Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กลีบเหล็ก二十六

ชื่อตอน : กลีบเหล็ก二十六

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 55

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 04 มี.ค. 2564 16:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบเหล็ก二十六
แบบอักษร

สองชั่วยามต่อมา

 

เป็นอีกครั้งที่ร่างของหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงนั้นรู้สึกตัวตื่นขึ้น การลืมตาขึ้นมองสิ่งต่างๆ รอบกายยังคงเป็นสิ่งที่ทำได้ยากสำหรับคนที่กำลังบาดเจ็บเช่นนาง เปลืองตาบางฝนกะพริบถี่ ๆ ก่อนจะหันมองสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเป็นลำดับแรก ชายคนหนึ่งนั่งกอดอกพิงอยู่กับเสาที่ปลายเตียง ดวงตาคู่นั้นหลับพริ้มแต่คิ้วยังคงขมวดมุ่น

 

‘เจิ้งเหลียง…’ ชื่อนี้ที่อีกฝ่ายแนะนำตัวเมื่อตอนที่นางฟื้นขึ้นมาครั้งแรก อีกฝ่ายอยู่ในชุดผ้าทอเนื้อดีบ่งบอกถึงฐานะที่ไม่ธรรมดา จะว่าไปแล้วชุดที่นางสวมอยู่ก็ไม่ต่างจากชุดของเขาเลย

 

“อะ” ความพยายามที่จะเอ่ยปากพูดนั้นแทบจะหายไปในทันทีที่เปล่งเสียงออกมา เจ็บแสบที่ลำคอจนแทบไม่อยากจะขยับปาก ยิ่งกลืนน้ำลายก็ยิ่งทรมานจนน้ำตาเอ่อคลอ ความปวดที่ศีรษะทำให้นางตัดสินใจลองยกมือขึ้นแตะ สัมผัสที่บ่งบอกได้ว่ามีผ้าพันอยู่รอบ ๆ นั้นยืนยันความคิดของนางได้ดี…นางได้รับบาดเจ็บ แต่จำไม่ได้ว่าไปทำอะไร

 

ไม่ใช่แค่นั้นที่นางลืม ในตอนนี้นางคิดไม่ออกด้วยซ้ำว่าตนเองเป็นใคร และที่นี่คือที่ไหน ไม่เห็นจะรู้สึกคุ้นชินกับสถานที่แห่งนี้เลยสักนิด

 

“ท่านหญิง!” กัวเจิ้งเหลียงที่เพิ่งรู้สึกตัวตื่นขึ้นร้องเรียกคนตรงหน้าด้วยความตกใจ ชายหนุ่มขยับนั่งหลังตรงพยายามใช้สายตาสำรวจคนตรงหน้า แต่นั่นก็เพียงแค่อึดใจเดียวเท่านั้น ทันทีที่ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาเจิ้งเหลียงก็ขยับเข้าไปหาคนเจ็บทันที ยื่นมือไปกุมมือเล็ก ๆ นั่นเอาไว้อย่างเชื่องช้าราวกับกลัวว่านางจะตื่นตกใจ

 

เหลียนซินมองคนที่ขยับกายเข้ามาใกล้กันด้วยความหวาดระแวง นางชักมือกลับในทันทีที่ถูกมือของเขากอบกุมมือของนางเอาไว้ สีหน้าตื่นตระหนกและท่าทีของนางไม่ได้ผิดจากการคาดเดาของเจิ้งเหลียงเลยสักนิด ชายหนุ่มยกยิ้มบางเป็นการบอกว่าไม่ได้ถือโกรธกับการกระทำนั้น แต่รอยยิ้มที่เผยออกมากลับดูขมขื่นอยู่ในที

 

“ท่านหญิง ท่านจำข้าไม่ได้จริงหรือ” คำถามของเจิ้งเหลียงนั้นคนฟังแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด นางพยักหน้าลงช้า ๆ ขยับถอยห่างจากเขาไปจนสุดเตียง

 

