facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : MW 07 : You're the only one

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 05 เม.ย. 2564 01:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
MW 07 : You're the only one
แบบอักษร

 

 

You're the only one

 

 

ดวงตาคมกริบของรูปสลักพญาเหยี่ยวสีทองขนาดมหึมา บนผนังหินอ่อนลวดลายสวยงามเหนือเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ จ้องมองไปยังประตูกระจกบานเลื่อนทางเข้าโถงรับรองของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน

 

หลังจากถูกหน่วยรักษาความปลอดภัยตรวจค้นสัมภาระเป็นที่เรียบร้อย ผมก็เดินตรงมายังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ พนักงานต้อนรับหญิงวัยกลางคนในชุดเดรสสีทองอ่อนกำลังนั่งคุยโทรศัพท์ด้วยเสียงสั่นเครือ นัยน์ตาสีฟ้าครามจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ตาเขม็ง คิ้วเรียงสวยขมวดมุ่นเข้าหากันแน่น ผมเลยตัดสินใจเดินถอยออกมายืนรอเธอตรงเสาหินทรงกลมขนาดสามคนโอบ

 

“สวัสดีครับ ผมมาขอพบคุณฟาเบียนครับ”

 

เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์เป็นปกติแล้ว ผมก็เดินไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์อีกครั้ง เธอละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ขึ้นมองผมที่ยืนประหม่าจับสายกระเป๋าสะพายข้างของตัวเองไว้แน่น

 

ถึงผมจะเคยเข้ามาพบคุณโรเบอร์โตเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคลายความตื่นเต้นและความกังวลไปได้เลย เพราะครั้งนี้คนที่ผมเข้ามาติดต่อขอพบคือท่านประธานบริษัท และเขาคือหนึ่งในสี่มาเฟียผู้ทรงอิทธิพลแห่งอิตาลี

 

“ได้นัดไว้หรือเปล่าคะ”

 

“ครับ”

 

“ขอบัตรประจำตัวหรือพาสปอร์ตของคุณด้วยค่ะ”

 

ผมเปิดกระเป๋าก่อนหยิบพาสปอร์ตส่งให้เธอ นิ้วเรียวกดแป้นพิมพ์กรอกข้อมูลของผมลงในระบบคัดกรองของบริษัท กว่าจะได้เข้าพบผู้บริหารระดับสูงของอาร์มาเรลไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกคนจะต้องถูกตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด

 

“ให้คุณไรวินท์เข้าไปได้”

 

เสียงเข้มของใครบางคนดังมาจากทางด้านหลัง ผมหันกลับไปมองยังต้นกำเนิดเสียง คุณโรเบอร์โตกำลังถือแก้วกาแฟแบรนด์ดังเดินตรงเข้ามาหาผม

 

“รับทราบค่ะคุณโรเบอร์โต”

 

เธอน้อมศีรษะลงเคารพผู้บริหารระดับสูงฝ่ายบุคคลของอาร์มาเรล ก่อนเธอจะหันไปหยิบพาสปอร์ตส่งคืนผม

 

“สวัสดีครับคุณโรเบอร์โต”

 

“เชิญทางนี้ครับคุณไรวินท์”

 

คุณโรเบอร์โตผายมือก่อนเดินนำผมไปยังตรอกทางเดินฝั่งขวามือของตัวอาคาร การตกแต่งทางเดินส่วนนี้แตกต่างจากทางที่ผมเคยไป พื้นหินแกรนิตสีนิลประกายทองแวววาวเล่นแสงจากโคมไฟคริสทัลสวยงามสะดุดตา นิ้วยาวกดปุ่มก่อนประตูลิฟต์ทองเหลืองลายใบอะแคนทัสจะเปิดแยกออกจากกัน

 

“ต่อไปคุณไรวินท์ไม่ต้องติดต่อขอเข้าพบใครแล้วนะครับ คุณไรวินท์สามารถเข้าออกอาร์มาเรลได้ตลอดเวลา และสามารถใช้ลิฟต์ตัวนี้ได้เลยนะครับ”

 

