ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : HONGTAE-10-

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 04 มี.ค. 2564 14:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
HONGTAE-10-
แบบอักษร

-10- 

ฮ่องเต้กับพายุได้ต้อนรับแขกคนสำคัญในช่วงเวลาเกือบเที่ยง ประมุขมาพร้อมกระเป๋าเดินทางใบเดิมที่ดูแล้วน่าจะไม่ได้มีข้าวของอะไรมากมาย เพราะเจ้าตัวทิ้งของเอาไว้ที่นี่เพื่อจับจองห้องตั้งแต่แรกแล้ว ส่วนจักรพรรดิที่เพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรกนั้นมีข้าวของมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด นอกเหนือจากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่การ์ดของประมุขช่วยถือมาให้ ยังมีกระเป๋าใส่หนังสือและอุปกรณ์สำหรับทำงานอีกหลายอย่าง 

เหมือนกับ...ตั้งใจจะมาอยู่ที่นี่พักใหญ่ 

“อาทิตย์หน้าพี่ต้องบินไปทำธุระกับเกรย์ คงไม่ได้อยู่ยาว แต่มุขบอกให้เอาข้าวของมาจองห้องทิ้งไว้” จักรพรรดิอธิบายโดยไม่ต้องรอให้ถาม ฮ่องเต้ที่ถูกรู้ทันจึงทำได้เพียงหัวเราะแล้วตรงเข้าไปสวมกอดพี่ชายที่ไม่ได้เจอกันมานานด้วยความคิดถึง 

“เอาของมาทิ้งไว้ก็ดีเหมือนกันครับ คราวหน้าเวลามาหาเต้จะได้ไม่ต้องขนของมาด้วย” 

“เข้าบ้านก่อนเถอะ เรามีเรื่องต้องคุยกันหลายเรื่อง”  

ฮ่องเต้พยักหน้าอย่างเชื่อฟังแล้วปล่อยให้พี่ชายเดินไปทักทายคนรัก ส่วนตัวเองตรงเข้าไปลากประมุขซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตากดโทรศัพท์อยู่ข้างรถให้เดินตามเข้าไปด้านในด้วยกัน 

ถึงจะทำเหมือนไม่สนใจแต่ใช่ว่าเขาไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของกลุ่มการ์ดซึ่งเป็นคนของเกรย์ทั้งหมด จำนวนการ์ดที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมไปถึงการกระจายกันไปประจำตามจุดต่างๆ อย่างเป็นระบบบอกให้รู้ว่าพวกเขารับรู้สถานการณ์กันแล้ว และได้รับคำสั่งอย่างเป็นทางการให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ไม่ต้องเดาฮ่องเต้ก็รู้ว่าประมุขน่าจะบอกเกรย์ตั้งแต่เมื่อวาน อีกฝ่ายจึงสั่งให้คนที่คอยเฝ้าดูความปลอดภัยของประมุขอยู่ห่างๆ มารวมตัวกันที่นี่เพื่อช่วยเหลือเขาอีกแรง 

เพราะตอนนี้ครอบครัวของพวกเขาขยายใหญ่ขึ้นมาก เมื่อใครสักคนต้องการความช่วยเหลือจึงมีคนยื่นมือมาช่วยมากมาย อันที่จริงนี่ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องแปลกอะไร เพียงแต่...ครอบครัวของเขามีคนใหญ่คนโตมากไปหน่อยก็เท่านั้น 

“ถ้าไม่ใช่เรื่องสมบัติแล้วเป็นเรื่องอะไร มองออกหรือยัง” 

“พอจะเดาได้แล้ว”  

ตอนที่ฮ่องเต้กับประมุขเดินเข้าไปในบ้าน จักรพรรดิกับพายุก็นั่งพูดคุยกันอยู่ก่อนแล้วบริเวณโซฟารับแขก สองพี่น้องไม่แปลกใจเลยสักนิดที่ทั้งสองคนพากันลากเข้าเรื่องอย่างรวดเร็ว ไม่มีการเกริ่นอะไรทั้งสิ้น เพราะดูจากภายนอกก็คล้ายจะมีนิสัยจริงจังกันทั้งคู่อยู่แล้ว 

ฮ่องเต้รับฟังการคาดเดาของคนรักอย่างตั้งใจ ทว่ายิ่งฟังคิ้วของเขากลับยิ่งขมวดหนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อฟังจบจึงเข้าใจในที่สุดว่าเพราะเหตุใดอเล็กซานเดอร์จึงพยายามจะทำร้ายคนของเขามากขนาดนี้ ไม่อยากจะคิดเลยว่าหากรู้เรื่องทรัพย์สมบัติที่พ่อบุญธรรมมอบให้พี่ยุอีก ทางนั้นจะโกรธขนาดไหน 

เพราะรู้จักพี่ยุดีกว่าใคร ฮ่องเต้จึงไม่สงสัยเลยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงเพิ่งจดจำเรื่องในวัยเด็กได้ตอนนี้ ดูจากท่าทางและคำพูดเขามั่นใจว่าพี่ยุคงจะไม่ได้ใส่ใจความลับที่ตัวเองค้นพบในอดีตเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่บังเอิญได้ยินอเล็กซานเดอร์คุยโทรศัพท์กับมารดาว่าจะเอาสมบัติทั้งหมดมาเป็นของตัวเองตั้งแต่เมื่อเกือบสิบปีก่อน เรื่องที่แอบส่งเงินให้กับมารดาทั้งที่บอกว่าตัดขาดไปแล้ว หรือเรื่องที่ได้รู้ว่าอเล็กซานเดอร์ลงทุนในธุรกิจผิดกฎหมายจนเจ๊งเละเทะและต้องลอบเอาเงินจากครอบครัวไปใช้กู้วิกฤติก็ตาม 

