ฝากนิยายเรื่องนี้ด้วยค่ะ ขอบคุณทุกกำลังใจและคอมเม้นทุกคอมเม้นด้วยนะคะ💞: )

บทที่ 2 พบพักตร์

ชื่อตอน : บทที่ 2 พบพักตร์

คำค้น : สัตตบงกชแห่งนาคา / รัตนะมณี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 391

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 03 เม.ย. 2564 21:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 พบพักตร์
แบบอักษร

เนิ่นนานผ่าน กาลเวลา มาหลายร้อย 

เจ้าแน่งน้อย ค่อยเติบใหญ่ ในสวรรค์ 

ทั้งรูปลักษณ์ พรักพร้อม หอมกลิ่นจันทร์ 

เอกอนันต์ นั้นสุดหวง ดั่งดวงใจ 

หากใครใกล้ ให้ขุ่นเคือง เลื่องลือสะพัด 

คอยขจัด ปัดสิ้น ใครผินใกล้ 

ทั้งมเหสี ทั้งเทวี องค์อนันตรัย 

ระอาใจ ในความหวง ห่วงสุดทน.. 

 

สามร้อยปีผ่านไป.. รวินท์รดาเติบใหญ่เป็นนาคีสาวรุ่นภายใต้การดูแลที่เสมือนไข่ในหินขององค์เอกอนันต์ผู้เป็นบิดา ความห่วงหวงราชธิดานั้นรับรู้กันเป็นอย่างดีในแวดวงของฉัพพะยาปุตตะ เพราะไม่มีผู้ใดเคยได้เห็นโฉมของราชธิดานาคีผู้นี้ เนื่องจากองค์เอกอนันต์มิยอมให้นางออกนอกอาณาบริเวณที่สร้างเอาไว้ให้ และมีเพียงนางกำนัลพี่เลี้ยงเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้รับใช้ใกล้ชิด 

จนกระทั่ง..องค์อินทราธิราชได้ทรงเรียกองค์เอกอนันต์และราชธิดาให้เข้าพบ..  

ภายในตำหนักที่งดงามวิจิตร เหล่านางกำนัลต่างพากันล้อมหน้าล้อมหลังราชธิดานาคีที่กำลังเป็นสาวสะพรั่ง ร่างบอบบางยืนนิ่งให้เหล่าพี่เลี้ยงจัดแต่งองค์ราวหุ่นปั้น หากแต่สีหน้านั้นดูหวั่นประหม่าอย่างบอกไม่ถูก 

"พี่จิตตรี พี่แก้วฟ้า น้อง..น้องจะต้องทำตัวเยี่ยงไรบ้าง ถึงจะไม่ทำให้พระบิดาและพระมารดาต้องเสียหน้า" ในที่สุดเสียงเล็กหวานก็อดที่จะเอ่ยถามมิได้ 

"พระธิดา..อย่าทรงกังวลใจไปเลยเจ้าค่ะ พระธิดารวินท์รดาก็ทำตัวให้เป็นปกติอย่างที่เคยเป็นนั่นล่ะเจ้าค่ะ" แก้วฟ้าผู้เป็นพี่เลี้ยงเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม 

"ใช่เจ้าค่ะ แค่อย่าทรงเอ่ยกับผู้ใดที่เป็นบุรุษก็พอ เพราะองค์เหนือหัวคงจะมิยินดีเป็นแน่" 

จิตตรีกล่าวเสริมคำของแก้วฟ้าอีกที ก่อนที่จะเสียบปิ่นปักผมสีทองสว่างรูปนาคราชไปที่มวยผมสูง ซึ่งรวบไว้เพียงครึ่งศีรษะเท่านั้น 

"แล้วเหตุใด องค์เทพราชาจะต้องให้น้องเข้าพบด้วยล่ะพี่จิตตรี พี่แก้วฟ้า" นางเอ่ยถามด้วยความสงสัย 

"เรื่องนี้พี่แก้วฟ้ากับพี่จิตตรีก็ตอบพระธิดามิได้เจ้าค่ะ บัญชาจากเบื้องสูงอย่างไรก็ต้องไปเข้าเฝ้า" แก้วฟ้าตอบผู้เป็นพระธิดาอย่างจนปัญญา 

"น้องรู้สึกกลัว ตั้งแต่เล็กน้องก็อยู่แต่ที่นี่ไม่เคยได้ออกไปที่ใด ครั้งนี้กลับต้องไปเข้าเฝ้าผู้เป็นใหญ่ในสถานที่ที่ไม่เคยไป ใจของน้องหวาดหวั่นเหลือเกิน" 