ผมเดินเข้าไปยืนข้างหลังชายสูงอายุ เขากดตัวอักษรพีบนแป้นก่อนประตูลิฟต์จะปิดลงและค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นสู่ด้านบน

 

“ไม่ต้องเรียกผมว่าคุณก็ได้ครับ เรียกไรวินท์เหมือนเดิมจะดีกว่าครับ”

 

หน้าคมเข้มเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัยแย้มยิ้มเอ็นดู ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเรียกผมว่าคุณทั้งๆ ที่ผมก็มีอายุน้อยกว่าเขาเกือบสองรอบ อีกอย่างผมเป็นแค่นักศึกษาทุนธรรมดาไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตอะไร 

 

เมื่อถึงจุดหมายปลายทางประตูลิฟต์ก็เลื่อนเปิดออก ผมเดินตามคุณโรเบอร์โตเข้ามาข้างในห้องทำงานของท่านประธานที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องทำงานของเขา

 

“ดอนน่าจะอยู่ในห้องพัก คุณไรวินท์นั่งรอสักครู่นะครับ”

 

คนสูงอายุผายมือไปยังโซฟาหนังสีดำขลับติดหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ก่อนเขาจะเดินออกจากห้องไป ผมกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณห้องทำงาน เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นล้วนตกแต่งด้วยโทนสีดำ ซึ่งผิดคาดกับที่ผมคิดเอาไว้ตั้งแต่แรก ผมนึกว่าเขาจะชอบสีเอิร์ธโทนเสียอีก

 

คุณฟาเบียนเดินออกมาจากส่วนของห้องพักตรงไปหยิบโทรศัพท์แล้วนั่งบนขอบโต๊ะทำงาน ทว่าร่างสมส่วนของเขามีเพียงผ้าเช็ดตัวขาวสะอาดพันรอบเอว ผมสีดาร์กช็อกโกแลตเปียกลู่ลงปรกหน้าคมคาย ฟันเรียงสวยขบกลีบปากล่างของตัวเองราวกับคิดอะไรบางอย่าง

 

อึกกก!

 

“อะ เอ่อ...คุณฟาเบียน”

 

ผมรีบเรียกสติกลับคืนก่อนเอ่ยทัก ดวงตาคมเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นผมกำลังนั่งมองเขาตาไม่กะพริบ

 

หุ่นแซ่บอะไรขนาดนี้

 

โอ๊ย! ใจหนอใจ

 

แต่ก็ยังแซ่บน้อยกว่าคุณมาร์โคของผมอยู่ดี

 

“โทษที ผมนึกว่าไม่มีใครเข้ามา”

 

“เอ่อคุณ...คุณไปแต่งตัวก่อนดีกว่านะครับ”

 

ผมพยักหน้าลงพลางกลืนน้ำลายลงคอ พลันสายตาสะดุดกับรอยแผลเป็นกลางแผงอกกว้าง รอยแดงนั้นลากยาวลงมาจนถึงใต้ราวนม คุณฟาเบียนก้มมองตามพร้อมพ่นลมหายใจหนักหน่วงออกมา

 

“มันน่าเกลียดใช่ไหม”

 

“ไม่เลยครับ”

 

ถ้าหากว่าผมเดาไม่ผิด เขาคงเคยผ่านการผ่าตัดเกี่ยวกับหัวใจมาก่อน

 

คุณฟาเบียนเดินมานั่งลงบนโซฟาข้างๆ ผม ก่อนยกมือวางทาบลงบนรอยแผลเป็นแล้วลูบเป็นวงกลมราวปลอบประโลมความเจ็บปวด 

 

เอ๊ะ! หรือว่าคุณฟาเบียนจะเป็นคนเดียวกันกับคนที่ผมเคยช่วยเอาไว้บนเรือสำราญ เพราะผู้ชายคนนั้นเจ็บหน้าอกแล้วเขาก็ลูบมันเป็นวงกลมแบบนี้เหมือนกัน อีกอย่างเขาบอกว่าเขามาร่วมงานเลี้ยงจตุภาคี แถมหน้าตาของคุณฟาเบียนยังคล้ายคลึงกับผู้ชายใต้แสงจันทร์คนนั้นไม่มีผิด ต้องใช่แน่ๆ คุณฟาเบียนคือผู้ชายคนนั้น

