email-icon

สอบถามเรื่องนิยายหรือพูดคุยกับนักเขียนฝึกหัด : Euglanaforfiction@gmail.com ขอบคุณสำหรับทุก ๆ กำลังใจนะคะ ผู้เขียนสัญญาว่าจะพัฒนาผลงานของตัวเองเรื่อย ๆ ค่ะ

ดวงใจอคิราห์ ๔

ชื่อตอน : ดวงใจอคิราห์ ๔

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 15 มี.ค. 2564 12:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ดวงใจอคิราห์ ๔
แบบอักษร

หลังจากพี่ ๆ ยกเลิกกิจกรรมผิงผิงชะโงกชะเง้อคอมองหาเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวด้วยความกระวนกระวายใจ ทีแรกนึกว่าหนุ่มหน้านิ่งจะพาฟ้าโปรดออกไปไม่ไกลแต่ที่ไหนได้หาระแวกนั้นเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ครั้นหมุนตัวกลับความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว โชคดีที่เธอเป็นคนชอบเล่นโซเชียลและได้ติดตามเพจหนุ่มหล่อประจำมหาวิทยาลัยเพราะล่าสุดทางเพจลงรูปหนุ่มหน้าตาดีปีหนึ่งสี่คนคณะวิศวกรรมศาสตร์ซึ่งคนแห่แชร์ล้นหลามและหนึ่งในนั้นคือคนที่พาฟ้าโปรดออกไป ผิงผิงหรี่ตามองหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันกำลังนั่งเล่นหมากฮอสบนโต๊ะหินอ่อนใต้ต้นไม้ใหญ่

สองขาเรียวรีบก้าวขาเดินดุ่ม ๆ เข้าไปหาชายทั้งสาม เธอปริปากเอ่ยถามทันที

“บอกมาเดี๋ยวนี้เพื่อนพวกนายเอาเพื่อนฉันไปไว้ที่ไหน ห๊ะ!” เสียงเล็กแหลมของผิงผิงถามด้วยท่าทางยืนเท้าสะเอวข้างหนึ่ง หรี่ตามมองชายหนุ่มสามคนตรงหน้าหวังเอาคำตอบ

“เดี๋ยว ๆ เธอหมายถึงพวกเราสามคนหรอ แล้วเพื่อนเธอนี่คนไหน” ครามนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเงยหน้าย้อนถามหญิงสาวกลับ ส่วนจัมพ์และฟิล์มหันหน้ามองตามเสียง

“ก็เพื่อนฉันคือคนที่เพื่อนพวกนายพาออกไป ซึ่งพาไหนก็ไม่รู้หาระแวกนี้ไม่เจอ” แขนอีกข้างยกขึ้นมาเท้าสะเอวต่อ สายตากวาดมองชายหนุ่มทั้งสามเพื่อรอคำตอบทำเอาจััมพ์ผู้ชายกวนประสาทเก่งที่สุดของแก๊งหยัดตัวลุกขึ้นยืนหันหน้าประจันกับหญิงสาวที่สูงประมาณไหล่พร้อมกับยกแขนเท้าสะเอวทำท่าทางคล้ายคลึงกับผิงผิงอย่างล้อเลียน

“อะแฮ่ม! คุณผู้หญิงจำผิดหรือเห็นพวกผมหล่อเหลาเอาการกันแน่ครับ พวกผมน่ะนั่งกันอยู่สามคนก็แสดงว่าต้องมากันสามคนสิครับ ใช่มั้ยครับ” ชายหนุ่มตาตี่อย่างจัมพ์เห็นหญิงสาวหน้าคมทำหน้าตาราวกับลูกหายก็อดกวนไม่ได้ เขายักไหล่ใส่ผิงผิงทีหนึ่ง