คำกล่าวที่ไร้เดียงสาพร้อมทั้งสีหน้าตื่นตระหนกทำเอาเหล่าพี่เลี้ยงนึกสงสารยิ่งนัก 

"รวินท์รดา..เจ้าไปกับพ่อมิต้องกลัวอันใดทั้งสิ้น อยู่ติดพ่อเอาไว้ก็พอ" 

เสียงของผู้เป็นบิดาดังขึ้นเป็นการปลอบใจ เมื่อเข้ามาได้ยินถ้อยคำของธิดารัก 

"พระบิดา..พระมารดา" 

นางหันมาเห็นก็รีบย่อกายลงก้มกราบแทบเท้าบิดามารดา องค์เอกอนันต์จึงประคองร่างนางขึ้นมายืนเช่นเดิม 

"พร้อมแล้วใช่หรือไม่ลูกรัก?"  

พระนางอัมราเทวีเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มเอ็นดู 

"เจ้าค่ะ.. พระมารดา"  

ร่างบางขยับเข้าไปจับมือผู้เป็นมารดาแล้วพยักหน้าตอบรับ 

"เยี่ยงนั้นรีบไปเถิด หากไปช้าจะถูกติฉินเอาได้"  

องค์เอกอนันต์บอกราชธิดา แล้วจึงออกนำไปยังเรือสุพรรณหงส์ซึ่งพาหนะวิเศษประจำองค์.. 

 

ณ.เบื้องหน้าองค์อินทราธิราชเจ้า มีเหล่าทวยเทพที่ถูกเรียกพบอยู่พอสมควร ส่วนใหญ่จะเป็นทหารฟ้าจอมทัพแห่งสวรรค์ทั้งสิ้น 

"องค์เอกอนันต์นาคาธิราชและมเหสีมาถึงแล้วพระเจ้าข้า!" 

เทพผู้รับใช้ใกล้ชิดเข้ามารายงานต่อเทพราชาผู้เป็นใหญ่ เหล่าทหารฟ้าที่รายงานกิจเป็นที่เรียบร้อยจึงได้ถอยกายออกไปนั่งหมอบอยู่ด้านข้างเพื่อเปิดทางให้ผู้มาใหม่ 

องค์เอกอนันต์เดินนำเข้ามา โดยมีมเหสีและราชธิดารักตามหลังมาติดๆ รวินท์รดาจับมือผู้เป็นมารดาเอาไว้แน่นด้วยความตื่นกลัว นางมิกล้าจะเงยหน้ามองอันใดทั้งสิ้น เอาแต่มองมือตนที่จับกับพระมารดาเอาไว้เท่านั้น 

"รวินท์รดา หมอบกราบต่อองค์อินทราธิราชเจ้า" พระนางอัมราเทวีกระซิบบอกราชบุตรีของตน 

"ถวายบังคมพระเจ้าข้า!" 

องค์เอกอนันต์ถวายความเคารพเบื้องพระพักตร์พร้อมกับมเหสีและราชธิดาที่อยู่ข้างกาย 

"องค์เอกอนันต์นาคาธิราช นั่นใช่ราชธิดาที่ท่านได้อธิษฐานขอในครั้งนั้นใช่หรือไม่?" 

องค์อินทรากวาดตามองไปยังนาคีสาวรุ่นที่ก้มหน้านิ่ง กษัตริย์แห่งฉัพพะยาปุตตะจึงได้กราบทูลออกไป 

"ใช่แล้วพระเจ้าข้า นางคือราชบุตรีที่มาจากคำอธิษฐานในครั้งนั้น บัดนี้เติบใหญ่เป็นสาวรุ่นนามว่า รวินท์รดา พระเจ้าข้า" 

"รวินท์รดารึ..นางผู้มาจากสัตตบงกชสินะ" 

เทพราชาคลี่ยิ้มพึงพอใจ แล้วปรายตาไปยังเบื้องข้างที่มีใครผู้หนึ่งนั่งหมอบอยู่ด้วยท่าทีนิ่งขรึม 

"เงยหน้าขึ้นสิ เจ้านางรวินท์รดาเทวี" 

คำสั่งของผู้เป็นใหญ่สร้างความหวั่นประหม่าให้แก่นาคีสาวจนต้องหันไปมองผู้เป็นบิดามารดา เมื่อองค์เอกอนันต์พยักหน้าให้นางทำตามบัญชา นางจึงค่อยๆเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ 

..เพียงผินพักตร์ ประจักษ์ตา หน้าแฉล้ม 

ราวจันทร์แจ่ม แก้มระเรื่อ เหนือนางไหน 

เพียงสบรัก ปักศรมา เข้ากลางใจ 

นาคาใด อย่าได้ใกล้ ได้เห็นดี.. 