 

โลกกลมเกินไปหรือเปล่า

 

“ผ่านมาปีกว่าแล้ว แต่ผมก็ยังไม่ชินกับมันสักที”

 

ถึงแม้ว่าบนใบหน้าหล่อเหลาจะปรากฏรอยยิ้ม ทว่าแววตาของเขากลับไม่สามารถซ่อนความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นไว้ได้เลย

 

“ตอนนี้ยังเจ็บอยู่ไหมครับ”

 

เหมือนมีอะไรบางอย่างดลใจให้ผมยกมือสัมผัสรอยแผลเป็นกลางแผ่นอกของเขา อยู่ๆ ภาพทับซ้อนเหตุการณ์วุ่นวายก็ฉายเข้ามาในความคิด กลุ่มเงาดำทะมึนคืบคลานเข้ามาปกคลุมจนภาพนั้นค่อยๆ เลือนรางจางหายไป

 

ภาพพวกนั้นคือภาพอะไรกัน

 

ทำไมถึงรู้สึกปวดหัวแบบนี้นะ

 

“พอมีคุณอยู่ใกล้ๆ มันก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกแล้ว”

 

ฝ่ามือหนายกแนบแก้มของผมพลางไล้นิ้วหัวแม่มือไปมาเบาๆ นัยน์ตาสีเทาอมฟ้ามองลึกเข้ามาในดวงตาและดึงความคิดของผมให้จมดิ่งลงสู่ห้วงมหาสมุทร ภาพเลือนรางสีขาวดำฉายขึ้นอีกครั้ง แต่ผมก็มองไม่ออกอยู่ดีว่ามันคือภาพอะไร

 

“วินครับ” เสียงของคุณฟาเบียนเรียกผมให้รู้สึกตัว

 

“เอ่อ...ผมเอาเงินมาคืนครับ”

 

เมื่อตั้งสติได้ผมก็รีบเปิดกระเป๋าหยิบซองเงินยื่นให้คนตัวสูง เขารับมันไว้แล้วยิ้มอ่อนออกมาอย่างเสียดาย

 

“คุณบอกว่าผมควรเอากระเป๋าพวกนั้นไปให้คนของผมใช่ไหม”

 

“ใช่ครับ คุณควรทำอย่างนั้น” ผมตอบ “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ”

 

ผมน้อมศีรษะลงก่อนเดินตรงไปเปิดประตูห้องทำงานออก หวังว่าภาพที่แวบเข้ามาในความคิดของผมมันจะเป็นเพียงแค่มโนภาพที่ผมนึกคิดไปเอง

 

“ไรวินท์...ขอบคุณที่ยังอยู่”

 

 

กริ๊งงง!

 

เสียงกริ่งหน้าประตูเพนท์เฮาส์ดังเรียกเจ้าของห้องที่กำลังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่กับหนังสือประวัติศาสตร์กองโต ผมเงยหน้ามองเพื่อนชาวเกาหลีเพื่อบอกเป็นนัยว่าให้เขาลุกไปเปิด แต่กลับได้รับสายตาอ้อนวอนกลับมาแทน

 

“วินไปเปิดได้ไหม เราปวดท้องเข้าห้องน้ำ อุ๊ย! เหมือนข้าศึกเข้ามาประชิดแล้ว”

 

ผมพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ จีฮุนลุกวิ่งเข้าห้องนอนของตัวเองด้วยความรวดเร็วยิ่งกว่าความเร็วแสง ผมก็พอรู้มาว่าที่เพื่อนร่วมห้องไม่กล้าเปิดประตูเพราะกลัวว่าคนที่มาจะเป็นคุณมาร์โค ผมไม่รู้ว่าวันนั้นคุณมาเฟียพูดอะไรกับจีฮุนไปบ้าง รูมเมทของผมถึงได้กลัวจนไม่กล้าเผชิญหน้าขนาดนี้

 

“สวัสดีครับคุณไรวินท์ ดอนให้เอาของมาให้ครับ”

 

