ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 4 ...อสรพิษน้อยเทียบชั้นพญามังกร...

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 ...อสรพิษน้อยเทียบชั้นพญามังกร...

คำค้น : อสรพิษเล่ห์รัก JackBam GOT7 fic

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 12 พ.ค. 2559 19:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 ...อสรพิษน้อยเทียบชั้นพญามังกร...
แบบอักษร

...อสรพิษน้อยเทียบชั้นพญามังกร...

 

ในที่สุดผมก็มายืนอยู่หน้าโรงแรมหรูที่เป็นสถานที่นัดพบ สถานที่แห่งนี้ยังคงความหรูหราไม่เปลี่ยน แสงไฟสีส้มที่ส่องเข้าผนังตึกยิ่งทำให้สถานที่ตรงหน้าดูยิ่งใหญ่ซะจนคนอย่างผมไม่น่ามีธุระมาเหยียบที่นี่อีก แต่เพราะศักดิ์ศรีมันค้ำคออยู่จึงจำต้องทำใจดีสู้เสือ  จะถอยตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด ผมต้องปฏิเสธงานของฮยองกับหมอนั่นให้เรียบร้อยซะก่อน

 

ผมเดินผ่านหน้าโถงทางเข้าที่มีแชนเดอเลียร์สีทองขนาดใหญ่ห้อยระย้ามาจากด้านบนเหนือจุดจอดรถ มีพนักงานขนกระเป๋าแต่งตัวด้วยชุดสูทสีขาวรอรับแขกที่ขับรถมาจอดสองสามคน แตกต่างจากผมที่สวมเสื้อยืนเก่าๆแล้วทับด้วยเสื้อฮู้ดสีดำตัวเก่ง

 

ทันทีที่ผมผลักประตูเข้ามา พนักงานงานที่สวมชุดสูทสีกรมพร้อมด้วยวิทยุในมือก็ปรี่เข้ามาหาผมแล้วพยายามล็อคแขนผมโยนออกไปเหมือนครั้งก่อน ชั่วแต่ว่า...คราวนี้ผมได้รับบัตรเชิญจากคุณต้วนเชียว

 

“ถ้าไม่เชื่อก็ลองถามดูเอง!” ผมหยิบมือถือของพี่ที่เอาติดตัวมาด้วยกดไล่หาเบอร์ของคุณต้วนแล้วโทรออกก่อนจะยื่นให้อีกฝ่ายพูด

 

แหง๋แหละ! เกิดได้ยินเสียงผมพูดหมอนั่นก็รู้ทันทีน่ะสิว่าคนที่มาพบไม่ใช่จูเนียร์   ฮยองแต่เป็นผม

 

 

“ครับท่าน! มีเด็กหนุ่มมาพบท่าน เป็นเด็กหนุ่มที่แต่งตัวปอนๆบอกว่านัดท่านไว้ จะให้ไล่ไปไหมครับ? ครับ...ได้ครับท่าน” อีกฝ่ายปรายตามองผมตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ผมสบถแล้วหันหน้าไปอีกทางอย่างไม่สบอารมณ์เพราะรำคาญสายตาที่มองมาของอีกฝ่าย

 

คนเราเดี๋ยวนี้มันตัดสินคนอื่นจากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายกันหมดหรือไงนะ ผมค่อนข้างหัวเสียกับเรื่องนี้พอสมควร

 

“คุณต้วนให้คุณไปรอที่ห้องพักเดิมที่ชั้น 63 ใช้ลิฟท์ตัวที่สองจากขวามือ” พนักงานคนนั้นเดินไปที่เคาท์เตอร์แล้วหยิบคีย์การ์ดมาส่งให้ผม

 

“ขอบใจนะ...ดงจุน” ผมมองที่ป้ายชื่อของพนักงานคนนั้นแล้วตบอกเขาเบาๆ

 

ผมเดินมาขึ้นลิฟท์และกดชั้น ดูเหมือนว่าการดูแลของที่นี่จะค่อนข้างรัดกุมพอสมควร แค่เสียบคีย์การ์ดลิฟท์ก็กดได้เพียงชั้นเดียวคือชั้น 63 ทุกอย่างดูทันสมัยและหรูหรา ไม่เว้นแม้แต่ลิฟท์ที่มีเพลงทำนอนฟังสบายอยู่ภายใน และกระจกสลักลวดลายด้วยดิ้นทองทั้งบาน

 

ขณะที่ผมกำลังคิดว่าตัวเองลืมถามเลขที่ห้อง ลิฟท์ก็พาผมมาถึงชั้น 63 พอดี ทันทีที่ประตูลิทฟ์เปิดผมก็พบกับห้องนั่งเล่นทันที ราวกับว่าชั้นนี้ทั้งชั้นได้ถูกเช่าไว้เป็นห้องรับรองและบ้านกลายๆ ที่พื้นปูด้วยพรมเปอร์เซียทั้งหนาทั้งนุ่มเท้า แม้ผมจะไม่ใช่พวกขายของแอน ทีคแต่ก็พอดูออกว่าอะไรแพงอะไรถูก ขณะที่ง่วนอยู่กับพรมผืนใหญ่ที่ทอตามความยาวของพื้นอยู่นั้น ชาย 2 คนที่สวมสูทก็ตรงเข้ามาที่ผมและผายมือให้เดินนำโดยมีพวกเขาเดินตามหลังมาอยู่ห่างๆ

 

ผมกวาดตามองห้องรับแขกด้านนอกอย่างรวดเร็วมองเห็นชุดโซฟาหลุยส์ชุดใหญ่อยู่ตรงหน้าเตาผิง ผนังห้องสีขาวถูกเติมชั้นหนังสือขนาดใหญ่ แจกันดอกไม้สดใบใหญ่ ภาพสีน้ำมันที่ใส่กรอบไม้สีทองหรูหรา และแชนเดอเลียร์สีทองขนาดใหญ่ที่เพดาน ผมเดินตัดห้องรับแขกไปยังห้องด้านในที่ทั้งสองเปิดให้ผมเข้าไปรอ โดยที่พวกเขารออยู่ด้านนอก

 

ภายในห้องมีทางเดินเล็กๆทอดไปสู่ใจกลางห้อง ผมมองเห็นเคาท์เตอร์บาร์เล็กๆที่มุมซ้ายของห้อง บนนั้นมีถังใส่แชมเปญ และดอกกุหลาบผูกด้วยโบว์สีแดงวางอยู่ ผมปรายตามองแล้วอดหัวเราะขึ้นจมูกไม่ได้

 

