Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กลีบเหล็ก 二十七

ชื่อตอน : กลีบเหล็ก 二十七

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 81

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 10 มี.ค. 2564 16:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบเหล็ก 二十七
แบบอักษร

สองวันต่อมา

 

สำนักปราบสุริยันในวันนี้ดูจะวุ่นวายเป็นพิเศษ ด้านนอกถ้ำมีแต่เสียงฝีเท้าของศิษย์ในสำนักที่วิ่งกันวุ่นเพื่อลำเลียงคนเจ็บไปที่กระโจมของหมอประจำสำนัก กองทัพจากแคว้นจ้านถูกลอบโจมตี ทหารนับพันเสียชีวิตอย่างไม่ทราบสาเหตุ ในขณะที่พวกที่รอดจากพิษมาได้นั้นบาดเจ็บหนักและเป็นเพียงพวกปลายแถว หัวหน้านายกองไม่มีใครรอดชีวิตเลยสักคน…

 

“นี่มันเรื่องอะไรกัน! เหตุใดจึงมีสภาพเช่นนี้ได้!” เจิ้งเหลียงในฐานะที่ปรึกษาของเจ้าสำนักรีบไต่ถาม ไม่ใช่เพราะความเป็นห่วง หากแต่เพราะทุกความเคลื่อนไหวที่นี่ส่งผลโดยตรงต่ออำนาจในมือของเขา เขาจำต้องรู้ลึกในรายละเอียดทุกอย่างก่อนที่จะตัดสินใจลงมือสิ่งใดลงไป

 

“ท่านที่ปรึกษา กองทัพของเราถูกคนแอบวางยา เสียทหารฝีมือดีทั้งยังโดนลอบโจมตีได้รับบาดเจ็บหลายคน ตอนนี้กำลังพาคนที่บาดเจ็บเล็กน้อยกลับมารักษาขอรับ ส่วนคนที่บาดเจ็บหนักเราให้หมอประจำกองทัพรักษาอยู่ที่ชายแดน เกรงว่าหากพากลับมาทั้งหมดจะเป็นอันตราย” สิ้นคำรายงานนั้นเจิ้งเหลียงกำหมัดแน่น นัยน์ตามีประกายโทสะพาดผ่านชัดเจน ใครกันที่กล้าลอบกัดเช่นนี้ กองทัพกำลังจะเดินทางมาถึงที่นี่แล้วแท้ ๆ แต่กลับถูกลอบโจมตีเช่นนี้

 

“แล้วองค์ชายเล่า องค์ชายแคว้นจ้านเป็นเช่นไรบ้าง”

 

“เรื่องนั้นท่านหลี่จวินดูแลอยู่ขอรับ ส่งคนไปพาตัวองค์ชายมาที่สำนักตั้งแต่เกิดเรื่อง”

 

“คงคิดจะเอาหน้า เหอะ สถานการณ์เช่นนี้ก็ยังคิดแต่เรื่องผลประโยชน์รึ” เจิ้งเหลียงสบถด่าออกมาก่อนจะเอ่ยกับศิษย์ในสำนักด้วยน้ำเสียงขึงขังน่าเกรงขาม “ส่งคนไปดูแลคนเจ็บที่ชายแดน ส่วนคนที่กำลังลำเลียงมาก็ให้รักษากันที่ด้านนอก อย่าให้เข้ามาในถ้ำ การพาคนนอกเข้ามาในสถานการณ์เช่นนี้เสี่ยงที่จะมีศัตรูแฝงเข้ามา เราจะให้พวกมันรู้ที่ตั้งที่แท้จริงไม่ได้”

 

ศิษย์คนนั้นรีบพยักหน้ารับคำแล้ววิ่งไปกระจายคำสั่งอย่างรวดเร็ว คนเจ็บที่กำลังจะถูกพาเข้ามาในถ้ำจึงถูกพากลับออกไปอีกทาง ท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวายนั้นร่างบางของเหลียนซินวิ่งเข้ามาหาเจิ้งเหลียงด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ชายหนุ่มรู้ตัวอีกทีก็โดนสวมกอดเอาไว้แน่น ได้แต่ยืนนิ่งเป็นท่อนไม้ให้นางกอดซบอย่างเต็มใจ

