Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กลีบเหล็ก 二十五

ชื่อตอน : กลีบเหล็ก 二十五

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 60

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 02 มี.ค. 2564 19:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบเหล็ก 二十五
แบบอักษร

อีกด้านหนึ่งของสำนักปราบสุริยัน

การเคลื่อนไหวของกลุ่มศิษย์และนักฆ่าเป็นไปอย่างรวดเร็วเมื่อกลุ่มคนราวยี่สิบคนนี้กำลังไล่ล่าคนที่แอบลักลอบเข้ามาในสำนัก เป็นเรื่องยากสำหรับผู้บุกรุกใจกล้าที่จะทั้งหนีและหลบการโจมตีในครั้งนี้ได้แม้ก่อนหน้าจะกำจัดศัตรูไปได้ถึงสิบคนด้วยกัน ร่างโปร่งในชุดสีดำสนิทเริ่มออกอาการหอบเหนื่อยเมื่อกลุ่มคนที่กำลังไล่ตามนั้นไม่มีทีท่าจะยอมรามือ เข็มพิษและมีดสั้นเฉียดร่างกายไปก็หลายครั้ง บวกกับความไม่ชำนาญเส้นทางทำให้ถูกไล่ต้อนไปจนถึงหน้าผาที่ก็ไม่ได้สูงอะไรมากนัก อีกทั้งด้านล่างก็ยังเป็นลำธารเสียด้วย

นึกแล้วก็น่าทุบหัวตนเองนัก รู้ทั้งรู้ว่าที่นี่มีทั้งน้ำตกและลำธาร หากเงี่ยหูฟังให้ดีสักนิดจะไม่เลือกหนีมาทางนี้เลย ดูแล้วอีกฝ่ายก็ตั้งใจไล่ต้อนให้ต้องมาอยู่จรงนี้ตั้งแต่ต้นเสียด้วย เช่นนี้คงเรียกได้ว่าเหยียบกับดักเข้าเต็มเปา ในตอนนี้การโดดหน้าผาอาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก ไม่รู้ว่าหากโดดลงไปแล้วจะยิ่งเข้าทางอีกฝ่ายหรือไม่ แต่ก็คงดีกว่ายอมถูกศัตรูจับตัวไปโดยง่ายเช่นนี้เป็นแน่

หากตกลงไปก็ยังพอมีทางรอด แต่หากถูกจับได้…นอกจากจะไม่รอดแล้วยังจะสร้างความลำบากให้คนอื่นเสียอีก

คิดได้ดังนั้นเรียวขาก็ถอยไปด้านหลังทันที ในตอนที่ตั้งใจจะหันหลังกลับไปเพื่อโดดลงจากหน้าผานั้นเองที่ความเจ็บจี๊ดเกิดขึ้นที่ผิวบริเวณลำคอ ดวงตาของผู้บุกรุกเบิกกว้างรีบร้อนดึงเข็มพิษที่ปักอยู่ออกไป พลาด…จบเห่กันแล้วคราวนี้ ความรู้สึกแสบร้อนราวกับลำคอถูกเผาไหม้ทำให้รู้ได้ทันทีว่าโดนพิษเล่นงานเข้าให้

เมื่อคนร้ายคิดจะหนีก็เลยต้องจัดการปิดปากให้เรียบร้อยเสียก่อน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่สามารถเอาความลับที่ล่วงรู้มาไปบอกใครได้อีก บริเวณลำคอมีเส้นเลือดใหญ่ พิษที่กระจายไปจึงยิ่งออกฤทธิ์รวดเร็ว พิษที่ทำให้หมดสติแต่ไม่ถึงตายจะทำให้สามารถจับตัวคนร้ายกลับไปที่สำนักได้ เรื่องจะหาที่มาของคนที่กล้าลักลอบแอบเข้าสำนักนั้นไม่ยากเกินความสามารถของสำนักปราบสุริยันอยู่แล้ว

ร่างอันเกือบจะหมดสติของคนที่พลัดตกลงสู่ลำธารด้านล่างถูกลากขึ้นมาจากน้ำด้วยสภาพที่ไม่ดีนัก สำลักน้ำและไอโขลกอยู่ครู่หนึ่งก็หมดสติไป ภาพสุดท้ายที่ได้เห็นคือภาพที่ตนเองถูกรายล้อมไปด้วยศัตรู

พรึ่บ!