ผมอดคิดไม่ได้ว่า ไอ้คุณต้วนนี่มันเป็นคนประเภทไหนกันที่มอบกุหลาบให้ชายที่จะขึ้นเตียงด้วย ดูเสร่อชะมัด...ถ้าเป็นผู้หญิงก็ว่าไปอย่าง

 

ผมหยิบดอกกุหลาบมาดมก่อนจะหันไปเห็นเตียงสี่เสาที่ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีขาว บนนั้นมีกลีบดอกกุหลาบโปรยอยู่ แต่เห็นแล้วอดขนลุกไม่ได้ ผมรีบโยนดอกกุหลาบในมือทิ้งด้วยความขยะแขยง แล้วเดินต่อไปยังหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่อยู่ริมในสุด ผมตรงไปเกาะกระจกตะลึงงันในความสวยงามของวิวยามค่ำคืน

 

จากความสูงระดับนี้ผมมองเห็นวิวทั่วกรุงโซลเลยล่ะมั้ง แต่เพราะตอนนี้มันมืดมากผมจึงมองเห็นเพียงแต่แสงไฟระยิบระยับเบื้องล่าง มองเห็นไฟสีส้มที่ทอดยาวเป็นถนน มองเห็นไฟของโซลทาวเวอร์ ที่นี่อาจจะเป็นจุชมวิวที่สวยที่สุดเลยก็ว่าได้

 

ในตอนนั้นเองที่ผมได้ยินเสียงเปิดประตูจากด้านหลัง ผมหันกลับไปมองชายหนุ่มที่เดินเข้ามา เขาอยู่ในชุดสีดำและเสื้อแจ็คเก็ตสีเดียวกัน เหนือสิ่งอื่นใดใบหน้าของเขา ผมจำใบหน้าของหมอนั่นได้ เขาไม่ใช่คุณต้วน แต่เป็นชายที่ผมเคยขโมยกระเป๋าไป รูปบนบัตรประจำตัวเขาผมจำได้ขึ้นใจ หมอนี่คือหวังเจียเอ๋อร์

 

“คุณต้วนอยู่ที่ไหน?” ผมมองไปที่ด้านหลังเขา หวังจะคุยกับไอ้ต้วนอะไรนั่นเรื่องพี่ให้จบๆแล้วรีบกลับแท้ๆ กลับมาเจอ ตอที่เคยเข้าไปพัวพันซะนี่!

 

“อะไรกัน? พอเห็นหน้าฉันก็เสียงแข็งขึ้นมาเลยหรอ? หรือว่าถ้าไม่มีเสี่ยวเอินเข้าร่วมวงด้วยนายจะไม่โอเค? 3P ดีกว่าจริงอ่ะ? ฉันเก่งนะ...ต่อให้ไม่มีเสี่ยวเอินฉันก็เอานายอยู่ จะจ่ายให้อย่างงามเลย...ขายตัวไม่ใช่หรอ?” หมอนั่นยื่นเงินปึกหนึ่งส่งให้ผม

 

ไอ้หมอนี่! มาถึงก็พล่ามอะไรไม่รู้เรื่อง! คิดจะซื้อกันงั้นหรอ!ผมกำมือแน่น

 

“ผมไม่มีธุระอะไรกับคุณ ถ้าคุณต้วนไม่มาผมก็หมดธุระแล้ว” ผมตั้งใจจะเดินเลี่ยงออกจากห้อง แต่กลับถูกหมอนั่นฉวยแขนเอาไว้ ผมถูกเขารวบเอวไว้แล้วใช้มืออีกข้างจับปลายคางบังคับให้เงยหน้าขึ้น

 

แววตาใช้ได้นี่! แต่ดูเด็กไปหน่อย คล้ำไปนิด ผอมแห้งเหมือนเด็กขาดสารอาหาร แต่สะโพกฟิตใช้ได้!” มือของหมอนั่นเลื่อนลงไปที่สะโพกผม ผมถลึงตาแล้วออกแรงผลักเขาพร้อมกับเหวี่ยงหมัดต่อยเขาด้วยความโมโห อีกฝ่ายเซไปเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมา เขาใช้ลิ้นเลียเลือดที่ติดมุมปากอย่างไม่ยี่หระแล้วมองผมดวงตาวาวโรจน์

 

“จุ๊ๆๆทำให้จูเนียร์หงุดหงิดซะแล้วสิ....ได้ยินว่าเป็นแมวน้อยเชื่องๆของเสี่ยวเอิน แต่ดูท่าจะไม่ใช่สินะ นายมันก็แมวข้างถนนที่เสี่ยวเอินเก็บมาเลี้ยงด้วยความเวทนา เลิกเกาะเขากินเป็นปลิงแล้วไสหัวไปซะทีเถอะ!” ผมหรี่ตาก่อนจะทำความเข้าใจเรื่องทั้งหมด

 

หมอนี่เข้าใจผิดคิดว่าผมคือฮยอง ผมไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของหมอนี่กับคุณต้วนเป็นยังไงกันแน่ แต่ที่แน่ๆคือคนคนนี้พยายามจะกันคุณต้วนนั่นออกจากพี่ผม

 

“คุณคือคนที่ส่งข้อความหาผม?” ผมมองเขาด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย

 

“เข้าใจอะไรได้เร็วดีนี่” เขาตอบด้วยท่าทางสบายๆ

 

“งั้นก็สบายใจเถอะ....เพราะผมก็กำลังคิดจะเขี่ยเขาทิ้งพอดี บอกให้เขาเลิกยุ่งเลิกติดต่อผมด้วยล่ะ เพราะมันน่ารำคาญ!” ผมยิ้มหยัน

 

ไม่นึกว่ามันจะง่ายขนาดนี้ ตอนแรกที่ผมมาก็คิดว่าต้องต่อรองกันนานหากจะให้หมอนั่นยุติความสัมพันธ์กับพี่ เท่านี้ไอ้คุณต้วนอะไรนั่นก็จะเลิกยุ่งกับจูเนียร์ฮยองซะทีหลังจากนี้ฮยองจะได้กลับไปสู่ชีวิตปกติอย่างที่ควรจะเป็นกับใครเขาบ้าง

 

เดี๋ยว!” ขณะที่ผมจะเดินกลับหวังเจียเอ๋อร์ก็เรียกผมไว้

 

เสี่ยวเอินไม่ดีตรงไหน? เขาดีกับนายทุกอย่าง แต่ทำไมนายถึงทิ้งเขาไปง่ายๆแบบนี้!” ผมย่นคิ้วไม่เข้าใจความหมาย

 

มันจะอะไรกันนักกันหนา จบกันก็คือจบกัน ยังมีอะไรต้องอธิบายอีก ทำไมเขาถึงย้อนกลับมาถามว่าทำไมถึงทิ้งเนี่ยนะ  

 

ฉันเปลี่ยนใจแล้ว! ฉันจะซื้อนายต่อเอง!” เขาปาเงินปึกนั้นที่อยู่ในมือใส่หน้าผม จากนั้นก็จับแขนผมเหวี่ยงไปที่เตียง

 

เดี๋ยว! เดี๋ยวก่อน! คุณต้วนบอกว่าถ้าผมไม่ยอมก็ไม่จำเป็นต้องนอนกับใคร!