“พวกนายมากันสี่คนฉันรู้เพราะทางเพจมหาลัยพึ่งลงรูปพวกนายแถมคนยังแชร์มากมายทำไมฉันจะจำไม่ได้ อีกอย่างฉันจำได้แม่นด้วยว่าคนที่พาเพื่อนฉันออกไปคือเพื่อนของนาย” ความมั่นอกมั่นใจของจัมพ์หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เมื่อได้ยินประโยคที่ผิงผิงกล่าว มือหนายกขึ้นเสยผมทันที

“จะชมว่าผมหล่อก็ไม่ติดนะครับ” จัมพ์เปลี่ยนโทนเสียงทุ้มพลางหลับตาพยักหน้ารัว ยิ้มกรุ้มกริ่ม

“แหวะ! นี่ฉันขอสาระจริง ๆ เลยนะเพื่อนนายเอาเพื่อนฉันไปไว้ที่ไหน”

“คุณผู้หญิงรู้จักเทคโนโลยียอดฮิตอันนึงมั้ยครับผม” คำตอบยียวนกวนประสาทอีกทั้งยังลดแขนข้างหนึ่งหยิบโทรศัพท์ยี่ห้อดังในกระเป๋ากางเกงชูขึ้นมา ส่วนแขนอีกข้างเปลี่ยนเป็นแบมือเพื่อวางโทรศัพท์

“เทคโนโลยีเครื่องนี้เรียกว่าโทรศัพท์นะครับ มันเปิดตรงนี้คุณผู้หญิงก็ปลดล็อกแล้วกดเข้าแอพนี้ค้นหาเบอร์ที่คุณผู้หญิงต้องการจะสื่อสารได้เลยนะครับ” จัมพ์ตอบแกมประชดราวกับกำลังสอนผู้สูงอายุเล่นโทรศัพท์เป็นครั้งแรก ส่วนผิงผิงเมื่อได้คำตอบสุดกวนถึงกับขมวดคิ้วจ้องคนตรงหน้า

“นี่นาย! รู้โว้ย แต่เพื่อนฉันไม่ได้เอาโทรศัพท์ติดตัวไปไงเล่า ถ้างั้นเอาเบอร์เพื่อนนายมา”

“โอ้โห…เห็นเพื่อนผมหล่อแล้วอดใจไม่ได้ละซี้ ถึงกับต้องขอเบอร์เลยหรอครับผม” ความกวนติดเป็นนิสัยมาตั้งแต่เด็ก ชายหนุ่มตาตี่ยิ้มโน้มตัวยื่นหน้าเข้าใกล้หญิงสาวพร้อมกับยักคิ้วสุดกวนให้ทีหนึ่งเรียกความหมั่นไส้ได้ไม่น้อย

ปึก!

“โอ้ย!” จัมพ์ถึงกับร้องโอดโอยด้วยความเจ็บแถมยังงอตัวอัตโนมัติ มือสองข้างรีบกุมหว่างขาของตนไว้หลังโดนเข่ามหันตภัยของหญิงสาวตรงหน้ากระแทกอัดอย่างจัง

“เหี้ย!” ครามกับฟิล์มหลุดสบถคำหยาบ อ้าปากค้างต่างคนต่างใช้มือกุมลูกชายตัวเองไว้เป็นเกราะป้องกัน

“สมน้ำหน้า” ผิงผิงแลบลิ้นปลิ้นตาเยาะเย้ย ยกแขนกอดอกก่อนเสียงคุ้นหูของเพื่อนสนิทจะดังขึ้นตามหลัง เธอเลิกสนใจชายตาตี่หันมองตามเสียงเรียก

“ผิงผิง” ฟ้าโปรดตะโกนเรียก กึ่งวิ่งกึ่งเดินนำอคิราห์ไปหาเพื่อนสนิทของตน

“มึงหายไปไหนมา กูเป็นห่วงแทบแย่” ผิงผิงไม่เพียงแต่เอ่ยถามเธอเอื้อมมือจับแขนฟ้าโปรดหมุนเช็กความปลอดภัย