เมื่อก่อนฝ่ายนั้นคงทำได้เพียงเฝ้ามองสถานการณ์อยู่ห่างๆ เพราะยังไม่มีอำนาจ ผนวกกับกลัวว่าถ้าแสดงตัวมากไปเรื่องจะเข้าหูพ่อแท้ๆ กับญาติคนอื่นจนถูกเกลียดชังทั้งที่พี่ยุยังไม่ได้พูดอะไรกับใครเลย พอพ่อบุญธรรมของพี่ยุจากไปทุกอย่างก็เข้าทาง คงคิดว่าถ้าทำให้พี่ยุหายไปได้เรื่องก็คงจบ จะได้ไม่ต้องอยู่กับความหวาดระแวงอีกต่อไป 

“อเล็กซานเดอร์รู้อยู่แก่ใจว่าต่อให้พี่ยุพูดไปก็คงไม่มีใครเชื่อ จะอย่างไรก็ไม่มีหลักฐาน แต่เพราะระแวงมากๆ ถึงได้อยากกำจัดความระแวงทิ้งไป นิสัยของคนทำผิดที่ถูกจับได้คงเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ผมเข้าใจถูกไหม”​ 

“ใช่”​ พายุลูบหัวคนรักที่เข้าใจเรื่องราวได้อย่างรวดเร็วด้วยความอ่อนโยน “พี่คิดว่าถ้าอเล็กซานเดอร์รู้เรื่องที่พี่ได้รับทรัพย์สมบัติพอๆ กับตัวเองขึ้นมาเมื่อไร ถึงตอนนั้นคงจะโกรธแค้นยิ่งกว่าเก่า อาจจะทำอะไรที่ไม่คาดคิดมากกว่านี้ก็ได้” 

“ผมไม่เข้าใจความคิดของคนโง่เลยจริงๆ” ฮ่องเต้พูดด้วยสีหน้านิ่งสงบ ไม่ได้รู้สึกผิดเลยสักนิดที่ต่อว่าคนคนหนึ่งทั้งที่ไม่เคยเจอหน้า เพราะดูจากการกระทำทั้งหมดของอีกฝ่ายก็พอจะบอกได้แล้วว่าโง่งมและงี่เง่าขนาดไหน  

“คงระแวงมาเป็นสิบๆ ปีจนใกล้เป็นโรคประสาทไปแล้วมั้ง” ประมุขออกความเห็นหลังจากพยายามตามให้ทันการพูดคุยของคนรอบตัวอยู่พักใหญ่ ขณะที่จักรพรรดิซึ่งเข้าใจทุกอย่างตั้งแต่แรกไม่ได้พูดอะไรออกมาคล้ายกำลังครุ่นคิดอยู่เพียงลำพัง ผ่านไปนานนับนาทีจึงเอ่ยปากออกมาช้าๆ 

“ยังมีความผูกพันกับคนทางนั้นอยู่ขนาดไหน” 

“ไม่มี” พายุตอบกลับโดยไม่เสียเวลาคิด เรื่องนี้แม้แต่พ่อบุญธรรมของเขาก็เข้าใจดี ในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนต้องจากลาตลอดกาล ท่านยังบอกเอาไว้อีกว่าไม่จำเป็นต้องเห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับท่าน หากเป็นสิ่งที่สมควรทำก็ไม่จำเป็นต้องลังเล ขอเพียงไม่เป็นฝ่ายทำร้ายคนทางนั้นก่อนอย่างไร้เหตุผลก็พอ  

“ดี” จักรพรรดิพยักหน้าด้วยความพอใจ ก่อนจะหันไปพูดกับประมุขที่มองอยู่ก่อนแล้ว “มุขบอกเกรย์ว่าให้จัดการตามที่คิดไว้ได้เลย” 

“โอเคครับ” น้องเล็กของบ้านรับคำแล้วก้มหน้าก้มตากดโทรศัพท์คุยกับคนรักตามคำสั่งของพี่ชาย ท่าทางที่ดูจริงจังจนเกินเหตุทั้งที่ตัวเองแค่พิมพ์ข้อความสั้นๆ เรียกรอยยิ้มจากผู้เฝ้ามองได้เป็นอย่างดี กระทั่งพายุที่มีสีหน้านิ่งสนิทยังอดส่ายหน้าอ่อนใจด้วยความเอ็นดูไม่ได้ 

“เกรย์จะช่วยสืบเรื่องธุรกิจสีเทาของคนทางนั้นและรวบรวมหลักฐานให้ เรื่องนี้มีแต่เจ้านั่นที่ทำได้ เพราะจากข้อมูลเบื้องต้นดูเหมือนเรื่องธุรกิจลับๆ ของอเล็กซานเดอร์จะพัวพันกับหลายฝ่าย ฉันยังไม่มั่นใจว่าเกี่ยวข้องกับใครบ้าง แต่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ” 