 

โทษทีนะ! แต่ฉันมันแขก VIP ต่อให้นายไม่อยากแต่ก็ต้อง ยอมมันเป็นอาชีพของนายไม่ใช่หรอ?!!” หวังเจียเอ๋อร์จับผมกดลงบนเตียง ผมพยายามดิ้นสุดแรงแต่เขาบีบคางผมแล้วก้มลงมาช่วงชิงลมหายใจของผม

 

เงาของเขาทาบทับร่างของผม ใบหน้าของเขาโกรธขึ้งซ้อนทับกับซูโซชายแก่ที่พยายามจะข่มเหงผมอดีต

 

ไม่!” ผมกัดลิ้นเขาจนเขาผละจากผม จากนั้นก็ยกขาถีบหน้าเขาจนตกเตียงไป

 

ย๊า!! กล้าดียังไงเตะหน้าฉันด้วยเท้าเปล่าห๊ะ!” หวังเจียเอ๋อร์ตะโกนสุดเสียง

 

ผมไม่รู้ว่ารองเท้าของผมหลุดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ และตอนนี้ไม่มีเวลาให้คิดอะไรทั้งนั้นแล้ว ผมกระโดดลงจากเตียงหันไปที่ประตูแต่ถูกหวังเจียเอ๋อร์กระโดดเข้ามาคว้าตัวจนสะดุดล้มลงไปทั้งคู่ ผมศอกใส่หน้าเขาเปลี่ยนทิศหันไปทางบาร์เครื่องดื่ม คว้าขวดแชมเปญได้ในตอนที่เขาพุ่งตัวเข้ามาจะตะครุบตัวผมอีก ผมหวดเขาด้วยขวดแชมเปญจนขวดแตกเขาล้มลงบนพื้นแน่นิ่งไป ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนผมเองยังตกใจ แต่เมื่อตั้งสติได้ผมก็....

 

จำไว้นะ! บนโลกนี้ยังมีความผิดกระทงหนึ่งที่เรียกว่าคุกคามทางเพศ นายน่ะเข้าข่ายแล้วยังไม่รู้ตัว!” ผมเตะหน้าเขาซ้ำอีกรอบแล้วใช้หลังมือปาดเหงื่อ

 

ทว่า...ผมกลับพลาด ผมลืมนึกเรื่องของกลุ่มอารักษ์ขานาย 2 คนนั่นไปซะสนิท ทันทีที่ผมเปิดประตูออกก็ได้ยินเสียงสั่งจากทางด้านหลัง

 

จะ...จับตัวมันไว้!” สิ้นคำสั่งของหวังเจียเอ๋อร์ ชาย 2 คนที่ยืนอยู่หลังประตูก็ปราดเข้ามาล็อคแขนผมไว้คนละข้างทันที

 

ย๊า! ปล่อย! ปล่อยฉัน!!” ผมพยายามดิ้นหนีแต่ถูกจับล็อคมือไว้ข้างหลัง

 

ท่านครับ!” หนึ่งในกลุ่มอารักษ์ขาตรงเข้าไปพยุงหวังเจียเอ๋อร์ขึ้นจากพื้นและพยายามช่วยเขาห้ามเลือดที่ศีรษะด้วยน้ำแข็งในถังแชมเปญและพันด้วยผ้าสีขาวที่หาได้จากไหนไม่รู้มาพันรอบศีรษะให้เขา

 

จับมัดเอาไว้! เด็กนี่ร้ายพอจะวิ่งหนีได้ตลอดเวลา” หวังเจียเอ๋อร์นั่งไขว่ห้างมองดูผมถูกชายสองคนจับมัดมือกับเสาหัวเตียง โดยก่อนจะมัดผมเขาให้คนถอดเสื้อฮู้ดตัวนอกผมออกก่อน ผมหมดปัญญาจะหนีแต่ไม่ถอดใจจึงพูดจายั่วยุเขา

 

หึ! คงกลัวฉันล่ะสิ? กลัวว่าจะถูกฉันทำร้ายอีกหรือไงถึงได้สั่งให้คนจับฉันมัดไว้ ถ้าไม่มีเชือกก็ไม่มีปัญญาจะจัดการฉันเองงั้นสิ?” หวังเจียเอ๋อร์โบกมือไล่คนออกจากห้อง จากนั้นก็ปีนขึ้นมาบนเตียงแล้วเชยคางผมขึ้น

 

“หลังจากนี้ขอให้ปากเก่งอย่างนี้ให้ตลอดนะ” ผมสะบัดหน้าหนีมือเขา เขากลับขยุ้มเสื้อผมไว้แล้วฉีกมันออกจากกันอย่างง่ายดาย

 

แก๊!! ปล่อย!” ผมถลึงตามองเขาด้วยความโมโหสุดขีด ไม่เคยมีใครทำให้ผมรู้สึกอับอายได้มากเท่านี้มาก่อน การเผยผิวเปลือยเปล่าต่อหน้าคนอื่นเป็นสิ่งที่ผมเกลียดที่สุด

 

ผมไม่ได้ผิวขาวอย่างยูคยอม ไม่ได้ดูนุ่มนวลเหมือนอย่างจูเนียร์ฮยอง ผมแตกต่างจากคนประเทศนี้ใครๆก็ดูออก และการที่ผมแตกต่างจากคนอื่นๆมันเหมือนประจานตัวเองว่าผมมันเป็นเด็กที่ไม่มีที่มาที่ไป หนำซ้ำร่างกายก็มีแต่รอยแผลเต็มไปหมดจากการทะเลาะวิวาท จากการหลบซ่อน จากการถูกทำร้าย แผลที่เก่าสุดคือแผลที่ถูกจี้ด้วยก้นบุหรี่ที่หัวไหล่ ผมเกลียดสายตาเวลาที่ใครก็ตามได้เห็นร่างกายผมและมองผมด้วยความเวทนาสงสาร ที่เกลียดที่สุดคือสายตาหื่นกระหายของมนุษย์ทุกคน

 

“ตอนเด็กๆนายไปเล่นซนที่ไหนมาฮืม?” หวังเจียเอ๋อร์มองผมแล้วพูดประโยคนั้นออกมา แทนที่จะมองด้วยความสมเพชหรือสงสาร หมอนั่นกลับถามด้วยน้ำเสียงสงสัยจริงๆ ไม่รู้ว่าหมอนี่แกล้งเซ่อหรือโง่ดี

 

ผมยกขาที่ไร้พันธนาการขึ้นฟาดใส่ต้นคอหมายจะให้อีกฝ่ายสลบในทีเดียว แต่กลับกลายเป็นว่าหมอนั่นตั้งการ์ดรับด้วยแขนข้างเดียวก็หยุดความเคลื่อนไหวผมได้ทันที

 

“ฉันไม่เสียทีนายเป็นครั้งที่สองหรอกลูกแมวน้อย!” เขาจับผมอ้าขาแล้วสอดตัวเข้ามาข้างใต้ทั้งที่ผมและเขายังใส่กางเกงอยู่

 

ท่าบ้าอะไรของมัน!!