 

“ข้าตื่นขึ้นมาไม่พบท่าน…” น้ำเสียงของนางเบาหวิวจนแทบจะถูกเสียงรอบตัวกลบไปจนหมด แต่กระนั้นเจิ้งเหลียงก็ยังได้ยินมันอย่างชัดเจน เขายกมือขึ้นลูบขึ้นลงเบา ๆ ที่แผ่นหลังบางเป็นการปลอบโยน อยู่ที่นี่นางไม่รู้จักใคร ดังนั้นจึงมีเพียงเขาที่คอยอยู่เคียงข้าง ไม่แปลกอะไรหากนางจะรู้สึกหวาดกลัวเมื่อต้องอยู่ตามลำพังกับพวกสาวใช้ แววตาของหญิงพวกนั้นไม่ได้เป็นมิตรนักเมื่อรู้ว่าสตรีของเขาเป็นคนที่ท่านเจ้าสำนักชังน้ำหน้า ติดที่ว่าพวกนางยังเกรงกลัวเขาจึงไม่ได้ทำสิ่งใดมากไปกว่าการใช้สายตามอง

 

“ตอนนี้ด้านนอกกำลังวุ่นวาย พี่ต้องออกไปดูความเรียบร้อย เจ้าจะไปกับพี่หรือไม่” สรรพนามไม่คุ้นหูที่เจิ้งเหลียงกล่าวออกมาไม่ได้ทำให้นางจดจำหรือรู้สึกคุ้นชิน ตั้งแต่ที่นางฟื้นก็ได้ยินเขากล่าวเรียกนางว่าท่านหญิงและแทนตนเองว่าข้า พอนางติงไปเรื่องที่คำเรียกกล่าวของเราดูห่างเหินไม่เหมือนคนรักกันเขาก็เปลี่ยนมาใช้พี่กับเจ้าซึ่งนางรู้สึกราวกับว่าไม่เคยเรียกขานกันเช่นนี้ แต่เจิ้งเหลียงก็ยืนยันหนักแน่นว่าเขาและนางใช้คำเรียกขานเช่นนี้จริง ในบางครั้งบางคราที่เขาเรียกนางว่าเสี่ยวเหลียนนั่นต่างหากที่นางรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด แต่เจิ้งเหลียงก็พยายามเลี่ยงไม่ยอมเรียกขานนางเช่นนี้หากไม่เผลอหลุดปากออกมาจริง ๆ

 

“ข้าไม่เคยออกไปด้านนอก…แล้วท่านเจ้าสำนักก็ดูจะไม่อยากให้ข้าออกไปจากถ้ำแห่งนี้”

 

“หากเจ้าอยากไปทำไมพี่จะพาไปไม่ได้ เพียงแต่วันนี้ค่อนข้างวุ่นวาย ภาพภายนอกอาจไม่น่ามองนัก” ชายหนุ่มอธิบายอย่างใจเย็นในตอนที่นางผละออกจากอ้อมกอด รู้สึกเสียดายจนอยากจะกอดรัดนางเอาไว้ให้แนบแน่น แต่เพราะรู้ดีว่าในใจนางยังคงไม่ยอมรับกันจึงได้ไม่ฝืนใจนางไปมากกว่านี้

 

“ภาพที่ไม่น่ามอง…” เหลียนซินทอดน้ำเสียงยาว เพิ่งเห็นว่ารอบกายมีการเคลื่อนย้ายคนเจ็บอยู่ เมื่อครู่นี้เพราะตกใจตื่นจึงรีบวิ่งออกมา ไม่ได้สนใจเลยว่าที่นี่กำลังเกิดสิ่งใดขึ้น พอตอนนี้ได้เห็นแล้วในใจจึงเกิดความสงสัยขึ้นมา คนพวกนี้มิใช่ว่าแต่งกายด้วยชุดของทหารหรอกหรือ ที่นี่คือสำนักปราบสุริยัน แล้วทหารเหล่านี้เข้ามาได้อย่างไร หรือจะมีความเกี่ยวข้องกับสำนัก…