เมื่อประตูถูกเปิดออกกลับปรากฏชายฝรั่งร่างยักษ์ลูกน้องของคุณฟาเบียน กำลังยืนหิ้วถุงกระดาษสีขาวของร้านกระเป๋าแบรนด์ดัง

 

“คุณเอากลับไปเถอะครับ”

 

ทั้งๆ ที่ผมบอกคุณฟาเบียนไปแล้วว่าผมไม่สามารถรับของเหล่านี้ไว้ได้ แล้วทำไมเขาถึงยังให้คนเอามาให้อีกล่ะ หรือว่าที่เขาถามผมก่อนกลับมันหมายถึงผมอย่างนั้นเหรอ แต่ผมไม่ใช่คนของเขาสักหน่อย ผมเป็นคนของคุณมาร์โคต่างหาก

 

“ถ้าคุณไรวินท์ไม่รับไว้ ดอนจะไล่ผมออก ผมมีเมียกับลูกต้องดูแล ลูกสาวของผมกำลังจะเข้าโรงเรียน เมียก็เพิ่งตกงาน ถ้าผมตกงานไปอีกคนครอบครัวของผมต้องลำบากแน่เลยครับ” 

 

แววตาของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง แต่ถึงอย่างไรผมก็ไม่สามารถรับมันไว้ได้

 

“ได้โปรดรับไว้ด้วยเถอะครับ”

 

หน้าคมก้มลงมองพื้นอย่างขอร้อง ผมควรเชื่อคำพูดของเขาดีหรือเปล่า หรือมันเป็นเพียงแค่การแสดงให้ผมสงสารและยอมรับของพวกนี้ไว้กันนะ

 

“เอากลับไป”

 

อยู่ๆ เสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยอำนาจของคุณมาร์โคก็ดังขึ้น คนตัวสูงเดินมาหยุดยืนข้างผม สีหน้าและแววตาดุดันทำเอาบรรยากาศรอบข้างตึงเครียดจนผมแทบไม่กล้าพ่นลมหายใจออกมา

 

“นายท่านมาร์โค!” คนของคุณฟาเบียนเงยหน้ามอง ดวงตาสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว

 

“กูบอกให้เอาของพวกนี้กลับไปไม่ได้ยินหรือไง!”

 

เสียงเข้มตวาดลั่นจนชายคนนั้นสะดุ้งโหยง อย่าว่าแต่ผู้ชายคนนั้นตกใจเลยครับ ผมเองก็ตกใจไม่แพ้กัน ไม่ชอบคุณมาร์โคโหมดน่ากลัวแบบนี้เลย

 

“คุณใจเย็น” ผมยกมือจับแขนคุณมาร์โคแล้วบีบเบาๆ

 

“ฝากบอกเจ้านายของแกด้วยว่าอย่ายุ่งวุ่นวายเรื่องของคนอื่นให้มากนัก โดยเฉพาะคนของกู”

 

“นายท่าน...”

 

“เอาตัวมันไป!”

 

อันเดรกับเควินที่ยืนอยู่ข้างหลังคนเป็นนาย เดินเข้าไปล็อกท่อนแขนของชายร่างยักษ์แล้วลากไปตามทางเดิน

 

เขาจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม?

 

“ทำไมคุณถึงพูดกับเขาแบบนั้นล่ะครับ”

 

ไม่ชินกับการกระทำอันป่าเถื่อนของคุณมาร์โคเอาเสียเลย

 

“ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมไม่ดีกว่าเหรอ”

 

ผมพยักหน้าลงอย่างเข้าใจ ผมรู้ว่าที่คุณฟาเบียนทำแบบนี้เขาต้องการอะไร แต่ในเมื่อผมเป็นคนของคุณมาร์โคแล้ว ผมก็ควรจงรักและภักดีกับเขาแค่คนเดียว

 

“แล้วคุณมาทำอะไรที่นี่ครับ”

 

“มีคนบ่นคิดถึงแด๊ดดี้ไม่ใช่เหรอ”

 