พายุส่งเสียงรับคำง่ายๆ ไม่ได้คิดสงสัยอะไรในคำพูดของจักรพรรดิ ส่วนฮ่องเต้พยักหน้าด้วยความเข้าใจ เพราะเขารู้ดีว่าเกรย์มีอำนาจกว้างขวางขนาดไหน ไม่แปลกใจเลยสักนิดที่อีกฝ่ายมีเส้นสายถึงขนาดสืบเรื่องราวข้ามประเทศได้ ไม่ว่าส่งคนไปเองหรือให้คนอื่นช่วยจัดการให้อีกทีก็น่ากลัวทั้งนั้น 

“การจะสืบเรื่องนั้นและเก็บหลักฐานคงต้องใช้เวลาพอควร ระหว่างนี้จะให้การ์ดคอยดูแลความปลอดภัยอยู่ทางนี้ ยังไงมุขก็ยืนยันว่าจะไม่ไปไหนจนกว่าจะมั่นใจว่าเต้ปลอดภัยอยู่แล้ว” จักรพรรดิอธิบายรวดเดียวจบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ขณะที่ประมุขยืดอกรับอย่างภาคภูมิใจ 

“ผมจะไม่ไปไหนทั้งนั้นตามที่พี่จักรพูดนั่นแหละ เพราะงั้นพี่ยุไม่ต้องเป็นห่วงนะ เราทุกคนจะช่วยดูแลพี่ยุกับเต้เอง” 

พายุยิ้มจางรับคำพูดของประมุขโดยไม่ได้ตอบอะไร ตรงกันข้ามกับฮ่องเต้ที่เลิกคิ้วประหลาดใจแล้วถามกลับด้วยความสงสัย 

“แล้วถ้าเรื่องนี้กินเวลานาน มึงไม่คิดถึงแฟนแย่เลยเหรอ” 

“หึ เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วง”​ ประมุขยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยแล้วตอบคำถามของพี่ชายอย่างร่าเริง “ถ้ากูอยู่ที่นี่ไม่ยอมกลับ เกรย์ก็จะคิดถึงมากๆ จนต้องเร่งมือเพื่อให้ทุกอย่างจบลงเร็วที่สุด หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องบินมาหาถึงที่นี่ ไม่ว่าจะทางไหนกูก็ได้ประโยชน์ทั้งนั้น” 

ฮ่องเต้หัวเราะขบขันกับท่าทางของน้องชาย หลังจากเห็นว่าทุกคนไม่มีทีท่าว่าจะกลับไปพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องเครียดๆ อีกจึงหันไปหาพี่ชายอีกครั้งแล้วยกยิ้มกว้าง 

“พี่จักรไปดูห้องก่อนไหม ให้เต้พาไปดูนะ” 

“เอาสิ” จักรพรรดิมองน้องชายด้วยแววตาที่ดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “พี่จะได้จัดห้องด้วย” 

สองพี่น้องพากันเดินขึ้นไปบนชั้นสองพร้อมทั้งพูดคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปด้วยระหว่างทาง ถึงอย่างนั้นก่อนจะไปฮ่องเต้ที่ไม่เคยลืมพายุเลยสักครั้งก็ยังหันกลับมาส่งยิ้มให้เขาครั้งหนึ่ง พายุจึงพยักหน้าน้อยๆ และมองตามหลังทั้งคู่ไปจนสุดสายตา กระทั่งบรรยากาศรอบกายกลับมาเงียบสงบเหมือนเดิมแล้ว เขาจึงหันกลับมามองน้องชายของคนรักที่เลิกกดโทรศัพท์ตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่ทราบและกำลังจ้องมองกันอยู่ก่อนแล้วนิ่งๆ 

“มีอะไรหรือเปล่า” พายุถามเป็นภาษาอังกฤษเหมือนอย่างทุกครั้ง เพราะรู้ว่าน้องชายของคนรักไม่เข้าใจภาษารัสเซีย  

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ถึงเวลาอยู่ด้วยกันสองคนเขากับฮ่องเต้จะพูดคุยด้วยภาษารัสเซียเป็นหลัก แต่เมื่อไรก็ตามที่อยู่กับคนในครอบครัว ฮ่องเต้ที่ใส่ใจคนรอบข้างอยู่เสมอมักจะเปลี่ยนไปใช้ภาษาอังกฤษทุกครั้งเพื่อให้คนอื่นฟังเข้าใจด้วย เมื่อต้องอยู่กับพ่อ พี่ชาย หรือน้องชายของคนรัก พายุจึงทำแบบเดียวกันจนกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว 

“ผมแค่อยากจะบอกว่าพี่ยุไม่ต้องเป็นห่วงนะ เต้มันไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายพี่ยุแน่ๆ” 

คำพูดของประมุขทำให้พายุหลุดยิ้มจางออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ในสถานการณ์แบบนี้ควรต้องเป็นเขาที่บอกว่าจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายฮ่องเต้ไม่ใช่หรือไง 

“เข้าใจแล้ว” 

“พี่ยุเจอแต่ด้านดีๆ ของเต้ คงไม่รู้ว่าจริงๆ มันโหดขนาดไหน”​ ประมุขขยับเข้าไปใกล้คนที่ตัวเองนับถือเป็นพี่ชายอีกคนแล้วเริ่มเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพี่ชายแท้ๆ ด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้ที่แฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจ “เห็นมันนิ่งๆ ดูใจเย็นแบบนั้น ถึงเวลาโมโหขึ้นมาใครก็เอาไม่อยู่นะบอกเลย” 

“เต้น่ะเหรอโมโห”​ พายุเลิกคิ้วประหลาดใจ “เล่าให้พี่ฟังได้ไหม” 

“ได้อยู่แล้ว!” คนพูดเก่งมองซ้ายมองขวาจนแน่ใจว่าไม่มีใครแอบฟังอยู่จึงเผาพี่ชายอย่างหมดเปลือก “จริงๆ ก็ไม่ได้บ่อยนักที่เต้มันจะหลุดมาดต่อหน้าคนอื่น แต่เรื่องที่ผมจำได้แม่นแล้วก็เกี่ยวข้องกับพี่ยุด้วยน่ะ เกิดขึ้นตอนที่เรียนอยู่ปีสาม... มันคงไม่ได้เล่าให้พี่ยุฟังเพราะมันไม่ได้ใส่ใจ” 

“เรื่องอะไรเหรอ” 

“ตอนนั้นที่มหาวิทยาลัยของมันมีงานที่ต้องทำช่วงวันหยุดแล้วดันเป็นงานคู่ที่เลือกคู่เองไม่ได้ มันเลยต้องไปทำงานที่ห้องเพื่อนในชั้นที่ไม่ได้สนิทสนมกัน ผมเห็นว่ามันต้องไปคนเดียวเลยขอตามติดไปด้วย เลยทันได้เห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง” ประมุขยกน้ำขึ้นดื่มอึกใหญ่แล้วเล่าต่ออย่างร่าเริง “ตอนที่ผมออกไปคุยโทรศัพท์แล้วกลับเข้ามา เต้น่าจะไปเข้าห้องน้ำ แต่เพื่อนมันกำลังกดโทรศัพท์มันอยู่ พี่ยุรู้หรือเปล่าว่าเพื่อนคนนั้นทำอะไร” 

“ไม่รู้” พายุจำเป็นต้องตอบเมื่อเห็นสายตาคาดหวังของประมุขที่พยายามสร้างบรรยากาศให้ดูน่าตื่นเต้นเอามากๆ 

“มันกำลังอ่านข้อความที่พี่ยุส่งมา”  

“อา…” 

“จริงๆ จะทำอะไรมากก็ไม่ได้อยู่แล้วเพราะเต้มันล็อกโทรศัพท์ แต่ข้อความที่พี่ส่งมาก็ยังขึ้นหน้าจออยู่ดี แล้วมันก็เป็นตอนที่พี่บอกคิดถึงพอดี ตอนนั้นไอ้เต้โกรธมาก พี่ก็รู้ว่ามันไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายกับพื้นที่ส่วนตัว พอดึงโทรศัพท์คืนมาเสร็จมันก็ลากผมกลับเลย ถึงคนอื่นจะดูไม่ออกแต่ผมรู้ดีว่ามันพยายามห้ามตัวเองไม่ให้ด่าเพื่อนอยู่” 

“เรื่องไม่ได้จบลงแค่ตรงนั้นสินะ” 

“อือ วันต่อมาผมไปรับมันถึงมหา’ลัยแล้วเห็นมันอารมณ์ไม่ดีเลยแอบติดต่อเพื่อนมันที่ผมรู้จักแล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น จะว่าไงดีอะ...ผมคิดว่ามันคงเกี่ยวกับเรื่องเมื่อวันนั้นเลยอยากรู้ แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ” ประมุขหัวเราะสดใสเหมือนจะชื่นชมที่ตัวเองรู้ทันพี่ชายไปหมด “ไอ้คนนั้นมันเอาเรื่องที่เต้มีแฟนไปพูดให้คนอื่นฟัง แล้วดันบอกอีกว่าแฟนเต้ชื่อพายุ เท่านั้นแหละคนที่ใจเย็นมาตลอดถึงได้โมโหแล้วด่าไอ้เพื่อนขี้เสือกแบบไม่เกรงใจ เลยเป็นเรื่องเป็นราวเพราะพออีกฝั่งหายตกใจก็หาว่ามันเล่นใหญ่” 

“สุดท้ายจบลงยังไง” 

“เละ... เห็นว่าทางนั้นโดนเพื่อนในคลาสมองแรงเลยอับอาย คิดจะใช้กำลังกับไอ้เต้แต่โดนมันถีบล้มแล้วขู่ซ้ำอีกที จากนั้นก็ไม่กล้าเข้ามายุ่งด้วยอีกเลย” 

“ขู่เหรอ” พอฟังมาถึงตรงนี้พายุก็แอบอยากเห็นฮ่องเต้ในมุมที่ไม่เคยเห็นดูเหมือนกัน แค่คิดว่าคนรักที่แสนใจเย็นของเขาจะโมโหจนถึงขั้นด่าทอและถีบฝ่ายนั้นเข้าให้ก็น่าประหลาดใจแล้ว 

“มันบอกว่าแฟนเป็นมาเฟีย ถ้ายังไม่หุบปากก็ลองดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วประเด็นคือเย็นวันนั้นผมไปรับมันพร้อมการ์ดของเกรย์พอดี พี่ยุคงเดาออกว่าสีหน้าของเพื่อนคนนั้นตอนเห็นคนชุดดำเปิดประตูรถให้เต้ย่ำแย่ขนาดไหน”  

“…” 