“เช่นนั้นท่านจำตนเองได้หรือไม่ ท่านจำอะไรได้บ้าง” คราวนี้เหลียนซินส่ายหน้าเป็นการตอบ ทำได้เพียงเท่านี้แล้วจริง ๆ ลำคอของนางเจ็บเกินกว่าจะเอ่ยปากพูดออกมาได้ ในหัวเริ่มครุ่นคิดขึ้นมาอีกครั้งเพื่อหาคำตอบให้ตนเอง ก่อนหน้านี้นางทำอะไรอยู่ถึงได้บาดเจ็บเช่นนี้ และที่สำคัญคือที่แท้แล้วนางคือใคร

 

“ข้าผิดเอง หากข้ายอมพาท่านมาที่นี่ด้วยกันตั้งแต่แรกก็คงไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้…”

 

“…”

 

“ข้าจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ท่านฟัง หลังจากนั้นหากท่านจะโกรธเคืองจะลงโทษข้า ข้าก็จะยอมรับ ท่านจะยอมฟังข้าหรือไม่” แววตาจริงจังที่จ้องมองมาทำให้เหลียนซินพยักหน้ารับออกไปอย่างช่วยไม่ได้ นางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะฟังใส่สิ่งที่ชายผู้นี้เล่า อย่างน้อยก็ฟังไว้ก่อน มีโอกาสค่อยหาทางพิสูจน์ข้อเท็จจริงของเรื่องราวทั้งหมด แต่จะว่าไปนางก็คุ้นหน้าคนผู้นี้อยู่บ้างเหมือนกัน…

 

“ก่อนอื่นก็ต้องเริ่มจากตัวท่าน ท่านคือพระราชนัดดาในฮ่องเต้ฝูเจี๋ยหวังเหว่ย…” เจิ้งเหลียงเริ่มต้นเล่าเรื่องราวความเป็นมาของคนตรงหน้าอย่างละเอียด ตั้งแต่ปู่ย่าตายายของนาง ไล่จนมาถึงพ่อแม่พี่น้อง แม้แต่เรื่องที่มู่หยางเฉินบิดาของนางคือโอรสของฮ่องเต้เขาก็เล่าออกไป ความสัมพันธ์แปลก ๆ ที่แม้แต่คนภายนอกยังต้องให้คนสนใจครอบครัวเล็ก ๆ นี่

 

คนพ่อ มู่หยางเฉิน เป็นโอรสองค์โตที่ถูกสับเปลี่ยนตัวจนต้องไปใช้ชีวิตอยู่นอกวัง เหมือนจะโชคดีที่ถูกใต้เท้ามู่เลี้ยงดูแต่ก็ต้องโชคร้ายที่ภายหลังนั้นมู่หยางเฉินต้องถูกทำร้ายจนกลายเป็นคนสติไม่ดี เป็นคนไร้ประโยชน์อันดับหนึ่งแห่งแคว้นหนิง ส่วนมารดาของนาง เสิ่นเตี๋ยชิง นางนั้นเป็นบุตรีคนโตจากตระกูลเสิ่น ตระกูลขุนนางตงฉินที่ตอนนี้เป็นที่ไว้พระทัยของฮ่องเต้ เคยเป็นคนไร้ประโยชน์ก่อนที่จะลบล้างคำครหานั้นด้วยการชนะการแข่งขันประลองยุทธ์

 

มารดาของนางเป็นผู้เปิดเผยความลับของอดีตฮองเฮาจนนำไปสู่การเปิดโปงแผนสลับตัวองค์หญิงและองค์ชายในวัง ปีนั้นเกิดเหตุการณ์ขึ้นมากมาย หนึ่งในเหตุการณ์นั้นเกี่ยวข้องกับตัวเขา การปลดฮองเฮา การลงโทษสถานหนักสำหรับท่านพ่อของเขา การลงโทษคนสกุลหลี่โดยการห้ามมิให้เข้ารับราชการห้าชั่วอายุคน…ปิดหนทางมีอำนาจในวังอย่างถาวร

 