 

ไสหัวไปให้พ้น! ไปตายซะไอ้หน้าปลาจวด!” ผมพยายามยกสะโพกขึ้นแล้วใช้ขายันหน้าอีกฝ่ายออกไปจากตัว แต่หมอนั่นก็ขืนไว้สุดแรง

 

ใช้เท้าเปล่าเตะหน้าฉันอีกแล้วนะนาย!!” หวังเจียเอ๋อร์จับผมยกขาลงแล้วขึ้นมานั่งคร่อมผมแทน

 

“ดูสิคราวนี้จะยังฤทธิ์มากได้อีกมั้ย!” ผมพูดจบก็ก้มลงจูบต้นคอผม

 

อี๋!! ขยะแขยง! ไอ้สวะ! ปล่อย!” ผมพยายามบิดข้อมือที่ถูกมัดและรู้สึกว่ามันคลายลงจากตอนแรกเยอะ ผมจึงพยายามกระตุกผ้าแล้วบิดข้อมือไปมาเรื่อยๆเผื่อมันจะหลวมลงกว่าเดิม ทันใดนั้นเองอยู่ๆผมก็รู้สึกถึงความเปียกชื้นที่ไล่ลงมาตามซอกคอถึงหน้าอก

 

“อื้อ!” ผมกัดฟันพยายามไม่ส่งเสียงน่าอายออกไป แต่ร่างกายของคนเราซื่อสัตย์เสมอ ไม่ว่าใครถ้าถูกรุกเร้าในจุดแปลกๆก็ย่อมต้องมีความรู้สึกเป็นธรรมดา ยิ่งกับผมที่ไม่เคยแม้แต่จะคิดเรื่องอย่างว่าก็ตาม

 

“โอ๊ะ! ดูเหมือนว่านายจะชอบที่ฉันขบตรงนี้ของนายเล่นสินะ?” หวังเจียเอ๋อร์พูดพลางไล้มือลงไปที่ยอดอกอีกข้าง

 

ไปตายซะ!!” ผมฉวยโอกาสในตอนที่ใบหน้าของเขาอยู่ใกล้แค่คืบโขกหัวเขาด้วยหัวผม จนผมได้ยินคล้ายเสียงลูกมะพร้าวชนกันดังสั่น ผมเบลอไปพักใหญ่เช่นเดียวกับเขา

 

นาย! นาย....นาย...นา...” หวังเจียเอ๋อร์ตะโกนใส่ผมด้วยความเดือดดาลแล้วทำท่าโอนเอนไปมาก่อนจะฟุ๊บลงที่อกผมพอดี

 

เฮ้ย! เฮ้ย!” ผมพยายามใช้ไหล่ดันเขาเพื่อดูว่าเขาแกล้งหรือเปล่า แต่เขายังนิ่งสนิทและดูเหมือนเขาจะสลบไปจริงๆ

 

หน้าผากเขาอยู่ตรงจมูกผมพอดี ผมได้กลิ่นคาวคล้ายกลิ่นเลือด ดูเหมือนว่าหมอนี่จะสลบไปเพราะผมโขกหัวเขาซ้ำแผลเก่าแน่ๆ ไม่งั้นไม่น็อคไปเร็วขนาดนี้ ผมพยายามบิดข้อมือไปมาในที่สุดผมข้อมือผมก็หลุดออกมาจากพันธนาการได้ ผมรีบผลักหวังเจียเอ๋อร์ออกไปด้านข้าง จากนั้นก็แกะเชือกอีกข้างให้หลุด

 

ผมกระโดดลงจากเตียงแล้วคว้าเสื้อฮู๊ดมาสวม แล้วก็นึกขึ้นได้ว่ายังมีคนอีก 2คนรออยู่ด้านนอก ผมหันไปที่ร่างหนาบนเตียงก่อนจะคิดแผนในหัว

 

ผมจับหวังเจียเอ๋อร์มัดมือมัดเขาโยงกับเสาเตียงทั้งสี่ จากนั้นก็จับเขาแก้ผ้า รื้อหามือถือของเขาและของมีค่าอย่างบัตรเครดิตและเงินสดติดมือมาด้วย ผมไม่ลืมที่จะทำการแบล็คเมล์เขาด้วยมือถือของเขาเอง โอเครูปร่างเขาอาจจะสมส่วน กล้ามเนื้อแน่น แต่ไอ้ขนอุยๆที่ขึ้นมาถึงสะดือนี่มันดูทุเรศสิ้นดี พอมีเวลาผมยังใจดีโกนขนให้น้องชายเขาจนเกลี้ยงเกลาเป็นทารกแรกเกิด และแน่นอนว่าไม่ลืมว่าเขาอาจจะตื่นขึ้นมาและร้องขอความช่วยเหลือจึงยัดกกน.ของเขาไว้ในปาก ส่วนเสื้อและกางเกงเขาผมพยายามยัดมันลงในชักโครก แต่ทำได้ลำบากเต็มทน ดังนั้นจึงจับพวกมันโยนออกไปทางหน้าต่างห้องแทน ก่อนที่เขาจะฟื้นผมพยายามสำรวจความเรียบร้อยอีกครั้งพบว่าทุกอย่างแจ่มแจ๋วสุดบรรยาย เหลือเพียงขั้นตอนสุดท้ายที่จะออกไปจากที่นี่ได้โดยไม่มีคนสงสัย

 

“อือ...อือมมม” หวังเจียเอ๋อร์กำลังรู้สึกตัว ผมคว้ามือถือเขาแล้วกระโดดขึ้นไปบนเตียง นั่งลงข้างเขา แนบหน้าลงกับแก้มเขาแล้วสั่ง

 

ยิ้มนะ! ชีสสส!!