 

“ท่านที่ปรึกษา ท่านเจ้าสำนักให้ข้ามาตามท่านไปพบขอรับ” ไม่ทันที่ความสงสัยใคร่รู้ของเหลียนซินจะได้รับคำตอบ ร่างสูงของหนึ่งในศิษย์ของสำนักก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา เจิ้งเหลียงที่พอจะคาดเดาถึงสาเหตุของการเรียกพบในครั้งนี้ได้ก็ถอนหายใจออกมาเสียงดังคราหนึ่ง เขาตัดสินใจพาคนรักกลับไปพักที่ห้องก่อนแล้วจึงไปเข้าพบตามที่ได้รับคำสั่ง

 

สองเท้าของท่านที่ปรึกษาหนุ่มก้าวเดินอย่างเร่งรีบมาจนถึงห้องที่ใช้สำหรับวางแผนและหารือเรื่องสำคัญ ๆ ตาคมกวาดมองไปทั่วห้องก็พบว่าที่นี่มีทั้งเหล่าผู้อาวุโส ท่านเจ้าสำนัก รวมไปถึงองค์ชายจากต่างแคว้นนั่นด้วย สีหน้าแต่ละคนดูก็รู้ว่าไม่พอใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะคนที่เป็นผู้นำทหารมาที่นี่ เจิ้งเหลียงหาได้ใส่ใจท่าทีเหล่านั้น กลับกันเมื่อเห็นใบหน้าเย่อหยิ่งนั้นดูร้อนรนได้เช่นนี้แล้วต้องยอมรับเลยว่าในใจเขาเกิดความรู้สึกยินดียิ่ง ชายหนุ่มอดกลั้นไม่เผยรอยยิ้มออกมาในตอนที่เดินเข้าไปนั่งประจำที่ของตน

 

“ศิษย์ในสำนักบอกว่าเจ้าสั่งห้ามพาทหารของข้าเข้ารักษาตัวในถ้ำ เพราะเหตุใด” องค์ชายซูเมิ่งเริ่มเปิดฉากเป็นคนแรก ใบหน้าฉายแววโกรธขึ้งอย่างปิดไม่มิด

 

“ในเมื่อท่านถามศิษย์ในสำนักท่านก็น่าจะรู้ไม่ใช่หรือว่าข้าพูดอะไรออกไปบ้าง เหตุใดยังต้องมาถามข้าต่อหน้าเหล่าผู้อาวุโสด้วยเล่าองค์ชาย” เจิ้งเหลียงลอยหน้าลอยตาตอบกลับไปไม่ได้นึกเกรงกลัวอีกฝ่ายเลยสักนิด กับแค่องค์ชายปลายแถวที่บิดาไม่สนใจจนต้องดิ้นรนหาทางมีตัวตน ขวนขวายหาทางสร้างผลงานจนต้องมาอยู่ต่างแคว้น มีอะไรให้เขาต้องกลัว

 

“เจ้า!”

 

“ข้าไม่ไว้ใจว่าคนที่เข้ามาจะเป็นฝ่ายเดียวกับเรา ยิ่งช่วงนี้วังหลวงเริ่มมีการเคลื่อนไหวเรายิ่งต้องระวัง หรือองค์ชายจะไปยืนอยู่หน้าถ้ำคอยชี้บอกว่าคนไหนคนของท่าน คนไหนไม่ใช่ ถ้าองค์ชายจะกรุณาลงแรงทำเช่นนั้นข้าจะได้วางใจว่าไม่มีหนอนแฝงตัวเข้ามาในสำนักของเรา” ยิ่งพูดความไม่พอใจของซูเมิ่งยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว องค์ชายต่างแคว้นผุดลุกขึ้นด้วยท่าทีโกรธจัด ใช้กำปั้นทุบลงบนโต๊ะไม้เสียงดังลั่นจนคนอื่น ๆ พากันตกใจ

 