หน้าหล่อระบายยิ้มออกมา ผมรีบหันหลังเดินกลับเข้าไปนั่งแหมะลงบนพรมผืนนุ่มตรงตำแหน่งเดิม ผมไม่น่าพิมพ์ข้อความไปแบบนั้นส่งไปให้เขาเลย

 

“เธอคิดถึงพี่เหรอ”

 

“ผมบอกตั้งแต่เมื่อวานไม่ใช่เหรอครับ แต่วันนี้ผมไม่คิดถึงแล้ว”

 

คุณมาร์โคเดินตามมานั่งลงข้างๆ นิ้วเรียวยาวจับปลายคางของผมหันไปสบตากับเขา ก่อนริมฝีปากอุ่นจะประทับรอยจูบบนหน้าผากมนอย่างอ่อนโยน

 

“เมื่อวานพี่จองตั๋วเครื่องบินไฟล์ทสุดท้ายไม่ทัน พี่เลยกลับมาหาเธอไม่ได้ แต่เธอไม่ต้องห่วง ต่อจากนี้ไปถ้าเธอบอกว่าคิดถึง พี่ก็จะรีบบินมาหาเธอทันที”

 

“คุณพูดเหมือนเที่ยวบินจากซิซิลีมาโรมมีตลอดเวลาอย่างนั้นแหละ”

 

“เปล่า พี่ให้คนสั่งซื้อเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวแล้ว พี่จะได้กลับมาหาเธอทุกเมื่อที่เธอต้องการ”

 

ห้ะ! ผมฟังไม่ผิดใช่ไหม? เขาบอกว่าเขาซื้อเครื่องบินเพียงเพราะว่าจะได้บินกลับมาหาผมแค่นี้เนี่ยนะ

 

โอ๊ย! จะบ้าตาย

 

ลงทุนอะไรขนาดนั้น

 

“พี่ไม่ได้จูบเธอมาหนึ่งวัน แต่ต่อจากนี้ไปพี่จะได้จูบเธอทุกวัน”

 

คุณมาร์โคดึงตัวผมไปนั่งคร่อมลงบนตัก แผ่นหลังหนาเอนพิงเบาะโซฟาพลางเหยียดขายาวแนบไปกับพรมขนนุ่ม ตาคมไล่มองตามกรอบหน้าเรื่อยลงไปจนถึงเอวคอด

 

“พี่คิดถึงเธอ”

 

ปลายจมูกโด่งคลอเคลียพวงแก้มขาวอมชมพูจากเลือดฝาด ริมฝีปากหยักทาบทับบนเรียวปากบาง ลิ้นร้อนลากเลียตามร่องเปิดปากของผมอ้าออกอย่างชำนาญ ฝ่ามือหนาสอดเข้ามาในเสื้อนอนพลางลูบแผ่นหลังเนียนลื่นตามจังหวะเกี่ยวกระหวัดลิ้น

 

เขากำลังทำให้ผมมัวเมาไปกับรสจูบแสนหวาน

 

ตุบบบ!

 

เสียงของหล่นลงพื้นทำให้ผมผละจูบออกอย่างรวดเร็วแล้วเงยหน้าขึ้นมอง จีฮุนยืนนิ่งอ้าปากค้างไม่ไหวติง หน้าขาวไร้สีสันซีดเผือดยิ่งกว่าเดิม ผมพยายามลุกออกจากตักของคุณมาร์โคแต่กลับถูกวงแขนแกร่งล็อกตัวของผมเอาไว้แน่น

 

“อ๊ะ! คุณกลับไปก่อน คืนนี้ผมต้องทำงาน อ๊ะ อื้อออ”

 

มือซุกซนเลื่อนลงต่ำก่อนสอดเข้ามาในกางเกงนอนขาสั้นผ้าคอตตอนพลางลูบก้อนลูกพีชกลมกลึงและขยำมันอย่างสนุกมือ หน้าเริ่มร้อนผ่าวเมื่อนิ้วเรียวยาวถูวนรอบรอยจีบอ่อนนุ่มด้านหลังและกด

 

เขากำลังแกล้งผม

 

“อึก...แฟนวินมาเหรอ”

 