 

“อื้อ! อื้อ!” หวังเจียเอ๋อร์ถลึงตามองผมและพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง

 

“หืมม์...อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ...มันช่วยไม่ได้นะที่นายสลบไปก่อน...ดูนี่สิฉันถ่ายรูปนายไว้เต็มไปหมดเลย อล่างฉ่างดีมั้ยล่ะ? ฉันว่าจะคิดรูปละ 9 แสนวอนเป็นไง? นายชอบหรือเปล่า ฉันจัดท่าให้อย่างดีเลยนะ” ผมนั่งข้างหวังเจียเอ๋อร์แล้วเลื่อนให้เขาดูรูปที่ผมถ่ายด้วยความสนุก แต่ดูเหมือนเขาจะไม่สนุกด้วยสักนิด ก็แน่ล่ะ ใครใช้ให้เขาใจเสาะเป็นลมไปก่อนล่ะ

 

“โอเคๆ ฉันไม่อยู่กวนนายนานนักหรอก....อ๊า! ไม่! หยุดนะ!” ผมยืนขึ้นบนเตียงแล้วเริ่มร้องด้วยเสียงแปลกๆพร้อมกับกระโดดไปมาบนเตียงจนเตียงไม้เริ่มร้องเอี๊ยดอ๊าด

 

“โอ...ไม่...อ่า..อื้อ...” หวังเจียเอ๋อร์เบิกตามองผมด้วยความประหลาดใจ

 

“มันคือฉากรักที่รุนแรงของเราไง” ผมก้มหน้าลงไปกระซิบข้างหูเขาก่อนจะเริ่มร้องครางเสียงหวานอีกครั้ง แต่คราวนี้ผมกระโดดลงไปที่ปลายเตียงแล้วพยายามดันเตียงขนาดใหญ่ให้ขยับโยกชนกำแพงห้องเป็นจังหวะ

 

ไม่! พอแล้ว! ได้โปรด! อ๊า! ให้ตายสิ!ไม่นึกว่าเตียงนี่จะหนักขนาดนี้นะเนี่ย เขาใช้ไม้อะไรมาทำห๊ะ?” หวังเจียเอ๋อร์ยังมีท่าทางไม่เข้าใจ ดังนั้นผมจึงขึ้นไปนั่งทับเขาเขาไว้

 

ถามจริง! นี่ยังไม่เก็ตอีกหรอ?” ผมส่งยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วเชยคางเขาเหมือนอย่างที่เขาทำกับผมเมื่อตอนที่มาถึง

 

“เอาล่ะฉันบอกนายก็ได้....ฉันไม่ใช่แมวน้อย...ใครเป็นคนตั้งนะ? ชื่อทุเรศชะมัด! ฝากข้อความไปบอกเพื่อนคนจีนของนายด้วยว่าเลิกยุ่งกับจูเนี่ยร์ฮยองของเราซะที จะไม่มีการทำงานอะไรให้กับเขาอีก!” ผมจะลงจากเตียง หันมองเขาอย่างเสียดาย นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้สนุกขนาดนี้ ปฏิกิริยาของหมอนี่มันน่าหัวเราะชะมัด เวลาที่เขาเปลี่ยนสีหน้าสลับไปมาระหว่างโกรธระคนประหลาดใจ

 

“เหมือนนายดูอยากรู้นะว่าฉันเป็นใคร....หวังเจียเอ๋อร์...ชอบรูปใหม่ที่ฉันวาดใส่หนังสือเดินทางให้มั้ยล่ะ?” ผมเลิ่กคิ้วมองเขาแล้วยิ้มมุมปาก

 

อีกฝ่ายเบิกตาแล้วทำท่าเดือดดาล หมอนี่ตลกจริงๆ!

 

“โอ๋ๆอย่าเครียดไปสิ! เดี๋ยวเส้นเลือดฝอยที่หัวนายก็แตกอีกหรอก คราวนี้อาจตายไปเลยจริงๆก็ได้นะ” ผมแกล้งลูบหัวเขาแล้วพูดต่อ

 

“ตัวนายดูร้อนๆนะฉันจะเร่งแอร์ให้ก็แล้วกัน....อุ๊ปส์! มือลั่น” ผมลดแอร์ไปหยุดที่ 15 องศา เขาอยู่ในห้องโดยแก้ผ้าและไม่มีแม้แต่ผ้าห่ม

 

“จุ๊ๆๆ” ผมมองเขาแล้วส่ายหน้าไปมาด้วยความเวทนา ก่อนจะหันมาตบแก้มตัวเองเรียกสติ ยีผมให้ยุ่งๆเข้าไว้ สวมเสื้อฮู๊ดลวกๆเหมือนไม่ตั้งใจ ดึงคอเสื้อลงมาเปิดไหล่วับๆแวมๆเหมือนคนี่เพิ่งถูกรุมโทรมมาอย่างหนัก จากนั้นก็ปิดไฟ

 

“...ฝันดีนะหวังเจียเอ๋อร์....” ผมหันไปบ๊ายบายเขา

 

จากนั้นก็ผลักประตูออกไปแล้วทรุดลงเอามือปิดหน้าร้องไห้ จากมุมนี้ถ้ามองเข้าไปข้างในจะเห็นเพียงแต่เงาลางๆของหวังเจียเอ๋อร์ที่นอนแผ่อยู่ในห้องด้วยความอิ่มเอม บวกกับละครที่ผมแสดงและเสียงกรีดร้องเมื่อครู่ทำให้ผมผ่านยามทั้ง 2 ออกมาอย่างง่ายดาย คนพวกนั้นไม่ได้ออกมาส่งผม เขาทำเพียงแต่เหลือบมองคนในห้องแค่แป๊ปเดียวแล้วปิดประตูตามหลัง

 

ส่วนผมแสร้งวิ่งร้องไห้ไปจนถึงลิฟท์ ทันทีที่ประตูลิฟท์ปิดลงผมก็ดึงเสื้อฮู๊ดขึ้นรูดซิบให้เรียบร้อยเพราะเสื้อยืดผมถูกไอ้หมาบ้านั่นฉีดจนเป็นเศษขยะไปแล้ว ผมลงมาชั้นล่าง คืนคีย์การ์ดกับดงจุนพนักงานด้านล่าง และไม่ลืมที่จะทิปเขาด้วยเงินสดของหมอนั่น

 

 

--------------------------------------------------

 