“หึ กล้าพูดนักนะ คนที่เป็นหนอนมันน่าจะเป็นสตรีที่เจ้าซ่อนไว้ไม่ใช่รึ ท่านหญิงนั่นต่างหากที่เจ้าควรระแวง ไม่ใช่มานั่งจับผิดคนของข้า!” คราวนี้ความไม่พอใจตกไปอยู่กับกัวเจิ้งเหลียง การที่เหลียนซินถูกหยิบยกขึ้นมาพูดทำเอาเขาโกรธจนมือไม้สั่น ในใจรู้ดีว่าอีกฝ่ายจงใจพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนหันมาเพ่งเล็งเขา ทั้งเรื่องที่นางมาอยู่ที่นี่ก็ยังคงเป็นความลับ ไม่แปลกที่หากเรื่องนี้ถูกเปิดเผยจะทำให้เขามีความน่าเชื่อถือน้อยลง

 

“เรื่องนั้นข้าว่าจะแจ้งแก่ทุกคนอยู่พอดี ตอนนี้คนรักของข้า…ท่านหญิงเหลียนซินอยู่ที่นี่ เกิดเรื่องขึ้นกับนางและท่านหมอประจำสำนักก็ยืนยันแล้วว่าความทรงจำของนางหายไป ท่านเจ้าสำนักเองก็รับรู้เรื่องนี้ตั้งแต่วันแรกที่นางมาถึง ดังนั้นทุกคนวางใจได้ ข้าว่าเรื่องนี้ไม่ควรยกขึ้นมาเป็นประเด็นอีก เราควรให้ความสำคัญกับเรื่องที่ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลอบโจมตีกองทัพ และหากเป็นราชสำนักจริง ย่อมต้องมีเกลือกลายเป็นหนอน”

 

เจิ้งเหลียงพูดมาขนาดนี้คนอื่น ๆ ก็ไม่กล้าโวยวายเรื่องของเหลียนซินขึ้นมาอีก การที่ชายหนุ่มยกท่านเจ้าสำนักขึ้นมาอ้างและอีกฝ่ายก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรก็เท่ากับว่าเรื่องนี้ไม่ควรนำมาพูดดังที่ว่าจริง ๆ องค์ชายซูเมิ่งเองก็เช่นกัน แม้จะยังคงไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าหักหน้าสหาย ได้แต่ปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปเท่านั้น

 

“เรื่องกองทัพเราวางแผนกันมานานนับเดือน ดังนั้นย่อมไม่ใช่ฝีมือของคนที่เข้ามาใหม่” จูหลี่จวินรีบพูดขึ้น ฟังดูก็คล้ายเป็นการร้อนตัวซึ่งก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขาไม่ได้คิดเช่นนั้นจริง ๆ เขาเกรงว่าใครจะกล่าวหาว่าหลานชายของเขาเป็นหนอนที่แฝงตัวมา ยิ่งเกิดเรื่องในช่วงที่หลานชายเขาเข้ามาอาศัยที่สำนักด้วยแล้วอาจทำให้ใครหลายคนเกิดไม่ไว้ใจ และที่เขากลัวที่สุดคือกลัวว่าหนึ่งในคนพวกนั้นจะรวมไปถึงท่านเจ้าสำนักด้วย อุตส่าห์ทำผลงานมาขนาดนี้แล้วจะยอมให้อำนาจถูกดึงออกจากมือไปไม่ได้เด็ดขาด

 

“จริงสิ แล้วที่ปรึกษาพิเศษ หลานชายท่านไปไหนเสียเล่าท่านจู” หนึ่งในผู้อาวุโสเอ่ยถามขึ้น และคำถามนั้นก็ทำให้เจิ้งหนันหมิงมองตรงมาอย่างต้องการคำตอบ

 

“หลานชายข้าออกจากสำนักไปเที่ยวสุรานารีได้สองสามวันแล้ว เขาคงยังไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น แต่อีกเดี๋ยวก็คงกลับมา”

 

