facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : MW 08 : Do you feel me?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.8k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 05 เม.ย. 2564 01:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
MW 08 : Do you feel me?
แบบอักษร

 

 

Do you feel me?

 

 

ไอน้ำเบาบางเจือกลิ่นบาธบอมหอมหวาน ลอยคลุ้งเหนืออ่างอาบน้ำขนาดพอเหมาะสำหรับสองคน นิ้วทั้งสิบของคนตัวโตนวดลงบนกลุ่มผมสีบลอนด์ทองก่อนจะขยี้เบาๆ จนเกิดฟองขาวเนียนนุ่มปกคลุมไปทั่วเส้นผมสลวยดุจแพรไหมด้วยความอ่อนโยน

 

"สบายไหม"

 

"อื้อออ สบายมากเลย"

 

ผมนั่งตัวตรงพลางหลับตาพริ้มลงปล่อยให้คุณมาเฟียที่นั่งซ้อนหลังนวดคลึงศีรษะของผมอยู่อย่างนั้น เพราะตอนนี้ผมไม่มีแม้แต่แรงจะขยับเขยื้อน แค่อ้าปากพูดได้ก็นับว่าดีเท่าไหร่แล้ว

 

"เอาอีกไหม"

 

 เสียงกระซิบแผ่วเบาเอ่ยถามข้างหู มือสากไล้ลงมาตามข้างลำตัว ฟันคมงับเนื้ออ่อนบนไหล่แคบก่อนขบเม้มผิวขาวสว่างจนมันห้อเลือด

 

"อาาา...มะ ไม่เอาแล้ว"

 

"พี่ขอโทษที่ทำเธอช้ำไปทั้งตัว แต่ถ้าได้ทำรักกับเธออีก สงสัยพี่คงต้องขอโทษเธอต่อไปเรื่อยๆ"

 

เมื่อคืนคุณมาร์โคเอาแต่ใจตัวเองจนเนื้อตัวผมช้ำไปหมด ถ้าหากว่าส่องกระจกดูคงเห็นรอยแดงประดับไปทั่วทุกซอกทุกมุมของร่างกาย

 

หลังจากเสร็จรอบแรกเขาปล่อยให้ผมนอนพักได้ไม่ถึงสิบนาที หมาป่าเจ้าเล่ห์ก็ออดอ้อนทำตาแป๋วขอต่ออีกรอบ แต่อารมณ์พลุ่งพล่านของเขากลับไม่หยุดอยู่แค่นั้น

 

"ถ้าไม่ติดว่าวันนี้พี่ต้องไปประชุมภาคี พี่คงไม่หยุดอยู่แค่สามรอบหรอกนะ"

 

แค่สามรอบก็เล่นเอาเกือบสว่าง รักของเขาร้อนแรงดั่งเปลวเพลิงที่แผดเผาร่างกายของผมให้หลอมละลายด้วยไฟราคะ ความดิบเถื่อนและความดุดันของกายแกร่งยังคงวนเวียนติดตราตรึงในห้วงความคิด

 

หรือผมเสพติดร่างกายของเขาเข้าให้แล้ว

 

"คุณไม่อ่อนโยน"

 

"แล้วเธอชอบไหม"

 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผมชอบทุกสัมผัส ทุกท่วงท่า ทุกการกระทำ ชอบบทเพลงรักอันแสนเร่าร้อนที่เขามอบให้ทุกวินาที ชอบทุกอย่างบนเรือนร่างแข็งแกร่งของผู้ชายคนนี้ และชอบที่ได้เป็นคนของคุณมาร์โค

 

ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่คู่นอนชั่วคราวก็ตาม

 

"คุณเคยทำแบบนี้กับคนอื่นหรือเปล่า"

 

ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงถามเขาออกไปแบบนั้น แต่ผมคิดว่าผมน่าจะเดาคำตอบออก คิงอัลฟ่าอย่างคุณมาร์โคมีโอกาสได้พบเจอใครต่อใครมากมาย และเขาคงไม่มีทางปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดลอยไป

 

"เธออยากได้คำตอบแบบไหน"

 

"ไม่ต้องตอบแล้วครับ รีบอาบน้ำเถอะ คุณจะได้ไปประชุม"