เจิ้งเหลียงยังคงรักษาสีหน้าเอาไว้ได้อย่างดี เขาไม่ได้เล่าในส่วนที่เป็นความลับส่วนตัวของตนเอง แค่กล่าวถึงการปลดฮองเฮาและข้ามไปเล่าถึงตอนที่ฮ่องเต้ยอมรับบิดาและมารดาของนางกลับเข้าวัง เล่าไปถึงพี่ชายฝาแฝดและน้องชายคนเล็กของนาง การคืนยศให้นางและพี่ชายแต่ไม่คืนยศให้กับคนพ่อด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง แต่อย่างไรก็ตามพี่ชายนางก็ได้ตำแหน่งรัชทายาทมาไว้ในมือแล้ว

 

เจิ้งเหลียงเล่าไปก็สังเกตคนตรงหน้าไป หยุดเล่าเป็นพัก ๆ เมื่อนางเกิดอาการปวดศีรษะเมื่อเผลอนึกเรื่องราวตามที่เขาพูด ดังนั้นเขาจึงแนะนำให้นางฟังผ่าน ๆ ฟังให้เหมือนกับกำลังฟังเรื่องราวชีวิตของใครสักคนที่ไม่ใช่ตัวนางเอง ชายหนุ่มเริ่มเปล่งเสียงพูดอีกครั้ง เห็นนางจ้องมองมาท่าทางตั้งอกตั้งใจฟังก็ยิ้มด้วยความเอ็นดู เขาเล่าไปเรื่อยและมาจบที่ความสัมพันธ์ที่ทำเอาคนฟังแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจนว่าไม่อยากจะเชื่อ ก็ไม่แปลกเพราะมันไม่ใช่ความจริง

 

“ท่านกับข้าพบกันครั้งแรกที่ศาลาหลุนเหวิน ที่เรียนสำหรับเหล่าราชนิกุลในวังหลวง ตอนนั้นข้าเป็นแค่คนติดตามของหนึ่งในองค์ชาย ส่วนท่านก็เป็นสตรีที่ปลอมเป็นบุรุษเข้ามาเรียน แต่ข้าจับโกหกท่านได้เพราะท่านเผลอทำปิ่นอันเล็กหล่นเอาไว้ ข้าตามไปพบท่านตอนที่ท่านเปลี่ยนชุดกลับมาใส่ชุดของสตรีตามเดิม วันนั้นเป็นวันแรกที่เรารู้จักกันอย่างเป็นทางการ”

 

‘เช่นนั้นแล้วความลับที่ข้าเป็นสตรีก็ถูกเปิดเผยน่ะสิ…’ เหลียนซินมีสีหน้าบึ้งตึงทันทีเมื่อคิดเช่นนั้น

 

“ไม่ทำต้องหน้าเช่นนั้น ข้าไม่ได้บอกใคร เก็บเป็นความลับมาตั้งหลายปี ความลับนั้นแตกก็เพราะฮ่องเต้ทรงคืนฐานันดรให้ท่านหญิงนั่นแหละพ่ะย่ะค่ะ ข้าจำได้ วันนั้นท่านต้องแต่งเป็นหญิงมาร่วมเรียนยังไม่พอ ยังถูกสั่งให้นั่งแยกอยู่เพียงคนเดียวจนข้าต้องเข้าไปทักทายกลัวว่าท่านจะเหงา นั่นเป็นวันแรกที่เราต่างเริ่มมีรู้สึกดี ๆ ให้กัน อันที่จริงตอนนั้นอยู่ ๆ ท่านเป็นฝ่ายสัมผัสใบหน้าของข้าก่อน ข้ายังไม่ทันพูดอะไรพี่ชายฝาแฝดท่านก็ไล่ข้าไม่ให้อยู่ใกล้แล้ว”

 

‘ขะ ข้าทำเช่นนั้นหรือ’ เหลียนซินหน้าตาตื่น เป็นฝ่ายถูกเนื้อต้องตัวบุรุษก่อนนี่มันช่าง…นี่นางไปกินดีหมีหัวใจเสือมาหรือไร ต่อหน้าคนตั้งมากมายเช่นนั้นยังจะกล้า นี่แสดงว่านางกับเจิ้งเหลียง…

 

“มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ หลังจากนั้นข้ากับท่านเราก็เริ่มแอบไปมาหาสู่กัน แต่ท่านเป็นฝ่ายมาหาข้าเสียมากกว่า เพราะข้าไปหาท่านที่ตำหนักหานอี้ก็มักจะถูกพี่ชายท่านกีดกัน เราแอบนัดพบกันที่ลานธนูตั้งหลายปี จนในที่สุดเราก็เริ่มคบหากันอย่างจริงจัง พูดไปท่านอาจจะไม่เชื่อ แต่เราสองคนรักกันมาก รักมากหวงมากขนาดที่ว่าไม่ยอมให้ข้ามาที่นี่”

 

“ข้ามาที่นี่เพื่อมาทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ เป็นภารกิจลับที่ข้าไม่อาจบอกท่านได้ แต่ท่านกลับไม่เชื่อ คิดว่าข้าออกจากวังมาเพราะมีสตรีอื่น ท่านคงให้คนสะกดรอยตามข้าแล้วแอบตามมา…คนของที่นี่ไม่มีใครรู้จักท่าน ดังนั้นพวกเขาจึงทำร้ายท่านจนบาดเจ็บ นี่เป็นความผิดของข้าเอง”

 

ยิ่งเล่าน้ำเสียงของเจิ้งเหลียงก็ยิ่งฟังดูหม่นหมองลง ใบหน้าฉายชัดถึงความรู้สึกผิดแต่กลับไม่ใช่รู้สึกผิดในเรื่องที่เหลียนซินเข้าใจ เขารู้สึกผิดที่ต้องโกหกนางเช่นนี้ และในใจก็ไม่ได้รู้สึกเป็นสุขเลยแม้แต่น้อยที่ต้องเอาตนเองมาแทนที่เจ้าคนแซ่อี้นั่น

 

รอให้นางรักเขาเมื่อไหร่ เขาจะทำให้นางลืมอดีตพวกนั้นไปให้หมด ตัวตนของอี้เซียวเสวี่ยจะต้องไม่หลงเหลืออยู่ในใจของนางอีกเลย

 

ครู่ใหญ่ทีเดียวที่ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน เหลียนซินมองคนที่ดูจะตัวหดลีบลงด้วยความรู้สึกหลากหลาย นางไม่รู้ว่าเรื่องที่เขาเล่ามานั้นจริงเท็จมากเพียงใด แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกคุ้นกับสิ่งที่ได้ว่า เหมือนนางจะจำได้ราง ๆ ทั้งเรื่องครอบครัวและเรื่องที่นางไปพบใครบางคนที่ลานธนูบ่อย ๆ เพียงแต่ภาพในความทรงจำนั้นเลือนรางเหลือเกิน ดังนั้นนางจึงวางใจเชื่อไปแล้วกึ่งหนึ่ง

 

“ท่านหญิง ข้าจะหาคนมารักษาท่านให้ได้ ตอนนี้ท่านไม่สามารถใช้เสียงได้เพราะต้องพิษ…หากท่านหายดีเมื่อไหร่จะให้ข้าชดใช้อย่างไรท่านบอกข้ามาได้เลย ขอเพียงระหว่างนี้ท่านยอมรับการรักษาและเชื่อฟังทำตามสิ่งที่ข้าพูด ที่นี่ไม่ปลอดภัยนัก ทันทีที่แผลที่ศีรษะของท่านหายข้าจะให้คนไปส่งท่านกลับวังหลวง”

 

สิ้นประโยคนั้นเหลียนซินขมวดคิ้วยุ่งทันที เรื่องที่ว่าที่นี่ไม่ปลอดภัยนั้นนางได้พิสูจน์ด้วยตนเองแล้วว่าจริง แต่การจะส่งนางกลับแล้วตัวคนเจิ้งเหลียงเล่า ในเมื่อเป็นคนรักกันนางควรจะปล่อยให้เขาอยู่ที่นี่ต่อไปอย่างนั้นหรือ ควรปล่อยให้เขาเสี่ยงอันตรายเพียงคนเดียวจริง ๆ หรือ

 

‘หากอยู่ต่อก็จะกลายเป็นตัวถ่วงให้เจิ้งเหลียงต้องห่วงหน้าพะวงหลัง คนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อย่างข้าจะไปช่วยเหลืออะไรได้กัน’ ใบหน้าหวานแลดูหม่นหมองลงไปทันตา ต้องยอมรับเลยว่าการที่นางไม่สามารถพูดคุยโต้ตอบได้ทำให้กัวเจิ้งเหลียงรู้สึกอึดอัดยิ่งนัก เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าในใจของนางนั้นคิดสิ่งใดอยู่ เขาตัดสินใจยื่นมือไปกุมมือของนางอีกครั้ง และครั้งนี้นางก็ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด…นับเป็นสัญญาณที่ดี

 

“ท่านหญิง ท่านกลับไปรอข้าก่อน ข้าให้สัญญาว่าข้าจะรีบตามกลับไปทันทีที่ทุกอย่างที่นี่เรียบร้อย เชื่อข้าสักครั้งเถิดนะ” ต้องยอมรับว่ากัวเจิ้งเหลียงโน้มน้าวคนได้เก่งเหลือเกิน สีหน้าแววตาและน้ำเสียงเหล่านั้นทำให้เหลียนซินยอมพยักหน้าตกลงในที่สุด นางดึงมือของตนเองออกจากการเกาะกุมแล้วคว้าจับมือของเขาให้แบมาตรงหน้า ใช้นิ้วชี้ต่างพู่กันเขียนตัวอักษรลงไปทีละตัว

 

‘รอคอย’

 

นั่นคือสิ่งที่นางเขียน และก็คิดว่าน่าจะเขียนได้ถูกต้องเพราะสีหน้าของเจิ้งเหลียงนั้นดีขึ้นมากทีเดียว อย่างไรเสียนางก็ต้องอยู่ที่นี่จนกว่าบาดแผลจะหายดี ระหว่างนี้การอยู่กับเขาอาจทำให้นางนึกอะไรขึ้นมาได้บ้าง อย่างน้อยก็เรื่องความสัมพันธ์ที่เราทั้งสองคน…

 

“ขอบคุณที่ยอมเชื่อคำพูดของข้า ขอบคุณ” รอยยิ้มยินดีปรากฏขึ้นบนใบหน้านั้นยิ่งทำให้กัวเจิ้งเหลียงดูหล่อเหลามากขึ้นไปอีก เขาคว้าจับมือทั้งสองข้างของนางแล้วกุมเอาไว้แน่น การที่นางยอมให้เขาสัมผัสเช่นนี้ทำให้หัวใจของเขาพองโตยิ่งนัก รอเวลามานานกว่าโอกาสเช่นนี้จะมาถึง ไม่มีองค์รัชทายาทคอยขัดขวาง ไม่มีอี้เซียวเสวี่ยคอยกันท่า ที่นี่มีเพียงเขาและนางเท่านั้น กว่าที่บาดแผลของนางจะหายเขาคงสามารถคว้าหัวใจของนางมาไว้ในมือได้ เขาเชื่ออย่างนั้น

 

ช่วงเวลาครึ่งชั่วยามผ่านไปอย่างช้า ๆ เจิ้งเหลียงทำหน้าที่เป็นคนเฝ้าไข้ที่ดีด้วยการป้อนโจ๊ก ป้อนน้ำ ป้อนยา ให้กับคนป่วย ดูแลประคบประหงมนางไม่ห่าง เรื่องที่นางกลืนอะไรไม่ค่อยได้ทำให้เขาค่อนข้างเป็นกังวล กินไม่ได้เช่นนี้แล้วร่างกายจะเอาอะไรไปรักษาบาดแผล ดังนั้นในตอนที่นางผล็อยหลับไปอีกครั้งเขาจึงรีบไปปรึกษากับท่านหมอถึงที่พัก รับฟังขั้นตอนวิธีการดูแลคนป่วยอย่างตั้งอกตั้งใจ เมื่อได้แนวทางแล้วก็รีบกลับมาดูแลนางตามคำแนะนำทันที

 

“ได้ยินว่าจับตัวคนสำคัญมาได้ ไม่คิดเลยว่านางจะมาอยู่ที่นี่” น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันดังขึ้น แววตาของคนพูดที่ทอดมองมายังคนบนเตียงนั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม สายเลือดของพวกไร้ประโยชน์ ไม่คู่ควรกับการเป็นท่านหญิงเลยสักนิด นี่หรือคนที่ตาแก่นั่นยกย่องให้ความสำคัญ หลานสาวคนโปรดที่คนผู้นั้นทั้งรักทั้งหวงยิ่งกว่าลูกชายอย่างเขา…

 

“ท่านเจ้าสำนัก” กัวเจิ้งเหลียงลุกขึ้นทำความเคารพคนด้านหลังอย่างนอบน้อม แต่ใบหน้ากลับไม่ได้แสดงออกเช่นนั้น แวบหนึ่งดวงตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจฉายชัดออกมาในตอนที่ก้มหน้าลง แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็ตีสีหน้าแย้มยิ้มตามเดิม

 

“ดูเจ้าจะอารมณ์ดี ไหนลองบอกข้าสิ เหตุผลอะไรที่ทำให้ร่างของนางมานอนอยู่ในห้องนี้แทนที่จะเป็นห้องคุมขังที่เตรียมเอาไว้”

 

“เรียนท่านเจ้าสำนัก นี่เป็นความเข้าใจผิด นางคือคนรักของข้า และนางก็ไม่รู้ว่าข้าคือคนของที่นี่ นางก็แค่หึงหวงข้ามากไปคิดว่าข้าจะมีหญิงอื่น ท่านก็น่าจะรู้ว่าความหึงหวงของสตรีนั้นเป็นเช่นไร” ชายหนุ่มแก้ตัวอย่างไหลลื่น ท่าทีไม่ได้ส่อพิรุธใด ๆ ทั้งสิ้น เขามองไปที่นางก่อนจะตีหน้าเศร้า

 

“ข้าดีใจที่ได้พบนาง ดีใจที่นางรักข้ามากถึงขั้นยอมตามข้ามาถึงนี่ แต่ไม่คิดเลยว่าศิษย์ในสำนักจะเข้าใจผิดจนถึงขนาดลงมือกับนางเช่นนี้ จะโทษว่าพวกนั้นผิดก็ไม่ได้เสียด้วย กฎของสำนักเป็นเช่นไรข้าเข้าใจดี แต่ข้าก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ที่ทำให้คนที่รักต้องมีสภาพเช่นนี้”

 

“ข้าไม่รู้มาก่อนว่าเจ้ากับนางคบหากัน มิน่าถึงได้ปฏิเสธสตรีที่ข้าหามาให้ เอาเถอะ ในเมื่อนางเป็นคนของเจ้าก็จงดูแลให้ดี อย่าให้นางเข้ามายุ่งเรื่องของสำนักเรา อ่อ เจ้าควรให้นางทำใจเอาไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เพราะเมื่อวันนั้นมาถึงนางอาจจะทนรับความสูญเสียไม่ได้ก็ได้นะท่านที่ปรึกษา”

 

คำพูดและท่าทางที่ขัดแย้งกันนั้นทำให้เจิ้งเหลียงรู้ได้ในทันทีว่าเขาใกล้จะถูกเขี่ยทิ้ง ความดีความชอบที่อี้เซียวเสวี่ยสร้างเอาไว้ทำให้เจ้าสำนักเอนเอียงไปหาอีกฝ่ายมากกว่าเขา ยิ่งตอนนี้เขาเปิดเผยออกไปว่าคบหากับท่านหญิงก็ยิ่งทำให้เจิ้งหนันหมิงไม่พอใจ บางทีอาจจะถึงเวลาที่เขาต้องลงมือจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเสียที

 

 

 

ความคิดเห็น