“เราไม่เป็นไรซักหน่อย ผิงผิงชอบเวอร์” ฟ้าโปรดอมยิ้มตอบเล็กน้อยกับความขี้เป็นห่วงของเพื่อนสนิท ทว่าคงไม่แปลกที่ผิงผิงห่วงเป็นพิเศษเมื่อตอนอยู่โรงเรียนเดิมฟ้าโปรดได้รับคำดูถูกเหยียดหยามทางคำพูดเป็นประจำเพราะ ขวัญข้าว เด็กสาวอายุสิบเจ็ดย่างสิบแปดปีคนดังประจำโรงเรียนปล่อยข่าวเพื่อจี้ปมเรื่องครอบครัวของฟ้าโปรด กว่าผิงผิงจะทำให้คนร่างเล็กกลับมาสดใสก็ใช้เวลานานอยู่มากโข

“เฮ้อ…ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ถ้างั้นกลับกันเถอะ” ผิงผิงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก “ส่วนนายขอบคุณนะที่ช่วยเพื่อนฉันอะ” เธอชะโงกหน้าขอบคุณอคิราห์ก่อนจะเอื้อมมือจับข้อมือเล็กหวังเดินออกไป

“นังยักษ์ขมูขีคิดจะหนีงั้นหรอ” พึ่งสาวเท้าเดินไม่กี่ก้าวถึงกับต้องชะงัก หญิงสาวหันขวับมองต้นเสียงจากชายหนุ่มตาตี่ขณะกำลังยืนกุมลูกชายตัวงอ

“มีอะไรรึเปล่าผิงผิง โอ๊ะ! ทำไมเขายืนตัวงอแบบนั้นล่ะ” คนร่างเล็กเบิกตากว้าง สงสัยตอนกึ่งวิ่งกึ่งเดินมาหาผิงผิงไม่ทันได้สังเกตพอมาเห็นในตอนนี้ค่อนข้างตกใจพอสมควร

“ยักษ์ขมูขีงั้นหรอ หน็อย! ไอ้คนปากหมา” แทบก้มถอดรองเท้าผ้าใบปาใส่หัวคนพูด ผู้ชายอะไรคำพูดคำจายียวนกวนประสาทที่สุด

“ห๋า! ผิงผิงพอแล้ว ๆ” แม้ไม่รู้เรื่องราวแต่เหตุการณ์แบบนี้ฟ้าโปรดพอจะเดาออก โชคดีที่คว้าแขนผิงผิงไว้ทันไม่งั้นรองเท้าผ้าใบสีขาวคงปลิวติดหัวเพื่อนของตะวันแน่ล่ะ

“หึ่ย! ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้บ้า” ไม่วายจะชี้คาดโทษไว้แล้วหันตัวเดินตึงตังออกไปส่วนฟ้าโปรดก้าวเท้าเดินตามอย่างรวดเร็ว

“เดี๋ยวสิผิงผิง รอเราด้วย”

“ฮ่วย! เสียอารมณ์ไอ้คนปากหมาถ้าเจออีกรอบนะแม่จะถอดถุงเท้ายัดปากเลยคอยดู” เธอยอมหยุดเดินตามคำเรียกของฟ้าโปรดด้วยท่าทางยกแขนเท้าสะเอวปากบ่นขมุบขมิบนั่นล่ะท่าประจำของผิงผิง

 

“เป็นไงบ้างวะไอ้จัมพ์ ไข่แตกยัง” ครามเอ่ยถามเมื่อจัมพ์นั่งลง หลังหญิงสาวที่จัมพ์เรียกว่า ยักษ์ขมูขี เดินออกไป

“กูพูดเลยนะใครได้นังยักษ์นั่นเป็นเมียถ้าเผลอนอกใจกูว่าไข่ไม่เหลือ กูจุกชิบหายตอนนี้”