“ทุกคนมาอยู่ที่นี่เอง” ในขณะที่ผู้เป็นลุงกำลังช่วยแก้ตัว ผู้เป็นหลานก็เดินเข้ามาในห้องประชุมลับพอดิบพอดี ในมือถือถุงผ้าแพรเหวี่ยงไปมาก่อนจะหยิบของด้านในออกมาวางบนโต๊ะต่อหน้าทุกคน

 

“ข้าเที่ยวเล่นอยู่ในหอนางโลม บังเอิญได้ยินคนที่นั่นพูดกันว่ามีกองทัพจากต่างแคว้นถูกลอบโจมตี จำได้ว่าท่านลุงสั่งข้าเอาไว้ก่อนจะออกนอกสำนักเรื่องที่ให้รีบกลับมาต้อนรับองค์ชายและทัพแคว้นจ้าน คิดไว้แล้วว่าจะต้องเกิดเรื่องแล้วก็ไม่ผิดจากที่คิด ขออภัยด้วยที่ข้ามาถึงช้าเกินไป” เซียวเสวี่ยได้ทีกล่าวขออภัยและประจบประแจงองค์ชายจากต่างแคว้นไปพร้อม ๆ กัน ผู้เป็นลุงยิ้มออกทันทีที่หลายชายหัวไว แค่แรกพบก็สร้างความพอใจให้สหายคนสำคัญของท่านเจ้าสำนักได้เสียแล้ว

 

“เซียวเสวี่ย นั่นขวดอะไร” เจิ้งหนันหมิงที่นิ่งเงียบมานานเอ่ยถามขึ้นด้วยความแปลกใจ รู้ดีว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าฉลาดเฉลียวเกินกว่าจะทำสิ่งใดโดนไร้เหตุผล ขวดแก้วนั่นต้องมีอะไรสำคัญ ไม่เช่นนั้นอีกฝ่ายคงไม่ยกขึ้นมาวางอยู่กลางโต๊ะเช่นนี้

 

“เรียนท่านเจ้าสำนัก เมื่อข้ามาถึงก็ได้เห็นทหารบาดเจ็บมากมาย เข้าไปถามก็ได้ความว่าทัพไม่เพียงถูกลอบโจมตี แต่ยังโดนวางยาพิษในเสบียงจนคนล้มตายไปกว่าครึ่ง ข้าได้ไต่ถามอาการแล้วจึงคิดว่าน่าจะเป็นพิษชนิดเดียวกันขอรับ”

 

“เจ้าจะบอกว่าเจ้ามีพิษชนิดเดียวกันกับพวกศัตรูอย่างนั้นรึ” หนึ่งในผู้อาวุโสถามขึ้นด้วยสีหน้าที่บ่งบอกชัดเจนว่าไม่ชอบขี้หน้ากัน ไม่แปลกที่เหล่าผู้อาวุโสจะเขม่นกันในเมื่อต่างคนต่างก็ต้องการอำนาจและความเคารพนับถือจากคนในสำนัก และตัวเขาก็ดันเป็นเหมือนตัวนำโชคที่ทำให้ท่านลุงได้รับความสนใจจากท่านเจ้าสำนักจนเกินหน้าเกินตาคนอื่น ๆ

 

“ข้าเคยทำงานในโรงน้ำชา พบคนมาก็มาก พิษนี้ข้าได้มาจากคนของนภาทมิฬเมื่อครั้งที่ต้องทำหน้าที่ดูแลชายคนนั้น อย่างที่เคยบอกทุกท่านไปแล้วว่าสำนักนั่นตั้งอยู่บนเขา คนจากสำนักนั้นเข้าเมืองมาจึงไหว้วานให้ข้าหาโรงเตี๊ยมหารถม้าให้ใช้ เห็นว่าข้าดูแลเขาอย่างดีและคงจะนึกสังเวชที่ข้าถูกสหายเก่าดูถูกที่เป็นได้แค่คนงานในโรงน้ำชา คนผู้นั้นเลยให้ของรางวัลตอบแทนเป็นสิ่งนี้ เขาบอกให้ข้าเอาไว้แก้แค้น คนที่ดูถูกข้าจะได้ไม่มีโอกาสพูดอีก แต่น่าเสียดาย…ข้าไม่ได้พบคนผู้นั้นอีก”