 

ผมจะลุกออกจากอ่างแต่กลับถูกวงแขนแกร่งโอบกอดรอบเอวรั้งตัวของผมเอาไว้ สัมผัสบางเบาจากปลายนิ้วยาวลากวาดบนแผ่นหลังเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษนับสิบตัว ทว่ามันกลับไม่ได้เป็นคำหรือเป็นประโยค

 

"อ๊ะ ฮื่อ! คุณเขียนว่าอะไร"

 

ฝ่ามือหนาเลื่อนลงลูบสะโพกกลมมนไล่เรื่อยมาจนกอบกุมแกนกลางลำตัวของผม ริมฝีปากอุ่นงับใบหูเล็กพลางใช้ลิ้นร้อนหยอกล้อมันอย่างสนุกสนาน

 

"รหัสลับครับ"

 

 

ท่าอากาศยานนานาชาติฟีอูมีชีโนในช่วงเย็นวันศุกร์ คลาคล่ำไปด้วยเหล่านักเดินทางหลากหลายสัญชาติที่แวะเวียนเข้ามาใช้บริการกันอย่างไม่ขาดสาย ร่างสูงสง่าของหัวหน้าแก๊งมาร์เชลโลเดินโอบเอวผมไปตามทางเดินพิเศษเพื่อไปยังห้องรับรองบุคคลสำคัญของสนามบิน

 

หลังลงจากรถอเนกประสงค์ประจำตำแหน่ง ผมก็ถูกคุณมาร์โคเดินโอบเอวมาตลอดทาง ยิ่งมีสายตาจากคนรอบข้างมองผมมากเท่าไหร่ วงแขนแกร่งก็ยิ่งกระชับรั้งตัวผมเข้าไปแนบชิดร่างกำยำของเขามากขึ้นเท่านั้น

 

"แน่นเกินไปแล้วครับ"

 

"พี่หวง ไม่อยากให้ใครมองเธอ"

 

อาจเป็นเพราะว่าผมสวมเสื้อไหมพรมคอเต่าแขนยาวกับกางเกงยีนขายาวทั้งๆ ที่อากาศร้อนอบอ้าวจนเหงื่อไหลไคลย้อย เลยทำให้คนรอบข้างหันมองผมเป็นตาเดียว

 

ความจริงผมก็ไม่ได้อยากใส่มันสักเท่าไหร่หรอก แต่ผมจำเป็นต้องใส่เพื่อปกปิดรอยประทับที่คุณมาร์โคฝากเอาไว้จนทั่วร่างกาย แม้ว่าจะผ่านมาหลายวันแล้ว แต่รอยจ้ำแดงก็ไม่จางหายไปสักที หนำซ้ำเวลาที่อยู่ด้วยกัน เมื่อไหร่มีจังหวะฉวยโอกาส เขาก็ไม่เคยปล่อยโอกาสรังแกผมให้หลุดมือไปแม้แต่ครั้งเดียว

 

กว่าเขาจะเบื่อ ผมคงช้ำตายพอดี

 

อยู่ๆ ชายฉกรรจ์จำนวนหกคนในชุดสูทสีดำสนิทก็เดินเข้ามาขนาบข้างผมกับคุณมาเฟีย ยังไม่นับรวมอีกหลายสิบชีวิตที่คอยสังเกตการณ์อยู่รอบบริเวณอาคารสนามบิน ท่าทางน่าเกรงขามและร่างบึกบึนน่ากลัวของพวกเขา เรียกสายตาหลายคู่ให้มองมาทางพวกเราเป็นตาเดียว ทำเอาผมที่ไม่คุ้นเคยกับสถานการณ์แบบนี้ถึงกับทำตัวไม่ถูก

 

"เวลาคุณจะไปไหนมาไหนจำเป็นต้องมีบอดี้การ์ดเยอะแยะขนาดนี้ด้วยเหรอ"

 

"ค่าหัวพี่สูงจะตายไป"

 

