำลังเคี้ยวข้าวเหนียวหมูปิ้งสุดอร่อยอยู่ในปาก

“ก็หน้าแดง ใจสั่น หน้าร้อน คล้ายกับจะเป็นไข้”

“หือ? มึงกินของผิดสำแดงมารึเปล่า พวกกาแฟอะไรแบบนี้”

“เปล่า เราไม่ได้กินกาแฟ”

“ถ้างั้นต้องถามกูเกิล” พูดจบก็หยิบมือถือของตนออกมาจากกระเป๋าผ้า กดเข้าแอพพลิเคชันกูเกิลพร้อมกับหาอาการที่เพื่อนสนิทเป็นอยู่ผ่านไปเพียงห้านาทีหญิงสาวเริ่มทำหน้าเหยเกหันหน้ามองฟ้าโปรด

“มึงเขาบอกว่าอาการที่มึงเป็นอยู่อาจเกิดจากการออกกำลังกายมากไป”

“เราไม่ได้ออกกำลังกายนะผิงผิง”

“ถ้างั้นก็คงนอนหลับไม่เพียงพอ”

“เมื่อวานเราหลับตอนสี่ทุ่มก็ไม่ดึกนะ”

“มึง…” หญิงสาวหยุดชะงักละสายตาจากมือถือหันหน้ามองฟ้าโปรดเธอกระพริบตาถี่ ๆ

“ม…มีอะไรรึเปล่าผิงผิง”

“หรือว่า…หัวใจวายเฉียบพลัน กรี๊ดดดดด!!”

“ฮือออ…ผิงผิงพาเราไปห้องพยาบาลหน่อย”

 

—TBC—

 

 

 

 

ความคิดเห็น