ผ้าคลุมที่ปกปิดใบหน้าถูกกระชากออกอย่างแรงจนเผยให้เห็นใบหน้าของผู้บุกรุก ใบหน้าที่ปรากฏนั้นทำเอาศิษย์แห่งสำนักปราบสุริยันนิ่งไปครู่หนึ่งด้วยความตกใจ ก่อนที่อึดใจต่อมาพวกเขาจะฉีกยิ้มเมื่อรู้ว่าพวกเขาจับตัวหนึ่งในคนสำคัญของวังหลวงได้สำเร็จ งานที่คงได้รางวัลจากท่านเจ้าสำนักอย่างงามเลยทีเดียว แต่ตอนนี้เขาต้องรีบให้ยาถอนพิษแก่นางก่อน หากสตรีนางนี้เป็นอะไรไปผลที่ออกมาคงไม่มีใครรับมือได้ ดีไม่ดีท่านเจ้าสำนักอาจลงโทษถึงชีวิต

ขวดแก้วไร้ลวดลายถูกหยิบออกมาเปิดฝาด้านบนออก ยาถอนพิษสีใสแจ๋วถูกเทเข้าปากของนางจนหมดขวด ก่อนที่เค่อต่อมาจะถูกฝ่ามือของหนึ่งในศิษย์ของสำนักทำให้นางต้องกระอักเอายาพิษมา

“พานางกลับไปขัง ห้ามใครแตะต้องนางจนกว่าท่านเจ้าสำนักจะมีคำสั่ง”

ร่างผอมบางถูกนำกลับไปที่สำนักอย่างรวดเร็วตามคำสั่งของศิษย์สายในผู้นำการไล่ล่าครั้งนี้ นักฆ่ากว่าสิบคนที่ติดตามมาแยกกลับไปประจำที่ของตนเพื่อเฝ้าระวังการบุกรุกต่อไปในขณะที่บางส่วนก็คุมตัวผู้บุกรุกกลับสำนัก ดวงตาที่บอดสนิทไม่ได้เป็นปัญหากับการเคลื่อนไหวของนักฆ่ากลุ่มนี้ ปากที่ถูกเย็บติดกันทำให้ตอบกลับคำสั่งได้เพียงการพยักหน้ารับคำเท่านั้น

“นั่นพวกเจ้าพาใครกลับมา” ไม่นานนักทั้งหมดก็เดินทางมาถึงใจกลางของสำนัก ศูนย์กลางการปกครองที่แท้จริงที่ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำลึก กัวเจิ้งเหลียงที่กำลังจะกลับออกจากถ้ำพอดีรีบเรียกตัวหนึ่งในศิษย์ของสำนักเอาไว้ เขาเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสนใจเมื่อรู้สึกคุ้นกับร่างของคนที่ถูกหามไปทางคุกของสำนักอย่างประหลาด และท่าทางรีบร้อนของเหล่าศิษย์ก็น่าสงสัยเกินกว่าจะปล่อยผ่านไป

“ท่านต้องไม่เชื่อข้าแน่ คราวแรกคิดว่าเป็นผู้บุกรุกทั่วไป ใครจะคิดว่าเราจะจับตัวท่านหญิงได้ง่ายดายเช่นนี้”

“ท่านหญิงรึ เจ้าหมายถึงใคร” ชายหนุ่มเริ่มขมวดคิ้วเข้าหากัน สังหรณ์ใจแปลก ๆ ว่าท่านหญิงที่ว่าจะเป็นคนเดียวกับคนที่อยู่ในความคิดของเขาหรือไม่ และหากคำตอบคือใช่เขาควรจะทำเช่นไร