“ฮ่า ๆ ใครบอกให้มึงไปกวนตีนเค้าล่ะวะ” ครามตอบแกมหัวเราะ

“เหี้ยคราม! สาธุกูขอให้มึงโดนเตะไข่บ้างแล้วกันไอ้ห่า” จัมพ์ถึงกับต้องใช้หลังมือเช็ดเหงื่อผุดตรงขมับของตนเองเนื่องมาจากอาการจุก โชคดีแค่ไหนที่ไม่เป็นลมเป็นแล้งไปตอนโดนเตะช่วงแรกไม่อย่างงั้นคงอายยันชาติหน้า

“ว่าแต่มึงเหอะไอ้ตะวัน สนใจคนนี้อ่อ?” คราวนี้เป็นฟิล์มเอ่ยถามอคิราห์ ปกติคนอย่างตะวันสุงสิงกับใครที่ไหนเข้าหาคนก็ไม่เก่ง เงียบก็เงียบ ถึงขั้นว่าเวลาไปคลับมีแม่สาวนมตูมมาอ่อยยังไม่สนใจ

“เปล่า” ไม่รู้ว่าอคิราห์ตอบตามความรู้สึกหรือตอบปัด ๆ เพราะความรำคาญแต่คำตอบนั่นก็ทำเอาเพื่อนอีกสามคนไม่เอ่ยถามต่อ

“มาวันแรกก็แผลงฤทธิ์เลยว่ะ อคิราห์” เสียงทุ้มปริศนากล่าวทักทายตามหลัง ตะวันกระตุกยิ้มเขารู้ดีว่าคนที่เรียกชื่อเต็มแบบนี้มีอยู่แค่คนเดียว…เฮียทัพ

“หวัดดีครับเฮีย” ครามยกมือไหว้กล่าวทักทายทัพฟ้าหนุ่มนักศึกษาปีสี่คณะเดียวกับพวกเขา ทัพฟ้ามีดีกรีเป็นถึงเจ้าของร้านสักแถมยังเคยเป็นพี่ว๊ากมาก่อนเรียกได้ว่าเป็นหนุ่มฮอตคนหนึ่งในมหาวิทยาลัยและที่สำคัญทัพฟ้าน่ะ…เสือตัวพ่อ

“สวัสดีครับเฮีย” ฟิล์มกล่าวทักทายตามส่วนทัพฟ้าพยักหน้ารับก่อนจะนั่งลงข้างคราม

“หวัดดีเฮีย ชนแก้วป่าวครับ” คำทักทายแบบนี้มีแค่จัมพ์คนเดียวเท่านั้นหากวันใดทักทายเหมือนคนอื่นวันนั้นคือความแปลก

“หน้ามึงซีดนะไอ้จัมพ์ป่วยขนาดนี้ยังชวนกูชนแก้วอยู่รึไง” ทัพฟ้าเอ่ยทักทำเอาครามกับฟิล์มหลุดหัวเราะ ตามด้วยเสียงทุ้มของทัพฟ้าที่เป็นฝ่ายกล่าวทักทายเจ้าชายน้ำแข็งก่อน

“มึงไม่คิดจะทักกูหน่อยรึไงอคิราห์”

“หึ ไม่เห็นว่ามันจะเป็นประโยชน์” ทัพฟ้าไหวไหล่ให้กับคำตอบของน้องชายคนสนิท หากเป็นคนอื่นคงต้องแลกหมัดกันแหง ๆ

“สมกับเป็นมึงจริง ๆ อคิราห์ ว่าแต่กูเห็นคนที่มึงจูงแขนออกไปน่ารักดีว่ะกูไม่อยากจะคิดว่าถ้าเขามานอนใต้ร่างของกู…” ทว่าทัพฟ้ายังพูดไม่ทันจบประโยค อคิราห์ยกเท้าสองข้างไขว้กันวางบนโต๊ะทันที เขาวางเท้าไปทางทัพฟ้าคล้ายกับยกเท้าขึ้นชี้หน้าพร้อมสายตาดุดันแฝงด้วยรังสีอำมหิต

