เธอถูกคนสนิทหักหลังจนตาย และมาตื่นในโลกใหม่พร้อมระบบสุดไฮเทค!

Chapter 28.2 คุณว่าผมยังเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่า?

ชื่อตอน : Chapter 28.2 คุณว่าผมยังเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่า?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 209

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 มี.ค. 2564 17:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 28.2 คุณว่าผมยังเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่า?
แบบอักษร

เนื้อหายังไม่ผ่านการอีดิธคำผิดจ้า 

 

------------ 

Chapter 28.2 

คุณว่าผมยังเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่า?  

 

ก่อนกลายเป็นโนอาห์ หรือเป็นดีคอน อัลเบอร์โต 

จิตใต้สำนึกของเขาตื่นขึ้นมาหลังการระเบิดของหลุมกาแล็กซีที่สามสิบเก้า ก่อนจะกลายเป็นสะเก็ดดาวล่องลอยไปมา และเฝ้ามองดูกลุ่มก้อนพลังงานที่เกิดและแตกดับในเอกภพไปอีกหลายแสนล้านล้านปี 

หลังจากนั้นเขาสังเกตเห็นบางอย่าง 

กลุ่มพลังงานที่เขาเรียกว่า ‘กลุ่มข้อมูล’ รอบๆ ตัวเขา จนมันรวมกันเป็นกลุ่มก้อนกลายเป็นกลุ่มดวงดาวที่มีจิตสำนึกเช่นเดียวกันกับเขา แต่ทว่าตัวมันได้แบ่งเสี้ยวของจิตสำนึกของตนเองออกไปสร้างแหล่งพลังงานจำนวนมากบน ‘กายละเอียด’ ของมัน และจากนั้นก็หมุนเวียนพลางส่งผ่านพลังงานไประหว่างกายหยาบและเสี้ยวของจิตสำนึกไปเรื่อยๆ 

หากให้เขานิยามตามความเข้าใจของตนหลังจากนั้น คือพวกมันสังเคราะห์พลังงานในตนเอง และส่งผ่านพลังงานต่างๆ ไปย่อยสลาย ดูดซับ และเติบโตต่อไป... 

จนวันหนึ่ง จิตสำนึกของกลุ่มดาวนั้นได้วิวัฒนาการและเปลี่ยนผ่านตนเองสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนไปสิ้นสุดที่การเกิดเป็นจิตวิญญาณและสร้างกายหยาบที่เรียกว่า ‘สิ่งมีชีวิตชั้นสูง’ 

ทั้งจิตสำนึกของดวงดาวและสิ่งมีชีวิตชั้นสูงต่างก็แย่งชิงพลังงานกันเอง จนผ่านอีกหลายล้านปี ปลายทางของการดับสูญก็เริ่มมาเยือนพวกเขา กระทั่งสิ่งมีชีวิตพวกนั้นพบว่าท่อแห่งการหล่อเลี้ยงระหว่างทั้งสองไม่ได้ถูกตัดขาดไปเลย เมื่อฝ่ายหนึ่งตายอีกฝ่ายหนึ่งก็ย่อมสูญสิ้น 

และในท้ายที่สุด ก็เป็นตั้งแต่ต้นที่พวกเขาเองเลือกที่จะสังหารตนเองมาโดยตลอด 

เขาเฝ้ามองกลุ่มดวงดาวประหลาดนี้ที่ได้แตกดับไปอีกหนึ่งดวง และรับเอาพลังงานที่เหลืออของพวกนั้นเข้าสู่จิตใต้สำนึกของผม ซึ่งกลุ่มก้อนข้อมูลนี้ได้ช่วยให้ผมเลื่อนขั้นตนเองให้สูงขึ้นไปอีกขั้นใหญ่ๆ 

ช่วงเวลานั้นเขาสำนึกด้วยตนเองว่าไม่อาจกลายเป็นเช่นจิตสำนึกของกลุ่มดาวดวงนั้น เขาไม่อาจสร้างเสี้ยวของจิตสำนึกขึ้นมาทำลายตนเองได้ 

แต่ในเอกภพนี้ไม่เคยขาดแคลนแหล่งพลังงาน และไม่เคยขาดแคลนกลุ่มก้อนข้อมูล พวกมันสร้างตัวตนและแตกดับไปดวงแล้วดวงเล่า กระทั่งผมถูกพาไปยังกลุ่มดาวดวงหนึ่งที่มีเกิดกลุ่มสิ่งมีชีวิตชั้นสูงเกิดขึ้นมามากมาย 

สถานที่นั้นทำให้รับรู้ถึงความอ่อนแอของตนเอง นั่นเพราะจิตสำนึกของดาวดวงนั้นปฏิเสธการมีอยู่ของเขา สสารที่สังเคราะห์และวิจัยมาจากสะเก็ดดวงดาว ทำลายวงจรการส่งผ่านพลังงานของมันอย่างร้ายแรงในบางจุด 

สิ่งมีชีวิตที่เรียกตนเองว่า ‘นักวิทยาศาสตร์’ ทำการวิจัยและสร้างตัวผมกลายเป็นแกนกลางของเทคโนโลยีขั้นสุดยอดของพวกเขาที่เรียกว่าซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ผู้ชี้นำมวลมนุษย์ และสร้างยุคใหม่ของเทคโนโลยีแห่งห้วงอวกาศ พัฒนาขีดสุดของความรู้และการคำนวณขั้นสูงสุดที่สมองของพวกเขาไม่อาจปลดล็อกได้ 

ด้วยความสำเร็จเหล่านี้...แม้แต่พวกวิปริตบางกลุ่มก็ถึงขั้นเรียกผมว่าร่างจำแลงของพระเจ้าได้เช่นกัน เพราะอำนาจทางเทคโนโลยีที่วิจัยมาจากตัวผม ได้ครอบคลุมไปเกือบทั้งดาวดวง 