ประมุขหัวเราะเสียงดังเมื่อเห็นสีหน้าของพายุที่นิ่งสนิทไปในทันที มั่นใจได้เลยว่าอีกฝ่ายต้องอยากเห็นฮ่องเต้ตอนพูดคำขู่พวกนั้นแน่ๆ เพราะขนาดตัวเขายังจดจำทุกคำพูดที่เพื่อนของฮ่องเต้เล่าให้ฟังได้หมดเนื่องจากประทับใจกับพี่ชายในโหมดนั้นมาก แต่หลังจากหัวเราะจนพอใจ คนที่ดูร่าเริงมาโดยตลอดกลับเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังขึ้นอย่างฉับพลัน 

“พี่ยุอาจจะคิดว่าเรื่องแค่นี้เอง แต่ผมบอกเลยว่าเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับพี่ เต้มันจริงจังมาก ผมถึงได้กล้าพูดว่ามันจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายพี่แน่ๆ” 

“พี่รู้” พายุยกยิ้มจาง ไม่ได้แปลกใจกับคำพูดของฮ่องเต้อีกต่อไป เพราะตัวเขาเองก็ไม่ได้ต่างไปจากคนรักเลยสักนิด “พี่เองก็จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเต้เหมือนกัน เพราะงั้นมุขไม่ต้องเป็นห่วง” 

ต่อให้ทำเหมือนไม่คิดอะไร พายุก็ยังดูออกว่าคนตรงหน้าเป็นห่วงพี่ชายตัวเองมากขนาดไหน สองพี่น้องคู่นี้ลักษณะนิสัยอาจจะแตกต่างอยู่บ้าง หากความเป็นห่วงที่มอบให้แก่กันนั้นไม่ได้แตกต่างเลยสักนิด ในช่วงเวลาที่ประมุขได้พบเจอกับคนรักของเจ้าตัวใหม่ๆ เขายังจดจำได้ดีว่าฮ่องเต้เครียดขนาดไหนเมื่อนึกถึงสถานะของเกรย์ แม้ต่อหน้าน้องจะไม่ได้แสดงออกมากมาย แต่เมื่ออยู่กับเขาฮ่องเต้กลับไม่คิดจะปิดบังความห่วงใยที่มีเลยสักนิด 

“ผมรู้ว่าต่อให้ไม่ช่วยพี่ยุก็ดูแลเต้ได้ พี่จักรเองก็คิดแบบนั้น เพราะงั้นเราถึงประหลาดใจมากที่พี่โทรมาขอความช่วยเหลือโดยตรง” ประมุขเล่าความรู้สึกของเขากับพี่ชายคนโตอย่างตรงไปตรงมา “แต่ความรู้สึกที่มีมากกว่าความประหลาดใจคือความดีใจ... พวกเราดีใจที่พี่เห็นความปลอดภัยของเต้สำคัญที่สุดโดยไม่มีทิฐิมาเกี่ยวข้อง” 

แบบนี้นี่เอง... 

เพราะพอใจกับการตัดสินใจของเขา พี่ชายของฮ่องเต้อย่างจักรพรรดิจึงไม่มีท่าทีไม่พอใจเลยสักนิด 

“ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความรู้สึกและความปลอดภัยของเต้” พายุยืนยันความคิดของตัวเองซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของผู้เฝ้ามองกว้างขึ้นกว่าเก่าอย่างเห็นได้ชัด 

“เต้บอกว่าซื้อวัตถุดิบทำอาหารเอาไว้แล้ว พี่ยุพาผมไปดูหน่อยได้ไหม เผื่อว่าขาดเหลืออะไรจะได้ให้คนออกไปซื้อ” 

“ได้”  

หลายปีที่ผ่านมาพายุอาจจะไม่ได้พบหน้าน้องชายของคนรักทุกครั้งที่มาไทย แต่เขาก็ยังคิดว่าตัวเองค่อนข้างสนิทสนมกับประมุขพอควร ด้วยเหตุนั้นจึงไม่แปลกที่จะรู้จักนิสัยของอีกฝ่ายในระดับหนึ่ง ทั้งจากที่ฮ่องเต้เล่าให้ฟังและจากที่ประสบพบเจอมาเอง การที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนเรื่องกะทันหันได้อย่างหน้าตาเฉยเช่นนี้ไม่ถือว่าน่าแปลกใจแต่อย่างใด 

พายุใช้เวลาอยู่ในครัวกับประมุขเพียงไม่นานก็ต้องเปลี่ยนไปนั่งนิ่งๆ มองน้องชายของคนรักจดรายชื่อวัตถุดิบที่ขาดสำหรับการทำอาหารที่เจ้าตัวอยากกินอย่างคล่องแคล่ว ที่บอกให้พามาดูเหมือนจะไม่จำเป็นเพราะเจ้าตัวเปิดนั่นเปิดนี่เช็กทุกอย่างเองอย่างกับเป็นบ้านที่อยู่มานานนับปี พายุมองดูความสดใสที่กระจายออกมาจากร่างของประมุขด้วยความขบขัน แม้สีหน้าจะนิ่งสนิท แต่ภายในใจเขากำลังส่ายหน้าหน่าย เพราะมองเห็นอนาคตได้แทบจะทันทีว่าเดี๋ยวสองพี่น้องต้องทะเลาะกันอีกแน่ๆ 

ของที่ฮ่องเต้ซื้อมาไม่ถือว่าน้อย อาจจะพอสำหรับการทำอาหารสามมื้อไปอีกสี่ห้าวันเลยด้วยซ้ำ แต่ประมุขกลับสั่งให้คนไปซื้อของมาเพิ่มอีก ต่อให้พายุไม่ได้มีความสามารถในด้านการทำอาหารมากมายก็ยังมองออกว่าน้องชายของคนรักต้องการทำอะไร 