คนตัวสูงเอ่ยเสียงเรียบพลางยกยิ้มมุมปากอย่างเอ็นดูกับท่าทางตื่นตกใจ ผมไม่เคยไปไหนมาไหนกับคุณมาร์โคเลยไม่รู้ว่าการที่เขาจะไปในที่ที่หนึ่งต้องมีคนคอยคุ้มกันมากมายขนาดนี้

 

"มีคนจะฆ่าคุณเหรอ"

 

"อยากรู้ไหม"

 

ผมพยักหน้ารัว ตั้งแต่ได้เจอกับคุณมาร์โคชีวิตของผมก็มีเรื่องให้ตื่นเต้นได้ทุกวี่ทุกวัน ถ้าเกิดวันนี้มีการยิงกันกลางสนามบินขึ้นมาผมจะรอดไหม ถ้าจะให้วิ่งหนีก็คงจะไม่ทันเพราะขาผมสั้น ยืนเป็นเป้านิ่งให้ถูกยิงเลยยังดีกว่า

 

"เธอยอมให้พี่ผูกพันธะสิ แล้วพี่จะบอก"

 

"มากไปแล้วครับ"

 

"อยู่กับพี่เธอไม่มีอะไรต้องกลัว เธอจะปลอดภัย แต่ถ้าไม่มีพี่อยู่ก็ตัวใครตัวมันแล้วกันนะที่รัก"

 

เขาแค่พูดหยอกหรือว่าพูดความจริง แต่ไม่ว่าจะยังไง หน้าของผมได้ซีดเผือดลงเป็นที่เรียบร้อย

 

กลัวตายเหมือนกันนะเว้ย 

 

เท้ายาวก้าวเข้ามาในห้องพักรับรองที่อยู่สุดทางเดินเพื่อรอขึ้นเครื่องบินเจ็ทรุ่นใหม่ล่าสุดที่เขาเพิ่งสั่งซื้อมา มันสามารถบินข้ามทวีปได้กว่าแปดพันไมล์ทะเล และเขายังเป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงทุนของบริษัทผลิตเครื่องบินระดับโลก

 

เท่าที่ผมรู้ นอกจากเป็นมาเฟียดูแลคุ้มครองเกาะในท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแล้ว คุณมาร์โคยังเป็นประธานบริษัทมาร์เชลโล บริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านโลจิสติกส์ และตอนนี้มีอีกหนึ่งธุรกิจที่เขาสนใจลงทุนนั่นก็คือพลังงานน้ำมัน หลังผิดหวังจากการสัมปทานบ่อน้ำมันในประเทศแถบตะวันออกกลาง วันนี้เขาเลยตัดสินใจบินไปเจรจาขอเทคโอเวอร์บริษัทน้ำมันอันดับหนึ่งของรัสเซีย

 

ผมหันมองไปรอบห้องพักรับรอง โซฟากำมะหยี่สีน้ำตาลอมเทาพร้อมหมอนอิงเข้าชุด จับคู่เข้ากันกับโต๊ะกลางที่ทำจากกระจกสีชา ผนังห้องบุด้วยหนังไหมสีทองมันเงาตัดกับคริสตัลทรงกลมฝังเรียงเป็นตัวอักษรเอ็มใหญ่สวยสะดุดตา

 

คงย่อมาจากชื่อบริษัทของเขาสินะ

 

"พรุ่งนี้พี่จะให้คนเพิ่มตัวอักษรอาร์เข้าไป เพราะพี่อยากมีเธออยู่เคียงข้าง" เขาเดินไปนั่งลงบนโซฟาพลางวางแขนบนพนักพิง 

 

"พี่จะให้อันเดรอยู่ดูแลเธอที่นี่"

 

"ไม่ต้องครับ ผมอยู่เองได้สบายมาก"

 

ผมมองไปยังลูกน้องคนสนิทของคุณมาร์โคที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นพลางส่งสายตาบอกเป็นนัยว่าอย่าลืมสิ่งที่ผมเคยบอกเอาไว้ แต่ดูเหมือนว่านายฝรั่งร่างยักษ์คนนั้นจะไม่ได้สนใจสายตาของผมเอาเสียเลย

 

"ไม่ได้เป็นประโยคบอกเล่า แต่เป็นประโยคคำสั่ง"

 