จีฮุนกลืนน้ำลายก้อนใหญ่ลงคออย่างยากลำบาก ดีที่มีโซฟาบดบังส่วนล่างเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่สามารถปกปิดใบหน้าเปื้อนอารมณ์สุขสมของผมได้อยู่ดี

 

“เดี๋ยวค่อยทำต่อพรุ่งนี้ก็ได้ เหมือนเราจะปวดหัวเลย”

 

พูดจบไม่ทันไรเสียงปิดประตูห้องก็ดังตามมา คนเจ้าเล่ห์ยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ

 

“เราก็ควรไปนอนเหมือนกันนะที่รัก”

 

คิดเหรอว่าเข้าห้องแล้วจะได้นอน คนอย่างคุณมาร์โคคงไม่ปล่อยให้ผมได้นอนหลับไปโดยไม่ทำอะไรแน่ๆ

 

“คุณง่วงก็กลับห้องไปนอน”

 

“ไม่เอา พี่จะนอนที่นี่กับเธอ”

 

ปากหยักเบะคว่ำลง ดวงตาคมฉายแววอ้อนเอาแต่ใจ ผมชักเริ่มสงสัยแล้วว่าเขาคือคนเดียวกันกับคนที่ยืนสั่งลูกน้องจัดการคนของคุณฟาเบียนเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนจริงๆ ใช่ไหม

 

“ใครจะให้นอนด้วยครับ”

 

“พี่ทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน แถมเลิกงานพี่ก็รีบนั่งเครื่องมาหาเธอ เธอจะใจร้ายกับพี่ได้ลงคอเหรอ”

 

บอกเลยว่าผมแพ้เสียงอ้อนๆ กับหน้าหงอยๆ ของเขา อยู่ใกล้ผู้ชายคนนี้ทีไร หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะทุกที

 

“ถ้าอยากนอนด้วยก็ปล่อย ผมจะได้รีบไปทำงาน”

 

“ไม่เคยมีใครต่อรองพี่ได้นอกจากเธอ”

 

“นี่ใครครับ ไรวินท์คนหล่อเอง”

 

คุณมาร์โคกดหอมแก้มพองจนจมลงไปเหมือนมันเขี้ยวผมยังไงยังงั้น ก่อนวงแขนแกร่งจะคลายอ้อมกอดปล่อยผมให้เป็นอิสระจากพันธนาการ ผมลุกออกจากตักของเขามานั่งลงบนพื้นดังเดิม

 

“ไม่ใช่ เธอเป็นเมียพี่ต่างหาก”

 

 

แสงสีขาวจากโคมไฟระย้าแบบวงแหวนกลางห้องนั่งเล่นเปิดสว่างจ้า กระดาษรายงานวางกระจัดกระจายบนพรมขนนุ่มฟู หนังสือประวัติศาสตร์เล่มเก่าคร่ำครึเปิดหน้าข้อมูลสำคัญวางข้างคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเครื่องเล็กกะทัดรัด

 

“เธอเอากาแฟไหม เดี๋ยวพี่ไปชงให้”

 

คนตัวสูงที่นอนเล่นไอแพดของผมบนโซฟาเอ่ยถาม ผมพยักหน้าลงตอบพลางยกมือทั้งสองประสานเข้าหากันแล้วเหยียดขึ้นเหนือศีรษะคลายความเมื่อยล้า

 

เมื่อไหร่จะเสร็จสักที ง่วงนอนจะตายอยู่แล้ว

 

คุณมาร์โคดีดตัวลุกนั่งก่อนกดปิดหน้าจอไอแพดวางลงบนโต๊ะเล็กข้างโซฟา ฝ่ามือหนาวางลงบนกลุ่มผมสีบลอนด์นุ่มแล้วยีมันเบาๆ

 

“เธออยากกินอะไรอีกไหม”

 

ผมส่ายหน้าปฏิเสธ ตอนนี้ร่างกายของผมต้องการแค่คาเฟอีนมาช่วยกระตุ้นสมองให้รู้สึกตื่นตัว เรียนปริญญาตรีว่าหนักแล้ว เรียนปริญญาโทหนักกว่าเกือบสามเท่า เรียนในคลาสยังไม่พอ ต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งอ่านหนังสือ ทำการบ้านส่ง อีกสักหน่อยก็ต้องทำวิจัย กว่าจะเรียนจบสภาพของผมคงไม่ต่างจากซอมบี้