“โอเค อคิราห์กูเข้าใจแล้ว” หนุ่มรุ่นพี่ยกมือข้างหนึ่งขึ้นกระดิกนิ้วทำสัญลักษณ์ให้อคิราห์เอาเท้าลงซึ่งเขาก็ยอมเอาเท้าลงตามที่ทัพฟ้าบอก มือหนาหยิบโทรศัพท์เครื่องหรูขึ้นมาเล่นไม่สนใจใคร

“ภาพลักษณ์กูเสียหายพอดีไอ้อคิราห์” อุตส่าห์สักลายจนเต็มแขนเป็นถึงเสือตัวพ่อแถมมีบางครั้งอาจารย์คนใหม่มาสอนยังไม่กล้ามอง กลับภาพลักษณ์เสียตอนอคิราห์ยกเท้าขึ้นมาชี้หน้าซะอย่างนั้น

“ว่าแต่เฮียรู้เรื่องไอ้ตะวันได้ไงอะ ปกติไม่ค่อยติดโซเชียลหนิ” จัมพ์ถามด้วยความสงสัย ระดับเฮียทัพฟ้าที่ไม่ค่อยเล่นโซเชียลเท่าไหร่ยังรู้ไม่อยากนึกว่าข่าวจะดังในมหาวิทยาลัยแค่ไหน

“กูเห็นเขาพูดกันเลยเข้าเช็กในเฟส สรุปเป็นไอ้อคิราห์จริง ๆ มึงนี่ใช้ชีวิตได้อิสระดี” ขนาดทัพฟ้าที่หลายคนเกรงใจแล้วอคิราห์ยังไม่สนกับแค่รุ่นพี่ปีสองมีหรอที่เขาจะแยแส…ไม่สนไม่ว่าใครหน้าไหน

“ว่าแต่เฮียเพิ่มลายอ่อ? เท่ห์ว่ะ” รอยสักรูปเข็มทิศเพิ่มใหม่บริเวณแขนเหนือข้อศอกขวาของทัพฟ้าเรียกความสนใจจากครามได้ไม่น้อย “สักให้ผมหน่อยดิลายนี้อยากได้ชิบหาย”

“อืม วันไหนพวกมึงจะสักก็มา” ชายหนุ่มรุ่นพี่ผงกหัวรับ

“ว่าแต่คืนนี้ออกป่ะ ไหน ๆ ก็เจอเฮียแล้วชนแก้วกับน้อง ๆ สักคืนจะเป็นไรไป” สิ้นคำชวนของจัมพ์ทุกคนผงกหัวรับคำชวนเป็นอันว่านัดปาร์ตี้ในคืนนี้สำเร็จ

 

“ขวัญข้าวมึงเห็นข่าวพี่ตะวันยัง กูว่านะกุ๊กกิ๊กกับพี่ชายสุดที่รักของมึงแน่นอน” ดาริณ สาวน้อยมอหกกระซิบพลางยื่นไอแพดรุ่นล่าสุดให้ ขวัญข้าว อ่านข้อความบรรยายทางเพจเฟสบุ๊คหนุ่มหล่อประจำมหาลัย

“นี่มันฟ้าโปรดกับพี่ตะวันของกูหนิ” หล่อนถึงกับตาแข็งกร้าวเมื่อได้อ่านคำบรรยายภาพ สาววายกรี๊ดกร๊าดกันใหญ่พวกเขาเหมาะสมกันมากค่ะ

“ก็ใช่น่ะสิ พี่ตะวันที่มึงหมายปองกำลังจะถูกพี่ชายสุดที่รักของมึงแย่งแล้วนะขวัญข้าว”

“เหอะ ฟ้าโปรดมันไม่ใช่พี่กูมันเป็นแค่เด็กกำพร้าที่อีคุณหญิงพิมมาดารับมันมาเลี้ยงแล้วตายห่าไปก่อนมัน” ไม่รู้เป็นเพราะอะไรนักหนาขวัญข้าวถึงได้จงเกลียดจงชังฟ้าโปรดเข้าไส้ทั้ง ๆ ที่หล่อนและฟ้าโปรดไม่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกันซะด้วยซ้ำ