อันเดรก้มหน้าลงเล็กน้อย ผมล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าคุณมาร์โคจ่ายเงินเดือนให้พวกเขามากมายขนาดไหน ทำไมถึงได้ทำงานแบบถวายหัวเช่นนี้ 

 

"คุณก็ชอบเอาแต่ใจตัวเองตลอดนั่นแหละ"

 

ผมกลอกตาไปมาอย่างทำอะไรไม่ได้ เคยขัดใจคุณมาร์โคได้ที่ไหน พอเถียงทีไรก็ถูกสายตาดุมองกลับมาทุกที ถ้าเรียนจบเมื่อไหร่จะรีบหนีกลับบ้านเลยคอยดู จะได้เลิกเป็นคนใต้อาณัติของเขาสักที

 

"พี่อยากให้เธอไปรัสเซียกับพี่ด้วย"

 

"ผมคงไปกับคุณไม่ได้ พรุ่งนี้ผมต้องไปเก็บข้อมูลที่ต่างจังหวัด"

 

ก่อนเลิกเรียน อาจารย์ประจำรายวิชาประวัติศาสตร์โบราณบอกกับนักศึกษาในคลาสว่า แต่ละกลุ่มจะต้องออกเก็บข้อมูลมานำเสนอในการประชุมสมาพันธ์นักประวัติศาสตร์ที่จะจัดในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า

 

"ไปที่ไหน ไปกับใคร แล้วจะกลับเมื่อไหร่" เขาหันขวับมาถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

"ไปฟลอเรนซ์กับอาจารย์แล้วก็เพื่อนทั้งคลาส เสร็จเมื่อไหร่ก็คงกลับครับ อ้อ! อีกอย่างอันเดรตามผมไปไม่ได้นะครับ เพราะมันจะเป็นการรบกวนคนอื่น" ผมเดินไปนั่งลงข้างคุณมาร์โคพร้อมกับทำหน้าจริงจัง

 

จริงๆ แล้ว ผมไปกับเพื่อนอีกสามคน เพราะอาจารย์ให้แต่ละกลุ่มแยกกันไปเก็บข้อมูลของแต่ละจังหวัด แล้วถึงนำมารวบรวมเข้าด้วยกันในคลาสสัปดาห์หน้า แต่ที่ผมต้องโกหกว่าจะไปกับอาจารย์และเพื่อนทั้งคลาสเพราะว่าผมไม่อยากให้อันเดรคอยติดตามเป็นเงา มันอึดอัด ไม่เป็นส่วนตัว และไม่เป็นอิสระ

 

"สามวัน"

 

"จะบ้าเหรอคุณ ผมไปทำงานนะไม่ได้ไปเที่ยว"

 

"พี่จะไปหาเธอที่นั่นภายในสามวัน"

 

"..."

 

"แค่คิดว่าจะไม่ได้เจอหน้าเธอสามวัน พี่ก็ใจจะขาดแล้วครับ"

 

คุณมาร์โคทำหน้าหงอยลงจนลูกน้องที่ยืนหน้านิ่งเรียบต่างพากันหลุดขำกับท่าทางที่เจ้านายมาดเข้มแสดงออกมา ดวงตาคมกริบส่งสัญญาณอันตรายจนพวกเขาต้องรีบกลับมายืนนิ่งราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

"เธอจะไม่อวยพรให้พี่หน่อยเหรอ"

 

"ขอให้การเจรจาผ่านไปได้ด้วยดีนะครับ"

 

มือหนาเอื้อมรั้งคอผมเข้าไปประกบจูบหนักหน่วง ริมฝีปากหยักเม้มกลีบปากบางสลับดูดดึงอย่างเอาแต่ใจ

 

"อื้อออ คุณ! อายลูกน้องบ้างสิ"

 

"ก่อนไปพี่ขอมัดจำไว้ก่อนได้ไหม"

 

คุณมาร์โคส่งสายตามองลูกน้องที่ยืนอยู่รอบห้องพักเชิงให้ออกไปรอข้างนอก ก่อนเขาจะดึงผมไปนั่งลงบนตักอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวจนต้องรีบยกมือจับไหล่หนาที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อไว้แน่น

 

"พี่ไม่ไปแล้วได้ไหม"