“ท่านหญิงเหลียนซิน พระขนิษฐาขององค์รัชทายาทอย่างไรเล่าขอรับ” คนฟังยืนนิ่งอึ้งไปเมื่อได้รับคำตอบ เป็นดังที่คิด แต่ที่ไม่เข้าใจเลยสักนิดคือไม่เข้าใจว่านางมาที่นี่ได้อย่างไร มาเพราะเหตุใด และทำไมคนในวังนั่นถึงปล่อยให้นางออกมาไกลถึงที่นี่ทั้งที่การตามตัวนางนั้นก็ไม่ได้ยากเลยสักนิด

คำถามมากมายผุด­ขึ้นในหัวของเขา แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้คือสภาพของนางที่ถูกคนช่วยกันหามเข้ามา เจิ้งเหลียงพยายามอย่างมากที่จะรักษาน้ำเสียงให้ดูปกติที่สุดในตอนที่เอ่ยถามออกไปอีกครั้ง

“พวกเจ้าทำอะไรนาง”

“พวกข้าเพียงแค่ไล่ต้อนนางไปถึงหน้าผา นางตัดสินใจกระโดดลงไปก็เลยทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บ ศีรษะนางคงไปกระแทกกับหินเข้า…ที่สำคัญคือพวกนักฆ่าของสำนักใช้เข็มพิษกับนางตามกฎ พวกข้ากำลังกังวลเรื่องนี้อยู่พอดี ที่จริงเราเพิ่งมารู้ว่าคือนางก็ตอนที่ลงมือไปแล้ว พวกข้ารีบป้อนยาถอนพิษให้นางแต่พิษคงออกฤทธิ์ไปแล้ว…ท่านเป็นถึงที่ปรึกษาของท่านเจ้าสำนักคงจะช่วยพูดให้พวกเราได้ใช่หรือไม่ขอรับ”

“พานางไปที่ห้องของข้า”

“ขอรับ?”

“ข้าบอกให้พานางไปที่ห้องของข้า!” น้ำเสียงดุดันตวาดขึ้นทำเอาผู้คนในบริเวณนั้นขวัญเสีย อีกฝ่ายพอเห็นท่านที่ปรึกษาเริ่มไม่พอใจก็รีบร้อนก้มหัวรับคำแล้ววิ่งไปจัดการตามคำสั่งนั้น เจิ้งเหลียงสูดหายใจเข้าเพื่อตั้งสติอีกครั้ง กฎของสำนักเขารู้ดี และเพราะรู้ดีจึงได้ร้อนใจราวกับถูกไฟสุมอกอยู่อย่างนี้ เหลียนซินจะไม่สามารถพูดได้อีก พิษนั่นทำลายอวัยวะช่วงลำคอจนบาดเจ็บหนัก ลำพังจะกลืนข้าวกลืนน้ำในตอนนี้ยังทำได้ยาก หนทางรักษายิ่งแทบไม่มีทางเป็นไปได้เลย

“เจ้า ไปตามท่านหมอมาที่ห้องของข้า”

“ขอรับ” เมื่ออีกฝ่ายขานรับเจิ้งเหลียงก็หันหลังเดินตรงกลับเข้าห้องของตนทันที ชายหนุ่มรีบเข้าไปสำรวจร่างกายของสตรีที่ตนหมายปอง รู้สึกได้ถึงเส้นโลหิตที่ข้างขมับของตนที่ตอดเต้นตุบ ๆ เมื่อเห็นรอยถลอกและรอยช้ำตามเรียวแขนของนาง และยิ่งโกรธจนแทบจะลากคนที่มันกล้าทำร้ายคนของเขามาฆ่าทิ้งเสียให้สาสมกับสิ่งที่มันทำ ไล่ต้อนนางไปที่หน้าผาอย่างนั้นรึ ใช้เข็มพิษกับนางอย่างนั้นรึ คิดว่าตนเองเป็นใครกันถึงได้กล้ามาแตะต้องคนของเขา

“ท่านที่ปรึกษา” หนึ่งในศิษย์ของสำนักเอ่ยเรียกขึ้นเมื่อสังเกตเห็นสีหน้าถมึงทึงราวกับจะกินเลือดสูบเนื้อ คิดไปว่าอาจจะเป็นเพราะเผลอทำให้บุคคลสำคัญได้รับบาดเจ็บหนักอีกฝ่ายถึงได้ทำหน้าตาน่ากลัวเช่นนั้นออกมา ความกดดันแผ่กระจายไปทั่วห้องจนเหล่าศิษย์แทบไม่กล้าจะหายใจให้เกิดเสียงดังรบกวนด้วยเกรงว่าจะไปกระตุ้นโทสะของอีกฝ่ายเข้า

กัวเจิ้งเหลียงพยายามอย่างหนักที่จะไม่ลงมือกับศิษย์ในสำนัก เขาทำเพียงสะบัดมือไล่ให้เหล่าศิษย์รีบออกไปให้พ้นหน้า เมื่อทั้งห้องกลับมาเหลือเพียงตัวเขาและร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่จึงทรุดกายนั่งลงข้างกัน เตียงนอนของเขาที่ตอนนี้ถูกสตรีที่แอบหมายปองมานานยึดไปครอบครองไว้

ชายหนุ่มยื่นมือไปสัมผัสกับใบหน้าขาวซีดของคนที่ยังคงหมดสติ ตั้งแต่เล็กเขาเฝ้าดูแลนางมาตลอด ใครที่คิดร้ายกับนางล้วนถูกเขากำจัดจนสิ้น โจรที่คิดจะขโมยเงินของนางเมื่อครั้งที่นางแอบออกนอกวังก็เช่นกัน หึ น่าขันยิ่งนักที่ศัตรูอย่างเขากำลังนั่งทุกข์ใจที่เห็นนางต้องบาดเจ็บหนัก ทั้งที่เคยโกรธแค้นตระกูลของนางมากถึงเพียงนั้นแท้ ๆ หรือบางทีความคิดของเขามันอาจจะบิดเบี้ยวมานานมากแล้ว ตั้งแต่ความคิดที่ว่าเขาเท่านั้นที่สามารถรังแกนางได้ เขาเท่านั้นที่จะทำให้นางเจ็บปวด จนมาตอนนี้ก็ยังคงคิดเช่นนั้น ไม่สิ ตอนนี้ยังมีความคิดที่ว่าเขาเท่านั้นที่จะได้ครอบครองทั้งร่างกายและจิตใจของนางเพิ่มขึ้นมาด้วย

“ท่านที่ปรึกษา ท่านหมอเดินทางมาถึงแล้วขอรับ” เสียงที่ดังขึ้นอยู่ด้านหน้าห้องพักทำให้เจิ้งเหลียงจำต้องผละออกมาจากนาง เขามองรอยเปียกชื้นที่เตียงนอนก็นึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายเพิ่งจะถูกพาตัวขึ้นมาจากลำธาร ไม่อยากจะคิดว่าถ้าใต้ผานั่นไม่ใช่ลำธารนางจะมีสภาพเช่นไร

“ตามคนมาเปลี่ยนชุดให้นางแล้วค่อยเชิญท่านหมอเข้ามา เรื่องรายงานท่านเจ้าสำนักเดี๋ยวข้าจัดการเอง”

“ขอรับ” เมื่อได้รับการตอบรับชายหนุ่มจึงเดินออกไปรอด้านนอก ไม่นานนักพวกสาวใช้ก็เดินผ่านเข้าไปในห้องพร้อมกับชุดผ้าทอเนื้อดีและแน่นอนว่าชุดนั้นคือชุดของเขาเอง รอจนทุกอย่างเรียบร้อยจึงเดินกลับเข้าไปด้านในพร้อมด้วยหมอประจำสำนัก

“ท่านหมอ นางเป็นเช่นไรบ้าง” คนร้อนใจเอ่ยถามหลังจากที่ท่านหมอจัดการทำแผลและพันผ้าที่ศีรษะให้นางจนเสร็จ ใครจะไปใจเย็นได้เมื่อเห็นโลหิตที่ซึมออกมาจากบาดแผลที่ข้างขมับของนาง

“เรื่องบาดแผลตามตัวข้าคงไม่ต้องพูดอะไรมาก ท่านรู้ดีอยู่แล้ว เรื่องพิษก็เช่นกัน ตอนนี้เรื่องเดียวที่น่าเป็นห่วงคือแผลที่ศีรษะของนาง ถ้าโชคดีนางอาจจะไม่เป็นอะไรมาก แค่รักษาบาดแผลภายนอกก็จะหายดี แต่หากโชคร้าย นางอาจจะไม่เหมือนเดิม…”

“ละ แล้วเรื่องที่นางตกลงไปในน้ำเล่า”

“เรื่องนั้นไม่น่ามีปัญหาอะไร” เมื่อได้คำตอบเจิ้งเหลียงก็ทรุดกายนั่งลงที่เก้าอี้ไม้ตรงมุมห้อง เขายกมือขึ้นกุมขมับด้วยความเคร่งเครียด ทั้งหมดนี่ไม่ผิดจากที่เขาคาดการณ์เอาไว้เลยสักนิด จะทำอย่างไรดี หากนางฟื้นขึ้นมาแล้วไม่เหมือนเดิมจะทำเช่นไร

“แค่ก อึก แค่ก” เสียงของคนบนเตียงเรียกสายตาของคนทั้งห้องให้ต้องหันไปมอง เหลียนซินกะพริบตาช้า ๆ ฝืนความหนักอึ้งของเปลือกตาเพื่อมองสิ่งต่าง ๆ รอบกาย กลิ่นที่ไม่คุ้นชินทำเอานางย่นจมูก และเพราะการขยับไปมาของตัวนางเองที่ไปกระเทือนบาดแผลที่ศีรษะเข้า สุดท้ายจึงได้โอดครวญด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลนั้น

“ท่านหญิง” แทบจะในทันทีที่เสียงร้องของนางหลุดออกจากปาก ร่างของเจิ้งเหลียงก็ถลามานั่งอยู่บนเตียงนอน เขาไม่ได้สัมผัสตัวนางเพราะกลัวว่านางจะต่อต้านจนไปกระทบกระเทือนบาดแผลเข้า หันมามองท่านหมอที่กำลังตรวจชีพจรคนป่วยอย่างรู้หน้าที่ก็เห็นอีกฝ่ายขมวดคิ้วยุ่ง

‘ท่านหญิง หมายถึงข้าหรือ…’ ดวงตากลมโตกวาดมองรอบห้องก่อนจะมาหยุดที่บุรุษที่นั่งอยู่ข้างกายนาง นัยน์ตาสะท้อนความตื่นกลัวและสับสนอย่างปิดไม่มิด มือของนางถูกคว้าจับโดยชายชราที่น่าจะเป็นหมอ…หรืออาจจะไม่ใช่ เอาเถิด จะใช่หรือไม่นางก็ไม่มีแรงจะฝืนดึงมือกลับมาอยู่ดี ตอนนี้รู้เพียงแค่นางปวดไปทั้งตัว และที่ศีรษะก็ดูจะปวดมากที่สุด…เหมือนโดนอะไรทุบอย่างแรง ลำคอก็รู้สึกแห้งผากราวกับผืนทรายที่ขาดน้ำ

“ท่านหญิง ข้าเจิ้งเหลียงอย่างไรเล่า”

‘เจิ้งเหลียง…’

“เมื่อสองเดือนก่อนเราเพิ่งพบกันไปเอง” กล่าวย้ำไปอีกครั้งเมื่อเห็นสีหน้างงงวยของนาง ท่าทีที่นางแสดงออกมาเริ่มทำให้เขารู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น

‘เจิ้งเหลียง…พบกันเมื่อสองเดือนก่อน’ ยิ่งคิดก็ยิ่งพาให้สับสนมึนงง นางส่ายหน้าเป็นการตอบกลับว่าไม่รู้จักเขา การขยับอย่างไม่ระวังทำเอาความเจ็บจากบาดแผลและความปวดจากภายในตีตื้นขึ้นมา หญิงสาวหลับตาลงแน่น ร่างกายเริ่มขดงอคู้ตัวเข้าหากันในขณะที่ใบหน้าหวานฉายชัดถึงความทรมาน ปากที่อ้าออกพยายามจะพูดออกมาแต่กลับไม่มีเสียงทั้งยังเจ็บแสบราวกับมีบาดแผลอยู่ภายใน เพียงแค่กลืนน้ำลายก็ได้กลิ่นคาวโลหิตของตน ยิ่งพยายามส่งเสียงก็ยิ่งเจ็บ เจ็บจนต้องยกมือขึ้นบีบลำคอของตนเอง