“พี่ยุเคยกินบาร์บีคิวฝีมือเต้ไหม” 

“ยังไม่เคยเลย” 

“บอกเลยว่าอร่อยมาก!” คนที่เพิ่งมาถึงได้ไม่นานยกมือลูบท้องอย่างน่าสงสาร “เต้บอกว่าต้องใช้เตาถ่านเท่านั้นถึงจะได้รสชาติ ตอนแรกผมก็ไม่ค่อยเชื่อ แต่พอได้ลองแล้วมันแตกต่างกันจริงๆ​ แฟนพี่ยุนี่สุดยอดมากเรื่องการทำอาหาร” 

“พี่รู้” พายุยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเมื่อพูดถึงหนึ่งในความสามารถของคนรัก “ตอนนี้เต้กำลังฝึกทำอาหารรัสเซียอยู่” 

“จริงเหรอ!” ประมุขตาเป็นประกาย ตั้งแต่แยกกันอยู่เขาก็ไม่ได้ชิมฝีมือพี่ชายบ่อยนักเลยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว แต่เมื่อไรก็ตามที่ฮ่องเต้ทำเมนูใหม่ๆ ไม่มีเลยสักครั้งที่เขาไม่ถูกใจ เรื่องนี้มั่นใจได้หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ 

“พรุ่งนี้ลองขอให้เต้ทำให้กินก็ได้” 

“แทนที่จะให้ผมขอ ให้พี่ยุขอดีกว่า” คนที่รู้จักพี่ชายตัวเองดียิ่งกว่าใครจ้องมองพายุด้วยดวงตาคาดหวัง “พี่ยุก็รู้ว่าวันนี้ผมต้องอ้อนให้มันทำบาร์บีคิว จะให้เอาแต่ใจติดกันหลายวันมันคงไม่ยอมแน่ เพราะงั้น...” 

คนฟังถอนหายใจพลางส่ายหน้าหน่าย ถึงอย่างนั้นก็ยังตามใจเหมือนอย่างหลายๆ ครั้งที่ประมุขต้องการให้ช่วยพูดคุยกับฮ่องเต้แทน 

“พี่จะบอกเต้ให้” 

“พี่ยุใจดีที่สุดเลย!”  

“มึงบังคับให้พี่ยุทำอะไรให้อีก” ผู้มาใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องครัวหรี่ตามองน้องชายด้วยความไม่ไว้วางใจ ก่อนจะตรงเข้าไปหาคนรักแล้วเงยหน้าถามคนตัวสูงกว่าอย่างเป็นห่วงเป็นใย “มุขมันบังคับอะไรพี่ยุหรือเปล่า” 

“เปล่า พี่เต็มใจ” พายุลูบศีรษะคนรักเบาๆ ทำให้ฮ่องเต้พูดอะไรต่อไม่ได้จนต้องถอนหายใจออกมา ส่วนประมุขที่ทำหน้าบึ้งตั้งแต่ถูกใส่ความ นอกจากเบะปากก็ไม่ได้พูดอะไรอีก แค่เดินไปหาพี่ชายคนโตที่ตามเข้ามาทีหลังเท่านั้น 

“พีี่จักร วันนี้เรากินบาร์บีคิวกันนะ พี่จักรก็ยังไม่เคยกินบาร์บีคิวฝีมือเต้เหมือนกันนี่” 

“อยากกินเองก็พูดมาเถอะ”  

“แหะ…” น้องชายคนเล็กของครอบครัวยิ้มอย่างไม่รู้สึกรู้สา จากนั้นจึงสาธยายเรื่องที่ตัวเองเช็กวัตถุดิบทั้งหมดและบอกให้คนไปซื้อเพิ่มมาให้อย่างรวดเร็ว 

ถึงจะดูเหมือนคนเย็นชา แต่จักรพรรดิก็ไม่เคยต่อว่าน้องชายเลยสักครั้ง ดังนั้นจึงมีเพียงฮ่องเต้ที่บ่นคนที่คิดทำนั่นทำนี่ตามใจตัวเองอยู่คนเดียว... แม้ระหว่างบ่นเขาจะเดินไปจัดเตรียมของเพื่อทำบาร์บีคิวตามที่น้องต้องการก็ตาม 

ข้อดีของการสร้างบ้านตามความต้องการของตัวเองคือการที่พวกเขาเลือกออกแบบเกือบทุกส่วนได้ตามใจชอบ หนึ่งในจุดที่ฮ่องเต้ชื่นชอบที่สุดในบ้านคือสวนไผ่กับสระน้ำเล็กๆ กลางแจ้งที่ตั้งอยู่ตรงกลางบ้าน ทำให้ดูมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าสวนด้านนอก พวกเขาเลือกใช้พื้นที่ตรงส่วนนี้ตั้งเตาเตรียมย่างบาร์บีคิวสำหรับทุกคนรวมไปถึงการ์ดที่มาด้วยกัน ยังไม่ทันตกเย็นดีฮ่องเต้ก็ถูกประมุขลากให้ออกไปทำหน้าที่ก่อนแล้ว 

“กูหมักเนื้อสัตว์เสียบไม้ไว้ให้หมดแล้วไง แค่ย่างบนเตาต้องให้กูทำด้วยเหรอ” 