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเผยแววตาเศร้า ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาราวรูปปั้นเดวิดกลับหน้างอคอหักเป็นปลาทูแม่กลอง ต่อหน้าลูกน้องคุณมาร์โคคือเจ้านายผู้เคร่งขรึม หากแต่ตอนอยู่กับผมเขากลับกลายเป็นหมาป่าขี้อ้อนไปเสียอย่างนั้น

 

"แค่สามวันเอง"

 

"ตอนนี้แค่หนึ่งวินาทีก็ใจจะขาดแล้ว"

 

"เว่อร์มากกกกก”

 

มือหนายกประคองหน้าของผม ก่อนริมฝีปากหยักได้รูปจะกดประทับจูบลงบนเรียวปากสีสวยแนบแน่นพร้อมสอดแทรกลิ้นอุ่นเข้ามาในโพรงปากเล็กอย่างช้าๆ เรียวลิ้นหนาเกี่ยวกระหวัดหยอกล้อลิ้นเรียวพลางกวาดชิมน้ำหวานแสนอร่อยไปทั่วโพรงปากนุ่มอย่างโหยหา ผมยกมือจับปกเสื้อสูทรั้งเขาเข้ามาประชิดตัว 

 

หลงใหลในรสจูบของเขาจนยากจะปฏิเสธ

 

"พะ... พอแล้ว"

 

"เลื่อนไปบินพรุ่งนี้ทันไหม"

 

ปลายจมูกโด่งซุกซนคลอเคลียแก้มเนียนอย่างออดอ้อน กลิ่นน้ำหอมละมุนนุ่มลึกของเขามันช่างเย้ายวนอารมณ์ผมให้พลุ่งพล่านเหลือเกิน

 

"เธอหน้าแดง เธออยากเหรอ"

 

"เปล่าสักหน่อย"

 

ถึงจะอยากแต่ก็ต้องส่ายหน้าปฏิเสธ ริมฝีปากหนากดจูบลงบนหน้าผากของผมหนักหน่วงอีกครั้ง ผมส่งยิ้มหวานเมื่อเห็นสีหน้าไม่สบอารมณ์ของคุณมาร์โคพลางเลื่อนมือจัดเนกไทเส้นโปรดของเขาให้เข้าที่เข้าทาง

 

"เธอทำตัวน่ารักอีกแล้ว"

 

คุณมาร์โคกระชับกอดพลางฟัดจมูกบนแก้มป่องอย่างทำอะไรไม่ได้ ถ้าเขาพูดคำนี้ออกมาเมื่อไหร่นั่นแสดงว่าเขากำลังคิดอกุศลกับร่างกายของผมอยู่แน่นอน

 

"เหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงเครื่องจะออกใช่ไหมนะ..." ผมกระซิบข้างหูคนเจ้าเล่ห์เบาๆ "นั่งรอไปนะครับ ผมมีนัดบรีฟงานกับเพื่อน"

 

ผมยกยิ้มมุมปากก่อนลุกออกจากตักมายืนมองคนนั่งทำตาละห้อย นอกจากเรื่องงานในหัวของเขาคงมีแต่เรื่องอย่างว่าสินะ

 

สมน้ำหน้า!

 

"แบบนี้ก็ได้เหรอเมีย"

 

"ผมต้องไปแล้วนะ"

 

"พี่จะโทรหาเธอทุกชั่วโมง ถ้าเธอไม่รับมีเรื่องแน่ เธอรู้ใช่ไหมว่าจะโดนอะไร"

 

"รู้แล้วน่า เดินทางปลอดภัยนะครับ...ที่รัก”

 

ผมแกล้งพูดเน้นย้ำคำสุดท้าย พลางก้มลงหอมแก้มเขาไปหนึ่งฟอดใหญ่ ก่อนโบกมือบ๊ายบายพร้อมกับส่งยิ้มหวานให้คนที่กำลังนั่งยกมือลูบแก้มตัวเองป้อยๆ 

 

"คุณวินอยากไปไหนไหมครับ หรือจะกลับห้องเลย"

 