เจิ้งเหลียงที่เห็นเช่นนั้นก็ตกใจเป็นอย่างมาก ยังไม่ทันได้อ้าปากถามก็ได้รับคำตอบชวนตะลึงกลับมา จะไม่ให้ตกใจได้อย่างไร…ในเมื่อคำตอบที่ว่าคือสตรีตรงหน้าของเขาไม่เพียงแต่ถูกทำลายภายในจนพูดไม่ได้ แต่นางยังสูญเสียความทรงจำไปอีกด้วย!

ตาคมของคนหนุ่มทอดมองคนที่ส่งเสียงร้องโอดครวญแผ่วเบาอยู่บนเตียง เจิ้งเหลียงนิ่งไปอย่างคนจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่คิดว่าอาการของนางจะแย่ถึงเพียงแน่ เรื่องพิษที่นางโดนเขารู้ดีถึงผลของมัน การรักษาแม้จะใช้เวลานานแต่ย่อมทำได้ อย่างน้อยเจ้าพวกโง่เง่านั่นก็ป้อนยาถอนพิษให้นางไปแล้วตั้งแต่ที่รู้ว่านางเป็นใคร พิษยังไม่ทันได้ทำลายอวัยวะมากนักก็ยังพอมีทางรักษา สักสองสามปีคงรักษาจนนางกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้สำเร็จ

แต่อีกเรื่องนี่สิ…แม้แต่ท่านหมอยังระบุไม่ได้ว่านี่เป็นเพียงการสูญเสียความทรงจำชั่วคราว ระยะยาว หรือตลอดชีวิต ไม่บ่อยนักที่จะมีคนสูญเสียความทรงจำ ยิ่งกับในสำนักแห่งนี้ยิ่งไม่เคยมี ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่หมอประจำสำนักจะรักษานางได้ ครั้นจะให้พานางกลับไปรักษาในวังเขาก็ทำไม่ได้เช่นกัน ขืนพานางออกไปตอนนี้เขาก็จะถูกท่านเจ้าสำนักเพ่งเล็ง คนผู้นั้นหากได้ระแวงใครแล้วย่อมกำจัดทิ้งให้สิ้นระแวงเสีย และเขาจะไม่ยอมเป็นคนที่ถูกกำจัดอย่างแน่นอน

หมอชราที่เห็นว่าคนหนุ่มไม่พูดไม่จาก็ตัดสินใจฝังเข็มรักษาอาการให้คนเจ็บ ไม่นานนักคนบนเตียงก็ค่อย ๆ สงบลงและหลับไปอีกครั้ง การขยับร่างกายของนางเมื่อครู่ทำเอาบาดแผลมีโลหิตซึมออกมา ในตอนนี้จึงเป็นหน้าที่ของหมอที่จะต้องทำแผลให้นาง จนเจิ้งเหลียงตั้งสติได้นั่นแหละเขาถึงได้มีผู้ช่วยในการพันแผลที่ศีรษะให้หญิงสาวเสียใหม่

ใช้เวลาไม่ถึงสองเค่อการรักษาและการเขียนเทียบยาก็เสร็จ เจิ้งเหลียงให้คนพาท่านหมอกลับไปส่งยังที่พัก ส่วนตัวเขาก็อยู่ดูแลเฝ้าไข้นางที่นี่ ดวงตาของเขาทอดมองสิ่งของในมือที่ถือวิสาสะถอดของนางออกเมื่อครู่นี้ สร้อยธรรมดา ๆ แต่มันขัดตาขัดใจเขามานานเหลือเกิน ไหน ๆ นางก็ลืมไปแล้วเขาก็จะไม่รื้อฟื้นให้นางกลับมาจำได้อีก ของที่เป็นเหมือนสิ่งแทนใจนี้เขาจะเก็บมันไว้ ให้นางลืมมันไปเหมือนที่ลืมอดีตที่เคยผ่านมา…

ความคิดเห็น