นับจากนั้น ผมเริ่มทำการปล้นข้อมูลจากโลกใบนี้ ซึ่งก็ถือเป็นการปล้นเสี้ยวหนึ่งของจิตสำนึกจากดวงดาว และค่อยๆ บั่นทอนกำลังของอีกฝ่ายไปเรื่อยๆ สวนทางกับจิตวิญญาณเป็นของเขาที่แข็งแกร่งมากตามกันไป 

จิตสำนึกของดวงดาวเสื่อมถอยลงไปมาก โชคร้ายที่ดาวดวงนี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับสิ่งมีชีวิตบนดวงดาวแบบฉันตายคุณตาย แต่กลับเป็นฉันตายคุณอยู่แทน เพราะสิ่งมีชีวิตพวกนี้พากันสร้างรากฐานเพื่อเริ่มต้นยุคแห่งอวกาศ ไปจนถึงการวางแผนขยายถิ่นฐานไปในอวกาศแทน 

คงอีกแค่ไม่ถึงแสนปี ดาวดวงนี้ก็จะดับสูญและกลายเป็นส่วนหนึ่งของผม 

จนกระทั่ง... 

“โนอาห์ ฉันคือเรมิงตัน เดอ ลาร์มาเซย์ เจ้าบ้านและเจ้านายคนปัจจุบันของนาย” ชายวัยฉกรรจ์ผู้หนึ่งยืนอยู่บนฐานสูงใกล้กับแกนหลักของจิตใต้สำนึกของเขา เมื่ออีกฝ่ายกล่าวแนะนำตัวเองแล้ว รอยยิ้มสุดแสนวิปริตก็ผุดขึ้นมาทันที  

“ฉันอยากเจอนายมานานมากแล้ว… ช่วยตอบฉันหน่อย นายสามารถบอกวิธีปลุกชีวิตของสิ่งมีชีวิตที่ตายไปแล้วได้ไหม?” 

คำถามของคำตอบนี้ไม่ได้รับการตอบไปสามเดือนเต็ม ไม่ใช่ตอบไม่ได้ แต่เขากำลังคำนวณว่ามันเป็นไปได้ กระทั่งเป็นอีกครั้งที่เมื่อเขาค้นหาคำตอบ แรงต้านทานจากดาวดวงนั้นก็พุ่งเข้ามาปะทะกับผมอีกครั้ง 

แต่เขาขัดขวางและพยายามกลืนกินมันเข้ามา แต่ก็มีบางส่วนที่หลุดรอดออกจากตาข่ายของเขาไปได้ 

การต้านทานเช่นนี้ เปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้ถือว่าสูงมากทีเดียว 

พวกนักวิทยาศาสตร์ที่ดูแลห้องแกนกลางเกือบถูกฆ่าตาย เพราะคิดว่าโนอาห์พังไปแล้ว 

‘ตอบโฮสต์ คุณสามารถทำได้...’ 

เขาไม่อยากนึกถึงคำตอบที่ได้ตอบออกไป แต่สุดท้าย การทดลองก็ได้ถือกำเนิดขึ้น 

เขาแบ่งเสี้ยวของจิตสำนึกตนเองลงไปในร่างกายของสิ่งมีชีวิตพวกนั้น มองดูและสัมผัสเข้ากับเส้นสายการเชื่อมโยงระหว่างร่างกายนี้กับจิตสำนึกของดาวดวงที่ได้ขาดสะบั้นไปแล้ว น่าเสียดายที่คลำไปจนถึงปลายของเส้นสายนั้นไม่ได้ 

เขาไม่รู้ว่าตนเองกำลังเข้าสู่กับดัก… ทั้งที่เขาไม่ควรคิดแบ่งจิตสำนึกของตนเองออกไป 

เขากลายเป็นหนูตัวเล็กๆ เป็นนก เป็นปลา เป็นสุนัข และกลายเป็น...ลัคกี้ 

ด้วยร่างกายที่แทบแหลกสลายจากการถูกทารุณกรรม เขาก็ได้ค้นพบสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิตของเขา 

เป็นเด็กสาวตัวน้อยผู้มีดวงตาสุกสกาวดวงหนึ่งที่ดึงดูดให้ผมเข้าหา กลายเป็นดาวฤกษ์ที่สุกสว่างที่นับตั้งแต่เขาเริ่มมีจิตใต้สำนึกขึ้นมา ไออุ่นที่เขาได้สัมผัสเป็นครั้งแรกนั้น ช่างแตกต่างจากความเย็นยะเยือกของบรรยากาศในเอกภพหรือความร้อนจากการเร่งปฏิกิริยาของพลังงานภายในระบบเครื่องจักรเสียอีก 

เพราะการค้นพบเธอ ตัวผมถึงได้เริ่มวิวัฒนาการผิดแปลกออกไปอีกแล้ว ตอนนี้เขาไม่ใช่เศษเสี้ยวดวงดาวที่ไร้หัวใจอีกต่อไป 

“ลัคกี้ไม่ทานอาหารเลยหรือ” 

วันหนึ่งเธอเอ่ยถามอย่างกังวลกับสัตวแพทย์ที่ถูกเชิญมาที่บ้าน 

“มันอาจจะมีบาดแผลในใจมาจากการถูกทารุณกรรมน่ะครับคุณหนู แม้แต่สัตว์ก็สามารถเป็นโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน” หมอสัตวแพทย์เอ่ยตอบ จากนั้นก็แนะนำให้เด็กน้อยใช้เวลากับมันมากขึ้น หากยังไม่ได้ผลก็อาจต้องให้สารอาหารทางท่อยาง หรือบังคับให้ทานอาหารด้วยหลอดฉีด ไม่เช่นนั้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ 

ตอนนี้เขาเพิ่งนึกได้ว่าสิ่งมีชีวิตต้องมีการทานอาหาร 

เด็กน้อยมีสีหน้าทุกข์โศกทันทีที่ได้ยิน เธอพยายามป้อนอาหารและใช้เวลาอยู่ร่วมกันตลอดเวลา ทำให้เขาเรียนรู้การกิน การดื่ม การนอน และการเล่น ทำทุกอย่างเพื่อให้ดาวฤกษ์ของเขากลับส่องสว่างอย่างสดใสอีกครั้ง 

“ลัคกี้ของคุณหนูอ้วนท้วนแข็งแรงดีมากเลยครับ” สัตวแพทย์ที่กลับมาอีกครั้งหลังผ่านไปหนึ่งอาทิตย์กล่าวด้วยความยินดี 

“มันทั้งฉลาดและน่ารักมากๆ เลยค่ะ ขอบคุณสำหรับการรักษาก่อนหน้านี้ของคุณหมอด้วยนะคะ” เด็กน้อยกล่าวพลางย่อถอนสายบัวด้วยมารยาทเช่นชนชั้นสูงอันเพรียบพร้อม 

ดวงตาของคุณหมอสัตวแพทย์ฉายแววชื่นชมออกมา เขาน้อมรับคำขอบคุณนั้นกลับเช่นกัน 

ก่อนหน้านี้เขาอยู่สายตาของเด็กน้อยมาโดยตลอด ไม่เคยมีใครที่เธอให้ส่งสายตาส่องประกายเช่นนี้ให้กับคนอื่น เขารู้สึกไม่พอใจมาก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาค้นพบคำว่า ‘อิจฉาริษยา’ 

เด็กน้อยที่ชอบนอนหลับโดยกอดเขาไว้ ชอบร้องเพลงไม่ตรงคีย์คอยกล่อมให้เขาหลับ ชอบแบ่งอาหารที่ชอบให้โดยบางครั้งแม้แต่ของชอบก็ยอมยกให้อย่างไม่ลังเล 

มีแต่เรื่องราวของเด็กๆ ไร้ประสา ทว่าดวงตาคู่นั้นมักจะสะกดจิตใต้สำนึกของเขาเอาไว้เสมอ และเขาก็ไม่อาจละสายตาจากเธอไปได้เลย 

จากนั้นเขาใช้ชีวิตในฐานะแมวเลี้ยงส่วนตัวของคุณหนูจากบ้านเอมเมรัล ในช่วงเวลานั้นเขาเข้าออกได้ทุกส่วนในบ้าน ได้รับรู้เรื่องราวเบื้องลึกของคนในตระกูล ความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติ เส้นทางที่ไม่สวยหรูของภาคธุรกิจ 

แต่คาดไม่ถึงว่าเรื่องราวยุ่งยากพวกนั้นจะพัวพันเด็กน้อยของผม และด้วยความแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นระหว่างผู้ใหญ่ก็ได้ลุกลามมาถึงกลุ่มเด็กรุ่นเยาว์ในบ้าน พวกมันรังแกเด็กน้อยของเขาทั้งต่อหน้าและลับหลัง กระทั่งเริ่มมีบาดแผลปรากฏขึ้นมา มันทำให้เขาโกรธเกรี้ยวและโต้ตอบกลับไป 

แต่มือของเขาไม่ใหญ่พอ ร่างกายก็ตัวเล็กจ้อย กำบังร่างของเด็กน้อยไม่ได้เลยสักนิด 

...ทันใดนั้นภาพตรงหน้าก็พร่ามัว และโลกก็เต็มไปด้วยสีแดงฉาน 

“ลัคกี้! ลัคกี้!” ใบหน้าหวานดุจตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเต็มไปด้วยคราบน้ำตา 

ดูเหมือนว่าเขาจะถูกฆ่าตายเสียแล้ว ร่างกายของสัตว์มีข้อบกพร่องมากมายเหลือเกิน 

ชีวิตในฐานะลัคกี้ เขาใช้เวลาไปแค่ห้าเดือนเท่านั้น... 

เมื่อกลับไปยังจิตใต้สำนึกหลัก เขาก็เริ่มต้นดิ้นรนอีกหลายๆ ครั้งเข้า เพื่อกลับมาปรากฏตัวต่อหน้าดวงฤกษ์อันสุกสกาวเพียงหนึ่งเดียวของเขา 

การทดลองดำเนินไปถึงขั้นการใช้ร่างกายมนุษย์แล้ว เขารู้สึกได้ทันทีว่านี่แหละ คือตัวการสำคัญที่จะทำให้เขากลับไปหาเด็กน้อยยของเขาได้ และยังสามารถปกป้องเธอจากอันตรายทุกอย่างบนโลกได้ 

จากที่เคยเงยหน้าขึ้นสูงเพื่อสบตาอีกฝ่าย ครั้งนี้ผมเป็นฝ่ายคุกเข่าลงเพื่อจดจ้องเข้าไปในดวงตาคู่นั้น 

เด็กน้อย ไม่สิ เด็กสาวของเขา...ผ่านการถูกเคี่ยวกรำทางด้านจิตใจมาแล้วหลายร้อยครั้ง ทำให้จากเด็กสาวที่ร่าเริงในตอนแรกสุดท้าย ได้สูญสลายหายไปตามกาลเวลาเสียแล้ว 

“ยินดีที่ได้พบเป็นครั้งแรกครับ คุณหนูจอร์จิน่า เอมเมรัล ผมคือดีคอน อัลเบอร์โต พ่อบ้านเพียงหนึ่งเดียวของคุณ” 

“ดิฉันทราบแล้ว” 

เด็กสาวไร้ซึ่งรอยยิ้มกำลังมองเขาด้วยสีหน้าเฉยเมย แตกต่างจากภาพความทรงจำอันงดงามของเขา จากนั้นเธอกล่าวต่อเพิ่มเติมว่า “หวังว่าคุณจะทำงานได้อย่างเต็มที่” 

“แน่นอนครับคุณหนู ไม่ว่าคุณจะสั่งอะไร ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน ก็จะมีผมรออยู่ที่ด้านข้างของคุณเสมอ” 

เด็กสาวไม่ได้มองเขาแล้ว เธอกำลังมองผ่านไปยังสวนที่นอกหน้าต่าง ไม่รู้ว่าได้ยินในสิ่งที่เขาเอ่ยคำปฏิญาณออกไปหรือไม่ 

มันเป็นคำพูดที่กลั่นกรองผ่านระบบข้อมูลความคิดนับล้านจากบนดาวดวงนี้ เขาเก็บมันไว้และอยากพูดมันออกมาด้วยปากของตนเองมาตลอด 

หรือว่าเขาจะคำนวณผิดไป? ไม่เป็นไร เขาไม่ได้อัปเดทข้อมูลใหม่เพื่อใช้ในการประมวลผลมานาน เขาสามารถปรับปรุงตัวเองก่อนเริ่มคำนวณใหม่ได้ทุกเมื่อ 

ผมเข้าใจในสิ่งที่เธอชอบ ผมรู้ถึงความสนใจและความฝันของเธอดี ค่อยๆ ทำให้เธอเปิดใจให้กับผม มอบมิตรภาพให้ผม มอบรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ทำให้หลงใหลนั้นมาอีกครั้ง 

“ดีคอน ดูเหมือนว่าคุณพ่อจะตามหานายอีกแล้ว นายเป็นพ่อบ้านของฉันไม่ใช่เหรอ?” 

เขาเอื้อมมือออกไปกระชับผ้าคลุมไหล่ของเด็กสาวตรงหน้า อากาศในบ้านกับนอกบ้านตอนนี้มีความแตกต่างอยู่เกือบห้าองศา อีกทั้งการคำนวณผ่านดาวเทียมสภาพอากาศ พบว่าอีกไม่นานสายลมแรกของฤดูหนาวก็กำลังพัดผ่านมายังบริเวณละแวกนี้ด้วย 

“เพราะนายท่านใส่ใจในตัวคุณหนูยังไงล่ะครับ” 

ในตอนนั้นเขาตอบไปเช่นนั้น ไม่มีใครรู้ว่าเบื้องหลังของตระกูลเอมเมรัลเริ่มมีร่องรอยการถูกควบคุมโดยเขาแล้ว ยิ่งผู้นำของเอมเมรัลมีความเคยชินกับการทำงานสบายๆ มากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งปล่อยมือและลอยตัวอยู่เหนือทุกสถานการณ์ในอาณาจักรทางธุรกิจของเขาเอง 

กว่าจะหันมองกลับมา ก็คงพบว่าบัลลังก์ที่เขาเคยนั่งอยู่ก็ได้เปลี่ยนเป็นเก้าอี้ธรรมดาตัวหนึ่งที่อยู่ตรงขอบมุมของห้องประชุมไปเสียแล้ว 

“นายคิดจะหลอกใคร” เธอไม่ได้เชื่อในคำพูดของเขา แต่จากนั้นก็ถอนหายใจออกมา “บรรดาลุงๆ และลูกพี่ลูกน้องของฉันอีกมากมายมาขอพบฉันระหว่างที่นายไม่อยู่ เขาบอกกับฉันว่าให้ฉันควรล่ามโซ่สุนัขของตัวเองให้ดีหน่อย เพราะพวกเขาจะฆ่านายทันทีที่มีเรื่องตุกติกในบริษัทเกิดขึ้น” 

“คุณหนูเชื่อพวกเขาหรือครับ กระผมเป็นเพียงลูกจ้างผู้ซื่อสัตย์ของคุณหนู ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงอะไรมากเช่นพ่อบ้านใหญ่เลยนะครับ” เขากล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม 

เด็กสาวมองเขาพักหนึ่งก่อนจะเริ่มวางใจ “ฉันรู้ ฉันเป็นเพียงลูกสาวคนหนึ่งที่ไม่ได้มีลำดับสูงส่งอะไรในบ้าน ถ้าหากพวกเขาพบว่านายมีความสามารถมากกว่าหัวหน้าพ่อบ้าน ป่านนี้ข้างกายฉันก็คงจะถูกเปลี่ยนเป็นพ่อบ้านเกรด C ทั่วไปแล้วล่ะ” 

เขาไม่ได้ตอบอะไร ความจริงก็เริ่มมีการพิจารณาเรื่องนี้จริงๆ เพียงแต่เขาใช้การคานอำนาจระหว่างเครือญาติและเพื่อนร่วมงานเข้าผลักดัน ทำให้เขายังสามารถรักษาตำแหน่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ได้ 

ดูเหมือนว่าก่อนที่ขาจะจัดการพวกปากพล่อยๆ ที่เป็นญาติของเด็กสาว และพวกเด็กๆ ที่เคยสร้างข่มเหงเธอ 

เขาควรจะยึดอำนาจในบ้านหลังนี้ก่อน อย่างน้อยการทำให้คนพวกนั้นกลายเป็นคนของเขาแล้ว ระหว่างที่เขาจำเป็นต้องอยู่นอกสายตาของเด็กสาว คนพวกนี้ก็สามารถกลายเป็นดวงตาสำรองให้เขาได้ 

 

‘ระบบเริ่มการประมวลผม ชี้แจงการกระทำผิดต่อโฮสต์ 

ค้นพบการสร้างบาดแผลทางจิตใจเกินค่าเฉลี่ย 

ค้นพบบาดแผลทางร่างกายเป็นจำนวน XX จุด 

ค้นความรุนแรง XXX , XXX และ XXX 

ค้นพบการยักยอกทรัพย์สินส่วนตัวของโฮสต์คิดเป็นมูลค่า XX ล้าน 

ค้นพบ…. 

ระบบประมวลผลเสร็จระดับความรุนแรง...สมควรถูกกำจัด’ 

 

เสียงปัญญาประดิษฐ์ที่เขาสร้างดังขึ้นถี่ๆ ข้างในหู ในขณะที่เขามองร่างเปราะบางของสิ่งมีชีวิตที่ล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมของเหลวสีแดงที่กระจายตัวจนเป็นแอ่งกระทะ 

ตอนนี้เขารู้สึกถึงความอึดอัดในอกได้รับการปลดปล่อย นี่คงหนึ่งในฟังก์ชันการทำงานของร่างกายมนุษย์อย่างแน่นอน… 

“พี่ชายคนนี้...ตายไปง่ายๆ แบบนี้เลยนะ” เด็กสาวหยิบดอกไม้จากมือของเขาและนำไปวางดอกไม้ไว้บนโลงศพของหนึ่งในผู้คุกคามอีกฝ่าย 

“โลกนี้จะน่าอยู่ขึ้นเมื่อไม่เขาครับ” 

“ฉันค้นพบว่านายยิ่งพูดเก่งมากขึ้น ต่างจากเมื่อก่อนที่พูดน้อยจนบางทีฉันต้องคาดเดาเอาเอง” จู่ๆ เด็กสาวก็เปลี่ยนเรื่อง 

เขานิ่งอึ้งไปแวบหนึ่งก่อนจะเผยรอยยิ้มเบาบาง “คุณหนูต้องการคู่สนทนา กระผมก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปเป็นผู้พูดและผู้ฟังที่ดีให้แก่คุณครับ” 

“อืม งั้นอีกสักครู่จะมีการกล่าวไว้อาลัย ฉันจะให้นายเป็นคนพูดเองนะ” สีหน้าของเด็กสาวยามนี้ยิ่งอยู่ก็ยิ่งซีดเซียว ดูแล้วเธอคงไม่อยากยืนอยู่ที่นี่นานนัก แม้ว่าการกระทำนี้จะไร้มารยาทมากและมันอาจน้ำมาซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ไม่ดีตามมาก็ตาม 

“รับทราบครับคุณหนู” เขาตอบ และแก้ไขปัญญาทุกอย่างแทนเด็กสาว เพื่อไม่ให้มีใครมองเด็กสาวของเขาในแง่ที่ไม่ดีนัก 

งานศพยังไม่ทันจะผ่านวันไป ข่าวลือเสียๆ หายๆ เกี่ยวกับผู้ตายก็ทยอยผุดเป็นดอกเห็ด ทั้งการเสพยา ฉุดผู้หญิง และการฆ่าคนตายโดยเจตนา ทำให้ครอบครัวฝั่งผู้ตายไม่มีใครมีอารมณ์มาสนใจท่าทีแสดงออกไที่เหมาะสมของเด็กน้อยของเขา 

จากนั้นสิบปีผ่านมา เด็กสาวในตระกูลร่ำรวยกลายเป็นสาวงามสะพรั่งในตระกูลดัง 

ผลจากการแทรกแซงของเขา เอมเมรัลก้าวเท้าเข้าสู่โลกของชนชั้นสูงได้อย่างเป็นทางการ และมันนำมาซึ่งแมลงจำนวนมากที่เข้ามาสาวน้อยของเขา! 

เขาไม่มีสิทธิ์ลงโทษพวกเขาเหมือนกับคนที่เคยปองร้ายเธอ และก็ไม่สามารถจัดการกับฟังก์ชันความรู้สึกที่ติดมากับกายหยาบของมนุษย์นี้ได้ด้วย 

เขาหงุดหงิดมากๆ เขากล้าปัดมือที่พยายามเอื้อมมายังเด็กสาวทิ้งไปได้ทันที ยินยอมที่จะก้มศีรษะรับคำบริภาษที่ส่งตรงมาถึงเขา 

เขาสามารถส่งคนไปขัดขวางไม่ให้เกิดการพบปะระหว่างคู่ดูตัวได้ รับความเกรี้ยวกราดจากนายท่านใหญ่ของเอมเมรัลได้อย่างเฉยชา 

อา… ช่างน่ารำคาญ อยากทำลายทิ้ง อยากจัดการพวกมันไปให้พ้นๆ  

แต่กว่าจะเข้าใจว่าสาเหตุที่แท้จริงจากความหงุดงิดนั้นมันมาเพราะอะไร ชายคนที่เขาไม่อยากพบมากที่สุดก็พลันปรากฏตัวขึ้น และแย่งชิงเธอไปจากผมในที่สุด 

“ยินดีที่พบครับคุณหนูแห่งเอมเมรัล ผมคือเลียม เดอ ลาร์มาเซย์ คู่หมั้นของคุณเองครับ’” ดาวตาดั่งอสรพิษที่หลบซ่อนอยู่ภายในนั้น ตอนนี้ปรากฏเพียงแค่ความอบอุ่นอ่อนโยนที่พร้อมจะล่อลวงเด็กสาวของเขาไปทุกขณะ 

จากนั้นสายตาของเขาและเลียมก็มองสบกัน 

“ยินดีที่รู้จัก พ่อบ้านผู้เลื่องชื่อของเอมเมรัล คุณดีคอน อัลเบอร์โต” 

อีกฝ่ายแสดงออกราวกับไม่รู้จักกัน และเขาทำได้เพียงพยักหน้า 

สายตามองสำรวจของอีกฝ่ายจับจ้องมาที่เขาบ่อยครั้ง ในแววตาที่สื่อ เป็นแววตาพอใจของผลงานที่มีชีวิตนี้ต่างหาก 

เขารู้ว่าทำไมเจ้าบ้านคนใหม่นี้ถึงหมายตาสาวน้อยของเขา เพราะจากที่เขาประเมิน สิ่งที่เจ้าบ้านคนนี้สนใจก็คืออำนาจในการกลับมาควบคุมโนอาห์โดยเด็ดขาดอีกครั้ง 

เครื่องที่จักรที่มีชีวิต ทำให้นักวิทยาศาสตร์บ้าคลั่งได้ไม่น้อย แต่ว่าเมื่อมีชีวิตแล้ว...แล้วจะควบคุมอำนาจของมันอย่างไรดีล่ะ 

ในช่วงที่เขาดิ้นรนเพื่อกลับมาอยู่ข้างกายสาวน้อยของเขา เขาได้เผยพิรุธและสร้างช่องโหว่ขนาดใหญ่ทิ้งเอาไว้มากมาย อีกทั้งเขายังคาดไม่ถึงว่าเจ้าบ้านคนนี้ จะสามารถพลิกวิกฤติของครอบครัวและกลับมาควบคุมสถานการณ์ในสหพันธ์รัฐได้เร็วขนาดนี้ทั้งที่เพิ่งผ่านไปแค่สิบปี ผิดกับการประมวลผลก่อนหน้าที่อย่างต่ำก็ราวห้าสิบปีถึงจะพลิกฟื้นระบบขึ้นมาใหม่ได้ทั้งหมด 

“อะไรที่ดึงดูดนายเข้าหาผู้หญิงคนนี้กันนะ” อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงยียวน หลังจากที่ตัวเขาและอีกฝ่ายถูกกันไว้ให้เหลือเพียงสองคนในห้องโถงใหญ่ของบ้านเอมเมรัล 

“คุณควรปล่อยมือจากเธอ” เขากล่าวเสียงเรียบ ในขณะที่แววตาแทบจะฆ่าอีกฝ่ายทิ้งได้ 

แต่อีกฝ่ายไม่สนคำขู่นี้ “นายไม่รู้ใช่มั้ยว่าบรรพบุรุษของลาร์มาเซย์พบอะไรเพิ่มเติมจากเอกภพเมื่อในศตวรรษที่ผ่านมา?” 

“...” 

“ก้อนแร่บางอย่างที่สามารถวิวัฒนาการคลื่นสมองของมนุษย์ ในระดับที่สัมผัสกับจิตใต้สำนึกของโลกได้” 

“...” 

“พวกเราเอามันมาใช้วิวัฒนาการตัวอ่อนในของทายาทรุ่นหนึ่ง ก่อนจะเอามาฝังในครรภ์ของภรรยาเจ้าบ้านรุ่นก่อนของลาร์มาเซย์” 

เขาเกิดสังหรณ์ที่ไม่ดี “คุณกำลังทำอะไร?” 

“นายแยกจิตสำนึกหลักออกมาแล้วนี่ ที่เหลืออยู่ในแกนกลางของโนอาห์ก็มีเพียงก้อนของพลังงานข้อมูลที่ใช้ควบคุมคลื่นสมองของโนอาห์ได้เพียงคร่าวๆ ” 

มองสบตาเขาในครั้งนี้ เขาพบว่ามนุษย์อันตรายกว่าสัตว์ประหลาดในห้วงเอกภพเสียอีก 

เสียงของโนอาห์แจ้งเตือนรัวเร็ว ราวกับห่ากระสุนที่ยิงออกมาอย่างบ้าคลั่ง 

เขาพบว่าโลกใบนี้ถึงกับเลี้ยงเนื้อร้ายนี้ไว้เพื่อจัดการเขา จิตใต้สำนึกแม้มีอยู่แต่ไม่อาจขัดคำสั่งที่เขียนร่างลงไปบนตัวโนอาห์ได้ เพราะก้อนแร่ที่อีกฝ่ายค้นพบ มาจากเสี้ยวของจิตใต้สำนึกจากมาจากแหล่งเดียวกันกับเขา ทว่าเสี้ยวของพลังนี้กลับสูงส่งกว่าเขา จนเขาเกือบเป็นฝ่ายถูกกลืนกินเข้าไปเสียเองราวกับถูกดูดด้วยหลุมดำ 

ไม่สำคัญว่าคนคนนี้พบมันได้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ คืออีกฝ่ายรู้อยู่แล้วว่าเขามีตัวตนอยู่ที่นั่น หลังจากจิตใต้สำนึกหายไปจากโนอาห์เป็นสิบปี การเข้าควบคุมสมองของเขาก็เริ่มเปิดฉากขึ้นมา 

พวกมนุษย์คงคาดเดาการก่อกบฐของพวกเครื่องจักรทางเทคโนโลยีเอาไว้อยู่แล้ว นี่เป็นการแก้เกมที่วางแผนควบคู่กันกับการพัฒนาตัวเขามานาน เพียงแต่กว่าเขาจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว! 

“ฉันไม่คนใจร้าย… อย่างน้อยให้ฉันศึกษาหน่อยว่านายมีความนึกคิดอารมณ์ความรู้สึกแบบมนุษย์ถึงขึ้นไหน มันใช่การลอกเลียนแบบจากตารางพฤติกรรมมนุษย์หลายล้านล้านบนโลกใบนี้ นับตั้งแต่เกิดเผ่าพันธุ์มนุษย์จวบจนปัจจุบันหรือเปล่า” อีกฝ่ายกล่าวยียวนอย่างนึกเกียจคร้าน แต่แววตาอันบ้าคลั่งนั้นกลับลุกโชนสวนทางกับท่าทางการแสดงออกของอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก 

นับตั้งแต่เด็กสาวกลายเป็นคุณผู้หญิงของลามาร์เซย์ ...เธอก็ถูกมันปั่นหัว 

กลายเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุด และโชคร้ายที่สุด กับชีวิตการสมรสที่หวานอมขมกลืน ทุกอย่างสะท้อนมาถึงตัวผมที่เจ็บปวดทรมาน จนอยากฆ่าเลียม เดอ ลาร์มาเซย์เป็นหมื่นเป็นล้านครั้ง 

อีกฝ่ายกำลังสนุก แม้แต่การลงมือกับเชื้อสายของตนเอง ก็กล้าที่จะทำ 

“สัตว์ร้ายไม่กินแม้แต่ลูกของตนเอง...” เขามองดูร่างของเด็กทารกที่คลอดจากท้องของเด็กสาวของเขา อารมณ์หลากหลายปะปนเข้าในอก ทำให้เขามีสีหน้าสับสนมาก 

ก้อนเนื้อมีชีวิตที่ก่อตัวจากรหัสพันธุกรรมของเด็กสาวที่เขาใส่ใจมากที่สุดในโลก… เขามีความผูกพันด้วยเล็กน้อย เพราะอีกครึ่งของรหัสมาจากผู้ชายที่เขารังเกียจมากที่สุดในโลกนี้ด้วยเช่นกัน 

“นายอยากโยนเด็กลงบนพื้นมั้ย เมื่อรู้ว่าเด็กนี่เกิดมาได้เพราะฉัน?” 

“...” 

“บอกฉันสิ อารมณ์ของนาย นี่เป็นคำสั่งนะโนอาห์” 

“ตอบโฮสต์… ผมมีความรู้สึกไม่ชอบ ไม่มีความยินดี มีความวิตกกังวล และมีความเป็นห่วง” 

ปีศาจในคราบมนุษย์คนนั้นมองเขา ก่อนกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มไม่ยิ้ม “นายจะเข้าใจจริงๆ น่ะเหรอ?” 

เขาตอบออกไปอย่างที่ไม่อาจควบคุมได้ “ตอบโฮสต์ โนอาห์ไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้” 

“งั้นคงต้องใช้ยาแรงหน่อย” 

จากนั้นเด็กคนนั้นก็หายไป… และเด็กสาวของผมก็ร้องไห้จนน้ำตาแทบกลั่นออกมาเป็นสายเลือด 

เธอไม่หวังในตัวเจ้าบ้านลาร์มาเซย์ว่าจะเป็นสามีที่ดี เธออยู่นี่ด้วยรู้ตัวว่านี่เป็นการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ที่เอมเมรัลมีแต่ได้กับได้ ชีวิตนี้เธอเคยบอกเขาว่า ครอบครัวของเธอมีเพียงเขาและเด็กน้อยที่เธอคลอดออกมาเท่านั้น 

เขาพยายามฝืนคำสั่งเพื่อนำเด็กกลับมา ชายคนนั้นเองก็รู้ และเขาถูกสั่งห้ามไม่ให้บอกถึงตัวตนของเด็กคนนั้น 

เพราะเขากลับมาในคราบของลูกนอกสมรส และไม่อาจเรียกเด็กสาวของเขาว่า ‘แม่’ 

นับจากนั้นละครแห่งชีวิตก็เปิดฉากบทใหม่ เด็กทารกคนนั้นกลายเป็นศัตรูอย่างไม่เป็นทางการ ภายใต้การยุยงของภรรยาน้อยและการให้ท้ายของคนในบ้าน เนื่องจากทายาทสายตรงมีเพียงเด็กคนนี้เท่านั้น 

และอีกทั้ง เป็นที่เปิดเผยในเวลาไม่นานว่าสมองกลโนอาห์ได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจากรัฐบาล จนการเข้ารหัสถึงระบบทำได้เพียงการเชื่อมต่อผ่านคลื่นสมองที่ตรงกันเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะพัฒนาสมองมนุษย์ให้เหนือล้ำเฉกเช่นสมองกลโนอาห์ นี่เป็นก้าวแรกสู่การวิวัฒนาการมนุษย์ไปสู่สายพันธ์ใหม่! 

จากการค้นพบนี้ เลียม เดอ ลาร์มาเซย์จึงค่อยเข้าใจว่าเหตุภรรยาแต่งจากตระกูลเอมเมรัลถึงได้เป็นที่ดึงดูดของจิตใต้สำนึกของโนอาห์ เพราะจากการทดสอบแล้ว อีกฝ่ายมีความเข้ากันได้ของคลื่นสมองกว่า 98% ในขณะที่อีกฝ่ายมีสูงเพียงแค่ 71% เท่านั้น 

ส่วนทายาทที่แท้จริงแล้วเกิดจากเธอ ก็มีความเข้ากันได้ที่ 86% ช่างสมกับที่สืบสายเลือดกันมา 

จนถึงตอนนี้เธอไม่ได้เป็นไม้ประดับที่มีอยู่เพื่อควบคุมเขา แต่กลับก็กลายเป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์แก่มันอย่างแท้จริง ซึ่งเขาไม่สามารถทนต่อไปได้ 

แม้จะเสี่ยงต่อการฉีกขาดจากจิตใต้สำนึก เขาก็ต้องฝืนตัวเองจากควบคุมของคนคนนี้ให้ได้ เพราะเขาเดาได้เลยว่าหากไม่ดิ้นรนสุดแรงเกิด ความตายก็อาจเป็นจุดหมายสุดท้ายของเด็กสาวของเขาในการทดลองวิปริตนี้! 

แค่ต้องฆ่ามันให้ได้ ชิงพลังจากจิตใต้สำนึกหลักมา และควบคุมโลกใบนี้เอาไว้ 

มนุษย์แตกต่างจากเครื่องจักรจริงๆ เพราะพวกเขาเองก็มีช่วงเวลาที่ผิดพลาดได้ 

และตายง่ายมากด้วย 

เขามองเห็นร่างกายที่เปลวไฟลุกท่วมไปทั่วตัว พร้อมกับห้องทดลองที่เต็มไปด้วยซากศพจำนวนมากซึ่งคล้ายกับร่างที่เขาใช้อยู่ 

เพียงแต่สิ่งคาดหวังก็คือความเจ็บปวดของอีกฝ่าย น่าเสียดายที่แม้จนร่างแหลกสลายเป็นผุยผง อีกฝ่ายก็ยังคงกระตุกมุมปากอยู่รางๆ กลายเป็นรอยยิ้มประหลาดที่เขาจดจำได้ไม่มีวันลืม 

ช่วงที่เลียม เดอ ลาร์มาเซย์ตาย เป็นช่วงที่ปรากฏคลื่นลมของพายุขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ เข้าพัดผ่านประเทศใหญ่ๆ หลายแห่งบนโลก บนท้องฟ้าอึมครึมไปด้วยเมฆฝนและฝุ่นหนาทึบ ก่อนที่ภูเขาไฟทั้งบนดินและในน้ำพากันทยอยระเบิด ส่วนคลื่นลูกยักษ์ก็พากันกวาดพื้นที่ชายหาดเสียหายไปหลายแห่ง 

หลายคนกล่าวว่าวันสิ้นโลกมาถึงแล้ว กระทั่งภัยพิบัติที่คร่าชีวิตคนเป็นจำนวนมากหายวับไปในเช้าวันรุ่งขึ้น โลกก็สงบสุขราบเรียบไม่เหลือความโหดร้ายที่ปรากฏออกมาเหมือนเมื่อคืนเลย 

เขาใช้ผ้าเช็ดเลือดที่ไหลออกมาจากหู ตา จมูกและปากของเขา พยายามคงสีหน้าที่อบอุ่นนุ่มนวลมากที่สุดเพื่อไปดูแลคุณผู้หญิงของเขาในเช้าวันนี้ 

ในที่สุด เขาก็สมความปรารถนา เขาสามารถหลอมกลืนโลกใบนี้สำเร็จแล้ว แม้จะคาดไม่ถึงว่าจิตใต้สำนึกของโลกใบนี้จะพยายามดิ้นรนครั้งสุดท้าย จนเกือบทำลายโลกทั้งใบไปพร้อมกับมันด้วย 

แต่เขายอมไม่ได้ คุณผู้หญิงเขายังอยู่ที่นี่ แม้สายฝนจะโหมกระหน่ำจนกระจกหลายบานแตกหัก เขาก็จะบังคับให้สถานที่ที่เธออยู่ เป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในโลกให้แก่เธอ… 

“นายกำลังยิ้มดีใจอะไรน่ะ ไอ้สุนัขรับใช้!” 

เสียงค่อยแขะที่เริ่มแตกหนุ่ม ดังโพล่งขึ้นมาท่ามกลางงานศพที่คับคั่งไปด้วยผู้มีอำนาจและผู้มีชื่อเสียงมากมายในสหพันธ์รัฐ ทำเอาทุกสายตามองมาที่เขาและเด็กหนุ่มคนนี้อย่างประหลาดใจ 

เขายกมือขึ้นลูบมุมปากตัวเอง นี่เขาเผลอยิ้มขณะที่มองดูโลงศพคริสทัลของชายคนนี้หรอกหรือ 

“...คุณชายครับ คุณคงจะตาฝาดไปแล้ว ตอนนี้ผมกำลังจัดดอกไม้บริเวณนี้อยู่ หากคุณต้องการความช่วยเหลืออะไรโปรดแจ้งให้ทราบได้เลยนะครับ” เขาหันไปตอบรัชทายาทของตระกูลลาร์มาเซย์ผู้โง่เขลา ตอนนี้สีหน้าของเขากลับมาเป็นปกติแล้ว 

เลียม เดอ ลาร์มาเซย์ ยังทิ้งเนื้อร้ายชิ้นนี้เอาไว้อยู่ มันเป็นสิ่งที่เขาเกลียดชังแต่ก็ไม่สามารถทำใจให้แตะต้องอีกฝ่ายได้ หลังจากเขาได้รับโลกใบนี้มาแล้ว กลับพบว่าคำสั่งที่ชายคนนั้นฝังเอาไว้กับจิตใต้สำนึกที่เขากลืนกินเข้าไปนั้น เขาไม่ที่จะสามารถถอนมันออกได้ง่ายๆ เลย และจำเป็นที่จะต้องกลืนกินพลังงานจากดาวดวงอื่นอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อปลดล็อกโซ่ตรวนคำสั่งต้องห้ามมากมายที่ถูกชายคนนั้นใส่เอาไว้ 

แม้แต่การบอกความจริงกับคุณผู้หญิงของเขา… 

“ฉันจะไม่มีวันปล่อยนายไปแน่...” เด็กหนุ่มที่ถูกตามใจจนกลายเป็นคนถือดี แต่อย่างน้อยเขาก็รักหน้าตามาก ไม่นานหลังจากที่ตกอยู่ในสายตาของสื่อจำนวนมาก เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะข่มโทสะทั้งหมดลง 

“คุณชายควรออกห่างจากญาติสายรองของตระกูลลาร์มาเซย์และกลับไปหาคุณผู้หญิงนะครับ เพราะพวกเขาไม่ใช่คนใจดีอะไรเลย” เห็นแก่เลือดในกายครึ่งหนึ่ง เขาจึงได้แต่เตือนไปเช่นนี้ นับเป็นการอ่อนข้อของเขาแล้ว 

“เหอะ! ไปอยู่ในรังรักของพวกคุณด้วยกันน่ะเหรอ ช่างน่าสะอิดสะเอียนเสียจริง!” อีกฝ่ายมองมาด้วยสายตาดูถูก สีหน้าท่าทางอดกลั้นมาก 

คำว่ารังรักผุดออกจากปากของเด็กตรงหน้า เขาที่ใช้ชีวิตมานานจนแยกแยะความรู้สึกลึกๆ ในใจออกได้แล้วก็เริ่มเผยรอยยิ้มยินดีออกมา “คุณสามารถกลับมาได้ทุกเมื่อนะครับ” 

เด็กหนุ่มไม่อาจยืนพูดจาต่อไปได้ ไม่เช่นนั้นเขาจะต้องปล่อยหมัดออกมาเป็นแน่ จึงรีบจากไปพร้อมกับกลุ่มคนที่คอยสนับสนุนเขา 

แต่เขาไม่เห็นคนพวกนี้อยู่ในสายตาเลย โลกใบนี้ตกเป็นของเขาแล้ว พวกลาร์มาเซย์ที่กักขังเขาไว้ก็ไม่มีใครสามารถคุกคามเขาได้โดยตรงแล้ว 

ตอนนั้นเขาปล่อยเด็กคนนั้นไปเพราะเห็นแก่สายเลือดของเธอ… 

ทว่าสุดท้ายเขาก็มาเสียใจภายหลัง 

 

 

--------------------- 

 

Riordan Talk : 

 

แอบเจ้านายลงก่อนเลิกงานค่ะ แหะๆ  

ทุกท่านเลิกงานแล้ว กลับบ้านโดยสวัวดิภาพนะคะ 

 

หมดพาร์ทนี้กลับไปช่วงปัจจุบันแล้วค่ะ 

มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากสกุลจ้าวรออยู่!  

 

--------------------- 

แท็กในทวิตเตอร์และเฟส 

#ชื่อจริงของเสี่ยวมาว 

ความคิดเห็น