ผมยังไม่ได้ตรงกลับบ้านในทันที แต่ตรงไปยังห้างสรรพสินค้าหรูที่อยู่ไม่ไกลแล้วเดินเข้าออกร้านเครื่องเพชร ร้านนาฬิกาและร้านเสื้อผ้า หยิบแต่ของแบรนด์เนมราคาแพงโดยใช้การ์ดของหวังเจียเอ๋อร์มารูด เครดิตการ์ดของหมอนั่นไม่ธรรมดาเลยแค่เห็นผมชู Black Amex หรือ American Express Centurior Card หรือ แบล็คการ์ด บรรดาพนักงานก็ต้องรับขับสู้ผมอย่างดี โค้งให้ผมจนหัวแทบติดหัวเข่าทุกคน 

 

ไอ้แบล็คการ์ดนี่อย่างกับสุดยอดของสุดยอดบัตรเครดิต ผมไม่รู้ว่าหมอนั่นต้องรวยแค่ไหนถึงจะสามารถถือการ์ดดำนี้ได้ เพราะการ์ดนี้ทำให้ผมสามารถรูดเงินได้โดยไม่จำกัดวงเงิน แถมทุกๆบิลล์ที่ใช้จ่ายไปจะส่งตรงไปยังโทรศัพท์ส่วนตัวของผู้ถือบัตร หรือก็คือหวังเจียเอ๋อร์ที่ตอนนี้ถูกมัดอยู่บนเตียง หากหมอนั่นหลุดมาได้แล้วเช็คมือถือดูคงรู้สึกอยากจะฆ่าผมจริงๆแน่ ไม่สิ....ก็มือถือของหมอนั่นอยู่กับผมนี่นา 555+

 

ผมมีความสุขกับการถือถุงของออกจากห้าง กะว่าจะเอาของพวกนี้เข้าโรงรับจำนำเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินเอามาใช้จ่าย แต่กลับพบอึนกวังระหว่างทางเข้าซะได้ ผมพยายามถือของเดินเลี่ยงไปอีกทาง แต่ถูกลูกน้องของอึนกวังขวางทางไว้ ผมมองไปด้านหลังของอึนกวังและลูกน้องเห็นคนค่อนข้างพลุกพล่าน ทางข้างหน้าใกล้กับไชน่าทาว์ รู้สึกว่าจะมีการจัดงานอะไรบางอย่าง หากผมหนีเข้าไปในฝูงชนได้...

 

ผมโยนถุงใส่ของใส่หน้าอึนกวังแล้ววิ่งหนี ทว่าวิ่งออกไปได้ไม่กี่ก้าวก็ถูกคว้าตัวไว้ได้ หนึ่งในพวกมันตะปบปากผมเพื่อไม่ให้ร้องแล้วแบกผมพาไปยังตรอกที่อยู่ข้างๆโดยที่คนแถวนั้นไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำ

 

พวกมันโยนผมลงบนพื้นที่เฉอะแฉะแล้วยืนคุมเชิง อึนกวังหยิบถุงออกมา รื้อค้นดู

 

“หืม? นาฬิกาสวยดีนี่....นี่แหวนแต่งงานของแกหรอ?” อึนกวังหยิบนาฬิกาและแหวนมาสวม

 

เอาคืนมา!!” ผมดีดตัวขึ้นจากพื้นตรงเข้าหมายจะกระชากของคืน แต่ถูกคนที่ตัวใหญ่ๆคว้าคอแล้วต่อยเข้าที่หน้า ทั้งความเร็วและความแรงเหมือนกับผมถูกรถชน ผมกระเด็นล้มไปอีกทาง

 

“ผู้ชายคนไหนซื้อของพวกนี้ให้แก?” อึนกวังย่อตัวลงต่อหน้าผมแล้วชูข้อมือตัวเองให้ผมดู

 

พ่อแกไง! ถุย!” ผมถ่มเลือดผสมน้ำลายใส่หน้าอีกฝ่าย  อึนกวังขบกรามแน่นใช้มือเช็ดข้างแก้มตัวเองก่อนจะตบหน้าผม

 

ความแสบร้อนของแก้มข้างที่เพิ่งโดยต่อยยังไม่ทันหาย อยู่ๆแก้มและหูอีกข้างก็ถูกตบในระยะใกล้ยิ่งทำให้ผมรับรู้รสขมเฝื่อนในปากได้อย่างชัดเจน

 

“พวกแกพี่น้องนี่เหมือนกันหมดจริงๆ ทั้งแกทั้งจูเนียร์ปากดีเหมือนกันหมดแล้วก็ยังจับผู้ชายได้เก่งเหมือนกันอีก”

 

แกบังคับให้เขาต้องขายตัว ทั้งที่เขาไม่ได้ต้องการ แกมัน!!” ผมตรงไปกระชากคออึนกวัง แต่ถูกลูกน้องของมันขวางไว้ ผมถูกตีเข่าแล้วทุบหลังจากทรุดลงพื้น พอตั้งใจจะยันกายขึ้นกลับรู้สึกปวดร้าวไปทั้งร่าง เหมือนกระดูกทั่วร่างจะแยกออกจากกันยังไงอย่างงั้น

 

“แกนี่ไม่รู้จักเรียนรู้เลยหรือไง? ชอบกระโจนเข้าใส่อย่างกับหมาบ้า! ไม่ได้รู้เลยหรือไงว่าลำพังแกคนเดียวไม่สามารถเอาชนะใครหรืออะไรได้ พวกแกสามคนมันก็แค่เศษสวะที่ไม่มีใครต้องการ เป็นของเสียๆที่ไม่มีใครเค้าสนใจ!” อึนกวังกระชากหัวผม ผมจ้องตาหมอนั่นกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน เก็บกดความเจ็บแค้นของวันนี้ไว้ในกำมือ

 

“จะบอกอะไรให้แกเอาบุญนะ จูเนียร์มันตายไปแล้ว! แกรู้มั้ยว่าทำไม? เพราะมันเหมือนกันแกไม่มีผิดน่ะสิ โง่ไม่มีที่สิ้นสุด หากอยากมีชีวิตก็ก็จงก้มหน้าทำตามที่ฉันสั่งก็ไม่ต้องมาตายในสภาพทุเรศแบบนั้นหรอก แค่ถูกลูกน้องฉันจิ้มสักทีสองทีจะเป็นไรไปในเมื่อขายตัวก็เคยทำมาแล้ว แต่มันกลับเลือกที่จะกระโดดตึกฆ่าตัวตาย...ตายอย่างมีศักดิ์ศรี..หึ!