“กูไม่ได้ให้มึงทำคนเดียวสักหน่อย อุตส่าห์เลือกการ์ดที่ทำอาหารเป็นมาช่วยย่างตั้งหลายคน แต่อันที่กูกินมึงต้องย่างเอง กูอยากกินอันที่มึงทำให้” ประมุขพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ พร้อมกันนั้นยังอุตส่าห์ลากเอาเก้าอี้มาให้พี่ชายนั่งแบบสบายๆ การกระทำที่จะบอกว่าคุ้นชินก็ไม่ใช่เสียทีเดียวทำให้ฮ่องเต้ซึ่งถูกลากตัวออกมาทั้งที่กำลังนอนตักคนรักอย่างสบายอารมณ์มีสีหน้าบึ้งตึงมากขึ้นเรื่อยๆ 

“ขี้อิจฉา” 

“มึงว่าใครขี้อิจฉา” 

“ว่ามึงนั่นแหละ” ฮ่องเต้หัวเราะในลำคอ พอเข้าใจเรื่องราวขึ้นมาก็หายอารมณ์เสีย กลับกลายเป็นประมุขเองที่ยิ้มไม่ออกเพราะถูกรู้ทัน “คิดถึงแฟนก็ไปโทรหา อย่ามาพาลใส่กู” 

“ไอ้เต้!” 

“มุข อย่าเสียงดัง”​ จักรพรรดิที่เดินตามออกมาพร้อมพายุโคลงศีรษะน้องชายคนเล็กเพื่อปลอบให้ใจเย็น “ไปดูเถอะว่าขาดเหลืออะไรบ้าง เดี๋ยวก็ไม่ได้กินหรอก” 

ประมุขกอดแขนพี่ชายคนโตแล้วออดอ้อนราวกับเป็นเด็กตัวเล็กๆ ถึงจะไม่หันไปเถียงกับฮ่องเต้แล้วแต่ก็ยังบ่นงึมงำไม่ยอมหยุด ภาพความอบอุ่นของคนในครอบครัวที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนทำให้พายุยืนนิ่งอยู่หน้าประตูเป็นเวลานานหลายวินาที กระทั่งฝ่ามือสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากคนที่สำคัญที่สุดของตัวเอง เขาจึงเผยรอยยิ้มออกมาโดยอัตโนมัติ 

“ครอบครัวเต้ดูอบอุ่นมาก” 

“ไม่ใช่ครอบครัวผมครับ”​ ฮ่องเต้บีบมือที่กอบกุมไว้เบาๆ “ต้องพูดว่าครอบครัวเราต่างหาก” 

คำพูดที่เคยบอกไปแล้วไม่ใช่การพูดเฉยๆ ฮ่องเต้ยืนยันให้พายุรู้ว่าเขาคือส่วนหนึ่งของครอบครัวจริงๆ ทั้งจากการกระทำและคำพูด ยิ่งคิดดวงตาที่จ้องมองใบหน้ายิ้มแย้มของคนรักก็ยิ่งอ่อนโยนขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่ฮ่องเต้จะรู้ตัว ริมฝีปากบางก็แนบลงบนหน้าผากของเขาแล้ว 

“พี่ยุ...” ฮ่องเต้กะพริบตาปริบๆ อย่างประหลาดใจ ถึงเขาจะไม่ใช่คนหน้าบางอะไรก็อดแก้มร้อนขึ้นมาไม่ได้เพราะรู้ตัวว่าในเวลานี้ไม่ได้อยู่ด้วยกันเพียงสองคน โชคดีที่ประมุขหันหลังให้อยู่จึงไม่ทันได้เห็นฉากน่าล้อเลียนและน่าอิจฉาเมื่อครู่ ไม่อย่างนั้นคงได้ถูกมองแรงใส่ไปอีกหลายวันแน่ๆ 

“ไปเถอะ เดี๋ยวมุขจะบ่น” 

พายุจูงมือพาคนรักเดินไปหยุดอยู่หน้าเตา หลังจากนั้นจึงก้มหน้าก้มตาช่วยย่างบาร์บีคิวโดยไม่ได้พูดอะไรอีก ราวกับก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น  

“พี่ยุมาช่วยผมย่างเตานี้ดีกว่า เตานั้นให้เต้มันย่างคนเดียว” ประมุขที่แย่งการ์ดคนหนึ่งย่างบาร์บี้คิวอยู่หน้าเตาอีกตัวกวักมือเรียกคนรักของพี่ชายอย่างร่าเริง เห็นดังนั้นพายุจึงหันไปมองคนรักเป็นเชิงถาม และก็ได้รับคำตอบตามที่คิดเอาไว้แล้วกลับมาเหมือนทุกครั้งเวลาประมุขต้องการอะไรสักอย่าง 

“พี่ยุไปช่วยมันเถอะ เดี๋ยวงอแงบ่นไม่หยุดอีก” 

“ได้” 

ไม่ว่าจะแสดงออกแบบไหน ฮ่องเต้ก็ยังเป็นฮ่องเต้ที่รักน้องยิ่งกว่าใคร ถึงจะบ่นหรือต่อว่าประมุขอยู่บ่อยครั้งก็ยังไม่เคยปฏิเสธความต้องการของเจ้าตัวเสียที แล้วแบบนี้จะไม่ให้คนเป็นน้องได้ใจอยู่บ่อยๆ ได้ยังไงกัน 