 

เซียวเสวี่ยจงใจส่งสายตาให้กัวเจิ้งเหลียงที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว คนถูกมองเองก็พอจะนึกเหตุการณ์นั้นออกจึงเหยียดยิ้มออกมา สภาพของอี้เซียวเสวี่ยในวันนั้นเรียกได้ว่าตกอับถึงขีดสุดจริง ๆ ว่าแต่คิดจะวางยาพิษให้ตายเชียวรึ…มันไม่ง่ายเช่นนั้นหรอก

 

“ข้าจะให้คนเอาไปตรวจสอบ หากเป็นคนจากนภาทมิฬจริงข้าจะกำจัดเสียให้สิ้นซาก” หนันหมิงนั้นเชื่อเรื่องเล่าทั้งหมดอย่างสนิทใจ เรื่องที่ว่าเซียวเสวี่ยและเจิ้งเหลียงนั้นเคยเป็นสหายกันเขารู้ดี และรู้ด้วยว่าสองคนนี้ไม่ถูกกัน เรื่องที่เซียวเสวี่ยเล่ามาเมื่อครู่จึงแทบไม่ต้องคิดเลยว่าพบเจอสหายเก่าดูถูกนั้นจะหมายถึงใคร สีหน้าของกัวเจิ้งเหลียงนั้นบ่งบอกทุกสิ่งออกมาแล้ว

 

“ท่านเจ้าสำนักโปรดอย่าเพิ่งวู่วามไป คนของเรามีน้อย ไหนจะต้องจัดการดูแลคนเจ็บ หากคิดจะลงมือตอนนี้ข้าว่าเราเสี่ยงเกินไป หากเกิดเรื่องที่สำนักคนของเราอาจจะไม่พอ”

 

“กับอีแค่สำนักเล็ก ๆ จะใช้คนมากสักแค่ไหนกันเชียว” ซูเมิ่งที่ยังคงไม่พอใจเจิ้งเหลียงอยู่เอ่ยขัดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ คนของเขาบาดเจ็บล้มตายเกินครึ่งกองทัพจะปล่อยเรื่องนี้ไปโดยง่ายได้อย่างไร ต่อให้สิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาเมื่อครู่จะเป็นเรื่องจริงเขาก็ไม่สน

 

“ท่านเจ้าสำนัก ข้าว่าเรื่องนี้เราพอมีหนทาง อย่างไรเสียการเดินทางก็ใช้เวลาร่วมเดือน กว่าที่คนของเราจะเดินทางไปถึงคนเจ็บที่นี่ก็คงอาการดีขึ้นมากแล้ว น่าจะพอป้องกันสำนักได้ คนในสำนักเราก็ใช่ว่าจะมีน้อย เพียงแต่บางกลุ่มกระจัดกระจายกันไปเป็นสายคอยสืบข่าว เราก็แค่ดึงคนพวกนั้นกลับมาบ้างเท่านั้น เช่นนี้แล้วเราก็จะกำจัดสำนักนั่นได้ ซ้ำยังเป็นการล้างแค้นที่พวกมันกล้าลอบกัดคนขององค์ชายอีกด้วย ทุกท่านคิดเห็นเช่นไร” ความคิดเห็นของเซียวเสวี่ยดูจะเป็นที่พอใจของใครหลายคน การพยักหน้าอย่างเห็นด้วยของเจ้าสำนักและสหายคนสนิทนั้นเป็นที่แน่นอนแล้วว่าความเห็นของท่านที่ปรึกษาพิเศษเอาชนะความคิดเห็นของที่ปรึกษาคนเก่าอย่างกัวเจิ้งเหลียงได้อย่างขาดลอย

 

“ข้ายังยืนยันคำเดิม เราไม่ควรลงมือทำอะไรในตอนที่คนยังไม่พร้อม”

 