 

“มาแล้วครับ พี่ปอกแอปเปิลกับฝรั่งมาให้เธอด้วย”

 

คุณมาร์โคเลื่อนหนังสือออกก่อนวางแก้วกาแฟกับจานผลไม้เข้าแทนที่ เขานั่งลงบนพื้นพลางเอนตัวพิงเบาะโซฟา กาแฟดำผสมน้ำผึ้งส่งกลิ่นหอมหวานชวนลิ้มลอง ผมจับหูแก้วกาแฟเซรามิกสีสันสดใสมาจ่อปาก เป่าลมเบาๆ แล้วค่อยๆ จิบทีละนิด

 

ค่อยยังชั่ว

 

“ไม่มีค่าจ้างให้พี่เหรอ”

 

ค่าจ้างในความหมายของคุณมาร์โคคือจูบของผม เหมือนอย่างเมื่อสองวันก่อนที่เขาไปส่งผมที่มหาวิทยาลัย กว่าจะได้ลงจากรถ ผมโดนทวงค่าจ้างไล่ตั้งแต่ค่าเช็ดตัวตอนผมเมา ค่าอาหารเช้าที่เขาตื่นมาทำตั้งแต่ตีสี่ ค่าสั่งซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ ค่าน้ำมันรถไปส่งผม และค่าเสียเวลาที่ทำให้เขาไปขึ้นเครื่องไม่ทัน ยังดีที่เขาไม่ทวงค่าตั๋วเครื่องบินด้วย ไม่อย่างนั้นปากของผมคงได้ช้ำไปเรียนแน่

 

“แค่ครั้งเดียวนะ”

 

ผมวางแก้วลงบนจานรอง ก่อนเอี้ยวตัวไปจุ๊บปากหยักอย่างรวดเร็ว ทว่ามือหนากลับสอดเข้าใต้กลุ่มผมนุ่มกดรั้งศีรษะของผมเอาไว้ ปากอุ่นขบเม้มดูดดึงกลีบปากบางทั้งบนล่างสลับไปมาอย่างหิวกระหาย

 

กริ๊งงง!

 

เสียงกริ่งหน้าประตูดังขัดจังหวะ คุณมาร์โคบดขยี้จูบหนักอีกครั้งก่อนยอมถอนจูบออกแต่โดยดี 

 

“มีค่าจ้างไปเปิดประตูไหม”

 

ลมหายใจเหนื่อยหอบพ่นออกมาไม่เป็นจังหวะ ตาส่งค้อนวงใหญ่ให้คนหน้ามึน เขายิ้มขำอย่างอารมณ์ดีก่อนลุกเดินไปเปิดประตู 

 

เสียงเครียดของคุณมาร์โคกับอันเดรดังลอดเข้ามากระทบโสตประสาท ผมจับใจความได้ว่างานสัมปทานบ่อน้ำมันกำลังมีปัญหา แต่ผมไม่รู้ว่าปัญหาที่เขากำลังเจอมันหนักหนาแค่ไหน

 

“มีอะไรหรือเปล่าครับ”

 

คนตัวสูงเดินกลับมาพร้อมซองเอกสารปึกหนา สีหน้าของเขาดูไม่สู้ดีจนผมอดเป็นห่วงไม่ได้ ร่างสูงทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาแล้วหยิบเอกสารออกจากซองมาอ่าน 

 

“ไม่มีอะไรครับ พรุ่งนี้พี่มีประชุม พี่ขออ่านเอกสารก่อนนะ”

 

ถึงแม้ภายนอกจะดูเป็นปกติ แต่แววตาของเขากลับไม่เป็นประกายเหมือนอย่างเคย ผมว่าผมควรปล่อยให้เขาทำงานของตัวเองไปดีกว่า 

 

“คุณเหนื่อยไหม ผมนวดให้นะ”

 