ในขณะจิตที่นาคีสาวเงยหน้าขึ้นตามบัญชาขององค์อินทรา นางเผลอตัวผินหน้าไปทางด้านข้างเล็กน้อยเพราะรู้สึกถึงสายตาที่กำลังจับจ้องอยู่ จึงทำให้ผู้ที่อยู่ในที่นั้นได้ยลโฉมของนางทั้งหมด รวมทั้งใครคนหนึ่งที่เฝ้ารอนางมาถึงสามร้อยปี 

ช่างงดงามยิ่งนัก! 

เหล่าเทพบุตรที่ได้เห็นต่างพากันตกตะลึงเอ่ยชื่นชมกันอื้ออึงไปทั่ว ทำเอารวินท์รดาตื่นตกใจจนต้องรีบก้มหน้าลงทันที 

"งดงามนัก สมแล้วที่ท่านเอกอนันต์รอคอยมาเนิ่นนาน และผู้ที่รอคอยนางแก้วก็คงจะปลาบปลื้มในตัวนางไม่น้อย" 

ผู้เป็นเทพราชาตรัสกลั้วยิ้มเหลือบมองไปยังด้านข้างคล้ายพอพระทัยในบางอย่าง 

"เอ่อ..มิทราบว่าพระองค์ให้พานางมาเข้าเฝ้าด้วยเหตุใดหรือพระเจ้าข้า" 

กษัตริย์นาคาแห่งฉัพพะยาปุตตะรีบเอ่ยถามเมื่อเห็นท่าทีของเหล่าบุรุษที่พากันจ้องมองธิดาตน 

"ข้าก็อยากจะเห็นว่าคำอธิษฐานของท่านสัมฤทธิ์ผลเช่นไรบ้าง และมีอีกอย่างที่ท่านควรจะได้รับรู้เอาไว้ด้วยนะท่านเอกอนันต์" องค์อินทราตรัสขึ้นแล้วมองไปที่กษัตริย์นาคา 

"อันใดหรือพระเจ้าข้า?" องค์เอกอนันต์เอ่ยถามด้วยความสงสัย 

"รวินท์รดาเป็นนางแก้ว นางมีคู่บารมี ดังนั้น..ท่านเอกอนันต์จงอย่าได้คิดขัดขวางการมีคู่ของนางอย่างเด็ดขาด" 

คำกล่าวนี้ทำเอากษัตริย์นาคาแห่งฉัพพะยาปุตตะถึงกับตัวชาวาบ ครั้งนี้ถูกเรียกมาพบคล้ายว่าเป็นการเรียกมาตักเตือนในความห่วงหวงราชธิดาอยู่กลายๆ ข่าวลือเรื่องนี้คงจะมาถึงหูเทพราชาเป็นแน่ 

แต่เรื่องอันใดจะยอมยกให้ไปง่ายๆเล่า! 

"ข้าพระองค์เข้าใจดีพระเจ้าข้า เพียงแต่ว่าตอนนี้รวินท์รดานางยังอ่อนวัยนักคงจะยังเร็วเกินไปที่จะมีคู่ ขอให้นางเติบใหญ่กว่านี้อีกสักนิดเถิด ถึงเวลานั้นข้าพระบาทจะไม่ทรงค้านหากนางได้พบคู่บารมีที่แท้จริง" 

นาคีสาวที่ตื่นตระหนกเมื่อได้ยินคำกล่าวขององค์อินทราจนรีบส่ายหน้าบอกพระมารดาเรื่องการมีคู่ แต่พอได้ยินคำของผู้เป็นบิดาก็ให้คลายใจลงไปมาก หากในใจก็ยังมีความหวั่นกลัวที่จะต้องพรากจากบิดามารดาของตนอยู่ดี 

"ได้ยินท่านเอ่ยเช่นนี้ข้าก็เบาใจ และหากถึงวันนั้น..ข้าจะเป็นผู้ให้พรแก่พวกเขาทั้งสองเอง" 

"เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งนักพระเจ้าข้า" 

องค์เอกอนันต์น้อมกราบในพระเมตตาที่เทพราชาตรัสบอก หากแต่ในใจกลับมิได้ยินดีเลยสักนิดที่จะต้องเสียบุตรีให้ผู้อื่นไปเพราะเป็นคู่บารมี 

ทว่า..กลับมีอีกฝ่ายที่มิได้แสดงตัวแต่ได้ยินทุกถ้อยคำกล่าว ใบหน้าเรียบนิ่งปรากฏรอยยิ้มบางขึ้นที่มุมปาก 

อยากจะให้ถึงวันนั้นเสียเหลือเกิน! 