“คิดไว้บ้างหรือยังว่าจะทำอะไรที่นี่” คำถามที่ไม่คาดคิดจากจักรพรรดิสร้างความแปลกใจให้พายุได้ไม่น้อย ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ เพียงตอบกลับตามที่คิดอย่างตรงไปตรงมา 

“เรื่องงานที่แน่นอนยังไม่แน่ใจ แต่คงหาอะไรทำที่บ้าน เพราะเต้ก็ทำงานที่บ้านเหมือนกัน” 

ที่บอกว่ายังไม่แน่ใจไม่ใช่เพราะเขาไม่ได้คิดหรือวางแผนเอาไว้เลย แต่เป็นเพราะคิดเอาไว้หลายอย่างจึงต้องค่อยๆ พิจารณาให้ละเอียดอีกครั้ง จะอย่างไรก็ไม่ต้องรีบร้อนอยู่แล้ว และที่สำคัญ...พายุต้องการให้ฮ่องเต้มีส่วนร่วมกับทุกการตัดสินใจของเขา 

“ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็ติดต่อมาหาผมหรือพี่จักรได้เลยนะพี่ยุ” ประมุขที่นิ่งฟังอยู่ด้านข้างพูดพร้อมรอยยิ้มจริงใจ “ยังไงพวกเราก็เป็นคนในครอบครัวเดียวกันแล้ว ไม่ต้องเกรงใจกันหรอก” 

“เข้าใจแล้ว” พายุพยักหน้า ริมฝีปากไม่ได้ยกยิ้มแต่ดวงตาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด  

ความรู้สึกของการได้มีครอบครัวอย่างแท้จริงนั้นมีความสุขมากเพียงใด เขาเพิ่งได้เข้าใจเป็นครั้งแรกก็ตอนนี้ โชคดีจริงๆ ที่ฮ่องเต้มีครอบครัวที่รักและเอาใจใส่ตัวเองเป็นอย่างมาก ยิ่งได้เห็นและได้สัมผัส เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าต้องดูแลคนรักให้ดี จะอย่างไรก็ต้องทำให้คนอื่นๆ ในครอบครัวไว้วางใจที่จะฝากคนสำคัญของบ้านเอาไว้กับเขาให้ได้ 

พายุหันไปมองคนรักที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาปิ้งบาร์บีคิวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด อดคิดในใจไม่ได้ว่าการที่ครอบครัวเดินทางมาหาถึงที่นี่อย่างรวดเร็วเป็นเรื่องดีที่ควรต้องขอบคุณจริงๆ เพราะทันทีที่ทุกคนมาถึง ความรู้สึกในด้านลบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความกังวลหรือความหวาดกลัวของฮ่องเต้ก็จางหายไปแทบทั้งหมด 

ตัวเขาย่อมรู้ดีที่สุดว่าฮ่องเต้เป็นคนแบบไหน ต่อให้เมื่อวานบอกว่าไม่เป็นไร แต่ที่พูดก็น่าจะเป็นเพราะไม่อยากให้เขาคิดมาก และยังคิดไปถึงขั้นว่าตัวเองต้องเป็นฝ่ายปกป้องเขาแทน เมื่อครอบครัวมาหาในวันนี้ถึงเรียกได้ว่าเป็นการลบเลือนความรู้สึกแย่ๆ นั่นทิ้งไปอย่างแท้จริง 

พายุไม่ได้รู้สึกอิจฉาที่คนอื่นทำให้ฮ่องเต้สบายใจได้อย่างรวดเร็ว เพราะเขารู้ดีว่ามันไม่เหมือนกัน... 

คงต้องยอมรับว่าต่อให้ไม่ได้หวาดกลัว แต่เมื่อได้เห็นการกระทำที่เหมือนต้องการปกป้องเขาจากความเจ็บปวดทั้งหมดทั้งมวลของคนรัก มันก็ทำให้รู้สึกดีมากจริงๆ 

ฮ่องเต้คือคนที่ควรพบเจอแต่สิ่งดีๆ เป็นคนที่เขาอยากจะโอบกอดเอาไว้ตลอดเวลา ไม่อยากให้ต้องหันไปเห็นเรื่องเลวร้ายใดๆ ก็ตาม น้ำหนักของคนรักในใจพายุยิ่งใหญ่ถึงขนาดที่เขายินดีจะสละทุกอย่างเพียงเพื่อให้อีกฝ่ายมีความสุข 

นั่นไม่ใช่แค่ความรู้สึกชั่ววูบเพราะกว่าจะถูกสั่งสมมาจนถึงขั้นนี้ต้องใช้เวลานานหลายปี 

ดังนั้นในเวลานี้เขาจึงกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่าตัวเองรักฮ่องเต้มากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ขอเพียงเป็นสิ่งที่คนรักต้องการอย่างแท้จริง เขาพร้อมจะมอบให้ทุกอย่าง 

ตั้งแต่ที่มั่นใจในความรู้สึก ความคิดของเขาก็เป็นแบบนี้มาโดยตลอด 

และจะยังเป็นแบบนี้ต่อไปตราบนานเท่านาน 

--------- 

  

TALK : ฮ่องเต้เหลือเวลาพรี 4 วันนะคะ ปิดพรีวันที่ 7 มีนาคม 2564 เรื่องนี้เราพิมพ์เผื่อขายนอกรอบไม่มาก ใครอยากได้อย่าลืมไปกดกันน้า 

 

ความคิดเห็น