ตาเหลือบมองนาฬิกาตรงมุมหน้าจอโน้ตบุ๊กที่บอกเวลาเที่ยงคืนสิบห้า ผมหันกลับไปมองคนตัวสูงที่กำลังนั่งอ่านเอกสารหน้าเครียด ก่อนย้ายตัวไปนั่งลงบนโซฟาแล้วยกมือบีบไปตามไหล่กว้าง

 

“เธอ...ขอจูบหน่อยได้ไหม”

 

“อื้อ แค่จูบนะ”

 

คำพูดแผ่วเบาไม่ต่างอะไรจากเสียงกระซิบลอดออกมาจากปากสวยได้รูป ผมไม่เคยเห็นคุณมาร์โคเครียดแบบนี้มาก่อน ผมเลยตกลงยอมรับคำขอ เผื่อว่ามันจะทำให้เขาสบายใจขึ้น

 

“ไม่สัญญาครับ”

 

หมาป่าเจ้าเล่ห์! คนอุตส่าห์เป็นห่วง น่าจะปล่อยให้เครียดจนเส้นเลือดในสมองแตกตาย

 

“นิสัยไม่ดี”

 

“เธออยากทำตัวน่ารักเองทำไม”

 

มือหนาดันตัวผมนอนลงบนโซฟา ปากหยักกดพรมจูบไปจนทั่วใบหน้าไล่เรื่อยมาจนถึงซอกคอ ฟันซี่คมขบกัดเข้าผิวเนื้ออ่อนจนเลือดสีข้นซึมออกมาเล็กน้อย

 

“อ๊ะ! คุณกัดทำไม”

 

“ตอนนี้พี่แค่จองเธอไว้ พี่จะรอวันที่จะได้ผูกพันธะกับเธอ...ที่รัก”

 

นิ้วยาวเลื่อนปลดกระดุมเสื้อนอนตัวบางออกทีละเม็ด ปากร้อนขบเม้มดูดดึงผิวเนื้อขาวเนียนเป็นรอยแดงช้ำทั่วลำตัว ปลายลิ้นร้อนตวัดเลียปรนเปรอรอบฐานสีชมพูสดจนเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำใส

 

“พี่ไม่อยากทำงานแล้ว พี่อยากทำรักกับเธอ”

 

ร่างลอยเหนือพื้นในอ้อมกอดอุ่น คุณมาร์โคเดินอุ้มผมเข้ามาวางลงบนเตียงขนาดคิงไซส์ เราสองคนบดเบียดริมฝีปากเข้าหากันแลกรสจูบแสนเร่าร้อนจนแทบลืมหายใจ 

 

ผมยกมือแกะกระดุมเสื้อเชิ้ตและถอดมันออกจากร่างกายสมบูรณ์แบบ แสงสลัวจากโคมไฟหัวเตียงพอให้มองเห็นกล้ามท้องเรียงเป็นลอนสวย

 

“คืนนี้น้องวินจะเป็นเด็กดีของแด๊ดดี้ได้ไหมคะ”

 

ตอนนี้...ผมต้องการเป็นเด็กดีของแด๊ดดี้จะแย่แล้ว

 

 

 

 

 

 

 

---------------------------------------

 

ฝากเล่นแท็กในทวิตเตอร์ #มนัสวินทร์

 

ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

 

 

 

To be continued...

 

ทำไมคุณฟาเบียนถึงพูดแบบนั้นนะ

 

แล้วทำไมแด๊ดดี้กร้าวใจขนาดเน้ ฮืออออ

 

 

 

ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะคะ

 

ฝากกดติดตาม กดหัวใจ และคอมเมนท์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ ❤🙏

 

 

 

ถ้าคุณรีดคนไหนเล่นทวิตเตอร์เข้าไปพูดคุยกันกับไรท์ได้ตลอดนะคะ

 

ไรท์จะลงเวิร์ดต่างๆ นอกเหนือจากตอนที่อัพ ในทวิตเตอร์นะคะ

 

ตามลิ้งก์นี้ไปได้เลยค่ะ > https://twitter.com/Rosesarin_novel

 

หรือทาง Facebook

 

https://m.facebook.com/Rosesarin.novel/

 

 

 

 

ความคิดเห็น