“แหม ขวัญข้าวแกอย่าอคติสิคุณชายเมฆก็เสียไปแล้วซึ่งแม่แกก็เป็นภรรยาคนใหม่ของเขายังไงก็ถือว่าเป็นแม่ของฟ้าโปรดไม่ใช่หรอ” ดาริณจีบปากจีบคอพูด หล่อนน่ะเก่งที่สุดแล้วในเรื่องเป่าหูเพื่อนสนิท

“ไม่ใช่ อีคุณหญิงพิมมาดาคนเก่า พี่เมฆา และคุณพ่อเมฆไปรับมันมาเลี้ยงในเมื่อทุกคนตายไปแล้วมันก็เป็นแค่เด็กกำพร้า” ยิ่งพูดยิ่งอารมณ์เสีย ยิ่งมองหน้าจอไอแพดเห็นชายหนุ่มที่ตนเองหมายปองจับมือกับฟ้าโปรดยิ่งทวีความโกรธ “กูชอบของกูมาเป็นปี ๆ กล้าดียังไงมายุ่งกับคนของกู” ลมหายใจฟืดฟาดตามด้วยมือเรียวที่กำไว้แน่นทำเอาดาริณแสยะยิ้ม คนอะไรเป่าหูแค่นี้ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ…โง่สิ้นดี

 

สองทุ่มครึ่งใกล้เวลานัดอคิราห์อาบน้ำแต่งตัวจนเสร็จ วันนี้เขาแต่งตัวออลแบล็คสุดเท่ห์กำลังสาวเท้าเดินไปหยิบหมวกกันน็อกของตน

กริ๊ง ! ยังไม่ทันได้หยิบหมวกกันน็อกเสียงกดกริ่งดังขึ้นหน้าห้องอคิราห์หันมองประตูด้วยความแปลกใจ ปกติหน้าห้องเขาแทบไม่มีคนกดกริ่งยิ่งในยามวิกาลแบบนี้ยิ่งไม่มีแน่นอนล่ะ ไม่รอช้าเขาเปลี่ยนเส้นทางจากการหยิบหมวกกันน็อกมาหยุดที่หน้าประตูพร้อมกับเปิดทันที

ภาพตรงหน้าสร้างความงงงวยให้เขาได้มากทีเดียว ฟ้าโปรดยืนอมยิ้มพร้อมกับจานขนมอะไรสักอย่างในมือ แถมยังสวมชุดนอนเสื้อแขนยาวกางเกงขายาวลายเป็ดเหลืองบนแก้มมีแป้งพอกไว้ราวกับเด็กอนุบาลสองตอนรอผู้ปกครองมารับกลับบ้าน

“สวัสดีนะตะวัน เอ่อ…คือเราขอโทษที่รบกวนนะ คือตะวันช่วยชิมมาการองของเราหน่อยได้มั้ย ถ้าอร่อยเราจะทำขาย” คนถามกระพริบตาปริบ ๆ หวังคนร่างหนายอมใจอ่อนช่วยชิมขนมมาการองที่ฝึกทำวันแรก

“หรือว่าตะวันจะออกไปข้างนอก งั้นเราขอโทษที่รบกวนตะวันนะ” ดูจากการแต่งตัวของคนตรงหน้าแล้วคงเตรียมตัวออกไปเที่ยว ฟ้าโปรดรีบกล่าวขอโทษพร้อมโค้งหัวให้อคิราห์เล็กน้อย หมุนตัวกลับ

“เปล่า”

“หือ?” ได้ยินคำตอบเช่นนั้นฟ้าโปรดหยุดเดินหมุนตัวกลับ เลิกคิ้วมองชายหนุ่ม

“กูพึ่งไปข้างนอกมา” อาจเป็นเพราะผมสงสารยัยนี่ที่ต้องถือจานขนมไปมาแหละมั้ง

 

—TBC—

ความคิดเห็น