หลังจากองค์เอกอนันต์ได้กลับไปพร้อมมเหสีและราชธิดาของตน นาคราชหนุ่มผู้เป็นจอมทัพสวรรค์ก็ขยับเข้ามาหมอบกราบอยู่เบื้องหน้า 

"สมใจเจ้าแล้วใช่หรือไม่รามมินทรา หึหึ ชนะศึกกลับมาทั้งที..ผู้อื่นขอของวิเศษขออิสตรีเป็นรางวัล แต่เจ้า..กลับขอแลกกับการได้เห็นหน้านางผู้นี้เท่านั้น" เสียงผู้เป็นใหญ่เอ่ยอย่างนึกขบขำ 

"ขอบพระทัยพระเจ้าข้าที่ทรงเมตตา หากไม่ทำเช่นนี้เห็นทีข้าพระองค์คงจะมิได้เจอนางเป็นแน่ องค์เอกอนันต์ทรงห่วงหวงราชธิดาเป็นอย่างมาก นี่ก็ผ่านมาถึงสามร้อยปีแล้ว..ข้าพระองค์เองยังไม่สามารถหาวิธีพบเจอนางได้เลยสักครั้ง"  

ใบหน้าคมเข้มกล่าวบอกอย่างจนหนทาง แม้นางจะเป็นคู่บารมีของตนแต่กลับไม่สามารถเอ่ยบอกองค์เอกอนันต์ออกไปได้ 

"รามมินทรา..อย่างไรนางก็เป็นคู่บารมีของเจ้า ชะตาได้ลิขิตเอาไว้แล้วนางไม่มีทางครองคู่ใครได้นอกจากเจ้าเท่านั้น" 

คำกล่าวนี้สร้างรอยยิ้มให้แก่นาคราชหนุ่มอย่างเห็นได้ชัด องค์อินทราอดที่จะรู้สึกขันเสียมิได้ที่เห็นนาคราชหนุ่มนักรบผู้มักจะนิ่งขรึมอยู่เสมอ มาเสียอาการยามที่ได้ยลโฉมนางนาคีถึงขนาดนี้  

แต่ไหนแต่ไรมา..รามมินทราผู้นี้ไม่เคยแสดงทีท่าพึงพอใจในอิสตรีใด จะยกให้กี่ร้อยนางก็ปฏิเสธเสียหมด 

"ทูลองค์อินทรา ข้าพระองค์คิดว่าอาจจะต้องช่วยท่านรามมินทราอีกสักครั้ง เพื่อให้เจ้านางรวินท์รดาได้ทำความรู้จักกับคู่บารมีของตนพระเจ้าข้า มิเช่นนั้นคงเสียเวลานาน" 

เทพบุตรผู้เป็นราชเลขาอดไม่ได้ที่จะต้องช่วยออกความเห็น เพราะดูนาคราชหนุ่มจอมทัพผู้นี้ คงจะไร้วิชาในการเกี้ยวอิสตรีเป็นแน่ มิเช่นนั้นพันปีผ่านไปก็คงได้แค่มองอยู่อย่างนี้เท่านั้น 

"ฮ่ะ ฮ่ะ! เห็นจะจริงอย่างที่เจ้าว่าราชเลขา ถ้าเช่นนั้น..ข้าคงจะต้องช่วยจัดฉากสักหน่อยก็แล้วกัน" 

เทพราชานึกสนุกขึ้นมาทันทีเมื่อมองจอมทัพนาคราชผู้ไร้คู่ เพราะสิ่งที่ทินเทพผู้เป็นราชเลขาคิดนั้นก็ดูท่าจะเป็นจริง.. 

.....................................  

มาอัพให้แล้วนะคะ🥰 

อย่าเคืองไรท์น๊าที่มาช้ามว๊ากกกก(เค้ารู้ตัวว่าเค้าผิด5555)​ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว