facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : MW 06 : Don't you know I'm

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 05 เม.ย. 2564 01:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
MW 06 : Don't you know I'm
แบบอักษร

 

 

Don't you know I'm

 

 

ปลายจมูกโด่งรั้นขยับฟุดฟิดเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นข้าวหอมมะลิต้มสุกลอยโชยเข้ามาในห้องนอน แพขนตาเรียงสวยขยับไหวไปมาก่อนเปลือกตาสีมุกจะค่อยๆ เปิดออกจนเต็มความกว้าง อาการปวดหนึบจากฤทธิ์แอลกอฮอล์แล่นเล่นงานศีรษะลามลงมาถึงกระบอกตาจนต้องปิดเปลือกตาลงแน่นคลายความปวดร้าว

 

ไม่น่าดื่มเยอะเลย

 

 เมื่อรู้สึกว่าปรับสภาพร่างกายได้บ้างแล้ว ผมก็ขยับตัวลุกนั่งกอดผ้าห่มนวมและซุกหน้าลงสูดกลิ่นหอมของน้ำยาปรับผ้านุ่มเหมือนอย่างที่ชอบทำเป็นประจำทุกเช้า ทว่ากลิ่นฟรุ๊ตตี้ฉ่ำน้ำกลับกลายเป็นกลิ่นของไม้จันทร์หอมเจือกลิ่นกุหลาบไปเสียอย่างนั้น

 

นี่มันไม่ใช่ห้องนอนของผม

 

ผมเบิกตาจนเต็มความกว้างอีกครั้ง พลางยกมือตบแก้มพองเบาๆ เรียกความตื่นตัว ก่อนหันหน้ามองไปรอบห้อง เฟอร์นิเจอร์สไตล์โมเดิร์นลักซ์ชัวรี่โทนสีดำและสีทองเรียงรายเป็นระเบียบ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าไม่ใช่ห้องนอนของตัวเอง ผมก็รีบก้มมองชุดที่สวมใส่ทันที เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งปกคลุมร่างกายแทนชุดสูทสีขาวเมื่อคืน มือเลื่อนลงตรวจกางเกงชั้นในว่ายังอยู่ดีหรือเปล่า โชคดีที่มันไม่ได้หายไปไหน 

 

เฮ้อออ...โล่งอกไปที

 

ว่าแต่ที่นี่มันคือที่ไหนกัน

 

ผมเดินลงบันไดมายังชั้นล่างของห้องที่ดูเหมือนจะเพนท์เฮาส์ของใครสักคน และเดินตามกลิ่นอาหารไปเผื่อว่าจะเจอใครที่สามารถบอกได้ว่าผมอยู่ที่ไหน

 

แต่ภาพเบื้องหน้ากลับปรากฏแผ่นหลังกว้างอัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของคุณมาร์โคกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ในห้องครัว

 

ห้องนี้เป็นห้องของคุณมาร์โคอย่างนั้นเหรอ?

 

แล้วทำไมเขาถึงพาผมมาที่นี่ล่ะ

 

ผมเดินเข้าไปยืนข้างคนตัวสูงพลางเหลือบมองหม้อเทฟล่อนบนเตาไฟฟ้า ไอกรุ่นจากข้าวต้มเนื้อขาวเนียนมีกุ้งตัวโตลอยเด่นกำลังส่งกลิ่นหอมยั่วยวนความหิว

 

ฟอดดด!

 

“ตื่นแล้วเหรอ เธอยังเวียนหัวอยู่ไหม”

 

คุณมาร์โคขโมยหอมแก้มป่องของผมไปสองฟอดใหญ่ ผมยกมือปิดแก้มทั้งสองข้างมองคนตัวสูงตาดุ เขาไม่สนใจแถมยังจูบบนหน้าผากของผมซ้ำๆ

 

มันน่าจับหัวจุ่มหม้อข้าวต้มเสียจริง

 

“อยู่กับคุณทีไรผมเปลืองตัวทุกที”

 

“แบบเมื่อคืนน่ะเหรอ”

 

“เมื่อคืนผมทำไมครับ”

 

“ยั่วมากกกกก แถมยังเอ็กซ์สุดยอดไปเลยครับที่รัก”

 

เมื่อคืนผมจำได้ลางๆ ว่าผมเมา จีฮุนเลยพาผมไปยืนรอรถของโรงแรมเพื่อกลับห้องพัก คุณฟาเบียนอาสาจะไปส่ง แต่อยู่ๆ คุณมาร์โคก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ เขากับคุณฟาเบียนเหมือนจะมีปากเสียงกัน ผมจำไม่ได้ว่าเขาพูดเรื่องอะไร แล้วคุณมาร์โคก็พาผมเดินไปขึ้นรถของเขา แต่หลังจากขึ้นรถ ภาพจำของผมก็ตัดไป

 

แล้วผมไปยั่วเขาตอนไหน?

 

“คุณโกหกใช่ไหม”

 

ไหล่หนาไหวอย่างน่าหมั่นไส้ ผมทุบหลังเขาไปทีแต่กลับโดนเขายกตัวอุ้มนั่งบนเคาน์เตอร์สำหรับทำอาหารแทน มือหนาดันขาของผมแยกออกจากกันแล้วแทรกตัวเข้ามายืนตรงกลาง 

 

“พี่ไม่อยากกินข้าวแล้ว พี่อยากกินเธอ”

 

นิ้วยาวไล้ตามกรอบหน้าไล่เรื่อยมาจนถึงกลีบปากบาง นัยน์ตาสีเข้มมองจ้องเข้ามาราวจะสะกดให้คล้อยตาม

 

แต่ครั้งนี้ผมไม่หลงกลเขาหรอก

 

“เคยโดนมีดปักอกไหมครับ”

 

ตาเหลือบมองมีดด้ามยาวบนเขียง เขายอมผละออกแต่โดยดีพร้อมยกมือทั้งสองข้างขึ้นเชิงยอมแพ้

 

“ยอมแล้วครับ พี่ยังอยากมีชีวิตอยู่ดูแลเธอ”

 

เขายิ้มเจื่อนก่อนหันกลับไปทำอาหารต่อ มือหนาตั้งโทรศัพท์พิงผนังครัวแล้วเปิดช่องรายการทำอาหารจากยูทูบ และทำตามคลิปวิดีโอทุกขั้นตอนอย่างเก้ๆ กังๆ

 

“คุณทำอาหารไม่เป็นเหรอ”

 

“อืม...จริงๆ ก็ทำเป็นนะ แต่ว่าไม่ได้ทำมานานมากแล้ว เลยไม่รู้ว่าต้องทำยังไงบ้าง”

 

ตาคมมองคลิปรายการทำอาหาร มือถือมีดหั่นแครอทหัวใหญ่ จากที่ผมนั่งมองอยู่นานสองนาน ถ้าขืนเขายังทำอยู่มีหวังได้กินพรุ่งนี้แน่

 

“ผมว่าผมช่วยดีกว่านะ”

 

ผมกระโดดลงจากโต๊ะไปช่วยเขาหั่นแครอท แต่เมื่อเปิดฝาถังขยะก็พบกับเม็ดข้าวสีขาวขุ่นนอนอยู่ก้นถัง ผมเงยหน้ามองคนตัวสูงด้วยสายตามีคำถาม

 

“พี่ตื่นตั้งแต่ตีสี่มาทำข้าวต้มรอเธอตื่น แต่ว่าพี่หุงข้าวไม่สุกเลยเททิ้ง พี่ก็ว่าพี่ทำตามวิธีที่เขาบอกทุกอย่างแล้วนะ แต่ข้าวมันก็ไม่สุกให้พี่ทั้งสามหม้อเลย เพิ่งจะมาสุกหม้อที่สี่นี่แหละ”

 

“จริงๆ คุณไม่เห็นจะต้องลำบากเลย”

 

“กับเธอพี่ไม่คิดว่ามันลำบาก”

 

คุณมาร์โคยิ้มน้อยๆ ก่อนเดินไปเปิดตู้เย็นแล้วหยิบปูอัดออกมาแกะพลาสติกออก ผมมองปูอัดด้วยตาลุกวาว ปูอัดคืออาหารที่ผมชอบมากที่สุดในชีวิต แต่ต้องเป็นปูอัดที่ทำมาจากเนื้อปลาแท้ๆ ไม่ผสมแป้งเท่านั้น

 

เราสองคนช่วยกันทำอาหารอยู่พักใหญ่ เมื่อทำเสร็จเรียบร้อยผมก็ยกมันออกมาวางลงบนโต๊ะกลางเพนท์เฮาส์ อาหารทุกอย่างล้วนแต่เป็นของที่คนในครอบครัวผมชอบ ข้าวต้มกุ้งร้อนๆ ทำให้ผมคิดถึงพ่อ ไข่ตุ๋นญี่ปุ่นเนื้อเนียนทำให้ผมคิดถึงแม่ และผัดผักรวมมิตรทำให้ผมคิดถึงน้องสาวของผม

 

ผมคิดถึงพวกเขาจัง

 

“คิดถึงที่บ้านเหรอ”

 

“อื้ม คิดถึงมากเลย”

 

คุณมาร์โคถือแก้วนมร้อนมาวางข้างจานของผม ส่วนของเขาเป็นกาแฟดำผสมน้ำผึ้งส่งกลิ่นหอมหวานละมุน

 

“ผมขอกาแฟไม่ได้เหรอ”

 

“ดื่มกาแฟตอนเมาค้างจะทำให้เธอขาดน้ำ พี่เลยอุ่นนมสดให้เธอเพราะมันจะช่วยดูดซับแอลกอฮอล์ออกจากกระแสเลือด เธอจะได้หายเมาค้างเร็วๆ ไงครับ”

 

ผมพยักหน้าเข้าใจก่อนตักข้าวต้มกุ้งมาเป่าแล้วส่งเข้าปากเคี้ยวแก้มตุ่ย 

 

อืม...เขาก็ทำอาหารอร่อยเหมือนกันนะเนี่ย

 

“กินเลอะเหมือนเดิมเลยนะ”

 

คุณมาร์โคเอื้อมมือมาเช็ดเศษไข่ตุ๋นตรงขอบปากออกให้ผม ทำไมเขาถึงบอกว่าเหมือนเดิมล่ะ ในเมื่ออาหารมื้อนี้คืออาหารมื้อแรกที่ผมกับเขานั่งทานด้วยกัน สงสัยเขาคงจะใช้คำผิดล่ะมั้ง

 

“ว่าแต่ห้องนี้เป็นห้องของคุณเหรอ?”

 

“เปล่า ห้องของเธอ พี่บอกแล้วไงว่าพี่ซื้อเพนท์เฮาส์ไว้ให้เธอ”

 

รอยยิ้มอ่อนโยนประดับบนใบหน้าหล่อเหลา ตอนนี้เขาดูเหมือนผู้ชายธรรมดา ไม่ได้น่ากลัวเหมือนตอนที่เขาอยู่ต่อหน้าคนอื่นเลยสักนิด

 

“ผมรับไว้ไม่ได้หรอกครับ”

 

ดูจากการตกแต่งอย่างหรูหราและทำเลที่ตั้งใกล้มหาวิทยาลัยซึ่งอยู่ในย่านเศรษฐกิจ ผมคิดว่าราคาน่าจะสูงเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

 

“พี่ตั้งใจซื้อให้เธอ ถ้าเธอไม่รับไว้พี่คงเสียใจมาก”

 

“ไม่ต้องมาทำหน้าหงอยเลยนะครับ ผมรับไว้ไม่ได้จริงๆ มันมีมูลค่ามากเกินไป อีกอย่างเราสองคนก็ไม่ได้เป็นอะไรกัน”

 

คุณมาร์โคทำหน้างอคอหักเป็นปลาทูทุกที เมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปตามใจต้องการ

 

“เป็นสิ เธอเป็นคนของพี่ ถ้าเธอไม่รับมันไว้ พี่ก็จะเก็บไว้ให้ลูกของเราแล้วกัน”

 

“ใครจะมีลูกกับคุณ”

 

คิ้วเข้มเลิกอย่างไม่สนใจในคำพูดของผม ก่อนก้มหน้าก้มตาทานอาหารตรงหน้าต่อ

 

“วันนี้คุณไม่ไปทำงานเหรอ”

 

“พี่มีบินกลับซิซิลีตอนเก้าโมงเช้าครับ”

 

“คุณคิดออกหรือยังว่าจะให้ผมรับผิดชอบคุณยังไง”

 

เขาวางช้อนลงพลางยกมือประสานค้ำคางราวนึกคิด แววตาเจ้าเล่ห์ของเขาผมพอมองออกว่ามันต้องไม่ใช่เรื่องดีสำหรับผมแน่

 

“อืม...เธอจะอยู่ข้างพี่ตลอดไปได้ไหม”

 

“ถ้าผมเรียนจบ ผมก็ต้องกลับบ้าน ผมคงอยู่กับคุณตลอดไปไม่ได้หรอก”

 

“ถ้าอย่างนั้นตลอดเวลาที่เธออยู่อิตาลี เธอคือคนของมาร์โคคนนี้ ตกลงไหม”

 

ผมพยักหน้าแทนการตอบคำถาม คุณมาร์โคระบายยิ้มมีความสุขออกมาจนปิดไม่มิด เป็นคนของเขามันก็ไม่ได้แย่อะไร อย่างน้อยเขาก็ดูแลและปกป้องผมได้

 

“นายท่านครับ เสื้อผ้าที่นายท่านสั่งซื้อให้คุณไรวินท์มาส่งแล้วนะครับ”

 

เสียงเข้มของอันเดรที่ถือถุงกระดาษเต็มไม้เต็มมือทั้งสองข้างเอ่ยบอกคนเป็นนาย ก่อนเควินจะหอบถุงเสื้อพะรุงพะรังเดินตามหลังเขาขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง

 

“เธอกินข้าวอิ่มแล้วก็ไปอาบน้ำแต่งตัว เดี๋ยวพี่ไปส่ง”

 

“ครับ”

 

“หรือเราจะอาบพร้อมกันดี”

 

แค่ก! แค่ก!

 

น้ำนมอุ่นที่เพิ่งดื่มเข้าไปพ่นเลอะใส่หน้าคมคายของเขาจนหมดสภาพ ผมรีบหยิบทิชชูเดินอ้อมไปเช็ดคราบเลอะออกจากผิวเนียน บางทีก็สมน้ำหน้า เขาอยากพูดหยอกผมทำไมล่ะ

 

“ขอโทษครับ”

 

“พี่รับคำขอโทษเป็นจูบของเธอเท่านั้น”

 

มือหนาคว้าแขนของผมจนเซถลานั่งลงบนตัก วงแขนตวัดโอบกอดรอบเอว ก่อนริมฝีปากหยักจะกดจูบลงบนเรียวปากบาง

 

“อะ อื้อ...ผมจะไปอาบน้ำแล้ว”

 

“พี่ชักอยากอาบให้เธอแล้วสิ”

 

ผมรีบแกะแขนของเขาออกแล้วลุกจากตักวิ่งขึ้นบันไดไปยังห้องนอน ทว่าสายตาของผมดันสบเข้ากับสายตาของอันเดรที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องพอดิบพอดี

 

“วันนี้คุณห้ามตามผมไป ไม่อย่างนั้นผมทำคุณตกงานแน่...คุณอันเดร”

 

 

น้ำพุเทรวี หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศอิตาลี ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของถนนเวียเดลโกร์โซ ซึ่งเป็นถนนสายสำคัญตัดผ่านศูนย์กลางกรุงโรม ตัวน้ำพุออกแบบตามสถาปัตยกรรมบาร็อก และประดับด้วยประติมากรรมโอเชียนัสหรือเทพเจ้าเนปจูน เทพเจ้าแห่งท้องทะเลและมหาสมุทร

 

ผมยกกล้องดีเอสแอลอาร์บันทึกภาพเหล่าบรรดานักท่องเที่ยวหลากหลายสัญชาติ ขณะยืนหันหลังโยนเหรียญข้ามไหล่ซ้ายของตัวเองลงไปในน้ำพุเทรวี โดยเชื่อกันว่า ถ้าหากโยนเหรียญลงไปในน้ำพุแห่งผู้บริสุทธิ์นั้น พวกเขาจะได้กลับมาเยือนกรุงโรมอีกครั้ง

 

เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม

 

อืม...ตอนนี้ก็อยู่โรมแล้ว งั้นขอให้ผมอยู่โรมอย่างมีความสุขและสงบสุขด้วยเถิด

 

เปลือกตาบางหลับพริ้ม มือขวากำเหรียญสองยูโรไว้แน่น พลางเอ่ยคำอธิษฐานออกมาเบาๆ แล้วโยนเหรียญข้ามไหล่ซ้ายของตัวเองลงไปในน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ 

 

“ทำไมไม่ขอให้ได้อยู่โรมตลอดไปล่ะ”

 

เสียงเข้มอันคุ้นเคยดังอยู่ไม่ไกล ผมหันขวับไปมองยังต้นเสียง คนตัวสูงรูปร่างสง่างามราวเทพบุตรกรีกยืนเด่นท่ามกลางผู้คนนับร้อย

 

“คุณฟาเบียน”

 

“วันนี้ไม่ได้ไปเรียนเหรอ”

 

“ไปครับ แต่เลิกเรียนแล้ว ผมเลยออกมาเก็บข้อมูลไปทำงาน แล้วคุณมาทำอะไรที่นี่ครับ”

 

หลังจากเลิกเรียน ผมกับเพื่อนทั้งสามคนก็ตกลงกันว่าจะแยกกันไปถ่ายรูปอนุสรณ์สถานสำคัญในกรุงโรม เพื่อนำไปประกอบเล่มรายงาน และผมก็ถูกเลือกให้มายังน้ำพุเทรวีแห่งนี้

 

“อยากฟังความจริงหรือคำโกหก”

 

ปากหยักยกยิ้ม เขาเดินก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างของผมกับเขาห่างกันเพียงแค่ลมหายใจกั้น ผมอยากเดินถอยหลังหนีแต่ทว่าข้างหลังคือน้ำพุเทรวี ขืนถอยมีหวังได้ตกน้ำป๋อมแป๋มแน่

 

ครืดดด!

 

คุณฟาเบียนแอบอมยิ้มเมื่อได้ยินเสียงท้องของผมร้องน่าเกลียดออกมา ผมยกมือลูบท้องป้อยๆ พลางยิ้มแห้งออกมาด้วยความกระดากอาย 

 

“ผมว่าเราไปหาอะไรกินกันดีไหม”

 

ตอนนี้ก็เกือบเที่ยงแล้ว ผมคิดว่าผมควรไปหาอะไรลงท้องก่อนเสียงน่าเกลียดจะดังขึ้นอีกรอบ

 

คุณฟาเบียนพาผมเดินมายังร้านอาหารอิตาเลียนที่อยู่ไม่ไกลจากลานน้ำพุเทรวีมากนัก เหนือประตูทางเข้ามีป้ายสัญลักษณ์มิชลินสตาร์ระดับสามดาวติดเด่นหรา

 

“เมนูประจำวันของร้านคือพาสต้าเส้นสดซอสครีมคาเวียร์ครับดอน”

 

บริกรชายก้มหน้าลงมองพื้นก่อนพูดออกมาโดยไม่สบตากับคนตัวสูงตรงหน้า

 

เดี๋ยวนะ! ดอนเหรอ ดอนคือคำเรียกหัวหน้าแก๊งมาเฟียไม่ใช่เหรอ? ผมนึกว่าเขาเป็นแค่นักธุรกิจธรรมดาเสียอีก

 

“ของฉันเอาที่นายแนะนำ” เขาสั่งบริกร “ไรวินท์คุณอยากทานอะไร”

 

“ของผมขอเป็นผักโขมอบชีสกับสลัดทูน่าแล้วกันครับ”

 

บริกรชายค้อมตัวลงอย่างเคารพก่อนเดินหายกลับเข้าไปหลังร้าน ผมเริ่มกระสับกระส่ายนั่งไม่ติด หลังจากรู้ความจริงว่าคนตรงหน้าคือหนึ่งในสี่หัวหน้าแก๊งมาเฟียแห่งอิตาลี

 

“กินแค่นั้นจะอิ่มเหรอ”

 

“อะ เอ่อ...คือว่าผมแพ้แป้งสาลีน่ะครับ เลยกินได้แค่ไม่กี่อย่าง”

 

ผมตอบเสียงสั่น อาหารอิตาเลียนส่วนใหญ่ล้วนทำมาจากแป้งสาลีแทบทั้งสิ้น แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหาในการเข้าร้านอาหารอิตาเลียน เพราะยังพอมีเมนูอย่างอื่นให้เลือกทาน ถึงแม้ว่ามันจะมีน้อยไปหน่อยก็เถอะ

 

“เราเปลี่ยนร้านก็ได้นะ”

 

“ไม่เป็นไรครับ” ผมยกมือปฏิเสธ

 

“คุณเรียนเป็นยังไงบ้าง มีความสุขไหม”

 

“คะ ครับ”

 

“ถ้าเรียนจบแล้ว คุณสนใจเข้ามาร่วมงานกับอาร์มาเรลไหม”

 

จากข้อมูลที่ผมได้ค้นหาก่อนตัดสินใจสมัครทุน บริษัทอาร์มาเรล คอร์เปอเรชั่น เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านพลังงาน และมีเครือข่ายธุรกิจอีกนับไม่ถ้วน ถ้าหากว่าผมมีโอกาสได้ตอบแทนบริษัท ผมก็อยากทำ

 

“ถ้าคุณให้โอกาส ผมก็จะขอรับโอกาสนั้นไว้ครับ”

 

คุณฟาเบียนยิ้มพอใจ ระหว่างทานอาหารเขาก็ชวนผมคุยนั่นคุยนี่ไปเรื่อย ผมรู้สึกได้ว่าเขาเป็นกันเอง ดูเรียบง่าย สบายๆ แต่ตรงไปตรงมา ถ้าหากว่าผมได้ทำงานกับเขาคงจะดีไม่น้อย

 

“คุณจะกลับยังไง” คุณฟาเบียนถามเมื่อพวกเราเดินออกมาจากร้าน

 

“เดี๋ยวผมจะแวะซื้อของก่อนครับ วันนี้ขอบคุณมากนะครับสำหรับอาหารอร่อยๆ เอาไว้ถ้ามีโอกาส ผมจะขอเลี้ยงคุณคืนนะครับ” ผมว่าพลางกระชับกระเป๋ากล้องแนบตัว

 

“ให้ผมไปเป็นเพื่อนไหม”

 

“ไม่เป็นไรครับ ผมเกรงใจ”

 

แค่เขาเป็นคนจ่ายค่าอาหารมื้อนี้ผมก็เกรงใจจะแย่ ใช่ว่าอาหารร้านนี้จะราคาถูกเสียเมื่อไหร่กัน

 

“ผมว่าง เดี๋ยวผมไปเป็นเพื่อน”

 

ผมพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ ก่อนเดินนำคุณฟาเบียนไปตามถนนสายชอปปิงใจกลางกรุงโรม ร้านค้าแบรนด์ดังระดับไฮเอนด์เรียงรายทอดยาวจนสุดถนน ผมเดินผ่านไปทีละร้านจนกระทั่งมาหยุดอยู่ข้างหน้าร้านแบรนด์กระเป๋าจากฝรั่งเศส

 

ผมผลักประตูกระจกเข้าไป กลิ่นหอมหวานสดชื่นลอยตลบอบอวลไปทั่วทั้งร้าน พนักงานสาวหน้าตาสะสวยเดินมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม แต่เมื่อเธอเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างผม เธอก็รีบน้อมหน้าลงเคารพ

 

คุณฟาเบียนมีอิทธิพลมากขนาดนั้นเลยเหรอ? ถ้าเดาไม่ผิดเขาคงเป็นมาเฟียที่คุ้มครองเขตกรุงโรม เหมือนอย่างที่คุณมาร์โคคุ้มครองเขตซิซิลี

 

“มีอะไรให้ดิฉันรับใช้หรือเปล่าคะ”

 

“ผมอยากได้กระเป๋าสะพายข้างสำหรับผู้หญิงครับ”

 

เธอเดินนำผมไปชมกระเป๋าหลากหลายรุ่นบนชั้นวาง วันนี้ผมตั้งใจมาซื้อกระเป๋าเป็นของขวัญวันเกิดส่งไปให้น้อง เพราะผมเคยแอบเห็นเธอเปิดเว็บไซต์ดูกระเป๋าแบรนด์นี้อยู่บ่อยๆ ตั้งแต่นั้นมาผมก็ตั้งใจเก็บหอมรอมริบจนมีเงินพอสำหรับกระเป๋าหนึ่งใบ

 

“ผมเอาใบนี้ครับ”

 

“ได้ค่ะ เชิญนั่งรอทางด้านนี้ก่อนนะคะ” พนักงานสาวผายมือไปยังห้องรับรองแขก 

 

“เรียบร้อยค่ะดอน”

 

ไม่นานพนักงานก็หอบหิ้วถุงกระดาษสีขาวประทับตราโลโก้แบรนด์กว่ายี่สิบใบมาวางลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้า 

 

“แล้วของผมล่ะครับ”

 

“อยู่ตรงหน้าคุณแล้วไง” คุณฟาเบียนนั่งไขว่ห้างยกแขนกอดอกมองไปยังถุงกระดาษ

 

“ทั้งหมดมันเป็นของคุณ ผมซื้อให้คุณ”

 

“ไม่ครับ ผมรับไว้ไม่ได้”

 

ผมรีบปฏิเสธทันควัน ผมไม่สามารถรับสิ่งของที่มีราคามูลค่ามากมายขนาดนี้ได้ ผมลุกจากโซฟาไปเปิดดูกระเป๋าข้างในถุงก่อนหยิบถุงของตัวเองมาถือเอาไว้

 

“ร้านเขาไม่รับคืนเสียด้วยสิ”

 

“คุณก็เอาไปให้คนของคุณสิครับ”

 

เมื่อนึกถึงคำพูดที่จีฮุนเคยบอกว่าคุณฟาเบียนเปลี่ยนคนควงบ่อยๆ ผมเลยบอกเขาไปอย่างนั้น

 

“อืม เป็นความคิดที่ดี”

 

คุณฟาเบียนยกโทรศัพท์มากดโทรออก ไม่ทันไรชายฝรั่งร่างยักษ์ก็เดินเข้ามาถือถุงทั้งหมดออกจากร้านไป

 

“พรุ่งนี้ผมจะเอาเงินส่วนของผมไปคืนให้ที่บริษัทนะครับ”

 

“อืม เอาที่คุณสะดวก”

 

“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”

 

“ให้ผมไปส่งไหม” 

 

มือหนาคว้าแขนของผมเอาไว้ แต่ก็ต้องรีบปล่อยเมื่อเห็นสายตาไม่พอใจ

 

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณนะครับ”

 

ผมน้อมศีรษะลงขอบคุณคนตัวสูง ก่อนเดินถือถุงกระเป๋าออกจากร้านตรงไปยังป้ายรถประจำทาง ได้ของขวัญวันเกิดให้เจ้าหญิงตัวแสบแล้ว หวังว่าเธอจะชอบ

 

กริ๊ง!

 

ระหว่างนั่งรถประจำทางกลับห้องพัก เสียงแจ้งเตือนข้อความก็ดังขึ้น ผมล้วงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกงมากดเปิดอ่าน

 

[ Daddy : พี่คิดถึงเธอ อยากให้วันพรุ่งนี้เป็นวันมะรืน พี่อยากกลับไปหาเธอแล้ว ]

 

ข้อความจากคุณมาร์โคอย่างนั้นเหรอ เขาแอบเอาโทรศัพท์ของผมไปบันทึกเบอร์โทรของตัวเองตอนไหนกัน แถมยังบันทึกชื่อเป็นคำว่า 'Daddy' ทำไมเขาถึงใช้ชื่อนี้ล่ะ

 

Daddy แปลว่าพ่อไม่ใช่เหรอ

 

เขาไม่ใช่พ่อของผมสักหน่อย หรือว่าเขาหมายถึงแด๊ดดี้ที่แปลว่า...ผัว

 

ได้ทีก็เอาใหญ่เลยนะคุณมาร์โค!

 

เมื่อผมเลื่อนลงอ่านข้อความ เสียงอ้อนๆ กับหน้าหงอยๆ ของเขาก็ลอยเข้ามาในความคิด ไม่มีเขาคอยมายุ่งวุ่นวาย ชีวิตของผมก็เหงาเหมือนกัน งั้นลองส่งข้อความกลับไปแกล้งเขาหน่อยดีกว่า

 

[ Winnie : คิดถึงแด๊ดดี้ อยากกิน...ข้าวผัดปูอัดจัง ]

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-----------------------------------------

 

ฝากเล่นแท็กในทวิตเตอร์ #มนัสวินทร์

 

ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

 

 

 

To be continued...

 

ยัยน้องก็ไม่แผ่วนะคะ

 

 

ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะคะ

 

ฝากกดติดตาม กดหัวใจ และคอมเมนท์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ ❤🙏

 

 

ถ้าคุณรีดคนไหนเล่นทวิตเตอร์เข้าไปพูดคุยกันกับไรท์ได้ตลอดนะคะ

 

ไรท์จะลงเวิร์ดต่างๆ นอกเหนือจากตอนที่อัพ ในทวิตเตอร์นะคะ

 

ตามลิ้งก์นี้ไปได้เลยค่ะ > https://twitter.com/Rosesarin_novel

 

หรือทาง Facebook

 

https://m.facebook.com/Rosesarin.novel/

 

 

 

ความคิดเห็น