 

ผมอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก

 

ไม่จริง....แกโกหก!!” ผมส่ายหน้าไปมา

 

“ฉันจะโกหกแกไปทำไมในเมื่อฉันเป็นคนไปพามันออกมาจากโรงพยาบาลเองกับมือ” ผมสับสนไปหมด ในหัวผมมีแต่เรื่องที่ผมเคยตะโกนด่าทอฮยอง

 

พี่คงชอบที่ถูกผู้ชายกอดล่ะสิ? มันเลิกไม่ได้หรือไง? หรือว่าติดใจ? เพราะได้เงินด้วยแล้วก็สนุกด้วยสินะถึงได้เที่ยวอ้าขานอนกับใครต่อใครก็ได้! ต่ำ! แพศยา! สำส่อนที่สุด! พี่กล้าหาเงินต่ำๆแบบนั้นมาให้ยูคยอมเรียนหนังสือได้ยังไง! ไม่อายบ้างหรือไงห๊ะ! หมามันยังผสมพันธุ์เมื่อถึงฤดู แต่พี่ทำตัวต่ำซะยิ่งกว่าหมาข้าถนนซะอีก!!

 

สีหน้าของฮยองในตอนนั้นทั้งผิดหวังทั้งเจ็บปวด ผมที่เป็นน้องกลับทำร้ายจิตใจเขาโดยไม่ได้นึกถึงผลที่ตามมา รู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่ฮยองทำไปมีเหตุผล แต่เพราะผมเอาอารมณ์เป็นใหญ่จนทำให้ขาดสติ

 

ผมควรจะอยู่ข้างเขา ควรจะปลอบเขาแล้วบอกว่าทุกอย่างจะดีขึ้น ผมกลับหันหลังให้เขา ผมทิ้งเขาให้อยู่โรงพยาบาลเพียงลำพังเพื่อไปทำเรื่องไร้สาระอะไรอยู่!!

 

อ๊าาาาา!!” ผมตะโกนแล้วใช้มือเปล่าทุบพื้นอยู่หลายครั้งด้วยความโกรธแค้นและบ้าคลั่ง เพราะผมทำทุกอย่างให้มันแย่ลง ตายอย่างมีศักดิ์ศรีคำคำนี้อึนกวังไม่มีวันพูดถูกเพราะมันคือคำพูดของผมที่เคยพูดกับจูเนียร์ฮยองไว้ว่า ผมขอตายอย่างมีศักดิ์ศรีดีกว่าอยู่อย่างอัปยศทำให้ฮยองคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ออกเดินในเส้นทางที่มีศักดิ์ศรี

 

แต่ความจริงแล้วผมเพิ่งได้เรียนรู้ว่า...มนุษย์เรานั้นต่างก็ทำเรื่องที่ผิดพลาดได้เสมอ ตราบเท่าที่เรายังมีวันพรุ่งนี้ให้เริ่มต้นใหม่ ความผิดพลาดจากอดีตจะเป็นบทเรียนทำให้เราเข้มแข็งและแข็งแกร่งขึ้น ความตายต่างหากที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย คนที่ถอดใจยอมตายคือคนที่แพ้แล้วลุกไม่เป็น

อ๊าาาาา!!” เสียงกรีดร้องของผมฟังไม่ได้ศัพท์ว่าเป็นเสียงแห่งความเจ็บปวดและทุกข์ทนหรือเสียงร่ำไห้กันแน่

 

หนวกหูชะมัด! ทำให้มันเงียบทีสิ!” อึนกวังสั่งชายสองคนที่อยู่ด้านหลัง

 

ผมหันควับ! ดึงบางสิ่งที่ซ่อนไว้ในรองเท้าออกมากำไว้แน่น พอได้จังหวะก็หันไปใช้ความแหลมคมของปลายมีดพกทิ่มทะลุรองเท้าของคนที่ใกล้ตัวที่สุด

 

อ๊ากกก!!” เสียงร้องโหยหวนดังลั่น ผมกดปลายมีดแล้วลากยาวจนสุดปลายรองเท้าก่อนจะดึงมีดกลับมา อีกฝ่ายล้มลงนอนเกลือกกลิ้งร้องด้วยความเจ็บปวด

 

อย่า – มา – แตะ– ฉัน!” ผมตวัดมีดใส่อีกคนที่พยายามยื่นมือพุ่งเข้ามา

คราวนี้ความคมของมีดและความเร็วของผมตวัดเอาปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางของอีกฝ่ายหลุดกระเด็นออกมาอย่างง่ายดาย ลิ่มเลือดสาดกระเซ็นใบหน้าแต่ผมหาได้สนใจ สายตาหันกลับไปมองอึนกวังที่ตกใจลนลานจนสะดุดล้มหายท้อง หมอนั่นควักปืนที่เหน็บเอวออกมาขู่ผม

 

อย่างเข้ามานะ! ฉันยิงแกจริงๆนะแบมแบม!

 

ผมในตอนนี้เลือดเข้าตาจนไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น ผมสืบเท้าเข้าหาอึนกวังอย่างไม่กลัวเกรง หมอนั่นหลับตาเล็งปืนใส่ผม

 

ปัง!” เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดในตอนที่ผมกระโดดพุ่งเข้าหาเขาพอดี ปลายมีดผมเปลี่ยนวิถีจากอกอึนกวังทิ่มเข้าต้นขาเขา

 

บอกมาตอนนี้จูเนียร์ฮยองอยู่ที่ไหน!” ผมแย่งปืนอึนกวังแล้วใช้ขาเขี่ยปืนกระเด็นไปอีกทางก่อนจะกระชากเขาเข้ามาถามแล้วใช้แรงมือเพิ่มแรงกดปลายมีดให้ทิ่มเข้าไปในขาเขามากยิ่งขึ้น

 

อ๊ากกก!! ตึกร้างแถวอินซาดง!” ผมได้ยินก็ต่อยเขาอีกหมัดจนเขาสลบไป จากนั้นก็ค่อยๆยันกายลุกขึ้นยืน เดินผ่านลูกน้องทั้งสองของอึนกวังไว้เบื้องหลังตรอกมืด

 

ผมเดินออกมาจากตรอกตั้งใจจะเดินตัดถนนย่านไชน่าทาว์เพื่อไปยังอินซาดง แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวผมก็ทรุดลงข้างผนัง ความเจ็บปลาบแล่นขึ้นมาจากท้องด้านซ้าย พอลองรูดซิบเสื้อฮู๊ดดูก็พบว่าเสื้อด้านในชุ่มไปด้วยเลือด เสียงปืนไม่ครู่ไม่ใช่แค่ขู่ให้เขากลัวเท่านั้นแต่ยังทำผมเคลื่อนไหวตัวได้ช้าลงไปอีก

 

ผมกัดฟันเอามือกดปากแผลไม่ให้เลือดไหลไปมากกว่านี้ แต่พอแผลถูกแตะก็เหมือนผมถูกมีดแทง มันเจ็บจนแม้จะกัดฟันแล้วก็ยังแทบทนไม่ได้ ผมเซพิงกำแพงเหงื่อกาฬไหลราวน้ำตก พยายามรวบรวมแรงที่มีอยู่น้อยนิดออกเดินต่อ

 

ผมจะถอดใจตอนนี้ไม่ได้ มีผมแค่คนเดียวที่จะช่วยจูเนียร์ฮยองได้เท่านั้น ผมลากขาเข้าไปในกลุ่มคนจีนที่จัดงานกันอย่างเอิกเกริก มีเสียงประทัด เสียงดนตรีจีนพวกฉาบและกลองดังอึกทึก แต่หูผมแว่วได้ยินเสียงเหล่านั้นจากที่ไกลๆ สายตาเริ่มพร่ามัว ผมรู้ทันทีว่าร่างกายของผมกำลังจะรับไม่ไหว ผมเสียเลือดมากเกินไป!