อันเดรถามเมื่อเห็นผมเดินออกมาจากห้องรับรอง เหลือเวลาอีกเกือบชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาที่เพื่อนนัดบรีฟงาน ผมอยากได้ต้นกุหลาบไปปลูกระเบียงหลังห้องงั้นไปตลาดขายต้นไม้รอแล้วกัน

 

"อืม...ไปตลาดขายต้นไม้"

 

 

รถอเนกประสงค์สีดำเงางามชะลอตัวช้าลงเมื่อถึงด้านหน้าทางเข้าตลาดต้นไม้ดอกไม้ย่านชานเมือง ผมรีบเปิดประตูลงจากรถทันทีที่รถจอดนิ่งสนิท โดยไม่อยู่รอฟังเสียงเรียกของอันเดร

 

ขอเป็นอิสระสักชั่วโมงก็ยังดี

 

กลิ่นดอกกุหลาบลอยโชยตามลมมาแตะปลายจมูกเรียกผมให้เดินตามมันไป จนเดินมาหยุดอยู่ด้านหน้าร้านขายดอกกุหลาบร้านเล็กๆ ที่อยู่เกือบท้ายซอย ผมยืนเงยหน้ามองกำแพงอิฐแดงหน้าร้านที่ปกคลุมไปด้วยดอกกุหลาบพันธุ์เลื้อยจนเต็มพื้นที่ สวยเหมือนดั่งภาพจากเทพนิยายที่ผมวาดฝันไม่มีผิด

 

"สวยดีนะ"

 

เสียงทุ้มอันคุ้นเคยทำให้ผมหันไปมอง ร่างสง่างามของคุณฟาเบียนกำลังเดินตรงเข้ามาหาผม 

 

เขามาทำอะไรที่นี่?

 

"คุณ..."

 

คนตัวสูงย่อตัวลงก้มผูกเชือกรองเท้าผ้าใบของผมที่หลุดออกจากกันให้เข้าที่ ก่อนลุกยืนเงยหน้ามองกำแพงกุหลาบเช่นเดียวกันกับผม

 

"รู้ไหม ดอกกุหลาบถึงแม้มันจะสวยงาม แต่มันก็ซ่อนหนามแหลมคมเอาไว้ป้องกันตัวเอง บางคนยอมเจ็บปวดเพื่อแลกกับการได้เชยชมความงดงาม และผมคงเป็นหนึ่งในนั้น"

 

รอยยิ้มอ่อนโยนผุดพรายบนหน้าหล่อเหลา เปลือกตาหนาปิดลงราวกับนึกอะไรบางอย่าง

 

"แต่สิ่งที่ยากกว่าการได้เชยชมคงเป็นการเฝ้าทะนุถนอมกุหลาบดอกนั้นให้สวยงามตลอดไป"

 

เขาหันมามองหน้าผมแล้วพูดประโยคแปลกๆ พวกนี้ออกมา ผมไม่รู้ว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร

 

"ผมไม่เข้าใจสิ่งที่คุณพูด"

 

คุณฟาเบียนยกมือวางบนศีรษะของผมแล้วยีมันเบาๆ ทำไมผมถึงรู้สึกคุ้นเคยกับการกระทำของเขามากขนาดนี้นะ

 

"สักวันวินจะเข้าใจ"

 

 

 

 

 

 

 

 

---------------------------------------

 

ฝากเล่นแท็กในทวิตเตอร์ #มนัสวินทร์

 

ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

 

 

To be continued...

 

คุณฟาเบียนพูดอะไรนะ?

 

แด๊ดคะรีบบินกลับมาด่วนค่ะ!

 

 

ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะคะ

 

ฝากกดติดตาม กดหัวใจ และคอมเมนท์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ ❤🙏

 

 

 

ถ้าคุณรีดคนไหนเล่นทวิตเตอร์เข้าไปพูดคุยกันกับไรท์ได้ตลอดนะคะ

 

ไรท์จะลงเวิร์ดต่างๆ นอกเหนือจากตอนที่อัพ ในทวิตเตอร์นะคะ

 

ตามลิ้งก์นี้ไปได้เลยค่ะ > https://twitter.com/Rosesarin_novel

 

หรือทาง Facebook

 

https://m.facebook.com/Rosesarin.novel/

 

 

 

ความคิดเห็น