“แต่คนที่บาดเจ็บคือทหารขององค์ชาย คนที่จะส่งไปกำจัดพวกนภาทมิฬคือคนของสำนักเรา เจ้าจะบอกว่าคนของสำนักเราสู้พวกนั้นไม่ได้อย่างนั้นรึ คิดว่าแค่ส่งคนออกไปไม่กี่คนจะถึงกับทำให้สำนักอ่อนแอได้เชียวหรือท่านที่ปรึกษา” หลี่จวินเข้าข้างหลานชายเต็มที่ ในขณะเดียวกันก็พูดให้เจิ้งเหลียงนั้นดูแย่ในสายตาของคนอื่นไปด้วย และมันก็ได้ผลดีทีเดียว เพราะตอนนี้เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นแล้ว

 

“ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น เพียงแค่อยากให้ทุกย่างก้าวของสำนักเรามั่นคง ไม่อยากให้พลาดจนเกือบถูกกวาดล้างไปจนหมดอย่างเช่นครั้งเก่าก่อน”

 

“เหอะ ข้ออ้างของคนขี้ขลาด” พูดไปพูดมาก็กลายเป็นการค่อนแคะอีกฝ่ายไปเสียแล้ว เจิ้งเหลียงตั้งท่าจะตอกกลับก็โดนเสียงของเจ้าสำนักหยุดเอาไว้ก่อน ได้แต่ส่งสายตาไม่พอใจไปที่สองลุงหลานเท่านั้น

 

“พวกเจ้าเลิกต่อล้อต่อเถียงกันเองเสียที ข้าตัดสินใจแล้ว อีกสิบวันจะส่งคนไปกวาดล้างสำนักสภาทมิฬนั่นเสีย ส่วนทางนี้ก็เรียกคนบางส่วนกลับมาอย่างที่เซียวเสวี่ยว่า เรื่องนี้ก็ให้คนที่เสนอเป็นคนดูแลก็แล้วกัน”

 

เจ้าสำนักออกปากด้วยตนเองเช่นนี้ใครจะกล้าค้านอะไรได้ สุดท้ายการหารือในวันนี้ก็จบลงที่เซียวเสวี่ยได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญ ส่วนกัวเจิ้งเหลียงพอกลับเข้าที่พักของตนได้สีหน้าก็กลับยิ้มแย้มไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไรทั้งนั้น ไม่รู้เป็นเพราะคนที่นั่งอยู่บนเตียงของเขาหรือเป็นเพราะเขาเองที่ไม่ได้ใส่ใจสำนักปราบสุริยันมาตั้งแต่ต้น

 

“รอพี่อยู่หรือเหลียนเอ๋อร์” ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้พลางส่งสัญญาณให้สาวใช้ออกจากห้องไปเพื่อความเป็นส่วนตัว เหลียนซินเห็นว่าคนที่นางเฝ้ารออยู่กลับมาแล้วก็ยกยิ้มดีใจ ขยับตัวเว้นที่ให้เขาได้นั่งลงข้างกัน

 

“อื้ม ข้ารอ ระหว่างรอก็เริ่มนึกอะไรได้ราง ๆ แล้ว”

 

“จริงรึ แล้วเจ้านึกอะไรออกบ้าง” แม้น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจะฟังดูเหมือนว่าเจ้าของคำพูดนั้นกำลังยินดีกับสิ่งที่นางบอก แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้น ทุกความทรงจำที่นางจดจำขึ้นมาได้เป็นอันตรายต่อใจของเขา หากนางจำอี้เซียวเสวี่ยได้ในตอนนี้เขาคงไม่รู้จะทำเช่นไร

 

“ข้าจำได้ว่าชอบไปที่ลานธนู”

 

“อ่อ เรื่องนี้นี่เอง เช่นนั้นเจ้าก็ควรจะจำได้ว่าพี่เป็นผู้สอนให้เจ้ายิงธนู จับมือเจ้าแล้วสอนไปทีละขั้นเช่นนี้” เจิ้งเหลียงเดินไปหยิบคันธนูที่วางอยู่ข้างกระบี่แล้วกลับมาหาคนบนเตียง เข้าไปนั่งซ้อนอยู่ด้านหลังของนางแล้วจัดท่าทางของนางให้เหมือนตอนที่ฝึกยิงธนู กุมมือนางเอาไว้ไม่ต่างจากที่เซียวเสวี่ยเคยทำ