 

ผมชนเข้ากับอกของใครบางคน เมื่อเงยหน้าขึ้น....

 

ย๊า!! แกนั่นเองไอ้เด็กจกเปรต!” ผมเขม้นมองหน้าเขา ทำไมถึงเป็นหวังเจียเอ๋อร์ไปได้! โลกเรามันกลมเกินไปหรือเพราะเวรกรรมที่ผูกพันตั้งแต่ชาติก่อนกันแน่

 

ปล่อย!” ผมสะบัดมือเขาที่จับแขนผมไว้แล้วแหวกฝูงชนหนีทั้งที่แทบจะไม่มีแรง

 

ย๊า! แก! ไอ้งูพิษ! พวกนายรีบตามจับมันให้ได้!” หวังเจี๋ยเอ๋อร์หันไปสั่งคนของตน

 

“เอ่อ...แต่ท่านครับ! ท่านได้รับบาดเจ็บ?” หวังเจี๋ยเอ๋อร์ได้ยินก็รีบลูบคลำตัวเอง นึกว่าเขาจะพลาดถูกเจ้าเด็กสกปรกนั่นแทงหรือล้วงกระเป๋าเป็นครั้งที่สาม แต่เปล่าเลย...เขาไม่ได้บาดเจ็บและของในกระเป๋าก็ว่างเปล่าตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทว่ามือข้างที่จับเจ้าเด็กนั่นกลับมีคราบเลือดเปียกชุ่ม บริเวณอกและลำตัวที่ถูกเจ้าเด็กนั่นชนมีเลือดติดอยู่

 

เด็กนั่นไปทางไหนแล้ว!” หวังเจี๋ยเอ๋อร์มองหาเด็กหนุ่มที่สวมฮู๊ดดำท่ามกลางคนจีนเกือบร้อยแต่หาไม่พบจึงให้ลูกน้องแยกย้ายกันตามหาต่อ

 

อยู่ๆเสียงมือถือก็ดังขึ้น มือถือเครื่องนี้เสี่ยวเจียยึดมาจากคนของเขาเอง ก่อนหน้านี้สักเล็กน้อยเขาได้โทรตามต้วนอี๋เอินออกมาหลังจากที่ถูกลูกน้องช่วยจากการจับแก้ผ้ามัดอยู่ในห้อง เขาตั้งใจจะเค้นคอเสี่ยวเอินถามเรื่องของแมวน้อยและเจ้าหนูสกปรกสวมฮู๊ด แต่ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์จะถามเรื่องนั้นแม้แต่น้อย

 

“เสี่ยวเจียฉันถึงไชน่าทาว์แล้วนะนายจะให้ฉันไปรับตรงไหน?” ทันทีที่เสี่ยวเจียกดรับสาย ปลายสายก็ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

 

“เดี๋ยวฉันค่อยโทรหานายนะเสี่ยวเอิน ตอนนี้นี้ฉันกำลังยุ่งอยู่!” สุดท้ายสายก็ตัดไป

 

-----------------------------------------------------

 

 

ต้วนอี๋เอินมองมือถือของตัวเองก่อนจะส่ายหน้า สหายเขามักจะทำอะไรโดยที่เขาไม่คาดคิดเสมอ ความจริงข้อนี้เขาควรจะชินได้แล้ว แต่บางทีก็ตั้งรับไม่ทันจริงๆ

 

ชายหนุ่มหมุนตัวจะเดินกลับพร้อมเก็บมือถือเข้ากระเป๋ากางเกง แต่บังเอิญชนคนที่มาร่วมงานฉลองวันตรุจีนเข้าซะก่อน

 

เด็กหนุ่มคนนั้นใบหน้าซีดเผือด ข้างแก้มมีรอยกระเซ็นของเลือด เขาพึมพำอะไรบางอย่างก่อนจะล้มลงต่อหน้า ต้วนอี๋เอินตรงเข้ารับอีกฝ่ายไว้ก่อนที่ศีรษะจะถึงพื้น เด็กคนนั้นกุมท้องไว้ก็จริง แต่ลิ่มเลือดสดๆไหลทะลักออกตามร่องนิ้วมือ เสื้อฮู๊ดสีดำถูกย้อมด้วยเลือดจนเปียกชุ่ม ต้วนอี๋เอินรู้สึกถูกใบหน้าที่ซ่อนไว้ภายใต้ฮู๊ดสีดำดึงดูด คลับคล้ายกับว่าเขาเคยเห็นเด็กหนุ่มคนนี้จากที่ไหนมาก่อน

 

ไม่ช้าผู้คนรอบตัวก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของเด็กหนุ่มตรงหน้าและเสี่ยวเอิน เขาไม่ต้องการจะตกเป็นเป้าสายตาจากคนอื่นๆจึงช้อนร่างของเด็กหนุ่มขึ้นแล้วตรงไปยังริมถนนและเรียกแท๊กซี่พาไปส่งโรงพยาบาล ไหนๆเสี่ยวเจียก็ยุ่งๆอยู่คงติดต่อไม่ได้ไปอีกสักพัก

 

และวันนั้นโชคชะตาได้เปลี่ยนทุกอย่างให้ต่างออกไปจากเดิม ทุกดวงชะตาที่เคยได้ผูกพันด้วยเงื่อนไขของเวลา ได้พานพบ ได้อยู่ร่วม เมื่อถึงเวลาต้องพรากจากก็ไม่อาจฝืน

 

สามพี่น้องมิอาจร่วมทาง แต่ละคนต่างมีชะตาชีวิตของตัวเอง และชะตานั้นได้แยกพวกเขาออกเป็นสามทาง

 

 

....และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง.....

 

---------------------------------------------------------

To Be Con

ฝากเม้นให้กำลังใจด้วยนะคะ

นามิ

ความคิดเห็น