 

“ทะ ท่าน…” เหลียนซินที่ถูกอีกฝ่ายขยับมาใกล้ชิดก็ตกใจ แต่ภาพบางอย่างที่ซ้อนทับขึ้นมานั้นทำให้นางต้องนิ่งอยู่กับที่ ไม่ผิด เขาเคยสอนนางยิงธนูจริง ๆ ในวันนั้นเจิ้งเหลียงก็ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังของนางเช่นนี้

 

“ตอนที่พี่สอนเจ้าครั้งแรกเจ้าก็เขินอายเช่นนี้” น้ำเสียงทุ้มกระซิบอยู่ข้างใบหูจนหญิงสาวจำต้องหดลำคอหนี เหลียนซินขยับตัวออกจากคนด้านหลังอย่างนุ่มนวลด้วยเกรงว่าเขาจะเสียใจหากนางลุกพรวดพราดออกไป เหตุใดจึงรู้สึกไม่ชินเลยสักครั้งที่เจิ้งเหลียงเข้ามาอยู่ใกล้กัน ทั้งที่เป็นคนรักแต่ในใจกลับไม่รู้สึกยินดีกับสัมผัสของอีกฝ่ายเลยสักนิด หรือเป็นเพราะนางจดจำเขาไม่ได้อย่างนั้นหรือ

 

“ขะ ข้าไม่อยากยิงธนูแล้ว ท่านรีบเอาไปเก็บเถิด”

 

เจิ้งเหลียงที่เห็นว่าอีกฝ่ายพูดตะกุกตะกักก็คิดไปว่านางคงจะเขินอายจึงยอมผละออกมา เขานำคันธนูไปวางไว้ที่เดิมก่อนจะหันกลับมามอง เห็นนางก้มหน้างุดไม่กล้าสบตาก็ยิ้มด้วยความเอ็นดู กำลังจะเข้าไปนั่งข้างกายนางก็มีเสียงเรียกดังขึ้นที่หน้าห้องพักของเขาเสียก่อน ชายหนุ่มชักสีหน้าหงุดหงิดแต่ก็ยอมเดินออกไปดู

 

“ท่านที่ปรึกษา”

 

“มารบกวนเวลาพักผ่อนของข้าเช่นนี้หวังว่าจะมีเรื่องเร่งด่วนนะ”

 

“คะ คือ ท่านที่ปรึกษาพิเศษอยากพบท่าน” ศิษย์ของสำนักรีบบอกจุดประสงค์ของตนที่ถูกไหว้วานให้มาเชิญคนตรงหน้า นึกหวั่นเกรงจนเนื้อตัวสั่นเมื่ออีกฝ่ายแสดงออกชัดเจนว่าไม่พอใจ

 

“บอกให้เขารอครึ่งชั่วยาม หากรอไม่ได้ก็ไม่ต้องรอ ข้าไม่ว่าง” เจิ้งเหลียงหันหลังกลับเข้าห้องอย่างหัวเสีย ใจคออี้เซียวเสวี่ยจะคอยขัดขาไปทุกเรื่องเลยหรือไร จะคิดจะทำสิ่งใดต้องมีอีกฝ่ายเข้ามาก่อกวนราวกับเงาแค้น จะใช้เวลาอยู่กับคนรักยังถูกขวาง ไม่รู้เจ้านั่นนึกครึ้มอะไรถึงคิดจะอยากสนทนากับเขา แต่เอาเถิด คนอย่างเขาไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรคนเช่นนั้นอยู่แล้ว เหอะ! แค่ไปพบสักหน่อยจะเป็นอะไรไป ตำแหน่งท่านที่ปรึกษาพิเศษอะไรนั่นก็แค่ตำแหน่งที่ได้มาจากการเลียแข้งเลียขาท่านเจ้าสำนักนั่นเอง

 

 

ความคิดเห็น